กัวซีฉือทราบก่อนที่เยี่ยนเจาเจาจะมาถึงแล้วว่ายอดดวงใจขององค์หญิงจะเดินทางมา
ท่านแม่ของนางเคยเตือนนางไว้ว่า หากนางต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่พึ่งความสำเร็จของตระกูลตนเองการหาคนแล้วถวายความภักดีก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม
และเยี่ยนเจาเจาซึ่งตอนนี้ยังเยาว์วัยก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี
ปัจจุบันเยี่ยนเจาเจาเป็นเพียงธิดาขององค์หญิง บิดาแท้ๆเยี่ยนเหิง ฐานะไม่ได้สูงศักดิ์ ทั้งยังไร้บรรดาศักดิ์ ตัวเยี่ยนเจาเจาก็อายุน้อยแต่องค์หญิงไร้โอรส ทั้งฝ่าบาทยังโปรดปรานนาง วันข้างหน้าเมื่อนางเติบโตย่อมมีอนาคตไกลเป็นแน่
คนรุ่นถัดมาค่อยๆ เติบโตหากช่วงเวลานี้เลือกนายได้ถูกต้อง การก้าวหน้าในอนาคตอาจไม่ถึงกับราบรื่น แต่อย่างน้อยก็ลดปัญหายุ่งยากไปได้มาก
จวนเฝินหยางอ๋องมีเพียงบรรดาศักดิ์ ไร้ที่ดินศักดินาก้าวขึ้นมามีวันนี้ได้ก็เพราะกัวกานเอ๋อร์มองออกว่าฝ่าบาทจะได้ครองแผ่นฟ้า จึงจงรักภักดีตั้งแต่ต้นถึงตั้งหลักได้อย่างมั่นคงท่ามกลางคลื่นลมการก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ของฮ่องเต้หญิง
แต่แม้กัวกานเอ๋อร์จะพูดไปมากมายกัวซีฉือยังคงมีความคิดเป็นของตนเอง
ท่านแม่ถวายความภักดีต่อใครมิอาจเปลี่ยนใจของกัวซีฉือกัวซีฉือตระหนักดีว่าตนเองมีความสามารถแค่ไหน คนที่นางอยากภักดีด้วยต้องเป็นคนมากความสามารถที่นางต้องตานางอยากช่วยปกครอง และต้องเป็นบุคคลที่จะสร้างชื่อไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ในภายภาคหน้า
เยี่ยนเจาเจาอายุน้อยกว่านางมากยังไม่รู้ว่านางเป็นคนเยี่ยงไร นางรู้สึกว่าตนเองคงต้องรอดูไปก่อน
อย่างไรเสียกัวซีฉือเล่าเรียนอยู่ที่นี่พบเจอเด็กสาวมามากมายแต่มีเด็กสาวน้อยมากที่จะตั้งใจเรียนเพื่อก้าวไปข้างหน้าจริงๆ กัวซีฉือจึงมองเยี่ยนเจาเจาในแง่ลบมากกว่าชื่นชม
แต่ยามนี้กัวซีฉือพบว่านางคิดผิด
เยี่ยนเจาเจามีพลังในร่างมากยิ่งกว่าที่นางคิดนางเข้มแข็งทรหด ทั้งยังไม่ยอมแพ้
เยี่ยนเจาเจาเรียนบทกลอนบทกวีเรียนศิลปะทั้งหกของบุรุษ นอกจากนี้ยังเรียนตำราพิชัยสงคราม ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ลักษณะชัยภูมิ และฉีเหมินตุ้นเจี่ย [1] ตราบใดที่นางสามารถเข้าถึงนางล้วนเรียนอย่างบ้าคลั่ง
นางเติมเต็มตัวเองโดยไม่คำนึงสิ่งใด ราวกับฟองน้ำแห้งที่ดูดซับน้ำอย่างบ้าระห่ำ
เพียงเหตุผลนี้ กัวซีฉือก็รู้สึกว่าเหมาะสมแล้วเลือกนางย่อมไม่ผิด
กัวซีฉือกระจ่างแจ้ง ก็ลงมืออย่างตรงไปตรงมา
นางขวางเยี่ยนเจาเจาเอาไว้ขณะที่ทั้งสองเรียนอยู่ที่ชั้นเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่แล้วเอ่ยเรียกนาง
เยี่ยนเจาเจาถือตำราม้วนหนาไว้ในมือแต่ก็ยังหันศีรษะกลับมามองนาง เป็นการให้ความเคารพเต็มเปี่ยม
ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองพูดคุยกันเรื่องอะไรในบ่ายวันนั้น
แต่ทุกคนต่างรู้ว่ากัวซีฉือเริ่มพยายามอย่างหนักเพื่อช่วยเยี่ยนเจาเจาเรียนหนังสือถ่ายทอดทุกความรู้ความสามารถในฐานะศิษย์พี่หญิงโดยไม่ปิดบัง
ด้วยความช่วยเหลือของกัวซีฉือเยี่ยนเจาเจาได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า อีกทั้งความสัมพันธ์ยังดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
แท้จริงแล้วเยี่ยนเจาเจาเป็นคนจิตใจเย็นชา เห็นได้ชัดจากที่นางปฏิบัติกับไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์ก่อนหน้านี้นางไม่มีแม้แต่ความเห็นอกเห็นใจขีดเส้นแบ่งระหว่างคนกันเองกับคนอื่นไว้อย่างชัดเจน
ความจริงที่กัวซีฉือขวางนางวันนั้นไม่ได้พูดเนื้อหาซับซ้อนเช่นที่คนอื่นคิดกัวซีฉือเพียงกล่าวว่าจะช่วยเรื่องการเรียนของนาง
กัวซีฉือช่วยเยี่ยนเจาเจาจัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงจับลูกปัดดอกไม้บนศีรษะนางให้ตรงราวกับเป็นพี่หญิงใหญ่คนหนึ่ง และบอกนางว่าต่อไปจะช่วยนางเรื่องการเล่าเรียนช่วยประหยัดเวลาที่ไม่จำเป็น ยิ่งเร็วยิ่งดี
ว่ากันตามตรงทุกคนต่างคิดว่านี่เป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างเยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือแต่ความจริงนั้นไม่ใช่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยี่ยนเจาเจาเผชิญหน้ากับกัวซีฉืออย่างใกล้ชิดในแง่หนึ่งเยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือคุ้นเคยกันมากแล้ว อย่างไรเสียในชาติก่อนทั้งสองก็ติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วน
เยี่ยนเจาเจาจะไม่เข้าใจความหมายของกัวซีฉือได้อย่างไร
ความสามารถในการมองทะลุจิตใจมนุษย์ของนางนั้นน่ากลัวยิ่งนางคุ้นเคยกับกัวซีฉือด้วยแล้วใช้เวลาเพียงสองชั่วอึดใจก็ตระหนักถึงจุดประสงค์ของกัวซีฉือได้ทันที
กัวซีฉือมองเห็นคุณค่าในตนเอง ความพยายามของตนได้รับการยอมรับจากกัวซีฉือแล้ว
อย่างไรก็ตามเยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าจุดจบของจวิ้นจู่ท่านนี้ในชีวิตก่อนไม่ค่อยดีนักและผลลัพธ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ก็มีฝีมือของเยี่ยนเจาเจาด้วยเช่นกัน
กัวซีฉือมาจากตระกูลทหารแต่กลับเก่งเรื่องการวางกลยุทธ์ในราชสำนักยิ่งนัก หลังเรียนจบจากสถานศึกษาสกุลหยวนก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วผ่านการสอบขุนนางหญิง
ในช่วงเวลาที่องค์ฮ่องเต้หญิงสิ้นพระชนม์ปีกของกัวซีฉือก็สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว นางไม่ได้ทำตามคำแนะนำของท่านแม่กัวกานเอ๋อร์ ให้เลือกฝั่งองค์ชายรองที่มีโอกาสชนะสูงที่สุดแต่เลือกสวามิภักดิ์ต่อองค์ชายใหญ่แทน
