บทที่ 3
เดวิดเดินเข้าออกร้านนั้นร้านนี้เป็ว่าเล่น ้าถ่วงเวลาอยู่กับลักษมีให้นานที่สุด...และสังเกตเห็นว่าหญิงสาวดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือเป็ระยะทำให้อดปากอยู่เฉยไม่ได้
“ทำไม คุณนัดกินข้าวมื้อเย็นกับใครเห็นมองนาฬิกาจังครับ”
ลักษมีนิ่วหน้าใส่ “ฉันจะมีนัดไหม มันเื่ส่วนตัวค่ะ คุณนั่นแหละช่วยเลือกสักชุดทีเถอะ เล่นพาเข้าออกกี่
แบรนด์ก็ไม่ชอบสักชุดฉันเดินจนเมื่อยแล้วนะคะ”
“ก็ผมยังไม่ถูกใจ”
เขาตอบกำปั้นทุบดิน ทำให้เธอหน้าหงิก แล้วก็เดินออกจากร้านเดิมไปเข้าชอปอีกแบรนด์หนึ่งบอกกับพนักงานประจำร้านว่า้าสูทประมาณไหน
“ขอสูทสีเทาเข้ารูป สุภาพแต่ทันสมัยรุ่นใหม่ล่าสุดให้ผมสักชุด”
ครู่หนึ่ง พนักงานก็หยิบมาให้เลือก และแนะนำสินค้า “รุ่นนี้ใหม่ล่าสุดอินเทรนด์ค่ะคุณลูกค้าลายสก๊อตทูโทนสีเทาเส้นน้ำเงิน...”
คำบรรยายของพนักงานไม่ได้เข้าหูเขาเท่าไหร่หรอกเพราะเจตนาเขาไม่ใช่ที่อยากซื้อเสื้อผ้าก็เลยรับมาจากมือพนักงานแล้วยื่นมาหาหญิงสาวที่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างๆ
“คุณว่าไง ชุดนี้ดูดีไหม”
เธอเอื้อมมือไปจับป้ายพลิกดูราคา “เก้าหมื่นเชียวเหรอคะ”
“แพงไปเหรอ”
เขาทำเป็ไม่อินังขังขอบ เธอก็เลยประชดใส่ “ดีค่ะราคาอาจจะแพงไปหน่อย...แต่...อุ๊ย! ลืมไปค่ะ ราคาแค่นี้ขนหน้าแข้งคุณคงไม่ร่วงหรอก จริงไหมคะ?”
“ถามว่าดูดีไหม พูดซะเยอะเชียว”
เธอจึงลอยหน้าลอยตาตอบ “เ้านายถามมา ก็ต้องตอบสิคะ”
“ถ้างั้นไปช่วยผมลองชุดหน่อยว่าใส่แล้วเป็ไง”
“ทำไมต้องไปคะ เสื้อผ้าคุณก็ถอดหรือใส่เองได้...แล้วถามหน่อยเถอะค่ะ เสื้อผ้าออกงานที่บ้านคุณหมดตู้แล้วเหรอคะถึงต้องมาซื้อใหม่...แล้วนี่มันจะหกโมงกว่าอยู่ละ ของขวัญที่คุณบอกจะซื้อให้ลูกค้าก็ยังไม่ได้เลือก”
“บ่นจริงคุณ ตกลงคุณเป็เลขาหรือเป็เ้านายกันแน่”
เธอจึงมองค้อนแต่ก็เดินตามไปหยุดรอหน้าห้องลองเสื้อตามคำสั่งแกมบังคับกระทั่งเสียงของเขาดังมาจากในห้องลองชุด
“ผมดูดีรึยังคุณ”
เธอได้แต่สั่นหน้า ทั้งที่ประตูห้องยังปิดอยู่ แล้วเธอจะรู้ได้อย่างไร
“ฉันจะเห็นได้ยังไง เปิดประตูมาสิคะจะได้ช่วยดูให้เสร็จๆไป”
ทว่าเธอไม่ทันเล่ห์ของเขา เมื่อประตูห้องลองชุดเปิดกว้างเขาก็คว้าตัวเธอเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกันสองต่อสองภายในห้องแคบๆโดยไม่ทันตั้งตัวกำลังจะร้องเสียงหลง มือหนาของเขาก็ปิดหมับไปที่ปากของเธอ
“จะร้องทำไมล่ะคุณ”
“อ่อยอ่ะ...โอ๊ย ออกไอ้อ่อยไอ”
