บทที่ 18 การหลับใหลชั่วนิรันดร์
"เกิด เกิดอะไรขึ้น"
เมื่อเห็นลู่หลีมีสีหน้าผิดปกติไป เฉินจงก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที
"ไม่มีอะไร ในเมื่อตีไปแล้วก็ช่างมันเถอะ" เื่มาถึงจุดนี้แล้ว ลู่หลีก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ในความคิดของเขา การทำร้ายซุนจื่ออันนั้นเป็การกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย อย่างที่ว่ากันว่าตีงูไม่ตาย ย่อมถูกงูฉกกลับ หากจะจัดการก็ควรลอบสังหารให้ตายไปเลย
หากแค่ทุบตีอีกฝ่ายไปครั้งเดียว พอเขาฟื้นคืนสติมา น่ากลัวว่าจะนำมาซึ่งการแก้แค้นที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เฉินจงเกาศีรษะพลางถามอย่างเซ่อซ่า "ข้า...ทำอะไรผิดหรือไม่"
ลู่หลีส่ายหน้าพลางเบี่ยงประเด็น "เ้าไม่ได้ทำผิด ข้าอยากซัดมันมานานแล้ว มา เล่าให้ข้าฟังหน่อย เ้าต่อยมันอย่างไร..."
แม้ลู่หลีจะเป็ห่วง แต่ก็ไม่อาจแสดงออกต่อหน้าพี่น้องของตน อีกอย่างเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า เฉินจงเอาชนะซุนจื่ออันที่มีพลังก่อปราณระดับสองได้อย่างไร
ต้องรู้ว่าขอบเขตก่อปราณระดับสองนั้นได้เปิดเส้นลมปราณครบหนึ่งเส้นแล้ว สามารถใช้พลังปราณได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินจงก็เริ่มเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ลู่หลีฟังทุกรายละเอียด
ลู่หลีฟังแล้วคิดวิเคราะห์ก็เข้าใจได้ทันที นั่นก็คือ เฉินจงอาศัยร่างกายเอาชนะในการเปิดฉากก่อน ทำให้ซุนจื่ออันใกลัว จากนั้นอีกฝ่ายรีบร้อนใช้พลัง แต่ก็ถูกเฉินจงใช้หมัดเดียวทำลายจนแตกกระจาย ทำให้ขวัญเสียจนไม่กล้าต่อสู้กับเฉินจงอีก
เมื่อเป็เช่นนี้ ลู่หลีจึงได้ข้อสรุปอย่างน้อยสองประการ
ประการแรก ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้มีพละกำลังร่างกายที่แข็งแกร่งทุกคน ร่างกายที่แข็งแกร่งของพวกเขานั้นถือเป็เื่ผิดแปลก หากนำมาใช้ต่อสู้ก็จะสร้างความประหลาดใจให้คู่ต่อสู้ได้
ประการที่สอง พละกำลังร่างกายที่แข็งแกร่งสามารถต้านทานพลังปราณระดับต่ำได้ หรืออาจเป็ไปได้ว่าเมื่อร่างกายแข็งแกร่งขึ้น การต้านทานพลังปราณระดับสูงก็ไม่ใช่ปัญหา
ทั้งสองคนพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง เฉินจงก็จากไป
ฉินโซ่วเหรินยังไม่กลับมา ลู่หลีไม่ได้คิดอะไรมาก เขาปิดประตูแล้วเข้าสู่การฝึกบำเพ็ญต่อ
จนถึงตอนนี้ เขาทะลวงกำแพงธาตุไม้ชั้นที่สองของจุดลมปราณที่สองได้แล้ว ถึงคราวของกำแพงธาตุน้ำชั้นที่สาม ไม่รู้ว่าเป็เพราะการฝึกร่างกายทำให้ประสาทชาไปหรือไม่ ตอนแรกที่ทะลวงกำแพงรู้สึกเจ็บราวกับถูกเข็มทิ่มแทง แต่ตอนนี้เขาแค่รู้สึกชา ๆ เท่านั้น
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน
กระทั่งตอนเย็นของวันถัดมา ลู่หลีรู้สึกหิวขึ้นมา จึงได้สติกลับมาจากการฝึกบำเพ็ญ
"ไม่นึกว่าจะฝึกบำเพ็ญไปตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน"
ในที่สุดลู่หลีก็เข้าใจความหมายของคำว่าการบำเพ็ญเพียรไม่มีวันสิ้นสุด เวลาภายนอกผ่านไปเพียงสิบกว่าชั่วยาม แต่ในวิหารกาลเวลาผ่านไปแล้วแปดเก้าวัน แทบจะเป็เพียงชั่วพริบตา
เมื่อเดินออกจากห้อง ลู่หลีตั้งใจจะไปหาอะไรกิน แต่กลับพบว่าประตูห้องของฉินโซ่วเหรินที่อยู่ข้าง ๆ เปิดแง้มไว้ เขาขมวดคิ้วแล้วเดินไปที่ห้องของฉินโซ่วเหริน
เมื่อผลักประตูเข้าไปดู ข้างในกลับไม่มีร่างของฉินโซ่วเหรินอยู่ เขาอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ "ทำไมดึกป่านนี้ยังไม่กลับมา หรือว่ายังทำความสะอาดไม่เสร็จ?"