กัวซีฉือเป็นนักวางกลยุทธ์อย่างแท้จริงทักษะการพลิกแพลงแผนและกลศึกยอดเยี่ยมเกินกว่าจะพรรณนา แต่น่าเสียดายที่เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉืออยู่ฝั่งตรงข้ามกัน
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าเหตุใดเยี่ยนเจาเจาถึงไม่เข้าพบนางตอนเจอกันครั้งแรกหรือกระทั่งเป็นฝ่ายเข้าไปพบก่อนหลังจากนั้น
ไม่ใช่ใจเกิดความแค้นเพราะอยู่คนละฝั่งแต่เป็นเพราะกัวซีฉือตายอย่างอ้อมๆ ในเงื้อมมือของเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจาจึงได้รู้สึกผิด
นางมิกล้า นางละอายใจ
กัวซีฉือภักดีต่อองค์ชายใหญ่ แต่เยี่ยนเจาเจาอยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายห้าเหลียงอิน
เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือชิงไหวชิงพริบกันอย่างกล้าได้กล้าเสียมาหลายปี
กัวซีฉือเป็นขุนพลใช้การได้ดีที่สุดคนหนึ่งภายใต้อาณัติขององค์ชายใหญ่แต่สุดท้ายก็เป็นเยี่ยนเจาเจาที่อาศัยช่วงเวลา สถานที่ที่เอื้ออำนวย และแรงสามัคคีกำจัดกัวซีฉือไปจากข้างกายองค์ชายใหญ่
เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่คนดีไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาติถัดมา มือนางเปื้อนโลหิตของผู้คนมากมายรวมไปถึงโลหิตของกัวซีฉือด้วย
ตอนที่กัวซีฉือตายเยี่ยนเจาเจาไม่ไปยืนยันการตายของนางเป็นครั้งแรกแม้จะมีคนนับไม่ถ้วนตายด้วยน้ำมือนางแต่การตายของกัวซีฉือทำให้นางเจ็บปวดถึงที่สุด
พวกนางทั้งสองเป็นคู่ต่อสู้กันแต่เยี่ยนเจาเจากลับชื่นชมกัวซีฉือยิ่งนัก ถึงขั้นอยากคบหากับกัวซีฉือเป็นสหาย
แต่ในสถานการณ์ตอนนั้นพวกนางทั้งคู่ต่างไร้ทางเลือกจุดยืนแตกต่างกันตั้งแต่แรก ถูกลิขิตมาให้มิอาจเป็นสหายกันได้
อย่างไรเสียท่ามกลางความเป็นและความตายสองกษัตริย์มิอาจอยู่ร่วม
ทว่าตอนที่กัวซีฉือตาย กลับให้คนนำคำพูดหนึ่งมามอบแก่เยี่ยนเจาเจา
นางกล่าวว่าพบคนรู้ใจ ดื่มกันพันจอกยังว่าน้อยนางรู้สึกยินดีที่ชีวิตนี้ได้พบคู่ปรับเช่นเยี่ยนเจาเจา หากโลกหลังความตายมีจริงก็หวังว่าชาติหน้าจะไม่ต้องมาเป็นศัตรูกับเยี่ยนเจาเจาอีก
ประโยคนี้เยี่ยนเจาเจาจำได้ขึ้นใจเนิ่นนานไม่ลืมจวบจนวันนี้
เยี่ยนเจาเจาเลื่อมใสกัวซีฉือ ไม่เพียงเพราะความปราดเปรื่องของกัวซีฉือนำความประหลาดใจมาให้นางยังเป็นเพราะเยี่ยนเจาเจารู้สึกผิด และเพราะความใจกว้างของกัวซีฉือด้วย
นางตายในเงื้อมมือศัตรูเก่าของตนเองกลับไม่อาฆาตแค้นเยี่ยนเจาเจาจากเรื่องนี้ หากเป็นเยี่ยนเจาเจานางถามใจตนเองดูแล้ว นางทำไม่ได้หรอก
ยุคสมัยแห่งการต่อสู้แย่งชิงความงามของกัวซีฉือมิอาจลบเลือนไปจากความคิดของเยี่ยนเจาเจา
แม้กัวซีฉือได้ตายไปแล้ว แต่เยี่ยนเจาเจารู้ว่าแท้จริงเป็นตนที่พ่ายแพ้ศึกนั้นในท้ายที่สุดแพ้ให้กับจิตใจอันยิ่งใหญ่ของกัวซีฉือ
ความคิดมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบันสะท้อนก้องอยู่ในหัวจนเยี่ยนเจาเจาอดหรี่ตาลงมิได้
ใบหน้าของกัวซีฉือตอนนี้ไม่แตกต่างกับในอนาคตมากนักนางเหมือนกับกัวซีฉือที่เยี่ยนเจาเจารู้จักเมื่อชีวิตก่อน มั่นใจในตนเองน้ำใจกว้างขวาง ไร้วี่แววของความคลุมเครือ
นางกระตือรือร้นราวกับดอกกุหลาบที่เบ่งบานไม่ปกปิดความรู้สึกชอบพอและยอมรับเลย
เยี่ยนเจาเจาเลยอาจหาญคาดเดาว่า ชีวิตนี้นางคงเลือกตนเองแล้ว
คบหากับจวิ้นจู่ที่วันข้างหน้าต้องมีอำนาจบารมีอย่างแน่นอนย่อมไม่เสียหายยิ่งเยี่ยนเจาเจาทราบดีถึงความสามารถและความภักดีของกัวซีฉือ มีกัวซีฉืออยู่ข้างกายเยี่ยนเจาเจาจะสามารถปกป้องท่านแม่และท่านป้าได้ดียิ่งขึ้น
ยิ่งกว่านั้นเยี่ยนเจาเจามีทั้งความรู้สึกชื่นชมและละอายใจเจือปนกันต่อกัวซีฉือคราวนี้กัวซีฉือเข้าถวายความจงรักภักดีก่อนจึงเป็นเรื่องน่าดีใจและแปลกใจสำหรับเยี่ยนเจาเจา
นางไม่รู้ว่าเหตุใดดวงตาถึงได้ร้อนผ่าวอาจเพราะความเสียใจตลอดสองชาติตีตื้นขึ้นมากะทันหันจนเยี่ยนเจาเจายากจะควบคุมตนเอง
นางวางม้วนตำราในมือไว้ด้านข้างแล้วโผตัวเข้าสู่อ้อมแขนของกัวซีฉือ น้ำตาคลอหน่วยตา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความยินดี
กัวซีฉืออายุมากกว่านางเกือบครึ่งรอบเป็นพี่หญิงใหญ่แล้ว
กัวซีฉือค่อนข้างประหลาดใจกับความใกล้ชิดและออดอ้อนฉับพลันของเยี่ยนเจาเจาแต่นางไม่รังเกียจแม้แต่น้อย
นางเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ไร้พี่น้อง ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ของการมีคนตามเกาะแกะรอบตัวเห็นเพื่อนร่วมชั้นเล่าความสัมพันธ์อันสนิทสนมระหว่างพี่น้องของตนเองอันที่จริงกัวซีฉือไม่เข้าใจสักนิด
จู่ๆ เยี่ยนเจาเจาก็กระโจนเข้าใส่อ้อมแขนนางกอดเอวนางแน่น ทำเอาหัวใจนางอ่อนยวบ
ความรู้สึกของการมีน้องสาวเป็นเช่นนี้นี่เอง
อ่อนหวานนุ่มนวลราวกับช่องว่างในหัวใจถูกเติมเต็ม
สาวน้อยยังเยาว์วัย วันหน้าค่อยๆ สอนกันไปก็ได้
บอบบางเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร นางจะคอยช่วยเหลือเอง
เยี่ยนเจาเจาเองก็ไม่มีพี่สาว และความรักความเอ็นดูของพี่สาวก็แตกต่างกับพี่ชาย
กัวซีฉือวางตัวเป็น แข็งนอกอ่อนในเหมาะกับนิสัยของเยี่ยนเจาเจา ทำให้ในใจนางเปี่ยมไปด้วยความสุข
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเสมือนสหาย แต่ก็เหมือนพี่หญิงน้องหญิงกันมากกว่า
ทั้งสองเล่าเรียนอย่างหนักเป็นคนบ้าเรียนไม่สนสิ่งใด จนนักเรียนหญิงคนอื่นในสถานศึกษาที่ตั้งใจเรียนถูกกระตุ้นให้พยายามยิ่งขึ้นไปด้วย
ส่วนพวกที่ไม่ชอบเรียนเช่นเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ยังคงสุกเอาเผากินไปวันๆ
และคนที่ในใจริษยาก็ทนไม่ไหว พูดจาแปลกประหลาดว่ากัวซีฉือกำลังประจบเยี่ยนเจาเจา
ไม่คิดบ้างเล่าว่าฐานะของกัวซีฉือเป็นอย่างไร?