เขาก็เลยคลายอุ้งมือที่ป้องปากเธอออก “ปล่อยก็ได้”
ใช่! มือข้างที่ปิดปากปล่อยเธอเป็อิสระแต่แขนอีกข้างของเขายังรวบตัวเธอไปกอดไว้ในวงแขน
“นี่มันห้องลองเสื้อนะคะอย่ามาทำรุ่มร่ามกับฉันแบบนี้”
“คุณก็อย่าร้องสิ เดี๋ยวคนอื่นได้ยินไม่อายรึไง”
“งั้นปล่อยสิคะ”
“เดี๋ยวค่อยปล่อยก็ได้คุณช่วยดูหน่อยว่าผมใส่สูทชุดนี้เป็ไงบ้าง”
“ฉันจะเห็นได้ยังไง ใกล้ขนาดนี้”
“ดูใกล้ๆนี่แหละคุณ”
เธอจึงตอบแบบส่งๆ “ชุดไหนก็ดูดีแล้วค่ะ”
เมื่อเธอพูดแบบขอไปทีคนเ้าเล่ห์ก็เลยดึงเธอมากอดเต็มสองแขนจนแน่น และแน่นขึ้นไปอีกเรื่อยๆทำให้เธอดิ้นขลุกขลัก ยกสองแขนขึ้นป้องไว้ที่ทรวงอก จนเขาหัวเราะในลำคอ
“กลัวผมแอบจับนมคุณรึไง”
“กรุณาให้เกียรติฉันด้วยนะคะพูดสุภาพกับฉันหน่อย”
“ได้ครับ งั้นขออนุญาตเปลี่ยนคำพูดนะครับคุณเลขาฯ...ทำท่าทางแบบนั้นกำลังกลัวว่าผมจะแอบวางมือขยำบนเนินอกสวยๆของคุณอย่างนั้นรึเปล่าครับ”
“คุณเดวิด!”
สีหน้าเธอบอกความไม่พอใจ แต่เขาก็เป็คนแบบนี้แหละ นอกจากชอบบังคับเผด็จการอย่างที่เธอบอก...หลายครั้งเขาก็ทำเมินมึนใส่จนหลายคนระอาจะต่อความยาวสาวความยืด
“ครับคุณลักษมี”
เธอทำเสียงจิ๊จ๊ะ “ปล่อยค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะะโให้คนข้างนอกได้ยินแล้วบอกว่าคุณกำลังลวนลามฉัน จะได้ไปนอนเล่นที่โรงพักสักคืน ดีไหมคะ”
ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เขาจึงกอดแน่นขึ้นไปอีกแถมยังโน้มใบหน้าเข้าชิด จนมองเห็นแพขนตาใกล้แสนใกล้ ได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากกายเธอ ไม่รู้เป็กลิ่นของผิวเนื้อเนียนละเอียดที่เคยคลั่งไคล้...กลิ่นน้ำหอมที่เธอพรมเสื้อผ้า...หรือกลิ่นแห่งความปรารถนาในกายที่ตอนนี้เ้าเดวิดน้อยในกางเกงผ้าสแล็คที่สวมกำลังกระสันกันแน่
เขาได้ยินเสียงใจเธอเต้นแรง!
เช่นเดียวกับอาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจเขา!!
แล้วเขาก็บดริมฝีปากไปยังกลีบปากนุ่มหวังดูดกลืนสีแดงของลิปสติกจากปากเธอเอาไว้อยากผสานกายแนบกายเพื่อจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้สมกับความโหยหาตลอดสามปีที่เธอหายตัวไป
ร่างกายเริ่มคุกรุ่นไปด้วยความเร่าร้อนในทรวงจนแทบจะปะทุรสจูบของเขาก็เริ่มรุนแรงขึ้น ยิ่งเธอไม่ขัดขืนเหมือนตอนบ่าย เขาก็ยิ่งย่ามใจ
กระทั่งเสียงเคาะประตูห้องดังจากการเคาะหลายครั้งพร้อมเสียงพนักงานคนหนึ่ง
“คุณลูกค้ามีอะไรให้พนักงานช่วยเหลือไหมคะ?”
