ยามดึกสงัด!
ความมืดเข้าปกคลุมทั่วนครหลวง เวลาเช่นนี้แม้จะเป็ดินแดนใจกลางความรุ่งเรืองก็ค่อยๆ หวนคืนสู่ความเงียบสงัดแสนสงบ
โรงเตี๊ยมสุดแสนธรรมดาหลังหนึ่ง
ฉู่เหินอยู่ที่นี่มาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ั้แ่เถ้าแก่เ้าของโรงเตี๊ยมไปจนถึงเสี่ยวเอ้อที่รินน้ำชาล้วนล่วงรู้แล้วว่าผู้พักอาศัยที่นี่คือเด็กหนุ่มที่ถูกสำนักยุทธขั้นสูงยี่สิบกว่าแห่งปฏิเสธติดต่อกัน
หลังเื่ราวของฉู่เหินแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงกระทั่งพนักงานคิดเงินในร้านยังมองเขาด้วยแววตาเห็นใจจางๆ
แต่กระนั้น ฉู่เหินกลับทำเพียงเมินเฉยต่อสายตานานาของผู้คนเท่านั้น
โรงเตี๊ยมปิดนานแล้ว
แขกที่มากินอาหารกลับกันจนหมด ผู้พักอาศัยก็เข้าห้องนอนหลับไปนานแล้ว
ห้วงเวลาอันเงียบสงัดราวกับป่าช้านี้เอง ฉู่เหินกลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงในห้องของตนเองอยู่ในสภาวะสงบจิตฝึกวิชา
สำหรับฉู่เหินแล้ว เขาต้องฝึกวิชาทุกวันมิให้ขาดไม่ว่ายามกลางวันจะเหนื่อยล้าสักเพียงไหน ไม่ว่าจะกลับมาช้าสักเพียงใด...ก็ไม่มีทางแอบงีบเด็ดขาด
ผ่านเื่ราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขาตลอดเวลาที่ผ่านมา
ฉู่เหินจึงเชื่อมั่นแน่วแน่ว่าบนโลกที่อยุติธรรมใบนี้วิธีเดียวที่จะแสวงหาความยุติธรรมให้ตนเองได้ คือพลังเท่านั้น
ไร้ซึ่งพลัง ทุกอย่างก็ว่างเปล่า!
ตึงๆ!
พลังหยวนแท้ไม่หยุดนิ่งไหลวนในกายฉู่เหิน ส่งกระแสคลื่นพลังงานออกมาอ่อนๆ
ข้างเตียงในห้องนั้นคือกองหินผลึกหยวนที่ป่นปี้
ม่านแสงสีทองเป็เส้นสายปกคลุมเรือนกายของฉู่เหิน กระจายสีสันเป็หมอกในความมืดมิดในพลังหยวนแท้ยังพอเห็นรัศมีแสงต่างสีสันสองอย่าง อันได้แก่ สีม่วงของกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและสีดำของกายโกลาหล...
พลังขีดจำกัดสายเืสองประเภทพันพัวกันและกัน หลอมรวมเข้ากับพลังหยวนแท้
ใน่หนึ่งเดือนที่ผ่านมา พลังลมปราณของฉู่เหินกับพลังขีดจำกัดสายเืช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกันััได้ชัดเจนถึงพลังของกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและกายโกลาหลที่แข็งแกร่งกว่าครั้งอยู่เมืองหลินเหยียนขึ้นมาบ้างแล้ว
พลันนั้น พลังหยวนแท้ในกายฉู่เหินปั่นป่วนรวนเร สองตาร้อนขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
พลังหยวนแท้ที่ไหลเวียนในชีพจรใหญ่ทั้งหลายเริ่มกระปรี้กระเปร่าฉู่เหินััได้ถึงโลหิตที่ไหลเร็วขึ้นเรื่อยๆฉู่เหินนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติงดุจหินผาก็มิปาน
มีฉู่เหินคอยควบคุม หยวนแท้ที่หลอมรวมกับพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและกายโกลาหลไหลเวียนไปทั่วร่างเริ่มจู่โจมชีพจรเส้นที่เก้า
พลังหยวนแท้โหมกระหน่ำประหนึ่งทัพใหญ่ยาตราพิชิตใต้หล้า
ความเ็ปที่ชีพจรยุทธถูกกระแทกกระทั้นลุกลามไปทั่วร่างของฉู่เหินชีพจรยุทธเส้นที่เก้า ชีพจรยุทธเส้นสุดท้ายและยังเป็ชีพจรเส้นที่สำคัญที่สุดด้วย...
