บทที่ 28 อาจารย์กับครูนั้นแตกต่างกัน
จากนั้นพี่น้องทั้งสองก็เดินออกไป แต่กลับได้ยินเสียงดังชัดเจนจากด้านหลัง “เ้าชายน้อย!”
นั่นคือถังเทียนเจ๋ออีกแล้ว ลั่วโหวพูดว่า “เรียกฉันทำไม? จะเลี้ยงข้าวฉันด้วยเงินของชั้นเรียนหรือไง?”
พอพูดถึงเงินของชั้นเรียน ถังเทียนเจ๋อก็พูดว่า “เงินของชั้นเรียนคนละยี่สิบหยวน นายยังไม่ได้จ่ายนะ! แต่วันนี้นายได้สร้างชื่อเสียงให้ชั้นเรียน มาทานข้าวด้วยกันก็ได้นะ เดี๋ยวอาจารย์เถียนก็จะไปด้วย”
พวกเขารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ใกล้ ๆ คณะซึ่งประธานนักกีฬาและเลขาธิการคณะกรรมการสหภาพเยาวชนก็มาด้วย
ที่โต๊ะอาหารไม่มีการดื่มเหล้า มีแต่เครื่องดื่ม แต่อาจารย์เถียนต้องดื่มน้ำเปล่า เธอใช้น้ำเปล่าแทนเครื่องดื่ม และขอให้ทุกคนร่วมกันแสดงความยินดีกับลั่วโหว พูดว่าวันนี้ลั่วโหวแสดงผลงานได้ดีมาก และพูดต่อทันทีว่า “ลั่วโหว ในอนาคตคงจะมีเื่ยุ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะมีคนจากคณะกรรมการกีฬาเมืองมาหาใน่บ่ายนี้ก็ได้นะ”
ลั่วโหวพูดว่า “ก็มาสิครับ ผมไม่มีเวลาไปซ้อมอยู่แล้ว”
ถังเทียนเจ๋อสนใจจึงถามว่า “เ้าชายน้อย นาย นายซ้อมยังไงเหรอ? อาจารย์เถียนบอกว่านายรู้วิชาภายในจริง ๆ ใช่ไหม?”
ลั่วโหวตอบว่า “จริงสิ ฉันยังมีศิษย์อยู่ที่บ้านเกิดอีกด้วย เธอสนใจจะเข้ามาเป็ศิษย์ของฉันบ้างไหม? ฉันหมายถึงการกราบไหว้ครูแบบสามคุกเข่าเก้าคำนับ*[1] อาจารย์เถียนเป็ครูของพวกเรา แต่สถานะของเธอในฐานะอาจารย์กับสถานะของฉันในฐานะอาจารย์ที่จะสอนวิชาภายในให้เธอนั้นต่างกันนะ”
ลั่วเสวียนจ้องมองน้องชายด้วยสายตาขุ่นเคือง “ทำไมถึงไม่เหมือนกันล่ะ?”
ลั่วโหวหัวเราะพลางพูดว่า “สิ่งที่ผมสอนคือสิ่งที่ช่วยให้สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกได้อย่างแท้จริง อาจารย์กับครูนั้นแตกต่างกัน ลองถามอาจารย์เถียนดูสิว่าเธอจะรับพวกเราเป็ศิษย์ของเธอไหม?”
อาจารย์เถียนถอนหายใจ “อาจารย์นั้นสอนสิ่งต่าง ๆ มากกว่า และสอนเทคนิคเป็หลัก ส่วนครูนั้นสอนความรู้เป็หลัก โดยทั่วไปจะเป็ความรู้ทางทฤษฎี”
ลั่วโหวกล่าวว่า “แล้วสิ่งไหนสำคัญกว่ากัน ความรู้ทางทฤษฎีหรือเทคนิคเพื่อการอยู่รอด?”
เลขาธิการคณะกรรมการสหภาพเยาวชนมองไปทางอาจารย์เถียนแล้วกล่าวว่า “สำคัญทั้งสองอย่างนะ!”
ลั่วโหวพึมพำว่าคนชอบเห็นแก่หน้า ก่อนจะหัวเราะแล้วพูดว่า “จริง ๆ แล้วก็ยากที่จะเปรียบเทียบ ศิษย์ของขงจื๊อเรียกเขาว่าครู แต่ก็ไม่เรียกว่าอาจารย์ แต่สิ่งที่ขงจื๊อสอนศิษย์ก็สามารถทำให้ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ แต่ครูในสมัยปัจจุบันจะมีความสามารถเช่นขงจื๊อไหมล่ะ?”