เท่านั้นแหละ ลักษมีก็ขืนกายออกห่างพยายามดิ้นขลุกขลักแต่ก็ไม่พ้นอ้อมแขนนั้นโดยง่าย ได้แต่ชักสีหน้า เม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจส่วนเขาน่ะเหรอ...ยิ้มแก้มแทบแตก
“ไม่มีครับ ผมกำลังจะถอดชุดออก ตกลงจะเอาชุดที่ลองนี่แหละครับ”
เสียงพนักงานเงียบไปแล้ว เขาจึงกระซิบบอกเธอ
“ขอบคุณสำหรับการเลือกเสื้อผ้าที่ทำให้ใจผมเต้นแรงมากกว่าปกตินะครับ”
“คนบ้า ปล่อยค่ะ”
“ชุดนี้เป็ชุดที่ผมใส่แล้ว...หล่อมากขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ...คุณหมีของผม”
/////////////////////////////////
เดวิดพา ‘คุณหมีของผม’ ไปเข้าร้านขายเครื่องประดับจิวเวอรีพนักงานขายต้อนรับอย่างเอาใจใส่ ทีแรกเธอก็ดื้อดึงมองเขาตาขุ่นถามลอดไรฟันเสียงเบา
“คุณจะซื้อเครื่องประดับเป็ของขวัญให้ลูกค้าผู้ชายเหรอคะ”
เขายิ้มในหน้า “ผมบอกคุณสักคำหรือยังว่าลูกค้าเป็ผู้ชาย”
“ลูกค้าคนสำคัญใช่ไหมคะ ถึงต้องมอบของขวัญเป็เครื่องประดับ”
“สำคัญมากสิคุณ”
“คุณนี่ป๋าไม่เคยเปลี่ยน”
ชายหนุ่มจ้องเข้าไปในดวงตาเพื่อจับผิด อยากรู้ว่าเธอพูดประชดหรือไม่เพราะมีบางอย่างเป็ชนักปักหลังที่ทำให้เป็ชนวนของอดีตเมื่อสามปีก่อนที่ทำให้เขาพลอยคิดว่าบางครั้งเงิน...ก็ไม่สำคัญเสมอไปแต่เขากลับตีราคาของมันเป็มูลค่าที่ใครๆก็อยากได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างกายตอนนี้
นึกแล้วก็อยากกลับไปแก้ไข...แต่รอเธอให้โอกาส!
“เมื่อไหร่จะนั่งละคุณ”
ลักษมีจำใจนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงหน้าตู้กระจกซึ่งมีความวาวพราวแสงของอัญมณีที่สะท้อนระยับจับตาอยู่ในตู้เป็เครื่องประดับที่มูลค่าสูงลิบหลากราคาและหลายประเภท
พนักงานขายยิ้มแย้ม เปิดการขาย
“คุณลูกค้าสนใจเครื่องประดับแบบไหนดีคะ คุณผู้ชายหาซื้อสร้อยคอ แหวนกำไลหรืออยากได้อะไรเป็พิเศษมอบให้แฟนดีคะ”
เธอหน้าจืด ยิ้มแห้งเมื่อได้ยินประโยคนั้น รีบปฏิเสธ
“คือ...ฉันไม่...”
ทว่าเขากลับแสดงความเป็เ้าของ วาดแขนมาโอบรอบไหล่เธอทำให้ต้องหันไปมอง
“อยากได้อะไรครับที่รัก”
“นี่คุณ!”
“อยากได้อะไรดีครับ คุณหมีที่รัก”
เธอถอนหายใจซ้ำๆซึ่งเขาพึงใจเป็อย่างมากที่เดินเกมให้เธอกลายเป็ผู้ถูกต้อนจนมุม
“อยากเปย์เหรอคะ”
“ถ้าคุณสนใจ เลือกสร้อยพร้อมจี้ไปใส่สักเส้นดีไหมละ ต้อนรับการกลับมาทำงานกับผม”