ฉู่เหินอดขมวดคิ้วไม่ได้ เหงื่อไหลเต็มใบหน้า
ครืนๆ!
ทันใดนั้นเอง โลกสมาธิของฉู่เหินบังเกิดเป็เสียงฟ้าร้องครั่นครืนในทะเลดาวไพศาลที่ปกคลุม วายุม้วนพันเมฆา แสงแห่งสายฟ้าแล่นตัดกัน
ฉับพลัน ดวงเนตรปีศาจขนาดใหญ่สะท้านโลกก็ปรากฏรำไรในฟ้าดิน
ดวงเนตรสีม่วงประหลาดทรงเสน่ห์เหลือร้ายกระจายกลิ่นอายทำลายล้างน่าประหวั่นพรั่นพรึงพริบตาต่อมา แสงสว่างสีม่วงพังูเาทลายนภามหาสมุทรก็ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นน้ำไหลหลาก
...
ตูม!
สิ่งที่ตามมาคือชีพจรยุทธเส้นที่เก้าอันแ่าดุจขุนเขาของฉู่เหินถูกพุ่งทำลายจนแตกออกมาพลังหยวนแท้สาดซัดราวกับคลื่น เหมือนน้ำไหลบ่ายามเขื่อนแตกพลังถาโถมหลั่งไหลในเส้นปราณน้อยใหญ่ในกายของฉู่เหินลื่นไหลไร้อุปสรรครังสีพลานุภาพที่ะเิออกมาจากภายในนั้นเพิ่มทวีเป็สิบกว่าเท่าตัว
บุกเบิกชีพจรยุทธเส้นที่เก้าได้แล้ว!
ฉู่เหินเบิกตา ดวงตาอันลุ่มลึกมีสีม่วงประหลาดล้ำเรืองรอง
ผ่านมาเพียงเดือนกว่าเท่านั้น ฉู่เหินกลับบุกทลายชีพจรยุทธเส้นสุดท้ายเข้าสู่ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าได้แล้ว ความเร็วเฉกเช่นนี้น่ากลัวว่ากระทั่งอัจฉริยะชั้นยอดผู้เลอเลิศในเมืองหลวงก็ยังมิอาจเทียบเคียงเลยกระมัง
ตึง
เมื่อได้ััพลังที่ซัดสาดไม่หยุดหย่อนในร่างแล้วฉู่เหินก็คลี่ยิ้มรู้ใจ แม้จะห่างกันเพียงชีพจรยุทธเส้นเดียวแต่พลังหยวนแท้กลับแข็งแกร่งกว่าเกือบสิบเท่า
หากเผชิญหน้าเ้าเฮ่อเฉาอัจฉริยะสำนักจันทร์สกาวอีกครั้งฉู่เหินมั่นใจอย่างยิ่งว่าเขาต้องคว่ำอีกฝ่ายได้ในการโจมตีสิบครั้งเท่านั้น
ซ่าๆ
ฉับพลัน ฉู่เหินเงี่ยหูเล็กน้อย ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาหวิวจากข้างนอก
ฉู่เหินเพ่งสายตา แววเยือกแข็งปลดปล่อยออกมาอย่างเงียบงัน
...
ปึ้ง!
เสียงประตูถูกถีบออกฟังดูหนักหน่วงเป็พิเศษในยามค่ำคืน ชั่วพริบตาชายชุดดำที่ปิดบังใบหน้าสองคนก็ปรี่เข้าห้องด้วยความเร็วกระหน่ำแทงดาบกระบี่ส่องแสงแวววับไปที่เตียงไม่หยุด
“เดี๋ยวก่อน...” ชายชุดดำคนหนึ่งหยุดลงแล้วชี้เตียงอันว่างเปล่า“มันหายไปแล้ว”
“เป็ไปได้อย่างไร?” อีกคนฉงนสงสัยนัก
“ต้องแอบหนีไปก่อนแน่ ตามเร็ว!”
ตามเร็ว!
ยามสองชายชุดดำจะออกไปจากห้องนั่นเองเสียงอันยั่วเย้าแต่เยือกเย็นกลับดังขึ้นมาจากเหนือหัว “ฮะๆพวกเ้ากำลังตามหาข้าอยู่หรือ?”
อะไร?
