“ก็ใช่น่ะซิ” ‘องค์เทวะ’ ตอบพร้อมกับแย้มยิ้ม แล้วก็ตรัสอีกว่า “หากเ้าไม่ใช่ิญญาเ้าจะมาที่นี่ได้อย่างไรกันมนุษย์ธรรมดาเช่นเ้ามาที่นี่ไม่ได้หรอกนะ อาจจะมีบ้างที่บางครั้งบางคราวจะมีิญญาอย่างเ้าหลงมาบ้าง”
แล้วเขาก็วาดมือไปรอบๆ“ที่นี่เป็ทิพย์วิมานของข้าเอง”
แพรพรรณอึ้ง! แต่พอเธอนึกได้ว่าเธอกำลังฝันอยู่ เธอจึงรีบบอกว่า“ก็ฉันกำลังฝันอยู่นี่คะ”
‘องค์เทวะ’ ผู้งามสง่านึกขำคำพูดของนาง แล้วเขาก็หัวเราะ “หึๆๆๆ ฝันงั้นรึ...”
แล้วก็คิดในใจว่า ‘นางคงจะตายโดยไม่รู้ตัวเป็แน่’
แพรพรรณหน้างอ “ขำอะไรของคุณน่ะ?”
“ข้าขำที่เ้าคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่อย่างไรล่ะหึๆๆๆ” เขาตอบพลางหัวเราะไปด้วย ทำให้แพรพรรณยิ่งหน้างอมากกว่าเดิม
“ถ้าเ้าคิดว่าเ้ากำลังฝันอยู่ก็ตามใจเ้าเถิด”เขาบอกแล้วแย้มยิ้มให้อย่างปราณี พลัน! เขาก็เห็นบุปผาในมือนาง
“นั่น! ดอกเปลวสุริยันนี่!” เขาตรัสอย่างใแล้วคว้าหมับที่ข้อมือเรียวเล็กข้างที่ถือดอกไม้เอาไว้
“อุ๊ย!” แพรพรรณใตะลึงงัน! เขามองข้อมือเรียวเล็กในอุ้งมือของตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามพร้อมกับอุทานว่า “เ้าไม่ใช่ิญญานี่!”
แพรพรรณนึกในใจอย่างงงๆว่า‘เอ๊ะ! อะไรของเค้าอีกล่ะ?’
แล้วเขาก็ตรัสว่า “หากเ้าเป็ิญญาเ้าย่อมจะััสิ่งใดไม่ได้ แต่นี่เ้าถือบุปผาได้ เ้าย่อมไม่ใช่ิญญาแน่ แล้วข้ายังจับต้องตัวของเ้าได้เช่นนี้เ้าจึงไม่ใช่ิญญาอย่างแน่นอน”
เขาตรัสอย่าง้าจะยืนยันกับตัวเองแล้วเขาก็จ้องมองหญิงสาวด้วยความสงสัย “เ้ามาที่วิมานของเราได้อย่างไรกัน?”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน พลางคิดว่า ‘ผู้ใดกันที่นำพานางมาที่นี่?’
แพรพรรณได้แต่มอง ‘เทวะ’ ผู้งามสง่าอย่างงงๆ เธอไม่รู้ว่าจะตอบคำถามได้อย่างไรก็เธอกำลังฝันอยู่นี่...จะให้ตอบว่ายังไงล่ะ?
พลัน! ก็มีแสงสีรุ้งล้อมรอบตัวของเธอเอาไว้
“หืม...!” ‘องค์เทวะ’ มองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใแล้วเขาก็เผลอปล่อยมือจากข้อมือเรียวเล็ก แล้วแสงสีรุ้งก็สว่างวาบ!
