กริ๊ง!!!!
เสียงนาฬิกาปลุกที่กรีดร้องดังขึ้น ปลุกให้โจวซิ่วหลันตื่นจากฝันร้ายที่แสนจะน่าหวาดหวั่นนั้น หัวใจของเธอยังคงเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมาจากอกกับภาพอันน่ากลัวและสยดสยอง ขนอ่อนบนกายลุกชันทั่วร่าง รับรู้ถึงความเ็ปยามเมื่อคมมีดกรีดลึกลงมาบนผิวกาย เธอรู้สึกทั้งหวาดกลัวและรู้สึกผิดกับชายหนุ่มในฝัน
ซิ่วหลันสะบัดศีรษะที่หนักอึ้งอย่างแรง ขับไล่ความหวาดกลัวที่แล่นจับขั้วหัวใจของเธอ ยกสองมือที่สั่นเทาลูบใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ลำคอของเธอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ริมฝีปากซีดเผือดสั่นระริกจนต้องขบเม้มเข้าหากันแน่น
ความฝันในครั้งนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
หญิงสาวพยายามรวบรวมสติ พร่ำบอกกับตนเองว่ามันเป็เพียงแค่ความฝัน แววตาที่ยังคงสั่นไหวเหลือบมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาห้าโมงเช้า ซึ่งเป็เวลาที่เธอจะต้องลุกขึ้นเตรียมตัวเพื่อที่จะออกไปทำงานเช่นดังทุกวัน
แม้จิตใจจะยังไม่สงบ แต่ซิ่วหลันก็บังคับตัวเองให้ลุกขึ้น ทำทุกอย่างเช่นดังปกติแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก วันนี้เธอจะไปทำงานเป็วันสุดท้าย ก่อนที่จะได้หยุดพักแบบยาวๆ หลังจากที่ต้องทำงานอย่างหนักติดต่อกันอยู่หลายเดือน
หลายเดือนมานี้เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดโรคระบาด ในแต่ละวันแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง กลับมาแทนที่จะได้พักผ่อน เธอกลับเอาแต่ฝันถึงเื่ราวเดิมๆ ซ้ำๆ และความฝันนั้นคล้ายจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
เธอต้องเผชิญกับความฝันนั้นทุกครั้งที่หลับตา
แม้ตอนนี้เื่ของโรคระบาดจะคลี่คลายลงแล้ว แต่เื่ราวที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกอ่อนล้าเป็อย่างมาก จนต้องยื่นเื่ขอลาพักเป็เวลาหนึ่งเดือนเต็ม
เธอรู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด ตลอดวันซิ่วหลันเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเอง แต่จิตใจของเธอกลับวนเวียนอยู่แต่กับเื่ราวในความฝัน จนอดคิดไม่ได้ว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นเป็เพราะเธอสามารถ ระลึกชาติได้
และนั่นเป็สิ่งที่น่าจะเป็ไปได้มากที่สุด
แล้วอีกหนึ่งวันที่แสนหนักอึ้งของโจวซิ่วหลันก็ผ่านพ้นไป หญิงสาวทิ้งกายลงนอนแผ่หลาบนเตียงหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ในที่สุดเธอก็ได้หยุดพักเสียที แต่กว่าจะผ่านวันนี้มาได้ก็หนักหนาไม่น้อย ตอนนี้หัวของเธอกำลังปวดตุบตุบ จนต้องฝืนกายลุกขึ้น เร่งทำความสะอาดร่างกาย แล้วหาอาหารง่ายๆ และยาแก้ปวดกิน จากนั้นจึงทิ้งกายลงนอนอีกครั้ง ถึงแม้ว่าไม่อยากที่จะหลับตา แต่เธอก็ไม่อาจฝืนร่างกายเอาไว้ได้ ในที่สุดก็หลับไปอย่างเหนื่อยล้า
โจวซิ่วหลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อััได้ถึงอากาศที่หนาวเย็น แต่เธอกลับไม่ยอมลืมตา เพราะรู้สึกหวงแหน่เวลานี้ เธอรับรู้ได้ว่าตัวเองได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ จนอดที่จะรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ค่ำคืนนี้เธอไม่ได้ฝันเช่นนั้นอีก นานมากแล้วที่ไม่ได้นอนเต็มอิ่มเช่นนี้
หรือจะเป็เพราะสร้อยข้อมือปี่เซียะที่เธอสวมอยู่
คิดได้เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะลูบไล้สร้อยปี่เซียะบนข้อมือ สร้อยข้อมือเส้นนี้คุณยายวัยเก้าสิบ คนไข้ที่คุ้นเคยกันดีได้มอบให้เธอเมื่อวานนี้เป็ของขวัญวันจากลา เพราะท่านจะเดินทางไปอยู่กับลูกหลานอีกเมืองหนึ่ง และเป็ของตอบแทนที่เธอดูแลท่านเป็อย่างดีมาตลอด
สร้อยเส้นนี้เป็ปี่เซียะที่ล้อมรอบด้วยเม็ดลูกปัดเม็ดเล็กๆ สีเขียวเหมือนกับหยก ให้ความรู้สึกสงบ เย็นสบายเมื่อสวมใส่
คุณยายบอกว่าเป็วัตถุมงคลที่ท่านพกติดตัวช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย เรียกทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมา และกักเก็บทรัพย์ อยากให้เธอสวมติดตัวเอาไว้