“พอเถอะค่ะ เลิกเล่นได้ละ เสียเวลานานแล้วนะคะคุณ้าซื้ออะไรให้ลูกค้าก็บอกสิคะ ฉันจะได้ช่วยเลือก...อ้อแล้วก็ช่วยเอาแขนของคุณที่โอบฉันอยู่ลงด้วยค่ะ”
ตอนท้าย เธอกระซิบพอได้ยินกันสองคน ซึ่งเขาก็ทำตามโดยง่าย
เดวิดปราดตามองเครื่องประดับในตู้ แล้วก็บอกพนักงาน “ผมขอดูแหวนวงนั้นหน่อยครับ”
เธอไม่วายท้วง “จะซื้อแหวนให้ลูกค้าเหรอคะ”
เขาเลือกแหวนเพชรประดับบนตัวเรือนทองคำขาว หยิบจับมาพลิกดูไม่สนใจเสียงของเธอ หันไปถามพนักงานคนเดิม “วงนี้เพชรกี่กะรัตครับ”
“น้ำหนักเพชรรวม 0.08 กะรัตค่ะคุณลูกค้า”
“เล็กไป ขอดูวงนั้นแทนนะครับ” แล้วเขาก็ชี้ไปที่วงใหม่
“วงนี้น้ำหนักเพชร 0.45 กะรัตค่ะ ประดับบนตัวเรือนทองคำขาวหนัก 4.6กรัม”
คราวนี้เขาหันมาทางเธอ แล้วคว้ามือของเธอไปกอบกุมอย่างอัตโนมัติ
“ขอยืมมือหน่อยสิคุณ ผมว่าจะซื้อแหวนให้ลูกค้า”
ลักษมีไม่พอใจนักที่เขาถือวิสาสะแสดงความสนิทสนมเกินเ้านายกับเลขาฯแต่ก็ทำได้แค่ชักสีหน้า พอหันไปทางพนักงานเห็นมองอย่างสับสนระหว่างใบหน้าเธอกับเขาเธอก็เลยยิ้มแห้งๆกลบเกลื่อน เพราะี้เีโต้แย้งไม่เช่นนั้นความเื่มากที่มีติดตัวเขา จะต้องทำให้รำคาญใจ นี่แค่ไม่กี่นาทีเขาก็หยิบแหวนวงนั้นวงนี้ เลือกเข้าเลือกออกเป็สิบวงจนเธอชักจะเกรงใจ
“ยังเลือกไม่ได้อีกเหรอคุณ”
“คุณชอบวงไหนละ”
เธอจึงบอกไปเพื่อตัดความรำคาญ “วงนั้นก็ได้ค่ะ”
“วงนี้นะ”
พอเธอพยักหน้ารับ เขาก็หันไปบอกพนักงาน “เอาวงนี้ครับ” แล้วก็ยื่นบัตรเครดิตส่งให้พนักงานเป็อันจบการขายกระทั่งได้ของที่้าเรียบร้อย เธอก็รีบจ้ำเท้าออกจากร้านจนเขาต้องรีบไปคว้าข้อมือเธอเอาไว้
“จะรีบไปไหนละคุณ ผมหิวแล้ว แวะกินข้าวด้วยกันก่อนสิ”
เธอจึงมองนาฬิกาข้อมือ เป็เวลาหนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที
“คุณบอกฉันว่าจะไปส่งที่รถฉันตอนไม่เกินสองทุ่มนี่เหลือเวลาแค่สิบห้านาทีเองค่ะ...อีกอย่าง คุณก็ได้ของที่้าครบแล้วหมดเวลางานของฉันแล้วค่ะบอส...ไปค่ะ อย่าเสียเวลา”
แล้วเธอก็เดินกึ่งวิ่งสาวเท้าเร็วๆจนเขาต้องรีบเดินตามไปด้วยรอยยิ้มขบขัน เมื่อไปถึงลานจอดรถ เธอก็เร่งให้เขารีบขับรถกลับระหว่างทางก็พูดน้อยและพะวักพะวนจนผิดปกติ
“คุณทำเหมือนรีบ ตกลงมีธุระต่อ หรือมีใครคอยอยู่ที่บ้านกัน ฮึ!”
