“อาเล็กจ่ายยาให้แล้วต่อไปก็ดูแลตัวเองดีๆ หน่อยอาเยว่ หลานโหมงานหนักไปแล้วนะ แล้วปากไปโดนอะไรมา” เสียงทุ้มกล่าวเตือนผู้เยาว์ตรงหน้าอย่างอ่อนใจกับพฤติกรรมรักงานมากกว่าตัวเองของผู้เป็หลาน
ร่างโปร่งท่าทางอิดออดเล็กน้อย แล้วยิ้มหวานส่งกลับให้ผู้เป็อาที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะในห้องตรวจคนไข้
“ซุ่มซ่ามนิดหน่อยครับ เอ่อ...อาเล็กครับ เื่ที่ผมมาวันนี้อย่าบอกเหล่าตงกับเสี่ยวเหม่ยได้ไหมครับ?” ตงเยว่เอ่ยขอร้องเสียงใส
“อีกแล้วเหรอ? ทำไมไม่ให้บอก” ผู้เป็อาถามเสียงไม่ใส่ใจ
“ผมไม่อยากทำให้พวกท่านไม่สบายใจ นะครับอาเล็กนะ” ตงเยว่ทำเสียงออดอ้อนอีกหน
“เป็แบบนี้ตลอดนะเรา ก็ได้อาเล็กจะยอมช่วย แต่ครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วนะที่อาจะช่วย รู้ไหมอาหญิงเล็กของหลาน ทำให้อาหวั่นใจขนาดไหน”
“อาหญิงเล็กใจดีจะตายครับ” ตงเยว่พูดแล้วยิ้ม
“อาหญิงเล็กของหลานน่ะนะ อารมณ์แปรปรวนจะตาย อาจจะรับมือกับการปิดบังเื่ของหลานไม่ไหวแล้วนะ” ผู้เป็อากล่าวเตือนเสียงเข้ม แต่ท่าทางไม่ได้ดูดุเหมือนน้ำเสียงเลยสักนิด
“พูดให้อาหญิงเล็กแบบนี้คอยดูนะผมจะไปฟ้องอาหญิง ผมไปก่อนนะครับ”
“เอ๊ะ ไอ้หลานคนนี้ ระวังตัวด้วย!”
อาหมอพูดไม่ทันจบประโยค ตงเยว่ก็หยิบเอกสารใบจ่ายยาบนโต๊ะแล้วรีบวิ่งเหยาะๆ ออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้นายแพทย์วัยกลางคนะโตามหลังอย่างอ่อนใจกับท่าทีของหลานชาย
ดีเอ็มกรุ๊ป (DM Group)
“มาแล้วเหรอครับ พี่เยว่” เสียงเด็กหนุ่มท่าทางสะอาดสะอ้านหน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามาทันทีที่ตงเยว่เดินผ่านประตูเข้ามาในบริษัท
“อ้าว อี้ซิงมาทำอะไรตรงนี้ ไม่ขึ้นไปข้างบนล่ะ?” ตงเยว่หันมองตามเสียงแล้วถามขึ้นทั้งที่ยังไม่หยุดเดิน มุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์และมีอี้ซิงเดินตามห้อยติดหลังมา
“ก็มารอพี่นั่นแหละ จะถึงเวลาประมูลงานแล้วครับ พี่ทำไมมาช้าจัง แล้วนั่นปากพี่ไปโดนใครกัดมาครับ”
“ไม่ต้องสนใจปากฉัน การประมูลของหวังกรุ๊ปมันมีอะไรน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ?” ตงเยว่ถามเสียงเรียบ
“พี่ครับ นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ แล้วนะครับถ้าเราประมูลงานนี้ไม่ได้มีหวังบริษัทเราแย่แน่เลย อีกยะ...”