ไม่คิดเลยว่ามันจะช่วยให้เธอไม่ฝันร้ายอีกด้วย
สายลมเย็นที่พัดวูบเข้ามาทำให้โจวซิ่วหลันสะดุ้ง อากาศคืนนี้ก็ช่างหนาวเย็นนัก เธอคงจะลืมปิดหน้าต่างอีกเป็แน่จึงได้รู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามากระทบผิวกาย และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่ารอบตัวมีเพียงความมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด
"ไฟดับหรือนี่"
มือเล็กคลำไปรอบตัวเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่จำได้ว่าวางเอาไว้ข้างกายก่อนที่จะหลับไปเพื่อดูว่าตอนนี้เวลาเท่าไรแล้ว แต่กลับพบว่าที่ที่เธอนอนอยู่ทั้งแข็งและเย็น ฟูกนอนหนานุ่มหอมกรุ่นกลายเป็เบาะบางๆ เหม็นกลิ่นอับ คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่น เธอตื่นเต็มตาในทันที
ร่างบอบบางผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความหวาดหวั่นที่กัดกินใจ และตอนนี้ก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง เมื่อััได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง บรรยากาศรอบกายที่ไม่คุ้นเคยและกลิ่นที่ััได้บอกเธอว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเธอ
หรือว่าเธอกำลังฝันอีกแล้ว แต่ความรู้สึกกลับบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และเธอก็มั่นใจเช่นเดียวกันว่าในขณะนี้เธอไม่ได้กำลังฝันอยู่เป็แน่
โจวซิ่วหลันพยายามปรับสายตามองฝ่าความมืด หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอย่างโง่งมคิดไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่อาจที่จะทำสิ่งใดได้ เธอคงต้องรอให้ถึงเช้าวันใหม่
เพียงไม่นานความมืดมิดที่โรยตัวอยู่รอบกายก็เริ่มที่จะจางหาย บ่งบอกว่าเวลานี้อยู่ใน่ย่ำรุ่ง เมื่อมองเห็นทุกอย่าง แม้มันจะเลือนราง แต่ก็ทำให้หัวใจของโจวซิ่วหลันเต้นแรงขึ้นอย่างยากที่จะระงับ
หญิงสาวนั่งมองรอบกายด้วยความหวาดหวั่นและหวาดกลัว เธอไม่กล้าที่จะหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ ได้แต่ภาวนาขออย่าให้เป็เช่นดังที่เธอคิด จนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามา ร่างกายของหญิงสาวแข็งทื่อในทันทีเมื่อพบว่า ภายในห้องแห่งนี้ดูคุ้นตาเป็อย่างมากและเธอจำได้ว่าเธอเคยเห็นมันในความฝัน นั่นย่อมแสดงว่าเธอได้ย้อนกลับมาอยู่ในยุคอดีตและเป็โจวซิ่วหลันที่แสนจะร้ายกาจคนนั้น โจวซิ่วหลันที่เป็ตัวเธอในอดีต
แม้จะรู้สึกใ แต่เื่เหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้นกับเธอแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ยอมที่จะเดินตามเส้นทางเดิมเช่นดังในอดีตชาติอีกเด็ดขาด การที่เธอย้อนกลับมาเช่นนี้์ย่อม้าให้เธอเปลี่ยนแปลงอดีตที่ผิดพลาดของตัวเอง เธอในอดีตนั้นช่างเลวร้ายเหลือเกิน แต่จะดีกว่านี้หรือไม่หากให้เธอย้อนกลับมาในตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานกับเฉินห่าวซวน
เพราะเธอจำได้ว่าห้องนอนห้องนี้คือห้องของเฉินห่าวซวนในบ้านตระกูลเฉิน เมื่อได้มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างก็แจ่มชัดขึ้น ความทรงจำมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว หรือว่า์้าให้เธอชดใช้ให้คนผู้นั้นและคนบ้านเฉินจึงได้ให้เธอย้อนกลับมาในตอนที่แต่งให้กับเขาแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นโจวซิ่วหลันจึงสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นอน เปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอย้อนกลับมาใน่เวลาไหนกัน ได้แต่หวังว่าคงไม่ย้อนกลับมาในตอนที่เื่ราวย่ำแย่จนเกินไป ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องใช้แรงใจแรงกายมากมายในการแก้ไขสิ่งผิดพลาดทุกอย่างที่ตัวเองก่อเอาไว้
โครม
เพียงแค่ก้าวขาออกมาจากห้อง ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะมองสำรวจสิ่งต่างๆ เลยด้วยซ้ำ ก็เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นที่ด้านหลังบ้านที่เป็ส่วนของห้องครัว นั่นจึงทำให้ซิ่วหลันรีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังที่มาของเสียง ภาพตรงหน้าทำให้เธอร้องออกมาอย่างใ