ถังเทียนเจ๋อพูดว่า “ทำไมนายต้องเปรียบเทียบแบบนั้นล่ะ เปรียบเทียบคนธรรมดากับขงจื๊อ ลองคิดดูสิ นายรับศิษย์สอนกังฟู แต่นายจะไปเปรียบเทียบตัวเองกับผู้นำยอดฝีมือในนวนิยายของกิมย้งได้เหรอ?”
ลั่วโหวหัวเราะ “ผมจะเปิดสำนักสอนศิลปะการต่อสู้ในอนาคต พวกคุณอยากเรียนไหม? ผมจะแต่งตั้งอาจารย์เถียนเป็ผู้าุโในอนาคต ตำแหน่งของเธอจะสูงกว่าคน ๆ อื่น พี่สาวของผมก็เป็ผู้าุโด้วยเหมือนกัน ส่วนพวกคุณสามคน ผมต้องคัดเลือกดูก่อนว่ามีพื้นฐานดีพอไหม อืม…หัวหน้าชั้นเรียน ในอนาคตก็เป็ผู้ช่วยอาจารย์แล้วกัน”
……
หลังจากพักผ่อนแล้ว ่บ่ายมีการแข่งขันต่อ และมีคนจากคณะกรรมการกีฬาเมืองมาเยี่ยมชม
แต่ลั่วโหวไม่รู้ล่วงหน้า ดังนั้นในการแข่งขันวิ่งผลัด เขาจึงแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้คณะการเงินได้ทั้งอันดับสองและอันดับสามจากสามอันดับแรก และการแข่งวิ่งใน่สุดท้ายของลั่วโหว เขาสามารถเข้าเส้นชัยด้วยความเร็วที่อยู่ต่ำกว่าเก้าวินาที
มหาวิทยาลัยจินหนิงเป็มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง เมื่อหัวหน้าสำนักงานกีฬาได้รับโทรศัพท์แจ้ง จึงตัดสินใจมาสำรวจสถานการณ์ใน่บ่าย
เมื่อลั่วโหวจบการแข่งวิ่งผลัดแปดร้อยเมตรแล้ว เขาก็รับผ้าเช็ดหน้าจากถังเทียนเจ๋อมาเช็ดเหงื่อ แต่กลับพบว่ารองอธิการบดีคนเดิมและชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาหา
ผลสรุปสุดท้ายนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือลั่วโหวจะไม่เข้าร่วมการฝึกซ้อมใด ๆ และจะแข่งขันเท่านั้น หากไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ เขาก็จะไม่เข้าร่วมทีมกีฬาของเมือง
หัวหน้าสำนักงานกีฬากล่าวว่า “ก็ได้ แต่นายต้องเข้ารับการทดสอบทุก ๆ ครึ่งเดือน”
ลั่วโหวพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ถ้ามีเวลาก็จะเข้าร่วม แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ไม่ไป ผมยังต้องเขียนนิยายอยู่นะครับ”
รองอธิการบดีจึงบอกกับหัวหน้าคนนั้นว่า ลั่วโหวเป็ผู้แต่งนิยาย ‘อวตาร’ ซึ่งเป็นิยายยอดนิยมในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง
เมื่อได้ยินว่าลั่วโหวมีความสามารถเช่นนี้ หัวหน้าคนนั้นจึงพูดจาอย่างเป็มิตรและยิ้มแย้ม “เป็คนรอบรู้จริง ๆ เลย!”
ลั่วโหวพูดว่า “จริง ๆ แล้วความฝันของผมคือการหาเงิน!”
ทั้งรองอธิการบดีและหัวหน้าต่างก็พากันหัวเราะ
งานกีฬาฤดูใบไม้ร่วงของมหาวิทยาลัยจินหนิงก็ผ่านพ้นไปอย่างนั้น วันรุ่งขึ้น ลั่วโหวรับต้นฉบับที่ตรวจทานและพิมพ์เรียบร้อยแล้วจากร้านพิมพ์ภายนอก จากนั้นก็ถ่ายสำเนาอีกสองชุด แล้วกลับบ้าน เขาพบว่าน้าสาวกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ และเรียกให้เขาไปหา “ลั่วโหว เธอมีชื่อเสียงแล้วนะ!”
ลั่วโหวเดินเข้าไปดู เวรเอ๊ย ตรงช่องเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์รายงานว่าเขาทำลายสถิติวิ่งระยะไกลของประเทศจีน แต่ในรายงานยังระบุด้วยว่าต้องผ่านการทดสอบจากทีมผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง
“ยังต้องทดสอบอีกเหรอ? เวรเอ๊ย ผมไม่อยากเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอะไรเลย!” ลั่วโหวพูด
น้าเล็กส่ายหน้าและถอนหายใจ ลั่วโหวให้สำเนากับเธอหนึ่งชุด และพูดว่า “สามารถส่งทางไปรษณีย์ได้แล้ว!”