“เจิ้งอี้ซิง นายตื่นเต้นเกินไปรึเปล่า?” ตงเยว่หันหน้ากลับไปมองหน้ารุ่นน้อง แล้วเบรกหนุ่มน้อยด้านหลังกำลังบอกเล่าความกังวลของตัวเองไม่หยุดปากทั้งที่ไม่มีประโยคที่ทำให้ตงเยว่ตื่นเต้นตามได้เลยสักประโยค
“เอ่อ...ก็รุ่นพี่อ่ะ ผมร้อนใจนี่ครับ” อี้ซิงเอ่ยแล้วเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับตงเยว่
“ไหนลองอธิบายมาสิเอาแบบรวบรัด กระชับเข้าใจง่ายๆ ว่านายกังวลอะไรนักหนา?”
“ก็แบบว่า คะ...”
“เอาแต่เนื้อน้ำไม่ต้อง” ตงเยว่ยืนพิงผนังลิฟต์ยกมือขึ้นกอดอกแล้วมองอี้ซิงอย่างตั้งใจ
“พี่ก็ อย่ากดดันสิเดี๋ยวบอกไม่หมด” อี้ซิงเอ่ยด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก
“จะบอกไม่บอก ใกล้ถึงออฟฟิศแล้วนะ”
“เอ่อ...คือว่า”
“ถ้าไม่บอก จะไปแล้วนะ” ตงเยว่ตัดบทแล้วมองท่าทางลังเลของอี้ซิง
“พี่เยว่ บอกครับบอก ใจร้อนแท้ เข้าวัยทองแล้วใจร้อนเหรอครับ?” อี้ซิงเอ่ยเสียงเบา
“ไอ้เด็กนี่ เดี๋ยวจะโดน” ตงเยว่มองหน้าเมื่อได้ยินประโยคขัดใจ
“บอกแล้วครับ คือแบบนี้พี่ ก็มีข่าวแว่วออกมาจากห้องท่านประธานใหญ่ว่า ถ้าโปรเจกต์นี้เราประมูลมาไม่ได้จะลดเงินเดือนพนักงานทุกคนและงดโบนัสสิ้นปีนี้ด้วย ทำไงดีครับรุ่นพี่?” อี้ซิงบอกเล่าความกังวลด้วยท่าทางตื่นเต้นใต่างจากปฏิกิริยาการรับรู้ของตงเยว่ ที่ยังคงนิ่งไม่ตื่นเต้นไปตามท่าทีของผู้เล่า
“นายยังไม่รู้เล่ห์กลของพ่อฉันอีกรึไง? ก็เป็เื่ปกติน่าแปลกตรงไหน ใช้กระตุ้นพวกนายไง?” ตงเยว่ถามแล้วหันหน้าไปทางประตูลิฟต์ทั้งที่มือยังกอดอกและเอนตัวพิงผนังลิฟต์ท่าเดิม
“มันไม่ใช่แค่นั้นสิพี่”
“แล้วมันแค่ไหนล่ะ?” ตงเยว่ถามกลับ เมื่อเห็นอี้ซิงรีบเล่าถึงประเด็นสำคัญของอาการใตื่นเต้นที่ตัวเองแสดงออกมาอย่างชัดเจน
“ประธานใหญ่บอกว่าถ้าประมูลโปรเจกต์นี้ไม่ได้ จะยุบ DM Group หลังจากที่เราทำโปรเจกต์อิงถิง และ โปรเจกต์ของ DL Group เสร็จ”
“อะไรนะ ยุบบริษัทเลยเหรอ?” ตงเยว่ลดมือที่กอดอกลงแล้วหันไปมองอี้ซิงด้วยท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย
“ใช่ครับ น่าตื่นเต้นใพอรึยังครับ?” อี้ซิงถามและเป็ฝ่ายยกมือขึ้นกอดอกแทน
“ก็คงจะเป็เื่ใหญ่จริงๆ แหละนะ” ตงเยว่พยักหน้าแล้วครุ่นคิดก่อนที่เสียงลิฟต์จะดังขึ้น
ติ๊ง
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก สายตาของตงเยว่ก็หยุดนิ่งจ้องมองสบสายตากับอีกคน ที่อยู่ด้านหน้านอกลิฟต์อย่างใ สายตาของใครบางคนที่ตอนนี้ก็จับจ้องมาทางตัวเองเหมือนกัน ราวกับว่าเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อ สายตาเดียวกันเลย เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คนในวันนั้นมาที่ DM Group ได้ยังไงกัน ตงเยว่นิ่งตะลึงพลางคิดในใจ เขาคนเมื่อคืนมาทำอะไรที่นี่ หรือรู้ว่าเราอยู่ที่นี่
“รุ่นพี่ครับ รุ่นพี่”
“อะ อืมว่าไง?”