“จักรอัคคี!” เขาอุทานอย่างจำได้ว่าแสงสีรุ้งที่เกิดขึ้นเป็แสงของศาสตราเทพของเขาเองพลัน! แสงสีรุ้งก็จางหายไปพร้อมๆ กับร่างของหญิงสาว ‘องค์เทวะ’ ได้แต่ยืนมองนิ่งงันไป
“กรุ๊ก...กรู๊ กรุ๊ก...กรู๊ กรุ๊ก...กรู๊” เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นจนแพรพรรณค่อยๆงัวเงียตื่น เธอเอื้อมมือไปปิดนาฬิกาปลุก
“อือ เช้าแล้วเหรอขอนอนต่ออีกหน่อยละกัน” มือเรียวสวยค่อยๆ หดกลับเข้าไปซุกใต้ผ้าห่มพร้อมกับดวงตาคู่งามปรือลงหลับต่อ
“กริ๊งๆๆๆๆ...” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอยื่นมือออกจากผ้าห่มไปควานหยิบโทรศัพท์ทั้งๆ ที่ยังงัวเงีย
“ใครโทรมาปลุกแต่เช้าล่ะเนี่ย?”เธอพึมพำกับตัวเองแล้วก็กดรับโทรศัพท์ “ฮาโหล”
“คุณหญิงแพรพรรณเ้าขาเธอรีบๆ ลุกออกจากเตียงได้แล้วนะย่ะ วันนี้เธอต้องไปวัดเป็เพื่อนฉันนะยะแม่คุณ” เสียงปลายสายใส่เป็ชุดทำให้คนรับโทรศัพท์ลืมตาตื่นหายงัวเงียเป็ปลิดทิ้ง
“อ๊าก! ตายแล้ว! ฉันลืมสนิทเลย ขอโทษทีจ้า” เธอพูดแล้วก็กดตัดสายโยนโทรศัพท์ทิ้งปุลงบนเตียงจากนั้นก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำอาบน้ำแต่งตัวด่วนจี้คว้ากระเป๋ารองเท้าวิ่งลงบันไดไปอย่างทำเวลาเร่งด่วน
พอลงไปถึงข้างล่าง คุณหญิงแพรทองก็เรียก “ยัยพรรณ”
แล้วคุณหญิงก็เดินเข้าไปหาลูกสาวพลางถามอย่างสงสัยว่า“จะรีบไปไหนล่ะลูก? มาทานข้าวเช้าก่อน ป้าแจ๋วตั้งโต๊ะไว้แล้ววันนี้มีแต่ของโปรดของหนูเยอะแยะเลยนะลูก”
“พรรณจะรีบไปบ้านคุณนายจีค่ะแม่วันนี้นัดกันไว้ว่าจะไปทำบุญที่วัดค่ะ” แพรพรรณตอบแล้วก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาในห้องรับแขกบอกเวลา6 โมงกว่าๆ
“ตายแล้ว!... พรรณต้องไปแล้วค่ะคุณแม่ พรรณไปก่อนนะคะ รักคุณแม่นะคะ จุ๊บๆ” เธอหอมแก้มแม่แล้วก็รีบวิ่งไปที่รถ
“อย่าวิ่งซิลูกเดี๋ยวก็หกล้มหรอกยัยพรรณ”คุณหญิงร้องเตือน แต่แพรพรรณหาได้สนใจฟังคำเตือนนั้น เธอยังคงวิ่งหน้าตั้งไปที่รถเก๋งของตัวเองที่คุณพ่อซื้อให้เป็ของขวัญฉลองเรียนจบปริญญาตรี เธอคว้ากุญแจกดรีโมทปลดล็อค แล้วก็เปิดประตูรถโยนสรรพสิ่งที่ถือมาไปไว้บนเบาะข้างตัวแล้วก็ผลุบเข้าไปนั่งในรถพอสตาร์ทรถได้ก็ขับออกไปทันที
“ยัยพรรณรีบไปไหนแต่เช้าเหรอคุณ?”ดร.พันถามพร้อมกับเดินเข้าไปหาภรรยา
“รีบไปบ้านหนูจีน่ะค่ะเห็นว่านัดกันไว้ว่าจะไปทำบุญที่วัดกันค่ะ” คุณหญิงตอบสามีแล้วก็บ่นด้วยความเป็ห่วงว่า“ดูซิคะรีบไปจนข้าวปลาไม่ยอมกิน จริงๆ เลยลูกคนนี้”