หมิ่นเหยียนจวิ้นจู่ผู้ไม่เป็นสองรองใครในต้าซีมีบรรดาศักดิ์ของเฝินหยางอ๋องแขวนอยู่บนศีรษะกัวซีฉือต้องประจบเยี่ยนเจาเจาด้วยหรือ?
ช่างเป็นข่าวลือที่ไร้สาระสิ้นดี
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจข่าวลือเหล่านี้กัวซีฉือก็ยิ่งไม่ใส่ใจ
ช่วงนี้กัวซีฉือกำลังหลงใหลการดูแลและสอนสั่งน้องหญิงไม่มีเวลาว่างมาคุยเรื่องไร้สาระกับปีศาจอย่างไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์
วสันตฤดูผันผ่าน สารทฤดูย่างกรายกาลเวลาผ่านไปเพียงพริบตาจนไล่ตามไม่ทัน ไม่ช้าผลอิงเถา [2] พลันแดงฉานกล้วยน้ำว้าพลันเขียวอร่าม
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยนเจาเจาแทบจะลืมวันเกิดของตนเองไปแล้ว
นางทำข้อสอบอย่างคล่องแคล่วว่องไวเตรียมพร้อมกลับเมืองซูโจวในช่วงปีใหม่นี้พร้อมกับเจินเจินอ้ายอ้ายและหนานหมิงเหอที่ไม่ได้พบหน้ามาสักพักหนึ่งแล้ว
ความจริงมีนักเรียนมากมายในสถานศึกษาสกุลหยวนที่ไม่ได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่
นักเรียนส่วนใหญ่ล้วนมาจากทั่วแคว้นเส้นทางกลับบ้านยาวไกลเกินไป เดินทางไปกลับย่อมเหน็ดเหนื่อยและเสียเวลาตนเองพร่ำลำบากร่ำเรียนมามิใช่เพื่อสร้างความก้าวหน้าและแทนคุณชาติบ้านเมืองหรอกหรือแม้จะหวงแหนช่วงเวลาครอบครัวพร้อมหน้าเพียงใด สุดท้ายก็ต้องยอมตัดใจ
แต่เยี่ยนเจาเจาและคนอื่นๆ อยากกลับไป
อาจเพราะบรรยากาศช่วงฉลองปีใหม่คราวก่อน ทำให้ผู้อาวุโสหยวนมู่รู้สึกสุขใจหรืออาจเป็นเพราะผู้อาวุโสหยวนมู่รู้สึกไม่เหมาะสม ที่จะปล่อยแก้วตาดวงใจขององค์หญิงฉลองปีใหม่ในสถานศึกษาจึงเอ่ยปากให้เยี่ยนเจาเจาและคนอื่นกลับซูโจวไปฉลองปีใหม่พร้อมกัน
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากแยกจากกับกัวซีฉือแต่กัวซีฉือเองต้องกลับไปยังเฝินหยางในช่วงปีใหม่เช่นกัน จวนอ๋องของนางใหญ่โตว่างเปล่ามีท่านแม่อยู่เพียงคนเดียว หากกัวซีฉือไม่กลับไปย่อมไม่เข้าท่านัก
ทั้งสองต่างอาลัยอาวรณ์ที่จะแยกจากกันทำเอาหนานหมิงเหอข้างๆ เม้มริมฝีปากแน่น
นี่ช่างแย่นัก วันข้างหน้าตนไม่เพียงต้องป้องกันเด็กหนุ่มไม่มีตามาขุดผักกาดน้อยของเขาแต่ยังต้องป้องกันจากเหล่าวีรสตรีพวกนี้ด้วยเช่นนั้นหรือ?