“ประตูเปิดแล้วครับ” เสียงเรียกของอี้ซิงทำให้ตงเยว่หลุดออกจากภวังค์แล้วหันไปมองตามเสียงเรียกนั้นอย่างใ
“อ๋อ อืมไปกันเถอะ” ตงเยว่บอกแล้วหันมองอีกคนที่ยืมขวางอยู่หน้าประตูลิฟต์ไม่ขยับเขยื้อนให้เดินออกได้เลย
“เอ่อ ขอโทษครับ ขอทางหน่อย” ตงเยว่พูดกับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเรียบ
“...” จนคนฟังถึงกับขมวดคิ้วเป็ปมอย่างขัดใจ ไม่เอ่ยอะไร แต่ขยับตัวถอยห่างออกจากประตูลิฟต์ให้อีกฝ่ายเดินออกมาได้สะดวก
ตงเยว่เดินผ่านอีกฝ่ายด้วยท่าทีนิ่งสงบ แต่ดันเผลอกลืนน้ำลายลงคอหนึ่งอึก แล้วหันไปมองอี้ซิงที่เดินตามมาติดๆ ด้วยอาการงุนงงกับท่าทีของรุ่นพี่ตัวเอง
“คนเมื่อกี้ใครเหรอ?” ตงเยว่เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“คนที่อยู่หน้าลิฟต์เมื่อกี้เหรอครับ?” อี้ซิงถามกลับ
“อืมใช่ ใครเหรอ?” ตงเยว่ถามขึ้นด้วยท่าทางอยากรู้แต่เก็บอาการ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของหนึ่งในสามสมาชิกหน่วยข่าวกรองประจำ DM Groupอย่างอี้ซิงไปได้
“หึหึ” อี้ซิงหลุดขำให้กับท่าทีของสงสัยที่รุ่นพี่ตรงหน้าแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมา ทั้งที่ั้แ่รู้จักกันมาไม่เคยแสดงท่าทีแบบนี้ให้เห็นเลย
“ขำอะไร?” ตงเยว่ขมวดคิ้วแล้วถามกลับ
“รุ่นพี่... สนใจเขาเหรอครับ?” อี้ซิงถามเสียงล้อเลียน
“เปล่าเล๊ยยย แค่อยากรู้เขาเป็ใคร?” ตงเยว่ถามย้ำอีกรอบ
“มีเสียงสูงด้วยแฮะ” อี้ซิงแซวไม่เลิก
“จะบอกไม่บอก” ตงเยว่มองตาเขียว
“บอกครับบอก โหดจริงไรจริง”
“อย่าโอ้เอ้รีบบอกมา”
“คนเมื่อกี้เขาชื่อหวังอี้เฉิงครับ เป็ประธานของหวังกรุ๊ป พอดีเขาคุยรายละเอียดมางานกับท่านประธานใหญ่ เพราะบริษัทคู่แข่งของเราเขาก็ไปคุยรายละเอียดแบบนี้แล้วเหมือนกัน” หนุ่มน้อยพูดบอกเล่าเสียงสดใส
“ประธานของ Wang Group งั้นเหรอ?” ตงเยว่พึมพำ
“ประธานหวังจะมาอธิบายรายละเอียดต่างๆ ให้พวกเราอีกทีถ้าเราประมูลโปรเจกต์นี้ได้ครับ” อี้ซิงอธิบายต่อ
“เป็ถึงประธานเลยงั้นเหรอ? เด็กขนาดนี้เนี่ยนะ ข่าวนายกรองมาดีแล้วใช่ไหม?” ตงเยว่หันไปมองหน้าอี้ซิงแล้วถามขึ้นอีก
“พี่ตงเยว่ นี่ใครครับ?” อี้ซิงบอกแล้วผายมือตบอกตัวเอง
“แล้ว?” ตงเยว่ถามกลับ
“เจิ้งอี้ซิงหนึ่งในสามหน่วยข่าวกรองของ DM Group เชียวนะครับ จะมาดูถูกผมแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าไม่เชื่อพี่ก็ไปพบท่านประธานใหญ่สิครับจะได้รู้ว่าข่าวจริงไหม?” อี้ซิง ตอบอย่างภูมิใจ