เขารู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะไปซักฟอกแต่มันก็อดไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีที่เธอแสดงออก
“เื่ส่วนตัวค่ะ”
เขาก็เลยรีบบึ่งไปให้ตามคำขอจนรถยนต์ของเขาขับไปจอดเทียบรถยนต์ของเธอที่ลานจอดรถบนตึกของบริษัทตอนนี้ท้องฟ้าเบื้องนอกมืดสนิท ความมืดโรยตัวครอบคลุมไปทั่วผืนฟ้าแต่ใจเขายังไม่อยากแยกห่างจากเธอเลย
พอเธอก้าวขึ้นรถของตัวเอง เขาก็ใช้แขนดันไม่ให้ประตูรถปิด
“มีอะไรอีกคะ ฉันไม่อยากถึงบ้านดึก”
เขายื่นถุงกระดาษที่ข้างในบรรจุกล่องใส่แหวนเพชรวงนั้น“ผมฝากคุณเก็บเอาไว้ทีสิครับ ผมใช้เมื่อไหร่เดี๋ยวจะเตือน”
“เก็บไว้เองสิคะแหวนที่คุณเลือกไม่ใช่ราคาถูกๆ เกิดทำหาย ฉันไม่มีปัญญามาใช้นะคะ”
เขายิ้มกริ่ม ไม่พูดไม่จายอมล่าถอยกลับไปขึ้นรถของตัวเองแต่โดยดีทำให้ลักษมีปั้นหน้าไม่ถูก...ก็แผนของเขานี่นา ตั้งใจฝากแหวนเอาไว้ สักวันจะทำให้เธอยอมสวมมันลงบนนิ้วนางของเธอเพื่อที่เขาจะตีตราความเป็เ้าของเธอโดยสมบูรณ์
///////////////////
ทีแรกเดวิดตั้งใจว่าจะขับไปนอนที่คอนโดฯแต่พอนึกถึงคำพูดของบิดาเมื่อตอนกลางวัน ก็เริ่มตะขิดตะขวงใจขึ้นมารวมถึงยังคาใจเื่ที่พ่อของเขาน่าจะมีส่วนรู้เห็นในการที่ลักษมีกลับมาทำงานเป็เลขาฯของเขาในวันนี้
ก็สามปีที่แล้วพ่อของเขาเป็คนพาลักษมีมาทำงาน สั่งนักสั่งหนาว่าอย่าเป็สมภารกินไก่วัดไม่เช่นนั้นจะเสียระบบการปกครอง...เขาก็เลยจำใจเว้นวรรคเธอไว้หนึ่งคนทั้งที่ลึกๆต้องตาต้องใจเป็อย่างมาก แม้ภายนอกของเธอจะดูเหมือนเชย ไร้รสนิยมแต่ภายใต้การแต่งตัวเรียบง่าย กลีบปากสีแดงสดกลับเย้ายวนใจทุกครั้งที่เขาแอบมอง
จนที่สุด เดวิดก็ตบะแตก!
ทว่าความมืดบอดในใจบางส่วนทำให้เขาทำร้ายจิตใจเธอ...เฮ้อออ! แค่นึกถึงก็เริ่มถอนหายใจจนปวดขมับตุบๆอยากจะไถ่ถอนเื่แย่ๆออกไปจากใจเสียที แต่จะทำอย่างไรดี
ระหว่างที่รถยนต์แล่นอยู่บนท้องถนนเขาก็ครุ่นคิดขึ้นมาว่า...ตอนที่เธอหายไปเมื่อสามปีก่อน แม้จะมีเสียงนินทาเป็ไฟลามทุ่งถึงเธอในทางเสียหายเื่หนีตามนายแบบหน้าคมเข้มคนนั้นไปแต่ดูเหมือนพ่อของเขาจะไม่มีท่าตื่นตระหนกแต่อย่างใด ดูจะเป็ทุกข์เป็ร้อนแค่ใน่แรกเท่านั้นมิหนำซ้ำยังชอบพูดจากับเขาแปลกๆหลายต่อหลายครั้งเหมือนรู้ ‘ความลับ’ ของเขากับเธอ
‘สักวันแกจะเสียใจ ไอ้เวร’
มันเื่อะไรกันล่ะที่พ่อเขา้าบอก!
กระทั่งวันนี้...จู่ๆลักษมีก็มาปรากฏตัวเพื่อรับตำแหน่งเลขาฯคนใหม่ของเขาชนิดสายฟ้าแลบแถมพ่อของเขายังให้ท้ายตามที่เธออ้างว่าเป็ ‘เด็กฝาก’
นั่นแปลว่าต้องมี ‘ลับลมคมใน’ บางอย่างระหว่างพ่อของเขากับลักษมีแน่ๆ!
พลันนั้นเดวิดจึงเบนทิศทางที่รถขับไปยูเทิร์นข้างหน้าวกกลับทางเดิมเพื่อมุ่งตรงไปยังบ้านของตัวเองเห็นทีคืนนี้ต้องซักฟอกพ่อตัวเองก่อนเป็อันดับแรก
ทว่าเมื่อรถยนต์ของเขาแล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยเข้ามาในเขตบ้านซึ่งกินอาณาบริเวณกว้างขวางไปจอดยังโรงรถด้านข้างชิดรั้วกำแพงปูนฝั่งหนึ่ง หัวคิ้วเขาก็ขมวดตึงทันทีเมื่อพบว่ารถยนต์ที่ขนาบข้างเขาอยู่นั้น มันคือรถยนต์คันสีแดง ป้ายแดงที่คุ้นตา
เดวิดรีบลงไปสำรวจทะเบียนรถคันนั้นและพบว่ามันคือเลขเดียวกับรถคันที่ลักษมีเป็เ้าของ...นั่นทำให้เขารีบสาวเท้าเดินกึ่งวิ่งเร็วจี๋เข้าไปในบ้าน
เมื่อเห็นเต็มสองตาว่ากลางโถงรับแขกมีใครนั่งอยู่บนชุดโซฟาหลุยส์ มันทำให้เขางุนงงปนประหลาดใจเป็ที่สุดยิ่งเห็นว่าเ้าของเสียงหัวเราะใสกังวานก็คือลักษมีซึ่งยิ้มร่ายามสนทนาอย่างออกรสกับพ่อของเขา นั่นยิ่งทำให้มีคำถามเกิดขึ้นเต็มหัว
“คุณหมี...คุณมาที่บ้านผมได้ยังไง?”