ทั้งสองใ เงยหน้าขึ้นบัดดล เห็นเพียงร่างราวผีสางแขวนตัวอยู่บนฝ้า
ไม่ทันให้ทั้งสองได้ตอบโต้ ฉู่เหินก็กระโจนลงมา ตะครุบลำคอชายชุดดำไว้อย่างเร็วเหนือฟ้าร้องออกแรงบีบ เสียง “กร๊อบ” ดังมา ลำคอหักลงตามเสียง อีกฝ่ายส่งเสียงร้องแล้วตัวเหลวไปกับพื้นเหมือนโคลนเน่าฉู่เหินฉวยกระบี่คมในมือศัตรูมาไว้ที่ตนเองทันที
“เ้า?” ชายชุดดำอีกคนตระหนกรีบเงื้อดาบเล่มยาวฟันใส่ฉู่เหิน
กระนั้น ฉู่เหินกลับเร็วจนเขาตามไม่ทัน ตวัดมือฟาดฟันเพียงครั้งเดียวเงากระบี่สว่างไสวดุจหงส์งามปรายตาเจิดจ้าจนตามองไม่เห็น
ฉัวะ!
ฝนเืสาดกระเซ็น แขนข้างที่กำดาบขาดกระเด็นลอยไป
“อ๊าก!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนหาใดเปรียบสะท้อนก้องในราตรีฟังดูน่าขนลุกแสงกระบี่แวบวาบอีกครั้ง เสียงกรีดร้องหายลับไป หัวคนกระเด็นออกนอกประตูกลิ้งไปกับพื้นอีกสิบกว่าเมตรจึงหยุดนิ่งลง
“ฮึ ฆ่ามัน”
วินาทีนั้นเอง เสียงตะคอกหยาบโลนลั่นมาจากด้านนอกเสียงฝีเท้าสะเปะสะปะเหยียบย่ำบนบันไดหินทั้งรีบร้อนและหนักหน่วงฉู่เหินขมวดคิ้วฟังการเคลื่อนไหว มีมาอีกหลายคนเสียได้
ปัง!
ทันใดนั้น ประตูถูกทำลาย ชายชุดดำสามคนพังประตูเข้ามา
“ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผา!”
ฉู่เหินตวาด พลังหยวนแท้โหมกระหน่ำถาโถมรวมตัวที่มือทั้งสองข้าง
กระแสลมปราณภายในห้องปั่นป่วนสุดขีดในพริบตาวังวนปราณสีทองชั้นแล้วชั้นเล่ารวมตัวโลดแล่นบนฝ่ามือประดุจแก่นแสงศักดิ์สิทธิ์เมื่อตะวันสาดส่องจากเก้าชั้นฟ้า เพริศแพร้วสะกดตา
ชั่ววินาที ฉู่เหินยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นพลังฝ่ามือสีทองเบ็ดเสร็จไร้ใดเทียบเหมือนโคลนถล่มยามูเาทลายอานุภาพเบิกผาทลายศิลาเทกระหน่ำลงมา
ปั้ง!
เก้าอี้และลิ้นชักในห้องพลิกคว่ำไม่เป็ท่า ชายชุดดำทั้งสามลอยละลิ่วออกไปต่างคนต่างตกกระแทกพื้น เืสดพวยพุ่ง อวัยวะภายในแหลกเละกระเด็นไปทั่วทุกแห่งหน
แต่กระนั้น นอกห้องก็ถูกชายชุดดำครองพื้นที่ไว้เสียแล้วอย่างน้อยสิบกว่าคนเห็นจะได้ รวมกันกับอีกห้าที่เขาฆ่าทิ้งไปมือสังหารก็มีตกยี่สิบคนทีเดียว
รังสีสังหารเดือดพล่าน ดุร้ายโเี้ดังฝูงหมาป่า!
ฉู่เหินสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มากันมากมายเพียงนี้เชียวหรือ?