“ทำไมฉันต้องไปถามเหล่าตงด้วย? เื่อะไรจะไปถาม” ตงเยว่พูดแล้วเดินเข้าห้องทำงานตัวเอง แต่ไม่วายที่อี้ซิงจะเดินตามเข้ามา
“พี่เยว่ที่จะบอกคือ ท่านประธานใหญ่เรียกพี่ไปพบครับ” อี้ซิงเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะทำงานของตงเยว่แล้วพูดขึ้น
“เจิ้งอี้ซิงนายจัดเรียงประเด็นด่วนไม่เป็ใช่ไหม ไอ้เด็กน้อยนี่ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้” ตงเยว่ทำเสียงแกล้งดุ
“ก็ผมตื่นเต้นนี่ครับพี่ เลยลืม แฮะแฮะ” อี้ซิงตอบสีหน้าเจือนๆ
“ไปทำงานเลย เดี๋ยวฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับนาย” ตงเยว่พูดจบก็ไล่อี้ซิงกลับไปทำงานส่วนตัวเองก็เดินสับๆ ไปที่ห้องประธานใหญ่ทันที
ก๊อกๆๆ
“เชิญ” เสียงทุ้มดังออกมาจากในห้อง เมื่อตงเยว่เคาะประตูบานใหญ่ ในเสี้ยววินาทีต่อมาตงเยว่ก็เปิดประตูดันเข้าไปข้างในแล้วเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานประธาน
“เหล่าตง ได้ยินว่าเรียกหาผมมีอะไรรึเปล่าครับ?” ตงเยว่ถามขึ้นอย่างสุภาพทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เป็พ่อ
“ไปหาอาหมอมาเป็ไงบ้าง? แล้วนั้นปากลูกไปโดนอะไรมา?” เสียงทุ้มของประธานใหญ่ถามขึ้น
“พ่อรู้ได้ไง? อาเล็กบอกพ่อเหรอครับ ไม่เป็ไรครับ ซุ่มซ่ามนิดหน่อย อาการเดิมพักผ่อนน้อยครับ อาเล็กให้ยามาแล้วไม่มีอะไรน่ากังวลครับ” ตงเยว่ตอบ
“ลูกดูแลตัวเองหน่อยได้ไหม จะทำงานหนักแบบนี้ไม่ได้นะ พักบ้าง เดี๋ยวแม่ของลูกก็จับพ่อหักคอกันพอดี”
“เหล่าตง เสี่ยวเหม่ยรักใคร่คุณจะตาย แม่ไม่ทำอะไรพ่อหรอก” ตงเยว่ตัดบท
“แม่ของลูกน่ะนะ รักใคร่พ่อ? ทุกวันนี้ไม่ให้พ่อไปนอนห้องรับแขกก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ตงิประธาน DM Group เอ่ยขึ้นแล้วถอนหายใจออกมา
“แล้วเรียกผมมามีอะไรรึเปล่าครับ?” ตงเยว่ถามเข้าประเด็น
“งานประมูลวันนี้ ลูกมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์?” ประธานตงิถามลูกชายขึ้น
“ค่อนข้างมั่นใจครับ เพราะตามแบบแปลนที่ได้รับข้อมูลมา มีงานหลายส่วนที่บริษัทเราค่อนข้างชำนาญ และตามที่เช็กความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ ทางเราก็ไม่มีปัญหาครับ” ตงเยว่ตอบเสียงเรียบ
“งานนี้สำคัญกับบริษัทเรามากเลยนะ ความหวังคงต้องฝากที่ลูกแล้ว” ตงิ บอกลูกชาย
“พ่อจะกังวลอะไรครับ?” ตงเยว่ถาม
“พ่ออยากให้ลูกรับ่ต่อตงิกรุ๊ป อย่างเต็มตัวลูกคิดว่าไง?” ตงิถามลูกชายอีกรอบ