"คุณแม่"
ร่างผอมบางของแม่เฉินเปียกปอนไปทั้งร่าง อีกฝ่ายล้มลงจนทำให้น้ำที่ขนมาเติมใส่ตุ่มเจิ่งนองเต็มพื้นห้องครัว และท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งที่ผิดรูปของอีกฝ่ายก็ทำให้รู้ได้ว่าแม่สามีได้รับาเ็จากการล้มในครั้งนี้
ดีจริงย้อนกลับมาไม่ทันไร แม่สามีก็ได้รับาเ็ทันทีทันใดเลย เธอช่างเป็ตัวหายนะของบ้านเฉินอย่างแท้จริง
แม่เฉินเมื่อเห็นลูกสะใภ้ของตัวเองเดินเข้ามาก็ใ คิดว่าตนคงทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอีกเป็แน่ จึงพยายามที่จะลุกขึ้น เมื่อครู่นี้เพราะเกิดหน้ามืดและรู้สึกอ่อนแรงจึงทำให้นางล้มลง
"ซิ่วหลัน แม่จะเช็ดทำความสะอาดเดี๋ยวนี้"
"อย่าพึ่งขยับค่ะ"
ซิ่วหลันรีบร้องบอกแม่สามีในทันที เห็นท่าทางลนลานของอีกฝ่ายเมื่อเห็นเธอก็รู้ว่าตนคงจะแผลงฤทธิ์เอาไว้เยอะแล้ว จากสถานการณ์ตอนนี้เธอคงจะย้อนกลับมาในตอนที่แม่สามีหกล้มได้รับาเ็จนทำให้ภายหลังอีกฝ่ายกลายเป็คนพิการ
ซิ่วหลันรีบสาวเท้าเข้าไปหาแม่สามีด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะค่อย ๆ ประคองอีกฝ่ายให้นอนลงเช่นเดิมเพราะไม่รู้ว่าแม่เฉินได้รับาเ็ตรงส่วนไหนบ้าง หากขยับซี้ซั้วแม่สามีคงได้กลายเป็คนพิการเช่นเดิมแน่ ซึ่งซิ่วหลันไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นอีกเด็ดขาด
หลังจากที่ได้ตรวจดูแล้ว ดูเหมือนสะโพกและขาด้านขวาของอีกฝ่ายจะกระแทกลงอย่างรุนแรงจึงทำให้เกิดรอยฟกช้ำเป็วงกว้าง แต่ถือว่าโชคดีที่ไม่มีกระดูกส่วนใดหัก เพียงแค่มีกระดูกเคลื่อนจนผิดรูปเท่านั้น แต่เพราะในอดีตไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและถูกต้องจึงทำให้แม่เฉินกลายเป็คนพิการ
เมื่อหญิงสาวประเมินอาการข้างต้นของแม่สามีแล้ว จึงมองหาสิ่งที่พอจะใช้ได้ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพราะการเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความพิการและอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ กว่าที่เธอจะพาแม่สามีเข้ามาในห้องได้ก็ทุลักทุเลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
"คุณแม่นอนนิ่งๆ นะคะ ห้ามขยับตัวเด็ดขาด หนูจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้"
เพราะการพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด อยู่ในท่าพักและผ่อนคลายคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดีที่สุด เมื่อกำชับแม่สามีดีแล้วซิ่วหลันก็รีบวิ่งออกไปตามหมอที่สถานพยาบาลหมู่บ้านตามความทรงจำที่เริ่มจะชัดเจนขึ้น
แม่เฉินได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางของลูกสะใภ้ที่วิ่งออกไป ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย เหตุใดจึงได้ดูเปลี่ยนไป เป็เหมือนวันแรกที่พึ่งแต่งเข้ามาและลูกชายของนางยังคงอยู่ที่บ้าน นางรู้สึกประหลาดใจั้แ่ที่ลูกสะใภ้ผู้นี้ไม่เกรี้ยวกราดใส่นางเช่นที่ผ่านมา ทั้งยังเข้ามาช่วยประคองนาง ทำทุกอย่างด้วยความห่วงใยไร้การเสแสร้ง กิริยาวาจาก็นุ่มนวลอ่อนหวาน
หรือว่าหล่อนคิดจะทำสิ่งใดอีก แม่เฉินได้แต่นิ่งเงียบคิดใคร่ครวญอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าจะรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้อย่างไรดี นางไม่ใช่แม่สามีใจร้ายเช่นบ้านอื่น จึงได้ถูกลูกสะใภ้กดขี่และไร้ความยำเกรง คิดว่าตัวเองช่างอ่อนแอนัก เมื่อครั้งแต่งให้สามีนางก็ถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหง ครอบครัวสามีเอาเปรียบ จนผู้เป็สามีต้องพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อตัวเองกลายมาเป็แม่สามีจึงไม่เคยคิดที่จะทำเช่นนั้นกับลูกสะใภ้ แต่กลับกลายเป็ว่าลูกสะใภ้ไม่เห็นหัวของนาง
แม่เฉินทำได้เพียงหลับตาลง นางคงจะคิดมากเกินไป อีกฝ่ายเป็เช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะ้าทำสิ่งใดขอเพียงไม่เป็การทำร้ายลูกๆ ของนาง เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว