คนในยุคโบราณจะรู้จักความเก่งกาจของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างไร คนในยุคปัจจุบันมีความสามารถถึงขนาดเปลี่ยนแปลงบางส่วนของธรรมชาติได้ เช่นเดียวกับที่นางนำการแพทย์แผนปัจจุบันมาปรับใช้เล็กน้อย ก็สามารถทำให้ท่านหมอวินิจฉัยโรคผิดพลาดได้ เพียงแค่ใช้ชุดยาแก้พิษในยุคปัจจุบัน ผิวคงจะกลับมาเหมือนเดิมทันทีภายในครึ่งชั่วโมง ดังนั้นจะอย่างไรก็ไม่สามารถมาสงสัยนางได้
แต่ที่หนานกงอี้เอ๋อร์ให้ความสนใจไม่ใช่เื่นี้ แต่เป็การหาเส้นทางจากด้านหลังของเรือนแห่งนี้เพื่อออกนอกจวนต่างหาก พร้อมกับถือโอกาสสอดส่องดูว่าในป่าไผ่นี้ตกลงมีสิ่งใดกันแน่ ไม่ทันไร ตัวคนเดินมาถึงตีนกำแพง เพ่งดูตรวจสอบ ดูว่ามีทางออกหรือไม่ มองหาเป็เวลานานจึงพบว่าแม้แต่รูหนูก็ไม่มี ช่างป้องกันได้แ่าจริงๆ
วัดจากสายตาแล้วพบว่ากำแพงนี้สูงกว่าหนึ่งวา วิธีที่หนานกงอี้เอ๋อร์ คิดได้คือการปีนขึ้นไป แต่ได้ยินเสี่ยวตงเล่าว่า เวลากลางวันจะมีบ่าวไพร่คอยเดินตรวจตรามากกว่าเวลากลางคืน ถ้าหากปีนขึ้นไปแล้วไม่ถูกพบก็คงแปลก ถึงตอนนั้นคงจะเป็ที่ยุ่งยากมาก ดูแล้วคงทำได้เพียงทุบจากด้านล่างให้เป็รู แต่ถ้าใช้การทุบจริงๆ กำแพงรั้ว้าจะต้องถล่มลงมาอย่างแน่นอน นี่จะยิ่งสะดุดตามากกว่าเดิม หลังจากใคร่ครวญอยู่นาน ก็มีเพียงแค่วิธีเดียว นั่นก็คือ ‘การใช้กลยุทธ์’ คือการทำให้กำแพงแตกออกมาเป็รู ซึ่งหนานกงอี้เอ๋อร์ก็มีแผนการในใจแล้ว
ตอนนี้ต้องรอเสี่ยวตงกลับมาก่อน อย่างไรเสีย ก็ต้องหากุญแจคริสตัลนั้นให้พบ นางจึงจำเป็ต้องออกนอกจวน จนถึงตอนนี้ นางไม่มีเบาะแสอะไรเลยสักนิดเดียว นอกจากนี้นางยังมีเงินติดตัวอยู่ไม่กี่ตำลึง ไม่ว่าจะเป็ยุคโบราณหรือยุคปัจจุบัน ถ้าไม่มีเงินทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบาก นางต้องออกไปข้างนอกเพื่อมองหาโอกาสในการค้าขายเสียก่อน เรียนรู้ว่าผู้คนภายนอกเขาค้าขายกันอย่างไร
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามเสี่ยวตงถึงกลับมา ด้านหลังมีแม่นมเดินตามมาด้วย ทั้งสองคนถือของเต็มไม้เต็มมือ แม้ว่าแม่นมได้ฟังที่เสี่ยวตงบอกแล้ว แต่ยังมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจ จึงถามหนานกงอี้เอ๋อร์ว่า “คุณหนูเจ็ด ถ่านไม้นี้บ่าวเข้าใจว่าเอามาใช้สำหรับผิงไฟ แต่ตะแกรงเหล็กนี้จะทำอาหารให้เราทานได้อย่างไรกันเ้าคะ” เสี่ยวตงก็ยืดคอฟังด้วยความอยากรู้ด้วยเช่นกัน
หนานกงอี้เอ๋อร์ส่งยิ้มอย่างลึกลับ กล่าวว่า “ตอนเย็นพวกเ้าก็จะเข้าใจเอง แต่ตอนนี้มันเป็ความลับ”
เสี่ยวตงหดคอกลับไปด้วยความผิดหวัง ในใจคิดว่า ‘คุณหนูร้ายกาจมาก รู้จักให้คนอื่นหิ้วท้องรอ’ แต่พอคิดว่าเย็นนี้จะได้ทานเซาเข่าที่คุณหนูบอก เสี่ยวตงก็รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
แม่นมยิ้มเอ็นดูหนานกงอี้เอ๋อร์พร้อมกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นแม่นมจะรอดูเซาเข่าของคุณหนูเจ็ดเย็นนี้เ้าค่ะ ตอนนี้แม่นมต้องไปทำงานก่อน เสร็จแล้วตอนเย็นถึงจะมา สามารถจัดการกันไปก่อนได้เลยเ้าค่ะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบเรียกแม่นม “แม่นม ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ใดมีกำมะถันบ้าง”
แม่นมคิดสักพักจึงตอบกลับว่า “พ่อบ้านเหลยเหมือนจะมีเ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะลองถามเขาดู คุณหนูเจ็ด้าเอากำมะถันไปทำอะไรหรือเ้าคะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์จึงตอบส่งๆ ไปว่า “่นี้ตอนกลางคืนมักจะถูกยุงและแมลงกัด ข้าเคยอ่านหนังสือเจอว่ากำมะถันสามารถใช้ไล่แมลงได้ จึงอยากลองดู ประมาณห้าถึงหกจิน[1] น่าจะพอ”