“เหล่าตงเราคุยเื่นี้กันแล้วนะ พ่อก็แข็งแรงดีดูแลงานได้ พ่อครับผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะพ่อก็ค่อยๆ สอน ตอนนี้ผมเป็ถึงรองประธานฝ่ายบู้นะ พ่อจะห่วงอะไร ส่วนพ่ออยู่ฝ่ายบุ๋นก็ไม่ต้องใช้แรงเยอะไงครับ” ตงเยว่ตอบ
“แล้วเย็นนี้ ลูกจะกลับบ้านด้วยกันใช่ไหม?” ตงิถามแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินอ้อมโต๊ะมาตบบ่าลูกชายเบาๆ
“แฮะๆ เหล่าตงคืนนี้ผมมีงานคงยังไม่ได้กลับไปกับพ่อหรอกนะครับ” ตงเยว่อธิบาย
“แต่แม่ของลูกคาดโทษพ่อแล้วนะ ถ้าลูกไม่กลับพ่อมีหวังได้ไปนอนห้องรับแขกจริงๆ แน่คืนนี้” ตงิบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อีก 2 วันนะครับ บอกเสี่ยวเหม่ยว่าอีก 2 วันผมจะกลับไปบ้าน เพราะ่นี้ผมต้องอุทิศตัวทำงานโปรเจกต์สำคัญเพื่อให้บริษัทอยู่รอด” ตงเยว่ต่อรอง
“พรุ่งนี้กลับ ยังไงก็ต้องพรุ่งนี้ไปให้ภรรยาสุดที่รักของเหล่าตงคนนี้เห็นหน้าลูกหน่อย” ตงิพูดเสียงขัดใจ
“งั้นไม่กลับ จะกลับตามอารมณ์ ดีไหมครับ?” ตงเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเหนือกว่า
“ก็ได้ๆ อีก 2 วันนะ นับไปอีก 2 วันลูกต้องกลับบ้านเข้าใจไหม?” ตงิพูดย้ำลูกชาย
“เข้าใจแล้วครับ หมดเื่แล้วนะครับผมขอตัวก่อน” ตงเยว่พูดจบก็ยิ้มหวานส่งให้แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ผู้เป็พ่อยืนมองตามหลังอย่างอ่อนใจที่ทำอะไรกับความรั้นลูกชายสุดที่รักของภรรยาตัวเองไม่ได้ พลางนึกไปว่ารอยแผลที่ปากตงเยว่ทำไมมันบังเอิญเหมือนรอยแผลของหวังอี้เฉิงจัง
แผนก MSD DM Group
“เป็ไงบ้างตงเยว่ท่านประธานใหญ่เรียกไปคุยเื่อะไร?” อวี้ซานถามขึ้นเมื่อตงเยว่เดินมาถึงหน้าแผนก
“จะเื่อะไรได้ล่ะ ก็เื่การประมูลโปรเจกต์ของหวังกรุ๊ปไง” ตงเยว่ตอบหน้าบึ้ง
“แล้วโปรเจกต์อิงถิงและ DL ที่เรากำลังทำอยู่ล่ะ จะส่งต่อให้ใครล่ะครับ?” อี้ซิงเงยหน้าจากเอกสารแล้วหันมาถามขึ้น
“เราประชุมกันหน่อย อีก 10 นาทีเจอกันที่ห้องประชุม” ตงเยว่พูดจบก็เดินเข้าห้องทำงานตัวเองไป
2 ชั่วโมงผ่านไป
การประชุมวางแผนงานประมูลที่จะมีขึ้นในตอนบ่ายวันนี้และส่งต่องานพร้อมรายละเอียดต่างๆ เป็ไปอย่างราบรื่น การประชุมครั้งนี้คงเป็ครั้งสุดท้ายของโปรเจกต์อิงถิงที่เคยทำมา ต่อไปคงต้องโฟกัสที่การประมูลงานของหวังกรุ๊ป
“เอาล่ะทุกคน รายละเอียดก็ตามที่ตกลงกันวันนี้นะ” ตงเยว่ลุกจากเก้าอี้หัวโต๊ะประชุมแล้วเอ่ยขึ้น
“ครับ/ค่ะ”
