ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่11 ซีเผิง

    ในระหว่างที่ยูหมิงหวนรําลึกอดีตตอนยังเป็นเด็กน้อย ทางด้านเหลียงเย่และเหลียงซีก็ไม่ต่างกัน พวกเขาได้ระลึกถึงอดีตที่ผ่านมา
    เหลียงเย่นั้นนึกถึงอดีตที่ตัวเองยังเคยเป็นเด็กน้อยจอมแก่นได้ดี ทุกๆครั้งที่เขากลับมาพร้อมเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ก็จะมีแม่นี่แหละที่คอยอาบนํ้าให้เขา หลังจากที่เนื้อตัวสะอาดแม่ของเขาก็จะพาเขาไปกินโจ๊กที่ร้านข้างทาง 
    แม้รสชาติของมันจะธรรมดาและราคาถูก แต่ในทุกๆครั้งที่กินเขาก็สามารถรู้สึกได้ถึงช่วงเวลาที่แสนอบอุ่น
    แน่นอนว่าเหลียงซีเองก็หวนรําลึกอดีตในช่วงเวลาเดียวกัน
    หลังจากที่เหลียงเย่รําลึกถึงอดีตเสร็จ เขาก็ตะหนักได้ว่าแม่คือบุคคลที่แสนยิ่งใหญ่ของเขา เพราะแม่นี่แหละถึงมีเขาในวันนี้ หากไม่มีแม่แล้วเขาคงไม่แม้จะได้เกิดมาด้วยซํ้า
    ในตอนนี้เขารู้สึกผิดมากที่ระงับอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่และมาระบายกับแม่โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาวางชามโจ๊กที่ว่างเปล่าลงบนพื้นและพุ่งตัวเข้ากอดแม่ทั้งๆที่นํ้าตาไหลอยู่ “ แม่ ผมขอโทษนะ ! ” 
    “ อือ ” เหลียงซีวางชามที่ว่างเปล่าลงบนพื้นเช่นกัน เธอลูบแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของลูกเธอเบาๆ ใบหน้าของเธอในยามนี้เผยให้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข 
    ความสุขนี้เธอไม่ได้สัมผัสถึงมันมานานแล้ว ดังนั้นเธอจึงพยายามอิ่มเองไปกับมัน ใบหน้าชราของเธอในยามนี้มีนํ้าตาของความสุขไหลลงมาเช่นกัน
    หลังจากที่ทั้งสองอิ่มเอมความสุขจากการกอดกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนดูอยู่ด้วยสายตาขอบคุณ
    “ คุณยูผมต้องขอขอบคุณจริงๆ หากไม่ได้กินโจ๊กของคุณแล้วผมคงจะทําผิดไปมากกว่านี้แน่ๆ ” เหลียงเย่เดินเข้าหายูหมิงและก้มหัวลงด้วยความขอบคุณที่รู้สึกผิด 
    เขารู้สึกผิดที่มองยูหมิงผิดไป อีกฝ่ายไม่ใช่คนบ้า แต่เป็นคนดีที่แสนดีต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะยูหมิงเขาคงลืมความรู้สึกที่แสนนานนี้ไปแล้วจริงๆ
    “ ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม ” เหลียงซีเอ่ยขอบคุณด้วยความรู้สึกเป็นกันเอง เธอรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้เขาไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เพราะเขาอุส่าห์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือปัญหาของเธอกับลูกชาย
    “ ไม่เป็นไรครับ ” ยูหมิงยิ้มจางๆให้ทั้งสอง และพยักหน้าให้กับเหลียงเย่ “ ต่อไปคุณก็อย่าทําอีกล่ะ ”
    “ เข้าใจแล้วครับ ” เหลียงเย่พยักหน้าเข้าใจ 
    “ ดี ต่อไปไม่ว่าจะมีเรื่องร้ายแรงหรือหงุดหงิดแค่ไหนก็ห้ามเอามาลงกับแม่เด็ดขาด เอาล่ะผมไปละ ” ยูหมิงยิ้มและจากไปโดยไม่ซื้อของซักชิ้น
    จริงๆเขาก็อยากอุดหนุนอยู่หรอก แต่เขาไม่มีเงินนี่ เขาจะเอาอะไรไปจ่ายล่ะ ? เขาจึงต้องรีบจากมา ซึ่งเหตุผลก็ง่ายมาก เพราะเขาแก้ไขปัญหาระหว่างทั้งสองได้แล้วนั่นเอง
    ส่วนเรื่องปัญหาที่ทําให้เหลียงเย่กลุ้มใจจนถึงขั้นนี้ได้นั้นเขาไม่คิดสนใจหรืออยากรู้หรอก แม้ปัญหานั้นจะเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายก็ตาม
    เพราะที่เขาเข้าช่วยแก้ปัญหาก็เพราะแม่ของเหลียงเย่ เรื่องอื่นนั้นเขาไม่สนใจ
    เพราะความเป็นความตายของเหลียงเย่นั้นไม่ใช่เรื่องของเขา แต่มันเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย ดังนั้นปัญหาของตัวเองก็ต้องแก้ด้วยตัวเอง 
    ไม่ว่าจะอ่อนหรือยากก็ต้องแก้มันให้ได้ !