ดร.พันเข้าไปโอบไหล่ภรรยาอย่างเอาใจ“ไม่เอาน่าคุณ ลูกโตแล้วนะ ผมว่าเดี๋ยวลูกคงไปกินที่บ้านหนูจีนั่นแหละคุณมัวแต่ห่วงลูกไปซะทุกเื่อย่างนี้ยัยพรรณถึงยังไม่ยอมโตเป็ผู้ใหญ่กะเค้าซะทีพวกเราก็ไปทานข้าวกันเถอะจะได้รีบไปทำงานกันไม่ได้เข้าบริษัทตั้งหลายวันงานคงกองเต็มโต๊ะแหงๆ”
แล้วเขาก็จูงมือภรรยาไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แพรพรรณก็ขับรถไปถึงบ้านของจีระนันท์หรือคุณนายจีเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันั้แ่ชั้นประถม จิระนันท์รีบเดินไปเปิดประตูรั้วให้ทันทีเมื่อเห็นรถของเพื่อนมาจอดหน้าบ้านพอประตูรั้วเปิดกว้างแพรพรรณก็ขับรถเข้าไปจอดหน้าบ้าน จีระนันท์ปิดประตูรั้วแล้วก็เดินไปหาเพื่อนที่รถทันทีพร้อมกับแพรพรรณเปิดประตูลงจากรถพอดี จีระนันท์เห็นสภาพของเพื่อนที่ผมยุ่งกระเซิง หน้าตาก็ยังไม่ได้แต่งเธอจึงพูดว่า “ยังไม่ได้กินข้าวมาชัวร์ งั้นก็ไปกินกันก่อนวันนี้คุณยายทำขนมจีนแกงเขียวหวานเอาไว้เพียบ”
เธอบอกเสร็จสรรพแล้วก็เดินนำหน้าเพื่อนเข้าบ้านไปก่อน
“มาเร็วๆ ซิเ้าคะคุณหญิง”เธอหันไปเร่ง แพรพรรณปิดประตูรถแล้วรีบเดินตามไป แต่จู่ๆ จีระนันท์ก็หยุดชะงักแล้วหันกลับไปทำจมูกฟุดฟิดๆทำให้แพรพรรณหยุดเดินไปด้วย
“แกดมอะไรของแกย่ะคุณนายจี?แกทำจมูกฟุดฟิดๆ เหมือนหมาได้กลิ่นอะไรงั้นแหละ” แพรพรรณถามเพื่อนด้วยความสงสัย
“แกไม่ได้กลิ่นอะไรหอมๆเหรอ กลิ่นห๊อม...หอม” จีระนันท์ย้อนถามแล้วก็ทำจมูกฟุดฟิดๆ ต่อ แพรพรรณส่ายหน้าแล้วทำจมูกฟุดฟิดๆบ้าง
“กลิ่นไรแก?ไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรซักอย่าง” เธอบอกแล้วก็เลิกดมกลิ่น พลางหันไปมองหน้าเพื่อน แต่จีระนันท์ยังดมกลิ่นอยู่จนค่อยๆเข้ามาใกล้ๆ ตัวแพรพรรณมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็ว่าเธอมาดมกลิ่นรอบๆ ตัวแพรพรรณจีระนันท์หยุดดมกลิ่นแล้วก็เงยหน้ามองหน้าเพื่อนพร้อมกับพูดว่า “ที่แท้ก็กลิ่นจากตัวแกนี่เอง”
แล้วเธอก็ถามว่า “วันนี้ใช้น้ำหอมอะไรย่ะคุณหญิง?กลิ่นหอมมากเลยอ่ะ”
แพรพรรณทำหน้างงๆ “น้ำหอมอะไรแก?วันนี้ฉันยังไม่ได้ฉีดน้ำหอมซักหยดเลยนะ รีบลกๆ ตาเหลือกหน้าตั้งมาบ้านแกเนี่ยหน้าเน้อก็ไม่ทันแต่ง ผมก็ไม่ทันหวี จะเอาเวลาตรงไหนไปฉีดน้ำหอมย่ะคุณนาย”
เธอว่าพร้อมกับยกแขนตัวเองขึ้นดมแล้วก็จับเสื้อที่ใส่อยู่ขึ้นมาดมกลิ่นอย่างงงๆ แล้วเธอก็บอกว่า “ฉันว่าจมูกแกท่าจะเพี้ยนแล้วมั้งถ้าจะมีกลิ่นหอมๆ ก็คงกลิ่นน้ำยารีดผ้าล่ะมั้งแก”