“รายละเอียดของงานโปรเจกต์อิงถิงให้ส่งต่อกับทีมของหลี่จื่อหยาง ส่วนรายละเอียดการประมูลของหวังกรุ๊ปรวบรวมข้อมูลให้ได้ก่อนเที่ยงวันนี้ แล้วตอนบ่ายเราจะเข้าประจำที่ เพื่อรองานประมูลเริ่มตอนบ่ายโมงครึ่ง” ตงเยว่เอ่ยปิดการประชุมแล้วนั่งลงบนเก้าอี้อีกรอบก้มหน้าลงมองเอกสารบนโต๊ะอย่างใจจดใจจ่อ
“รุ่นพี่เยว่” หวงซินหนึ่งในรุ่นน้องและยังเป็สมาชิกคนที่สองในสามหน่วยข่าวกรองเรียกตงเยว่
“ว่าไง?” ตงเยว่ขานรับทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสาร
“เย็นนี้พวกเราไปหาที่ฉลองชนแก้วกันดีไหมครับ?” หวงซินถามขอความเห็น
“เนื่องในโอกาส?” ตงเยว่ถามอีกแต่ก็ยังไม่มีท่าทีจะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย
“เนื่องในโอกาสที่เราจะประมูลงานของหวังกรุ๊ปไงครับ” อี้ซิงเสริมทัพ
“งั้นเหรอ? อยากไปฉลองใช่ไหม? ถ้าอยากฉลองรีบๆ ไปรวบรวมข้อมูลแผนงานทั้งหมดของโปรเจกต์ที่หวังกรุ๊ปจะเปิดประมูล แล้วเอามาส่งใน 30 นาที โอเคไหม?” ตงเยว่วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ แล้วส่งยิ้มหวานๆ ผิดแปลกไปจากปกติให้เหล่าลูกน้องที่กำลังรอคำตอบจากเขา
“เอ่อ...คะ...คือผมว่าเรากลับไปทำงานตัวเองดีกว่านะครับ ยังไม่ต้องไปฉลองก็ได้เนาะ เดี๋ยวรอผลการประมูลออกตอนบ่ายเราค่อยว่ากัน
อีกทีนะครับ” หวงซินเอ่ยแล้วลุกขึ้นรีบเก็บเอกสารบนโต๊ะ พร้อมกับคว้าข้อมือของอี้ซิงเดินสับๆ ออกนอกห้องประชุมไป
ตงเยว่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเหล่าลูกน้องตัวเองก็ยิ้มออกมาอย่างอดขำไม่ได้ เขาไม่ได้คิดจะเอาจริงกับเื่นี้ เมื่อกี้แค่แกล้งเหล่าเด็กน้อยเล่นไปเท่านั้น หลังจากทุกคนออกไปจากห้อง ภายในห้องประชุมก็เหลือเพียงตงเยว่ที่กำลังวุ่นอยู่กับแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นทำเอาตงเยว่หลุดออกจากข้อมูลในกองเอกสารที่ตัวเองกำลังวุ่นวายอยู่ แล้วเงยหน้าหันไปตามเสียงเคาะประตูเมื่อสักครู่
“ใครครับ?” ตงเยว่เอ่ยถามขึ้น
“หลิวหว่านถิงค่ะ คุณตงเยว่ขอเข้าไปหน่อยได้ไหมคะ?” เสียงผู้หญิงเอ่ยขึ้น
“ได้ครับ เชิญครับ” ตงเยว่ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับผู้หญิงที่เคาะประตูเดินเข้ามา
“สวัสดีครับคุณคือ?” ตงเยว่เอ่ยทักทายแล้วถามขึ้น
“สวัสดีค่ะคุณตงเยว่ ฉันหลิวหว่านถิง เป็เลขาของประธานหวังแห่งหวังกรุ๊ปค่ะ” เลขาหลิวแนะนำตัว
“อ๋อ สวัสดีครับเลขาหลิว เอ่องั้นเชิญนั่งก่อนครับ มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ?” ตงเยว่เอ่ยถามขึ้น
