ตอนที่ 9
“กลัวแต่ว่าน้องของเขาจะลำบากน่ะสิ ตอนมีกันอยู่ 3 คน อาเหิงดูแลน้องๆได้ดีมากเลยนะ รับภรรยาเข้ามาแล้วหลงสตรีเช่นนี้ อีกฝ่ายอาจจะรังแกเด็กทั้งสองก็ได้”
“นางเป็ลูกคุณหนูสกุลใหญ่โต หากไม่เอาเปรียบทั้งสามสิน่าแปลก”
“อาเหิงหนออาเหิง ไม่รู้คิดอย่างไรเอามารร้ายเข้าบ้าน”
“ตอนนี้พากันไปผลาญเงินแน่ๆ ดูชุดที่นางสวมใส่เอาเถอะ ต้องใช้กี่ตำลึงจึงจะซื้อได้ หากนางร้องขอให้อาเหิงซื้อชุดให้ เช่นนี้อาเหิงคงไม่มีข้าวกิน”
เสียงกระซิบกระซาบที่ส่วนใหญ่จะพูดถึงว่ามู่เหิงนั้นตามใจภรรยามากเกินไป โดนปีศาจร้ายอย่างนางยั่วยวนทำให้ขาดสติ วันแรกที่มาถึงก็พาเข้าเมืองเสียแล้ว คาดว่ามู่เหิงน่าจะซื้อของจนหมดตัว แล้วก็ทำให้น้องๆของเขาต้องพลอยลำบากไปด้วย
มู่เหิงเหมือนอยากจะหันกลับไปปฎิเสธหลายต่อหลายครั้ง ทว่าเยว่เฉียนกลับเดินผ่านเหมือนนางไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ชายหนุ่มจึงลังเลอยู่บ้าง หากนางไม่ได้ยินก็เป็เื่ที่ดีไป เขาไม่อยากให้นางไม่สบายใจ แล้วหากนางไม่ได้ยินแต่เขาหันไปสู้กับคนอื่นๆ ไม่เท่ากับว่าเขานั้นแหละที่เป็คนทำให้นางรู้เื่นี้หรือ?
ท้ายที่สุดคู่รักใหม่ของหมู่บ้านก็พากันไปยังเกวียนม้าที่หน้าหมู่บ้าน วันนี้มีคนมารอแล้ว 4 คน ส่วนใหญ่เป็กลุ่มคนที่จะเอาของเข้าไปขายในเมืองทั้งนั้น ดูได้จากข้าวของมากมายที่วางไว้ท้ายเกวียนนั่น
ข้าวของของเยว่เฉียนและมู่เหิงไม่มีอะไรมาก มีเพียงหีบใบหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นมู่เหิงจึงถือเอาไว้เอง ไม่เอาไปรวมกับใคร คนขึ้นไปบนเกวียนก่อนแล้วยื่นมือมารับหญิงสาว แม้ว่ามันจะไม่ได้ขึ้นลำบากนัก ทว่าน้ำใจของเขาก็ทำให้คนที่มองดูอยู่ต่างก็อิจฉากันถ้วนหน้า
“อาเหิง นี่จะพาภรรยาที่เพิ่งแต่งไปเดินเล่นในเมืองแล้วหรอ”
หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม ที่จริงแล้วนางดีกับมู่เหิงมาก แต่กลับไม่ถูกชะตากับภรรยาที่ได้มาโดยไม่ถูกวิธีการนี้เลยแม้แต่น้อย
ตัวนางอยู่ในเมืองย่อมได้ยินข่าวลือบ้าง ที่มาของภรรยาที่ชั่วร้ายนี้อาจจะทำให้มู่เหิงเด็กน้อยที่เสียพ่อแม่ั้แ่ยังเล็กๆลำบากเอาได้ ความคิดนี้ทำให้นางมองไปยังเยว่เฉียนด้วยสายตาจิกกัดอยู่บ้าง
“ขอรับป้าเลี่ยว เป็ข้าเองที่เสนอพานางไปที่ตัวเมือง เผื่อจะได้ซื้อข้าวสารมาเติมบ้าง” มู่เหิงยืดอกรับ
ก่อนหน้านี้ป้าเลี่ยวเคยเตือนเขาไม่ให้เอาภรรยาเ้าปัญหานี้มาดูแล ทว่าเขาก็ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง แน่นอนว่ามู่เหิงเข้าใจอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร แต่อย่างไรตอนนี้เยว่เฉียนก็เป็ภรรยาของเขาแล้ว เขาไม่้าให้นางถูกคนอื่นต่อว่า
“อ่อ จะพาไปซื้อข้าวสารหรือ? เช่นนั้นก็ดีแล้ว อากาศหนาวยิ่งแย่ลงไปทุกทีๆแล้ว อีกไม่กี่วันน่าจะเดินทางไม่ได้ รอบนี้ก็น่าจะเป็รอบสุดท้ายที่ข้าจะนำไก่และไข่ไปขายในเมือง
ต้องรออีกทีหลังฤดูหนาวเลยกว่าจะไปขายอีกรอบ อยากซื้อหาอะไรก็เอามาให้พร้อม อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเล่า ใช้เท่าที่เคยใช้ อะไรที่ไม่เคยและเกินตัวก็ไม่ต้องไปเสียกับมัน” ป้าเลี่ยวแนะนำ
“ขอรับ” มู่เหิงไม่ต่อความยาวสาวความยืดใดๆ