จีระนันท์ดึงแขนเสื้อแพรพรรณไปดมบ้างแล้วก็ยื่นหน้ามาดมกลิ่นจากตัวเพื่อนจนหน้าแทบจะชิดกัน
“กลิ่นเสื้อที่ไหนล่ะ?กลิ่นจากตัวแกชัดๆ จมูกฉันไม่เพี้ยนเด็ดขาดเดี๋ยวให้คุณยายช่วยพิสูจน์อีกคนก็ได้ย่ะ” แล้วเธอก็รีบลากแพรพรรณเข้าไปในบ้านทันที
พอเข้าไปในบ้าน ทั้งสองก็เห็นคุณยายปิ่นกำลังจัดโต๊ะรับประทานอาหารอยู่ แพรพรรณรีบทำไหว้คุณยายของเพื่อน“สวัสดีค่ะคุณยาย”
“สวัสดีจ้าหนูพรรณ”คุณยายปิ่นรับไหว้แล้วก็ทักว่า “หายหน้าไปซะตั้งหลายวันเลยนะลูก”
แต่พอเห็นแพรพรรณไม่ตอบอะไรเอาแต่ยิ้มอย่างเดียว คุณยายก็บอกว่า “งั้นมากินข้าวกับยายเร็วลูก”
เธอมองสภาพเพื่อนของหลานสาวที่หัวยุ่งฟูหน้าตาไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มก็เดาว่า “คงจะยังไม่ได้กินอะไรมาแน่ๆ เลยใช่ไหมจ๊ะ?”
“ค่ะคุณยาย”แพรพรรณตอบพร้อมกับยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะ”
แล้วเธอก็หันไปมองบนโต๊ะ“โห น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะคุณยาย งั้นพรรณไม่เกรงใจนะคะ”
เธอพูดแล้วก็เดินเข้าไปประคองคุณยายให้ไปนั่งที่หัวโต๊ะแต่พอเธอเข้าไปใกล้ผู้สูงวัย คุณยายก็ทักว่า “กลิ่นน้ำหอมอะไรเนี่ยหนูพรรณ? หอมชื่นใจจังเลยลูก”
“เห็นไหมล่ะคุณยายยังได้กลิ่นเลยทีนี้จะบอกได้ยัง? ว่าใช้น้ำหอมอะไรกลิ่นถึงได้ห๊อม...หอมขนาดนี้?”จีระนันท์ไล่เบี้ยเพื่อนสาวทันที แพรพรรณได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่รู้จริงๆ นะคุณนายก็ยังไม่ได้ฉีดน้ำหอมซักหยดเลยจริงๆ ให้สาบานก็ได้นะแก”
เธอยืนยันหน้าตาจริงจัง
“ก็...”จีระนันท์จะพูดต่อแต่ก็ถูกคุณยายขัดว่า “ยัยจีนี่ยังไงนะหนูพรรณเขาว่าไม่ได้ใส่ก็ไปซักไซ้เคี่ยวเข็ญอยู่นั้นแหละ”
แล้วคุณยายก็บอกว่า “คงจะกลิ่นน้ำยารีดผ้าล่ะมั้งลูกรีบๆ มากินข้าวเถอะจะได้ไปวัดกัน มัวแต่เถียงกันอยู่เดี๋ยวก็ไปวัดสายกันพอดี”
คุณยายตัดบทแล้วก็ไปนั่งที่หัวโต๊ะแพรพรรณช่วยประคองคุณยายนั่งลงแล้วก็ขยับไปนั่งข้างๆ จีระนันท์ตามไปนั่งข้างคุณยายอีกด้านเธอจัดแจงตักขนมจีนใส่จานให้ทุกคน แล้วทั้งสามคนก็ทานอาหารเช้าอย่างเงียบๆ
พอทานอาหารเสร็จแล้วจีระนันท์ก็ลุกไปหิ้วตะกร้าใส่ของที่เตรียมจะเอาไปทำบุญใส่รถเพื่อนทันที แพรพรรณตามไปช่วยเพื่อนอีกแรงเพียงครู่เดียวก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นจีระนันท์ก็เดินไปประคองคุณยายไปขึ้นรถ“คุณยายขาค่อยๆ เดินนะคะ”