“ขอบคุณค่ะ เอ่อคือว่าที่มาพบคุณวันนี้ทางเราอยากขอคุยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่ทางหวังกรุ๊ปของเรา จะเปิดประมูลในรอบบ่ายวันนี้สักหน่อยค่ะ คุณตงพอจะสะดวกไหมคะ?” เลขาหลิวถามขึ้น
“ได้ครับ ต้องให้เรียกพนักงานคนอื่นเข้ามาไหมครับ?” ตงเยว่เอ่ยถาม
“ไม่เป็ไรค่ะ คุยกับคุณตงก็พอ อ๋อ พอดีเลยค่ะ ฉันอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับใครบางคนค่ะ สักครู่นะคะ”
“เอ่อ...ครับ” ตงเยว่ตอบ
เลขาหลิวเดินออกไปหน้าห้องสักครู่ แล้วเดินกลับเข้ามาพร้อมกับชายร่างสูงอีกคนที่สวมชุดสูทสีเทาทั้งชุด รับกับผิวสีขาวที่ยิ่งทำให้ชายร่างสูงดูสง่าและหล่อเหลาขึ้นกว่าเดิม
“จะแนะนำให้รู้จักนะคะคุณตง นี่คือประธานหวังอี้เฉิงจากหวังกรุ๊ปค่ะ ผู้รับผิดชอบโปรเจกต์ทั้งหมดของโรงงานเม็ดพลาสติกที่เรากำลังจะสร้างค่ะ เอ่อ ประธานหวังคะนี่คือ โปรเจกต์เอ็นจิเนียร์ (Project Engineer) ของดีเอ็มกรุ๊ปคุณตงเยว่ค่ะ” เลขาหลิวแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน
“เอ่อ สวัสดีครับประธานหวังผมตงเยว่ครับ Project Engineer ของดีเอ็มกรุ๊ปที่จะร่วมการประมูลงานของ Wang Group ในบ่ายวันนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ตงเยว่ยื่นมือออกไปเพื่อเป็การทักทาย
“...” อีกฝ่ายมองตงเยว่แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอ่อ ประธานหวังคะ” เลขาหลิวเอ่ยพึมพำเบาๆ
“เอ่อ มะ...”
“เช่นกัน ผมหวังอี้เฉิง”
ไม่ทันที่ตงเยว่จะลดมือลงเมื่อคิดว่าอีกคนจะไม่ยอมจับด้วย แต่ในขณะที่กำลังจะลดมือลงหวังอี้เฉิงก็คว้ามืออีกฝ่ายไว้แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอ่อ เชิญนั่งครับเราคุยงานกันเลยดีกว่า” ตงเยว่ตัดบทบรรยากาศที่แสนจะอึดอัดลากเข้าเื่งานอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ตงเยว่และเลขาหลิวคุยเื่รายละเอียดของงานเื่อุปกรณ์ที่จะใช้ แผนการทำงานและส่วนที่จะต้องให้ผู้รับเหมาทำงานกัน กลับมีอีกสายตาที่เอาแต่จับจ้องไปที่ตงเยว่ จนเ้าตัวอึดอัดแล้วหันไปมองสบตาคนที่จ้องเขาอย่างไม่วางตาเช่นเดียวกัน
ตงเยว่จ้องกลับอย่างไม่หวาดหวั่นพลางคิดในใจว่า สายตาเ็าแบบนี้อีกแล้ว อยากเล่นจ้องตาใช่ไหม ได้!!! งั้นมาเล่นกัน ดูสิว่าใครจะแน่กว่าใคร ตงเยว่ยักคิ้วทีหนึ่งเป็เชิงบอกว่าจะเริ่มแล้วใช่ไหม?

เชิงอรรถ
Project Engineer (โปรเจกต์ เอ็นจิเนียร์) = วิศวกรผู้ดูแลโครงการทั้งหมด