นอกจากนี้เขาเองก็ไม่ได้โกหกเสียหน่อย ตัวเขานั้นไปทำธุระกับภรรยาก็จริง แต่ก็มีแผนจะซื้อข้าวสารและของอื่นๆมาไว้อยู่บ้าง จะให้เขากินข้าวของภรรยาทุกมื้อได้หรือ? แค่นี้ก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว
เยว่เฉียนไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน นางมองไปรอบๆเกวียน รู้สึกว่าการทำธุรกิจนี้ก็ไม่ได้แย่นัก เพียงต้องมีเงินก้อนเพื่อหาซื้อม้าและเกวียนเท่านั้น
ซึ่งแน่นอนว่าเงินก้อนนั้นนางย่อมมี สารถีก็ให้เป็มู่เหิงก็ได้ เขาจะได้ไม่ต้องไปล่าสัตว์ในป่าอีก อย่างไรมันก็อันตรายไม่น้อยเลย ในป่ามีเสือมีหมีมีงู ถ้าทำหน้าที่ขับเกวียนรับจ้างก็น่าจะสบายกว่า
ถึงอย่างนั้น ค่าแรงก็ไม่ค่อยคุ้มมากมายอะไร ผู้คนไม่ค่อยจะเข้าเมืองกันบ่อยนัก เงิน 2 อีแปะต่อคนนั้นจึงอาจจะสร้างรายได้อยู่ที่ 6 อีแปะต่อวันเท่านั้นเอง
เยว่เฉียนคิดไประหว่างนั่งเกวียนไปด้วย ดูเหมือนว่าเกวียนนั้นยังจำเป็อยู่ หากจะนำของไปขายในเมืองก็ต้องแบกสินค้ามารวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน แทนที่จะเก็บเื่รายได้เป็ความลับ มีหวังทุกอย่างคงอยู่ในสายตาของคนอื่นทั้งหมด
นี่ไม่รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ที่นาง้าจะเอาออกมาจากมิติอีกนะ หากต้องทำให้แเีก็ต้องแบกข้าวสารมาไว้ที่บ้านจำนวนมาก แต่ถ้าเกิดว่ามีเกวียนของตนเอง พวกเขาจะสงสัยได้หรือ?
“คิดอะไรอยู่หรือ? อีกนานกว่าจะถึง เ้าจะนอนพักก่อนก็ได้นะ” มู่เหิงสอบถามภรรยาที่นั่งขมวดคิ้วอยู่ด้วยความเป็ห่วง
เขาไม่ได้รู้ว่าั้แ่ยังเด็ก นางก็ต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อไปส่งสุราที่หอศิลป์ ดังนั้นเขาจึงกลัวว่านางจะเคยชินยามอยู่เมืองหลวง ซึ่งเหล่าคุณหนูคุณชายทั้งหลายก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ตื่นอีกทีตอนตะวันขึ้นแล้วเพื่อมารับอาหารเช้าจากเหล่าข้ารับใช้
แน่นอนว่ามู่เหิงไม่ได้้าเปลี่ยนให้เยว่เฉียนมาตื่นเช้าเหมือนพวกเขา หากนางอยากใช้ชีวิตเหมือนเดิม เขาก็ไม่เกี่ยงอะไร เป็ตัวเขาเองที่ดึงนางมาตกต่ำเสียมากกว่า
“หืม? ไม่เป็ไร ข้าไม่ได้ง่วง เ้าอยากพักก็พักก่อนเถอะ” เยว่เฉียนตอบกลับสามีเบาๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เบามากขนาดที่จะทำให้คนที่แอบฟังอยู่ไม่ได้ยิน
“นี่ เดี๋ยวก่อนนะ เ้าเรียกสามีว่ากระไร” ป้าเลี่ยวที่ไม่ชอบใจเป็ทุนเดิมถามออกมาด้วยความหงุดหงิด คิ้วของนางขมวดเป็ปมแน่นจนอยากจะแกะออกแล้ว
เสียงของนางนั้นค่อนข้างดังพอตัวเลย ทำให้คนในเกวียนทั้งหมดต่างก็หันมามองด้วยความสนใจ
“..........” เยว่เฉียนเอียงคอ ไม่ได้ตอบคำถามอะไรออกไป
เห็นใบหน้าไม่รู้สึกรู้สาเช่นนั้นแล้ว ป้าเลี่ยวยิ่งรู้สึกเกลียดชังสตรีตรงหน้ามากขึ้นไปอีก
“เป็ภรรยาผู้อื่น เรียกสามีไร้มารยาทยิ่ง อีกอย่างสามีของเ้าก็อายุมากกว่า เรียกเช่นนี้เหมือนไม่ได้รับการสั่งสอนมา” ป้าเลี่ยวใส่โทสะในน้ำเสียงอย่างไม่คิดปิดบัง
เยว่เฉียนเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้ว่าตัวนางจะอายุได้ 18 ปีและดูเหมือนอายุน้อยกว่าสามีอยู่ 2-3 ปี กระนั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกว่าการเรียกเขาว่า “เ้า” หรือเรียกด้วยชื่ออย่าง “มู่เหิง” จะเป็อะไรที่ผิดปกติ
อย่างไรนางเพิ่งมาเจอเขาเพียงวันเดียวเท่านั้น จะให้สนิทสนมถึงขนาดเรียก “ท่านพี่” หรือ “สามี” เลยหรือ?