ไม่มีเวลาเหลือให้ครุ่นคิดฉู่เหินทำลายหน้าต่างบานหนึ่งให้เปิดออกอย่างรวดเร็ว คว้ากระบี่เล่มยาวในมือของมือสังหารที่ตายโจนทะยานออกจากห้อง หายลับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
“ตามไป”
มือสังหารชุดดำทั้งหลายไม่ลังเล ตามไปยังทิศที่ฉู่เหินหนีไปไม่รั้งรอ
เวลานี้ก็ล่วงเข้ายามหลังเที่ยงคืนแล้วกระทั่งเขตใจกลางนครหลวงยังดับไฟกันจนหมด
แต่เขตที่ฉู่เหินอาศัยคือเขตชายแดนของเมืองหลวงถนนหนทางไม่มีผู้คนหลงเหลือ เงียบเสียจนได้ยินเสียงหมาเห่าจากตรอกที่อยู่ไกลออกไป
เมฆดำเต็มท้องฟ้า ไม่เห็นดาราและจันทรา
ถนนหนทางเปียกชื้น ฝนตกลงมาปรอยๆ
ฉู่เหินสีหน้าตึงเครียด หว่างคิ้วนิ่งขรึมแต่ดวงตาอันลึกล้ำเยือกเย็นนั้นกลับไร้ซึ่งแววลนลานหรือหวาดกลัว
ผ่านมาหนึ่งเดือน ในที่สุด ‘ตัวการ’ หลังม่านนั้นก็รอไม่ไหวอีกต่อไป
เขาคิดได้มานานแล้วว่าคนพวกนั้นต้องรอไม่ไหวแน่แต่ก็ไม่อาจวางแผนรับมืออะไรได้
ยามราตรีมืดมิดมือสังหารถือศาสตราวุธคมกริบสิบกว่าคนไล่ล่าฉู่เหินไม่เว้นวางอากาศเหน็บหนาวขึ้นทุกชั่วขณะ ฝนที่ตกเพียงปรอยๆ ตกต้องบนใบหน้า
“ไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะถึง ‘ประตูใหญ่ทิศบูรพา’ แล้ว ยามนี้ประตูเมืองต้องปิดแล้วแน่ หนีออกไปคงเป็ไปไม่ได้...”
ฉู่เหินครุ่นคิดในใจ หลังใคร่ครวญเล็กน้อยสายตาก็ไปตกอยู่ที่ยอดของต้นแพโกดาที่ปลายถนนเบื้องหน้า
ต้นแพโกดาสูงสิบกว่าเมตร ขนาดน่าจะราวสามคนโอบ กิ่งใบหนาดกมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม
ฉู่เหินคิดในใจ ะโขึ้นไปบนต้นไม้นั้น
ตึกๆๆ
เสียงฝีเท้ารีบร้อนลนลานดังมา ไม่ถึงสิบวินาทีมือสังหารชุดดำทั้งหมดก็ตามมาถึงที่นี่
มือสังหารเห็นถนนว่างเปล่าก็ชะลอฝีเท้าลง
“มันล่ะ? หายไปไหนแล้ว?” มือสังหารชุดดำคนหนึ่งถาม
“เมื่อครู่ยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย หาดูให้ทั่วเร็ว หนีไปไม่ไกลแน่”
“วันนี้ขืนฆ่าไอ้เด็กนั่นไม่ได้ พวกเราไม่ตายดีแน่ต่อให้ต้องขุดดินลงไปสามฉื่อก็ต้องหาตัวมันมาให้ได้!”
...
น้ำคำดุร้ายโเี้และเฉียบขาด แววตามุ่งร้ายวาววามเหมือนหมาป่าชั่ว
ยามมือสังหารชุดดำสองคนเดินมาถึงใต้ต้นแพโกดานั้นเองร่างอันเฉียบคมก็กระโจนลงมาประกายกระบี่แวววาวดุจกระสวยบินดาวตกที่พาดผ่านท้องฟ้ายามราตรี
ฉัวะ!
เสียงอาวุธเสียดแทงเนื้อหนังดังข้างหู มือสังหารชุดดำตัวสั่นครั้งหนึ่งั์ตาแข็งทื่อ ปากอ้าออกเล็กน้อย รอยเส้นสีแดงปรากฏบนลำคอพวกเขาเลือนราง
“อยู่ทางนั้น!”
มือสังหารทั้งหลายทั้งใและโกรธา เพลิงโทสะแผดเผา
ไม่นึกเลยว่าเ้าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่จะฆ่าเพื่อนร่วมงานไปแล้วถึงเจ็ดคน
“ฆ่ามัน”
มือสังหารชุดดำโเี้สิบกว่านายะเิจิตสังหารแรงกล้าต่างคนต่างพุ่งเข้าใส่เหมือนหมาในหิวโหยโผตะปบอาหาร
ต้องเผชิญหน้ากับพวกใจคออำมหิตกระหายเืเช่นนี้ใบหน้าของฉู่เหินดั่งอาบเคลือบด้วยน้ำค้างแข็งเย็นเฉียบน่าพรั่นพรึง ใจสั่งการปลดปล่อยพลังสายเืกายโกลาหล ประกายแสงสีดำกลุ่มหนึ่งไต่ตัวกระบี่ในมืออย่างรวดเร็ว
ฆ่า!
………………………..