เด็กรับใช้เห็นเ้านายทานอาหารเสร็จแล้วก็เดินเข้าไปเก็บจานไปล้างในครัวแพรพรรณรีบไปสตาร์ทรถเปิดแอร์เย็นๆ รอ
พอผู้สูงวัยขึ้นรถแล้วเธอก็ค่อยๆ ขับรถถอยออกจากบ้าน จีระนันท์เดินไปปิดประตูรั้วแล้วก็เดินไปขึ้นรถ แล้วแพรพรรณก็ขับรถไปที่วัดอย่างคุ้นเคยเส้นทาง
เมื่อไปถึงวัด แพรพรรณก็ขับรถไปจอดหน้าศาลา พอรถจอดสนิท จีระนันท์ก็รีบเปิดประตูลงไปแล้วเปิดประตูรถช่วยประคองคุณยายลงจากรถ“คุณยายขาค่อยๆ ลงนะคะ”
เธอประคองคุณยายพาเดินเข้าไปในศาลาซึ่งมีคนมารอทำบุญกันเต็มศาลาเพราะวันนี้เป็วันพระ แพรพรรณรีบหิ้วของทำบุญตามไป เธอวางตะกร้าไว้ข้างคุณยายแล้วก็เดินไปหยิบถ้วยจานชามใส่ถาดแล้วก็ถือกลับไปนั่งจัดอาหารถวายพระจีระนันท์และคุณยายก็ช่วยกันหยิบนู้นจัดนี่ เพียงครู่เดียวทุกอย่างก็จัดเสร็จเรียบร้อยแล้วสองสาวก็ยกถาดอาหารถือไปวางรอถวายพระ แล้วทั้งสองคนก็กลับมานั่งข้างคุณยาย
สองสาวและผู้สูงวัยนั่งคุยกันไปเรื่อยระหว่างรอพระลงมาที่ศาลาด้วยกริยาสงบสำรวมมีเสียงพูดคุยเบาๆ ดังเป็ระยะๆ จากผู้คนคนอื่นๆที่มาร่วมทำบุญ
จนกระทั่งพระและเณรเดินเรียงแถวเข้ามาในศาลา เสียงพูดคุยต่างๆ จึงเงียบลง แล้วพิธีกรรมทางศาสนาก็เริ่มขึ้นจนกระทั่งพิธีกรรมทางศาสนาจบลง จีระนันท์ก็ประคองคุณยายให้ลุกขึ้นเดินไปนั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างรถส่วนแพรพรรณก็ถือขันน้ำที่ใช้สำหรับกรวดน้ำไปเทใส่โคนต้นไม้แล้วก็เอาขันไปเก็บพร้อมกับเก็บของตามไปที่รถของตัวเอง ระหว่างที่เดินไปเกือบจะถึงรถ แพรพรรณก็ถูกแม่ชีรูปหนึ่งเรียกไว้“หนูจ๊ะ เดี๋ยวก่อนหนู”
“คะแม่ชี”แพรพรรณหันไปตามเสียงเรียก แม่ชีก็เดินเข้าไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอิบแล้วก็พูดว่า “หนูมีชะตาจะต้องไปในที่ที่ไกลแสนไกล แต่หนูไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ความดีที่หนูทำมาจะเป็เกราะคุ้มภัยให้กับตัวหนูเอง”
แล้วแม่ชีก็ยิ้มให้หญิงสาว
“อะไรนะคะแม่ชี?” แพรพรรณถามทำหน้างงๆ กับคำพูดของแม่ชี แต่ยังไม่ทันจะซักถามอะไรต่อก็ได้ยินเสียงเพื่อนเรียก “นี่คุณหญิงพรรณเ้าขาจะยืนอยู่อีกนานไหมเ้าคะ? ดิฉันกับคุณยายอยากกลับบ้านแล้วเ้าค่ะ”
“แป๊บนึงนะยะคุณนาย”แพรพรรณหันไปบอกเพื่อน แล้วเธอก็หันกลับไปคุยกับแม่ชี แต่แม่ชีไม่อยู่ซะแล้ว “อ้าวแม่ชีหายไปไหนแล้วล่ะ?”
เธอมองหาแต่ก็ไม่เห็นแม่ชีเลยมีแต่ผู้คนที่มาทำบุญกำลังทยอยกลับ
“มัวมองอะไรอยู่ยะคุณหญิง?”จีระนันท์ถาม แพรพรรณรีบเดินไปหาเพื่อน พอไปถึงที่รถ เธอก็บอกเพื่อนว่า “มองหาแม่ชีน่ะซิเมื่อกี้มีแม่ชีคนนึงมาเรียกฉันไว้แล้วก็พูดอะไรไม่รู้ ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรเลย แกก็เรียกฉันซะลั่นเชียวพอฉันหันไปจะคุยกับแม่ชีคนนั้นซักหน่อยก็ไม่เห็นแล้ว ไม่รู้เดินไปทางไหนแล้วล่ะเดินไวๆ ฉันมองหาก็ไม่เห็นเลย”
เธอพูดจบก็เปิดท้ายรถเอาของเก็บ
“ไปเหอะแก ฉันร้อนจะแย่แล้ว”จีระนันท์เร่ง “เดี๋ยวต้องไปหาซื้อหนังสือกันอีก”
เธอบอกแล้วก็หันไปก็ประคองคุณยาย“คุณยายขาค่อยๆ ขึ้นรถนะคะ”
พอคุณยายขึ้นรถแล้วเธอก็เร่งเพื่อนยิกๆ“ไปได้แล้วจ้าคุณหญิง อย่ามัวชักช้าอยู่เลย”
แพรพรรณจึงตัดใจเลิกมองหาแม่ชีคนนั้นแล้วขับรถออกจากวัด
หลังจากส่งคุณยายที่บ้านแล้วสองสาวก็พากันไปเดินห้างฯ กันต่อ
กว่าจะเดินช็อปปิ้งเสร็จก็เย็นจนเกือบค่ำจีระนันท์จึงชวนเพื่อนหาอะไรกินก่อนกลับบ้าน “คุณหญิง ฉันว่าหาไรกินก่อนเหอะแกเย็นๆ งี้ออกไปเจอรถติดแน่”
แพรพรรณเห็นด้วยกับเพื่อน“อืม ก็ดีนะแก”
แล้วเธอก็พูดต่อว่า “งั้นเดี๋ยวฉันโทรบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อนว่าจะกลับบ้านค่ำแล้วแกก็โทรบอกคุณยายด้วยว่าไม่ต้องรอทานข้าว เดี๋ยวคุณยายจะมัวแต่รอแกกลับไปทานข้าวด้วย”
จีระนันท์พยักหน้านึกขึ้นได้“เออจริงด้วยซิ งั้นแกโทรหาคุณลุงคุณป้า ส่วนฉันก็โทรหาคุณยาย”
แล้วสองสาวก็พร้อมใจหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรซักพักพอคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วทั้งคู่ก็ชูมือให้กันเป็สัญญาณว่าเรียบร้อย
“ไปแกจะกินอะไรดีล่ะ?” จีระนันท์ถาม แพรพรรณนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เสนอว่า “อาหารญี่ปุ่นไหมแก?”