อีกอย่างมู่เหิงก็เป็สามีคนแรกของนางจากทั้งสองชีวิต เรียกเช่นนั้นก็มีอายปากบ้างเหมือนกัน
“น่าแปลกยิ่ง สามีก็สามีคนอื่น ครอบครัวก็ครอบครัวคนอื่น แถมปากก็ปากคนอื่น ไม่รู้เหตุใดจึงหนักหัวคนอื่นได้อีก” เยว่เฉียนพูดลอยๆ
ไม่ตอบคำถามหรือรับคำวิจารณ์ นางเพียงยิ้มหวานเหมือนพึมพำกับตนเอง ทว่าสายตากลับจดจ้องไปยังป้าเลี่ยวโดยตรง
“ห๊า! ผู้หญิงคนนี้มันอะไร!! ผู้ใหญ่สั่งสอนแต่กลับไม่รับฟัง แถมยังปากดีกล้าตำหนิผู้อื่นอีกหรือ? พวกเราดูเอาเถอะ ภรรยามู่เหิงเป็เช่นนี้ ไม่เห็นหัวดำหัวหงอกแล้ว ต่อไปคงไม่วายจะด่ากราดไปทั่วเป็แน่” ป้าเลี่ยวโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง นางยังเรียกคนอื่นๆให้ดูผู้หญิงชั่วร้ายคนนี้อีกด้วย
แน่นอนว่าเยว่เฉียนไม่สนใจ นางชินชากับการที่คนอื่นด่าทอนางแล้ว อย่าลืมนะว่าก่อนหน้านี้นางเป็ถึงนางมารน้อยฉินน่ะ ถ้ายอมกับแค่ชาวบ้านปากจัดนี้จะเรียกว่ามารน้อยได้หรือ?
“น่าประหลาดใจอีกแล้ว ทำในจึงมีคนประหลาดเช่นนี้อยู่ด้วย ยุ่งเื่ครอบครัวผู้อื่น พอเขาไม่รับฟังกลับว่าคนเขาไร้มารยาท ไม่ใช่ว่าต่อไปหาก้าให้ข้าตีลังกาเดินก็ต้องทำตามแล้วหรือ?” เยว่เฉียนส่ายหน้า ทำตัวราวนักปราชญ์
“เ้า เ้า!! อาเหิง เ้าดูเอาเถิด ภรรยาหน้าไม่อายที่เ้าไปรับมานั้นทำตัวเช่นไร เป็อย่างนี้จะอยู่ร่วมหมู่บ้านเดียวกับพวกเราได้หรือ? ทำตัวเหมือนกับมองไม่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ อนาคตคงจะเดินเหยียบหัวพวกข้าเป็แน่แล้ว”
ป้าเลี่ยวไม่รู้จะด่าเยว่เฉียนต่ออย่างไรดี นางจึงหันไปฟ้องมู่เหิงที่เป็คนซื่อตรงและดีต่อกันมาตลอด
“เอ่อ ป้าเลี่ยวใจเย็นๆเถอะขอรับ เยว่เฉียนไม่ได้เจตนาเช่นนั้น” มู่เหิงอยากจะประณีประณอม
เขารู้ว่าป้าเลี่ยวนั้นแต่เดิมอคติกับภรรยาของเขา ทว่าก่อนหน้านี้ที่เขามีปัญหากับที่บ้าน อีกฝ่ายก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เป็พยานว่าเขาและน้องๆถูกเอาเปรียบมาตลอด ดังนั้นการแยกบ้านกันอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกันอีกจึงสำเร็จด้วยดี
เรียกได้ว่าแกเป็คนที่ตรงไปตรงมาคนหนึ่ง ไม่ชอบใจคือไม่ชอบใจ แต่ผิดก็ว่าตามผิด ถูกก็ว่าตามถูก
“อาเหิง ข้าไม่ได้เป็คนหาเื่ก่อนนะ เป็ภรรยาเ้าที่ปากไม่ดี ข้าสั่งสอนเพราะเห็นเป็ภรรยาของเ้าหรอก เื่บ้านคนอื่นใช่ว่าข้าจะอยากยุ่ง” เมื่อป้าเลี่ยวพูดถึงตรงนี้ เยว่เฉียนก็อยากจะหัวเราะออกมา
อะไรที่ว่าเื่บ้านอื่นไม่อยากยุ่งกัน?