กัวซีฉือยังไม่ทราบตัวตนที่แท้จริงของหนานหมิงเหอคิดเพียงว่าหนานหมิงเหอก็คือหนานหมิงเหอเครือญาติที่เข้าเรียนมาพร้อมกันกับเยี่ยนเจาเจา จึงเรียกเขาว่าคุณชาย และกำชับเขาให้ดูแลเยี่ยนเจาเจาในช่วงปีใหม่นี้ให้ดี
หนานหมิงเหอผู้ได้รับคำกำชับแปลกประหลาดเกิดความรู้สึกสับสน
น้องสาวตน ยังต้องให้กัวซีฉือมาสั่งอีกหรือ?
แต่ก็ทำอันใดไม่ได้เยี่ยนเจาเจาแสดงออกชัดเจนว่าชอบกัวซีฉือ และไม่ใช่ชอบธรรมดาด้วย บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เมื่อไร้ทางเลือกจึงทำได้เพียงกลืนเสียงลงไป
กัวซีฉือควบม้าจากไปเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอก็ลงจากเขาไปรับหงซิ่วและหลานเล่อที่สำนักอวี้เต๋อตรงเชิงเขา
ทั้งคู่เติบโตขึ้นมากสายตาที่มองเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอกลับยังเหมือนเดิม แต่ในสายตาของหงซิ่วและหลานเล่อคุณหนูและคุณชายเปลี่ยนไปมากแล้ว
หลังปีใหม่เด็กสาวจะอายุสิบสองปีแล้วเยี่ยนเจาเจาตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าก็ดูโตเป็นสาวขึ้นแต่ลักยิ้มน่ารักบนสองข้างแก้มยังเป็นเช่นเดิม
เยี่ยนเจาเจาผอมลง แต่มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม
ความสูงของเด็กหนุ่มเริ่มคงที่แล้วรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไปนัก เพียงบรรยากาศรอบกายดูนิ่งขึ้นมาก
สิ่งเดียวที่ไม่แปรเปลี่ยนคือความรักของหนานหมิงเหอที่มีต่อเยี่ยนเจาเจา
หนานหมิงเหอจะจับจูงมือเจาเจาไปทุกที่ที่เขาไปหลานเล่อมิได้กังวล แต่หงซิ่วกลับเห็นร่องรอยบางอย่างแล้ว
ฐานะของคนทั้งสองนั้นไม่ชัดเจนไม่ใช่ทั้งพี่ชายน้องสาว แต่ก็เป็นพี่ชายและน้องสาวหากแนบชิดกันเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อคุณหนูเติบใหญ่จนรู้ความ ควรจะทำเช่นไร?