จีระนันท์พยักหน้าเห็นด้วย“เออ...ไม่ได้กินมานานแล้วนะ อยากกินอยู่เหมือนกัน”
“งั้นก็ไปกันเลยนะ”แพรพรรณชวน แล้วสองสาวก็เดินไปร้านอาหารญี่ปุ่นยอดฮิตภายในห้างฯ
หลังจากทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็ชวนกันกลับ แพรพรรณขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้าน
“ถึงบ้านแล้วโทรหาฉันด้วยนะย่ะ”จีระนันท์บอกเพื่อนก่อนจะเข้าบ้าน
“จ้าคุณนาย แกก็รีบๆเข้าบ้านไปเหอะ” แพรพรรณบอกพร้อมกับโบกมือลา “บ๊าย...บายจ้า”
“บ๊าย...บายจ้าขับรถดีๆ นะแก” จีระนันท์โบกมือให้เพื่อนแล้วก็เดินเข้าบ้านไป แพรพรรณรอจนเพื่อนปิดประตูรั้วเรียบร้อยแล้วเธอจึงขับรถกลับบ้าน
ไม่นานนักแพรพรรณขับรถถึงบ้าน คนรับใช้ซึ่งรออยู่แล้วก็รีบเดินไปเปิดประตูให้ทันทีที่เห็นรถของเ้านายสาวขับมาจอดหน้าประตูรั้วแพรพรรณขับรถเข้าไปพลางชะลอรถแล้วลดกระจกลงถามคนรับใช้ว่า “น้าอินทร์คุณพ่อคุณแม่ขึ้นนอนกันรึยังคะ?”
นายอินทร์หันไปตอบว่า“ยังครับคุณหนูเมื่อกี้นี้คุณหญิงก็เพิ่งเดินมาดูหน้าบ้านว่าคุณหนูมาถึงรึยังครับ”
แล้วเขาก็หันไปปิดประตูรั้วแพรพรรณจึงขับรถเข้าไปจอดในโรงรถ นายอินทร์ก็เดินตามมา“มีอะไรให้ผมช่วยถือไหมครับคุณหนู?”
“น้าอินทร์ไปนอนเถอะค่ะมีของนิดเดียวพรรณถือไปได้ค่ะ” แพรพรรณบอกแล้วลงจากรถ
“ครับคุณหนู” แล้วนายอินทร์ก็เดินกลับห้องพักของเขาที่อยู่ด้านหลังตึกส่วนแพรพรรณก็เปิดประตูรถด้านหลังหิ้วถุงกระดาษกับกระเป๋าถือออกมา เธอปิดประตูรถกดรีโมทล็อกรถแล้วก็เดินเข้าบ้าน
ภายในห้องรับแขก คุณหญิงแพรทองกับดร.พันกำลังนั่งดูทีวีกันอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมาคุณหญิงแพรทองก็หันไปดู
“ไปช็อปปิ้งซื้ออะไรมามั่งล่ะลูก?”เธอถามลูกพลางมองถุงกระดาษ
“มีแต่หนังสือค่ะคุณแม่”แพรพรรณตอบแล้วก็เดินไปนั่งข้างๆ แม่พร้อมกับวางถุงกระดาษไว้บนพื้นข้างโซฟา ดร.พันละสายตาจากจอทีวีหันมาบอกพร้อมกับหาวไปด้วย“ยัยพรรณก็กลับมาแล้ว คุณก็ขึ้นไปนอนได้แล้วล่ะ พรุ่งนี้มีประชุมแต่เช้าด้วย”
“ค่ะคุณ” คุณหญิงตอบสามีแล้วก็หันไปพูดกับลูกว่า“แม่กับพ่อไปนอนล่ะลูก หนูก็รีบไปอาบน้ำเข้านอนนะ”
“ค่ะคุณแม่ราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณแม่คุณพ่อ” แพรพรรณบอกแล้วก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มแม่ คุณหญิงแพรทองหอมแก้มลูกแล้วจึงลุกจากโซฟาหันไปดึงมือสามีทั้งคู่ยกมือปิดปากหาวพร้อมๆ กันก่อนจะพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