กับแค่นางไม่เรียกสามีอย่างที่ทางนั้น้าก็ยังถูกตำหนิเสียๆหายๆ
คนเราถ้าอยากจะเตือนกัน ต้องเตือนด้วยท่าทางเช่นนี้หรือ?
“เรียกสามีไร้มารยาทยิ่ง” “เรียกเช่นนี้เหมือนไม่ได้รับการสั่งสอนมา”
นี่ใช่การตักเตือนแน่หรือ?
ป้าเลี่ยวนางนี้พูดเช่นนี้ต่อหน้าคนมากมาย หากไม่บอกว่านางหวังดี ใครๆก็ต้องคิดว่าอีกฝ่าย้าพูดเพื่อทำลายชื่อเสียงของเยว่เฉียนแน่แล้ว
“ใจเย็นๆเถอะขอรับ เดี๋ยวเื่ในบ้าน ข้าจะคุยกับเยว่เฉียนเอง ท่านไม่ต้องกังวล” มู่เหิงใช้น้ำเย็นลูบ ทว่าคำพูดของเขาก็เป็การออกโรงปกป้องเยว่เฉียนอย่างแน่ชัด
แม้แต่ป้าเลี่ยวก็อ้าปากค้างที่เห็นมู่เหิงกล่าวเช่นนั้น คำพูดนั้นดูสุภาพก็จริง ทว่าเป็การบอกนางว่าไม่ต้องห่วงเื่ของเขา เดี๋ยวมีอะไรเขาจะจัดการกันเองกับภรรยา แล้วเช่นนี้ป้าเลี่ยวจะกล้าพูดอะไรได้อีกหรือ?
หญิงวัยกลางคนได้แต่ฟึดฟัดไปอย่างไม่ค่อยถูกใจนัก กระนั้นนางก็ไม่ได้เอาเื่กับมู่เหิงเหมือนที่ทำกับเยว่เฉียน
หญิงงามผู้เป็ภรรยาของมู่เหิงอย่างเยว่เฉียนได้แต่มองทั้งสองคน ดูความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีของพวกเขาก่อนจะถอนหายใจ
เดิมทีคิดจะสอดปากร้ายๆของตนเอง พูดสวนกลับไปให้คนไม่กล้ามาเปลืองตัวกับตนเองอีก ใครจะคิดว่ามู่เหิงจะออกโรงปกป้องนางเช่นนี้กัน
“พี่เหิงคงจะรักภรรยามากเลยสินะเ้าคะ” ความเงียบเข้าปกคลุมพวกเขาเป็เวลานาน
ก่อนจะมีเสียงใสๆของสตรีนางหนึ่งกล่าวออกมาท่ามกลางความเงียบ
คนพูดนั้นเป็สตรีวัย 16-17 ปี ดูแล้วน่าจะเด็กกว่าเยว่เฉียนอยู่ปีหนึ่ง ใบหน้าของนางค่อนข้างดูดี แม้ว่าจะดูผอมและคล้ำไปหน่อย หากแต่ก็น่ามองแบบสาวชาวบ้าน ดูเข้าถึงง่ายและพูดคุยด้วยได้อย่างสบายใจ
“อืม” มู่เหิงชะงักไป
เขาแอบมองเยว่เฉียนครั้งหนึ่งแล้วก็ตอบกลับเด็กสาวผู้นั้น ท่าทางของเขาแม้ว่าจะนิ่งเรียบ ทว่ากลับมีร่องรอยของความเขินอายไม่น้อยเลย นี่ทำให้เยว่เฉียนเลิกคิ้วมองคนหล่อที่กำลังซ่อนความเขินของตนเองเอาไว้ด้วยสายตาเอ็นดู
…………………………………………..