หลังเที่ยง ลั่วโหวส่งต้นฉบับและสำเนาทางไปรษณีย์อากาศระหว่างประเทศไปยังสำนักพิมพ์ชื่อดังแห่งหนึ่งในอเมริกา และเขียนในจดหมายไว้ว่า หากได้รับการตีพิมพ์ ขอให้ส่งต้นฉบับคืนมาด้วย
ลั่วโหวรู้ว่า ถ้าเขามีชื่อเสียงในอนาคต ต้นฉบับเหล่านี้สามารถนำไปประมูลได้ราคาอย่างน้อยหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ
เขากลับมาที่มหาวิทยาลัยตอนเย็น และนำสำเนานิยายไปให้อาจารย์เถียนดู
หลังจากส่งถึงมือเธอแล้ว ลั่วโหวชี้ไปที่หอพักและยิ้มให้อาจารย์เถียน “ไปห้องพักของอาจารย์กันเถอะครับ ผมจะนวดให้อาจารย์อีกสักครั้ง”
อาจารย์เถียนก็ไม่ได้หลีกเลี่ยงเขาอีกต่อไป เพราะเธอเห็นว่าเขาเป็ ‘หมอนวดแผนจีน’ อีกทั้งเธอรู้สึกว่าลั่วโหวอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น จึงไม่ควรมองเขาด้วยสายตาของชายหนุ่ม
ในครั้งนี้ยังคงเป็ชุดชั้นในสำหรับฤดูใบไม้ร่วง หลังจากนวดหลังเสร็จ ลั่วโหวพูดว่า “อาจารย์ครับ ผู้หญิงไม่ควรถูกจับที่เอวและก้นหรือต้นขาได้ง่าย ๆ ดังนั้นในสองครั้งก่อนผมจึงไม่ได้นวดให้อาจารย์ แต่ครั้งนี้เพื่อสุขภาพของอาจารย์ ผมจะลองทำดูนะ”
อาจารย์เถียนสั่นไปทั้งตัว ก่อนจะพูดว่า “อย่าเลย ไม่งั้นฉันจะไม่ให้เธอนวดแล้ว!”
ลั่วโหวคิดดูก็เห็นด้วย จึงวางมือลงบนต้นขาของเธอบางส่วน “มีจุดฝังเข็มบนต้นขาหลายจุด โดยเฉพาะจุดเหล่านี้ ต่อไปจะเริ่มนวดจากจุดเหล่านี้ก็แล้วกัน”
ลั่วโหวจับได้ไม่ผิดจุด เพราะบริเวณนั้นไม่ทำให้อาจารย์เถียนรู้สึกอับอาย เธอจึงพูดว่า “งั้นก็ได้ แต่มือของเธอต้องไม่เคลื่อนไหวพรวดพราด แม้เธอจะอายุเพียง 16 ปี แต่เธอก็เป็ผู้ชายแล้ว!”
ลั่วโหวยิ้มเล็กน้อย
ครั้งนี้หลังจากนวดหลังเสร็จแล้ว ยังต้องนวดด้านหน้า แต่ด้านหน้าบริเวณใต้คอลงมา และเหนือต้นขาขึ้นมาเป็บริเวณที่ไม่สามารถนวดได้
แต่เนื่องจากเป็ด้านหน้า อาจารย์เถียนจึงหายใจแรงขึ้น ใบหน้าเล็กแดงก่ำ
ประการแรกเป็ผลจากการนวด ประการที่สองเธอรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
ลั่วโหวชื่นชมในใจ ‘อกมีน้ำมีนวลมากจริง ๆ’
แล้วคิดในใจต่อ ‘โอ้โห ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของผมยังไม่โตเต็มที่ มิฉะนั้นแล้วสาวงามที่นอนล่อลวงอยู่อย่างนี้ ผมคงไม่รอช้ารีบกระโจนเข้าไปแน่’
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น
[1] สามคุกเข่าเก้าคำนับ หมายถึง การคำนับแบบจีน โดยการก้าวท้าวซ้ายไปข้างหน้าหนึ่งก้าว คุกเข่าขวาลงไป แล้วคุกเข่าซ้ายลงไปตาม หลังจากนั้นโค้งคำนับศีรษะลงไป แล้วจึงยืดตัวขึ้นมา ทำเช่นนี้จนครบสามครั้ง ใช้สำหรับเข้าเฝ้าเ้านาย หรือบูชาเทพเ้า