ในตอนนั้นเอง เฉินจงเดินเข้ามาจากนอกลานพร้อมถาดในมือ บนถาดมีผัดสองจานและข้าวสวยหนึ่งชามใหญ่ เมื่อเห็นลู่หลีออกมาแล้ว จึงรีบเดินเข้ามาหา
"เ้าลิง เ้าเลิกบำเพ็ญเพียรแล้วหรือ ข้าเตรียมอาหารมาให้เ้า"
"ขอบใจ" ลู่หลีหันกลับมาถาม "เ้าเห็นฉินโซ่วหรือไม่"
เฉินจงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าพลางกล่าว "ไม่เห็น บางทีอาจจะยังไม่กลับมาจากการทำงานกระมัง"
เขาส่งถาดอาหารให้ลู่หลี "เ้ากินก่อนเถิด เดี๋ยวอาหารเย็นชืดจะไม่อร่อย"
"ได้" ลู่หลีรับถาดอาหารกลับห้องไปด้วยความกังวลใจ
เวลาผ่านไปอีกสองวัน
ในระหว่างนั้นลู่หลีได้ออกไปตักน้ำหนึ่งวัน จนเติมบ่อที่เจ็ดจนเต็ม
ส่วนเฉินจงเนื่องจากทำงานที่ได้รับมอบหมายในเดือนนี้เสร็จแล้ว ทั้งวันในลานเรือนจึงมีแต่เสียงการฝึกวรยุทธ์
วันหนึ่งในยามเย็น
ลู่หลีรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขารีบวิ่งออกมาจากห้องด้วยความร้อนใจ แล้วะโถามเฉินจงว่า "ฉินโซ่วยังไม่กลับมาอีกหรือ"
เฉินจงขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่ง "สองวันมานี้ข้าอยู่ในลานเรือนทั้งวัน นอกเสียจากว่าเขาจะแอบกลับมาตอนกลางคืน..." พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าก็เปลี่ยนไป "หรือว่าเขาจะเกิดเื่อะไรขึ้น!"
"รีบไปตามหาเดี๋ยวนี้!" หัวใจของลู่หลีเต้นรัวแรง เวลาผ่านไปสามสี่วันแล้ว ด้วยนิสัยของฉินโซ่วเหริน หากบำเพ็ญร่างกายสำเร็จ เขาคงรีบกลับมาอวดทันที จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะอดทนไม่กลับมาเพียงเพราะต้องทำงานนานถึงเพียงนี้
เขาพาเฉินจงมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขาชุ่ยอวิ๋น
"ไปอยู่ไหนกันนะ ไปไหนกัน ฉินโซ่วเ้าอยู่ที่ใด!..."
"ฉินโซ่ว!"
"......"
บนยอดเขา ลู่หลีและเฉินจงวิ่งวนไปมาด้วยความร้อนใจ ทั้งะโเรียกและค้นหาไปด้วย แต่น่าผิดหวังที่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากบนเขา ทั้งยังไม่พบร่องรอยที่ฉินโซ่วเหรินทิ้งไว้แม้แต่น้อย
"เ้าอ้วน เ้าไปดูที่ลานกว้างเถอะ ข้าจะค้นหาบนเขาต่อ" ด้วยความจนใจ ลู่หลีได้แต่หวังว่าฉินโซ่วเหรินจะอยู่กวาดพื้นที่ลานกว้าง
"ได้!" เฉินจงรับคำก่อนจะวิ่งลงเขาไป
ลู่หลียังคงค้นหาต่อบนยอดเขา ทั้งในพงหญ้า พุ่มไม้และป่าหนาม ลู่หลีวิ่งฝ่าไปทั่ว พลางะโเรียกไม่หยุด
เมฆสีแดงยามเย็นเริ่มจางหายไปจากขอบฟ้า ความมืดค่อย ๆ โรยตัวลงมา ลู่หลีได้ค้นหาอย่างละเอียดจากยอดเขาลงมาจนถึงกลางเขาแล้ว
ตุบ!