แต่หงซิ่วผู้น่าสงสารไม่มีโอกาสเอ่ยคำนั้นออกมานางได้รับสายตาแฝงนัยจากหนานหมิงเหอผู้เป็นเจ้านายเก่าของตน จึงทำได้เพียงมองเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอ“ตัวติดกันเป็นตังเม” ตาปริบๆ อย่างพูดอะไรไม่ได้
กลับมาถึงจวนสกุลหยวนในซูโจว จวนสกุลหยวนที่ไม่เห็นมานานนับปีไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอยังคงอยู่ด้วยกันที่ลานเรือนเดิม
เจินเจินกับอ้ายอ้ายยังเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องทั่วไปของจวนสกุลหยวนตามปกติแม้เด็กสาวทั้งสองจะไม่ได้เรียนกับผู้อาวุโสหยวนมู่แต่กลับเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ควบคุมดูแลส่วนกลางได้ค่อนข้างชำนาญทีเดียว
ความจริงก่อนหน้านี้เยี่ยนเจาเจากังวลว่า เจินเจินกับอ้ายอ้ายจะรู้สึกหนักใจเพราะตนได้รับเลือกให้เป็นลูกศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสหยวนมู่หรือเปล่าแต่เด็กสาวทั้งสองก็ยังคงเป็นผู้ติดตามตัวน้อยเหมือนเดิม
จากความรู้สึกของเจินเจินแม้เยี่ยนเจาเจาจะยุ่งมากจนแทบไม่ได้พูดคุยฉันพี่น้องกับพวกนาง แต่“แม้นางจะไม่ได้อยู่ในการประลอง แต่ตำนานของนางยังอยู่ในลานประลอง [3]” เจินเจินและอ้ายอ้ายมักได้ยินผลงานของเยี่ยนเจาเจาอยู่บ่อยครั้งนอกจากตกใจและอิจฉาก็คือฮึกเหิม
เจินเจินและอ้ายอ้ายรู้ความสามารถของเยี่ยนเจาเจาพวกนางไม่อยากโดนเยี่ยนเจาเจาทิ้งไว้ข้างหลัง จึงพยายามเล่าเรียนอย่างหนักมาตลอดหนึ่งปี
การบ้านของเยี่ยนเจาเจาหนักหน่วงเหมือนเดิมแม้จะกลับจวนมาเพื่อเตรียมฉลองปีใหม่ความจริงต้องนำตำราและการบ้านกลับมาที่จวนมากมาย
ชีวิตของนางและหนานหมิงเหอเคร่งครัดมากขึ้นหลังจากผ่านหนึ่งปีในสถานศึกษามาตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายรอบลานเรือนเล็กสองรอบทุกวันจากนั้นก็เริ่มอ่านตำราตั้งแต่เช้า
อาหารเช้าเริ่มหลังอ่านตำราช่วงเช้าเสร็จก่อนท่องจำ คัดอักษรและเขียนบทความต่อ งีบหลับเป็นเวลาสั้นๆช่วงอาหารกลางวันก็ทำการบ้านอีกครั้ง ทั้งยังต้องส่งบทความหนึ่งเรื่อง แล้วไปเดินเล่นหลังอาคารค่ำจากนั้นค่อยฝึกศิลปะทั้งหกของบุรุษ วนเวียนวุ่นวายเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่รู้ว่าทั้งสองคนยุ่งเช่นนี้แต่หลังจากเห็นพฤติกรรมที่เข้มงวดกวดขันตนเองของพวกเขาก็สะดุ้งและเรียกเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอออกไปเที่ยวเล่นโดยไม่สนข้ออ้างใดๆ
เป็นความจริงที่ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าการทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุลกันเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอล้วนเห็นด้วย จึงวางแผนจะออกไปทานอาหารข้างนอกที่หอเทียนเซียงในวันก่อนวันส่งท้ายปีเก่า
ประจวบเหมาะกับที่ผู้อาวุโสหยวนมู่ถูกเพื่อนร่วมงานเก่าของตนเชิญออกไปข้างนอกด้วยเหล่าเด็กๆ จึงสามารถออกไปเที่ยวเล่นได้ตามอำเภอใจ
---------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ฉีเหมินตุ้นเจี่ย หมายถึงหนึ่งในสุดยอดวิชาลึกลับของจีน เป็นวิชาวางกลยุทธ์เพื่อวางแผน เจรจาต่อรองหรือเหตุการณ์ต่างๆบุคคลทั่วไปจะเคยได้ยินว่าขงเบ้งใช้วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยในเหตุการณ์หลายครั้ง เช่นค่ายกล 8 ทิศ ศึกผาแดงเรียกลมเรียกฝน ฯลฯ
[2] อิงเถา หมายถึง เชอร์รี่
[3] แม้จะไม่ได้อยู่ในการประลอง แต่ตำนานยังอยู่ในลานประลองหมายถึง การบรรยายชื่นชมการกระทำของคน แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ในที่สาธารณะแต่เรื่องราวยังเป็นที่กล่าวขาน