ลักษมีเงยหน้ามองเขา“ก็ฉันเป็เด็กฝากไงคะ”
“ยังไงครับพ่อผมว่ามีเื่ที่ต้องคุยกันยาวแล้วนะครับ”
“อ้าว! ไหนๆแกก็กลับมาบ้านละ ไปกินข้าวกินปลาพร้อมกันเลยไหมนี่แม่อิ่มกำลังจะตั้งโต๊ะอาหารพอดี”
ผู้เป็บิดาของเขานอกจากไม่ตอบคำถามให้สิ้นสงสัยยังทำไม่รู้ไม่ชี้...ลุกขึ้นยืนผายมือไปทางห้องรับประทานอาหาร
“พ่อ!”
“กินข้าวกินปลาให้อิ่มท้องก่อนดีกว่าเดี๋ยวแกจะเป็ลมไปซะก่อน”
“พ่อครับ!” เขาเริ่มเสียงเข้ม “ผมไม่สนุกนะ”
ทว่ายังไม่ทันมีคำตอบใดๆเสียงใสของเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ดังมาจากในครัว
“ยะฮู้!ดีเลยค้าบ คืนนี้ดีเดย์จะนอนกอดหนอนั์ด้วย”
เขานิ่วหน้ามองไปยังต้นเสียง พลางหันไปสบตามารดาที่จูงมือเด็กชายที่ไหนก็ไม่รู้
“ดีใจจังเลยลูก จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน...นี่ป้าอิ่มเตรียมอาหารโปรดลูกไว้เยอะเลยแม่ก็นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก แต่พ่อน่ะสิยืนยันว่ายังไงวันนี้แกก็ต้องกลับมากินข้าวที่บ้าน...ถ้าอย่างนั้นไปกินข้าวกันลูก”
เดวิดมองหน้าทุกคนในที่นั้นสับสนปนเปไปหมด นี่มันเื่ตลกอะไรกัน
แล้วเด็กชายที่สวมเอี๊ยมยีนทับเสื้อยืดสีสันสดใสตรงหน้าคือใคร?
“นั่นเด็กที่ไหนครับแม่”
เขามองไปยังเด็กชายที่เกาะแขนแม่ของเขาแน่นขมวดคิ้วมองมาที่เขาและโพล่งขึ้น
“คุณย่าค้าบคุณลุงหน้าดุนั่นใครอ่ะค้าบ”
หึ!เรียกแม่ของเขาว่า ‘คุณย่า’ อย่างสนิทสนมแต่เรียกเขาว่า ‘คุณลุง’ แถมยังพ่วงท้ายว่า‘หน้าดุ’
แล้วเด็กชายผมสีน้ำตาลอ่อนนั่นก็ผละมือจากแม่ของเขามานั่งจุมปุ๊กอยู่ข้างลักษมีด้วยท่าทางออดอ้อนคลอเคลียเขาจึงหันไปส่งสายตาคาดคั้นที่เธอแทนก่อนที่คำตอบจากปากเด็กชายนั่นจะทำให้เขายืนขาแข็งจนไม่กล้าขยับไปไหน
“มามี๊ค้าบ คุณลุงหน้าดุจะกินหัวดีเดย์ไหมค้าบ”
ทั้งพ่อทั้งแม่เขาต่างยิ้มขันกับเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายนั่น...แต่เขาหัวเราะไม่ออก
“เขาเรียกคุณว่ามามี๊เหรอครับคุณหมี”
“ค่ะ ลูกชายของฉันเอง!”
แล้วเด็กนั่นจะเป็ลูกใครก็ผมสีทอง ใบหน้าแบบลูกผสมมันถอดพิมพ์เหมือนเขาชัดเจน
//////////////////////////////////////จบบทที่ 3