    ไม่อย่างนั้นจะเรียกตัวเองว่าลูกผู้ชายได้อย่างไร ซึ่งเขาเองก็ได้ผ่านจุดนั้นมาหลายรอบแล้วเช่นกัน จึงได้เติบโตตนถึงทุกวันนี้
    อย่างไรก็ตามถ้าหากเหลียงเย่ไม่สามารถแก้มันได้ด้วยตัวเอง เขาคงต้องเป็นเพียงลูกแกะที่ยังไม่สามารถเติบโตได้อีกต่อไป
    …
    ทางด้านเหลียงเย่หลังจากที่ยูหมิงเดินออกไปโดยที่เขาห้ามไม่ทัน เขาก็รีบออกมาเพื่อที่จะตามขอบคุณยูหมิงอีกรอบ แต่เขากลับไม่พบเจอตัวอีกฝ่ายเลย “ เขาเป็นคนดีมาก หากครั้งนี้ฉันไม่ตาย ฉันจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้อย่างแน่นอน ” นํ้าเสียงของเขาฟังดูหนักแน่น
    แก๊งค์เสือป่าแล้วอย่างไร ? เขาจะฟันฝ่าอุปสรรคในครั้งนี้ไปให้ดู !
    …
    ภัตตาคารกุหลาบแดง ภายในร้านเต็มไปด้วยผู้คน ผู้คนทั้งหมดต่างเป็นลูกค้าของที่นี่ พวกเขาต่างกําลันกินอาหารของตัวเองอย่างมีความสุข
    ชั้นสองของร้านภายในห้องๆหนึ่งมีชายวัยกลางคนนั่งเรียงรายอยู่บนโต๊ะถึงสี่คน ใบหน้าของพวกเขาแลดูเคร่งขึม ซึ่งพวกเขาทั้งหมดต่างสวมใส่ชุดเชฟที่สะอาดตาน่าดู
    “ ซีเผิงผมได้ยินมาว่าวันนี้มีคนๆหนึ่งเข้าไปในภัตตาคารบัวสวรรค์ หลังจากที่เขาเข้าไปในนั้นไม่นานทางภัตตาคารบัวสวรรค์ก็ปิดร้านทันที ผมเกรงว่าตอนนี้อาจมีเรื่องบางอย่างกําลังเกิดขึ้น ! ” เชฟระดับสามดาวเปียวหยี่เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึม
    “ ใช่ พี่ชายของผมพูดได้ถูกต้องแล้ว เรื่องนี้มันช่างน่าสงสัยจริงๆ ” เชฟระดับสามดาวเปียวหยูพยักหน้าเห็นด้วย
    “ ดูท่าจะน่าสงสัยจริงๆนั่นแหละ เพราะตลอดจนถึงตอนนี้ทางนั้นยังไม่เคยปิดร้านเลยนี่สิ หรือว่าพวกเขาจะหาแผนมารับมือกับพวกเราได้แล้ว ? ” เชฟระดับสามดาวไห่ป้านขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
    ในตอนนี้สายตาทั้งสามคู่ล้วนจับจ้องไปที่ชายวัยกลางคนที่ชื่อซีเผิงด้วยความต้องการที่จะฟังคําตอบ 
    “ อืม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสงสัยจริงๆ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมีแผนหรือไม่มีมันก็ไม่ต่างกันนักหรอก เพราะถึงยังไงสิ่งที่พวกเขาขาดมากที่สุดก็คือเชฟ แน่นอนว่าต้องเป็นเชฟระดับสี่ดาวขึ้นไปเหมือนผม ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเอาอะไรมาต่อกรกับภัตตาคารกุหลาบแดงของเราล่ะ ? ” เชฟระดับสี่ดางซีเผิงพยักหน้าเห็นด้วยและถามกลับไปในเวลาเดียวกัน
    แผนการสําคัญก็จริง แต่ถ้าหากไม่มีเชฟที่ฝีมือพอสูสีกับเขามันก็เท่านั้นล่ะนะ !
    จากรายงานที่เขาได้รับมา เขาได้ยินมาว่าคนที่เข้าไปในร้านมีอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ดูๆแล้วถึงจะเป็นเชฟก็เป็นเพียงเชฟหนึ่งดาวเท่านั้นล่ะ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกังวลมากนัก
    เพราะถ้าอีกฝ่ายไม่มีเชฟระดับสี่ดาวอยู่ อีกฝ่ายก็ไม่คู่ควรที่จะมาเป็นศัตรูกับเขา
    ทั้งสามคนที่เหลือได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ซึ่งสองพี่น้องเปียวนั้นยังคงกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาเคยเป็นเชฟที่นั่นและทรยศออกมา
    แน่นอนว่าการเป็นเชฟที่นั่นพวกเขาย่อมต้องรู้ดีถึงนิสัยของหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวแะเชฟเจิ้งฝาน ซึ่งพวกเขาก็รู้ดีเลยว่าสองคนนั้นหากไม่ใช่เรื่องสําคัญจริงๆ พวกเขาจะไม่ปิดร้านเด็ดขาด แต่นี่หลังจากที่มีคนเข้าไป พวกเขากลับปิดร้านทันที นี่มันช่างน่าสงสัยเกินไปแล้ว !
    แต่ถึงพวกเขาจะสงสัย พวกเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีกต่อไป เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่จะมีเชฟระดับสี่ดาวเข้าไปทํางานให้ที่นั่น
    …
    “ โอ้ ได้จังหวะจริงๆ ” ยูหมิงมองไปยังร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ที่หน้าทางเข้าร้านมีใบปลิวรับสมัคนายแบบติดเอาไว้ ซึ่งจะได้ค่าตอบแทนเป็นชุดๆนั้น 
    สําหรับยูหมิงที่กําลังหาเงินซื้อชุดดีๆมาใส่อยู่ นี่นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากเป็นอย่างมาก ใช่ เขาต้องการที่จะเข้ารับงานนายแบบ
    ยูหมิงสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วยืดอกเดินเข้าไปที่ร้านนั้นทันที