จู่ ๆ ลู่หลีก็ห้ามการเคลื่อนไหวไม่ทัน เพิ่งจะวิ่งผ่านกอใบไม้ออกมาก็ล้มลงไปที่ขอบหน้าผาด้านหน้า
ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น เขากลับพบว่าได้เหยียบบางสิ่งที่นุ่มนิ่ม เมื่อก้มลงมองดู สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เ็ปบิดเบี้ยวทันใด เขาเห็นเพียงร่างที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น รอบกายเต็มไปด้วยาแ อีกทั้งที่หน้าอกยังถูกะเิเป็รูขนาดเท่าปากชามนอนแน่นิ่งอยู่ใต้เท้าของเขา
"ฉินโซ่ว!"
ลู่หลีทรุดตัวลงกับพื้น ร่ำไห้ด้วยความเ็ป น้ำตาไหลรินดั่งสายฝน
เขาไม่สนใจว่าร่างของอีกฝ่ายจะเน่าเปื่อยเพียงใด รวบร่างของฉินโซ่วเหรินเข้ามากอดไว้แนบอก
"ไม่นะ... เหตุใด เหตุใดกัน!"
เสียงร่ำไห้โหยหวนะเืฟ้า ลู่หลีเขย่าร่างของฉินโซ่วเหรินอย่างสิ้นหวัง จนในที่สุดก็หมดแรง และหมดสติล้มลงไป
......
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ลู่หลีได้ยินเสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของเฉินจงดังมาจากความมืด เขาจึงได้สติตื่นขึ้นมา ลุกยืนแล้วตอบกลับไปด้วยเสียงแหบแห้ง "ข้าอยู่ตรงนี้"
ทันใดนั้นเฉินจงก็ถือคบเพลิงวิ่งเข้ามา
เมื่อเฉินจงเห็นลู่หลีและร่างไร้ิญญาตรงหน้า เขาก็สะดุ้งเฮือก คบเพลิงร่วงตกลงพื้น พลันพุ่งเข้าไปหา "ฉินโซ่ว! ไม่! เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้..."
ลู่หลีจ้องมองด้วยดวงตาเลื่อนลอย ไม่ได้รบกวนเฉินจง
กระทั่งเฉินจงทรุดนั่งลงข้าง ๆ อย่างหมดเรี่ยวแรง ลู่หลีจึงเอ่ยขึ้น "พวกเราช่วยกันขุดหลุมฝังเถอะ ไม่อาจปล่อยให้เขาต้องทิ้งร่างอยู่กลางป่าเช่นนี้"
เฉินจงพยักหน้าอย่างเงอะงะแล้วลุกขึ้นยืน
ทั้งสองคนหาพื้นที่โล่งแจ้ง แล้วใช้มือขุดดินลงไป ไม่นานก็ขุดหลุมลึกสามฉื่อได้ ทั้งสองช่วยกันยกร่างของฉินโซ่วเหรินลงไปในหลุม มองดูอย่างอาลัยครู่หนึ่ง ก่อนจะกลบดินฝังร่าง
เนินดินเล็ก ๆ อยู่ตรงนั้น เงียบสงบทอดลงไปทางเชิงเขา
ลู่หลีพึมพำเบา ๆ "รอสักหน่อยเถิด" ก่อนจะเดินลงเขาไปอย่างหดหู่
เฉินจงมองเนินดินอย่างหนักแน่นอีกครั้ง แล้วเดินตามไป
ในความมืดมิดยามราตรี เนินดินแห่งนี้ดูโดดเดี่ยวอ้างว้าง ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกลที่เพิ่งได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร กลับต้องมาจบชีวิตลงในที่แห่งนี้อย่างไม่มีวันหวนคืน