แม่นมนึกอย่างแปลกใจ กำมะถันสามารถไล่แมลงได้หรือ เหตุใดนางถึงไม่เคยรู้มาก่อน แต่คุณหนูเจ็ดไม่เคยหลอกนาง นางคงถูกแมลงกัดตอนกลางคืนจนไม่สบายตัว จึงคิดจะใช้วิธีนี้
แม่นมตอบรับอย่างยินดี หนานกงอี้เอ๋อร์จึงบอกให้เสี่ยวตงไปขนมากับแม่นม ส่วนตนได้เริ่มจัดเตรียมเซาเข่าของเย็นนี้ มองไปที่ตะแกรงเหล็ก ที่แม่นมถาม แม้ว่าเซาเข่าจะไม่ได้ทำตามแบบในยุคปัจจุบัน แต่ก็พอใช้แก้ขัดไปก่อนได้ และเมื่อมองมายังบรรดาผักที่พวกนางเอามา คิดว่าจำเป็ต้องล้างน้ำก่อน เมื่อวางแผนในใจแล้ว มือและเท้าจึงเริ่มขยับตาม
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หนานกงอี้เอ๋อร์ได้แยกวัตถุดิบที่ล้างน้ำสะอาดเสร็จหมดแล้ว ขาดแต่ไม้เสียบอาหารเท่านั้น ในตอนนั้นเองเสี่ยวตงที่เต็มไปด้วยเหงื่อได้ลากถุงกระสอบกลับมา นั่งหอบแฮกอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าจะเหนื่อยมาก เสี่ยวตงคิดถึงเมื่อครู่นี้ แม่นมบอกให้พ่อบ้านเหลยมาช่วยนางยกกำมะถันพวกนี้ไปที่สวนป่าไผ่ แต่นางกลับไม่ฟัง บอกไปว่านี่เป็เื่เล็กมากไม่จำเป็ต้องรบกวนพ่อบ้านเหลย อีกทั้งพ่อบ้านเหลยยังมีงานอีกจำนวนมาก คิดว่าของพวกนี้คงไม่หนักมากเท่าไรจึงตอบรับไป
ใครจะไปคิดว่าเสี่ยวตงเดินไปยังไม่ถึงครึ่งทางก็เหนื่อยแล้ว ไม่ใช่บอกว่าหนักห้าจินหรอกหรือ ทำไมเสี่ยวตงรู้สึกว่ายิ่งยกมันยิ่งหนักล่ะ! กัดฟันจนแน่น สุดท้ายถึงยกออกไปได้ เสี่ยวตงเหนื่อยจนแทบจะฟุบลงไปได้อยู่แล้ว ในใจรู้สึกเสียใจที่ไม่ฟังคำของแม่นม ถ้าให้พ่อบ้านเหลยช่วยยกไปก็จบแล้ว ใครใช้ให้ตนอวดเก่งกัน
หนานกงอี้เอ๋อร์รีบวิ่งเข้ามาเปิดกระสอบและลองดมดู เป็กำมะถันไม่ผิดแน่ พอยกขึ้นมาจึงพบว่าน้ำหนักไม่ถูกต้อง คาดว่าน่าจะสิบจินกระมัง จึงกล่าวกับเสี่ยวตงที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ว่า “เสี่ยวตง ลำบากเ้าแล้ว กำมะถันหนักเกือบสิบจินนี้ ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะยกกลับมา เ้าพักก่อนเถิด ที่เหลือก็เป็ส่วนของข้าแล้ว”
เสี่ยวตงเมื่อได้ฟัง ‘สิบจิน’ สองคำนี้ ก็เกือบจะหน้ามืดไป นางว่าแล้ว ห้าหกจินจะหนักขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ต้องโดนแม่นมกับพ่อบ้านเหลยแกล้งแน่นอน พวกท่านน่าเกลียดเกินไปแล้ว ชอบแกล้งนางตลอดเลย เย็นนี้จะต้องบอกให้คุณหนูทวงความยุติธรรมคืนแก่นางให้ได้ เสี่ยวตงคิดด้วยความกลัดกลุ้ม
หนานกงอี้เอ๋อร์ได้ขนกำมะถันไปไว้ใต้กำแพงเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มจุดไฟเผากำมะถัน ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดกรดกำมะถันที่บริสุทธิ์ก็ได้กลั่นออกมาแล้ว แน่นอนว่าความเข้มข้นที่ไม่สูง การกัดกร่อนจึงไม่แรงมากนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากปริมาณที่กลั่นออกมาเมื่อครู่ หนานกงอี้เอ๋อร์ก็พอจะคาดเดาจำนวนได้ จึงมั่นใจว่าการเจาะรูที่สูงประมาณสองศอก[2] ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน
ดังนั้นจึงรีบนำกรดกำมะถันโรยบนกำแพง ความรวดเร็วของการกัดกร่อนนี้คงใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงแปดชั่วยามถึงจะได้ผล เวลานี้ดูแล้วน่าจะยามอู่[3] คงเสร็จประมาณยามซวี[4]
ตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำ นั่นก็คือ‘รอ’
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] จิน เป็มาตรวัดของจีนที่มีมาแต่โบราณ โดย 1 จิน = 500 กรัม
[2] 1 ศอก = 50 เิเ
[3] ยามอู่ คือ ่เวลา 11.00 น. ถึง 12.59 น.
[4] ยามซวี คือ ่เวลา 19.00 น. ถึง 20.59 น.