บทที่ 58
ภายในโรงประมูลแห่งเมืองยารอน สินค้าที่พิธีกรสาวลีน่านำขึ้นมาประมูลผ่านไปแล้ว 19 ชิ้น และชิ้นที่ 20 กำลังถูกพนักงานเข็นออกมาจากด้านหลังเวที ซึ่งตอนนี้อีก 5 นาทีจะครบ 1 ชั่วโมงที่ฤทธิ์ปกป้องคำสาปของใบโคลเวอร์จะหมดลง ทำให้เคออสในตอนนี้รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย อีกทั้งมีเรื่องที่น่าสงสัยอย่างหนึ่งที่จอมยุทธผมดำสังเกตได้นั่นก็คือสินค้าทั้ง 19 ชิ้นนั้นมาจากกิลด์เพียงกิลด์เดียวทั้งที่ในป้ายประกาศบอกว่าจะสุ่มสินค้าออกมาประมูล ซึ่งกิลด์ที่น่าสงสัยนั่นก็คือกิลด์แองเจิลไนท์ ที่มีความแข็งแกร่งอยู่ในอันดับที่ 15 นั่นเอง ในส่วนของเป้าหมายทั้งสองจากกิลด์บลูมูนพวกเขาก็ยังคงเถียงกันบ้างสลับกับสนใจสินค้าบ้าง ในสายตาของเคออสอย่างกับสองคนนี้มาเที่ยวจู๋จี๋กันมากกว่าจะมาประมูลสินค้าด้วยซ้ำ เพราะทั้งออก้า และชาร์คไม่เคยยกป้ายประมูลเลยสักครั้งเดียว หรืออาจเป็นเพราะตัวชายหนุ่มนั้นถูกมัดไว้ก็ไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งเมื่อพิธีกรประกาศชื่อสินค้าชิ้นที่ 20 ขึ้นมา พร้อมกับเปิดผ้าคลุมสินค้าออกให้ทุกคนในโรงประมูลได้เชยชม ก็ทำให้สองเพลเยอร์จากกิลด์บลูมูนที่อยู่ด้านหน้าทางซ้ายมือ และเพลเยอร์อีกสามคนที่อยู่เยื้องไปด้านหน้าทางขวามือของเคออสนั้นตื่นตัวผิดปกติ“ภูติล่องหน หรือ Vanish Fairy เลเวล 10 ที่จะพาเจ้านายของมันเข้าไปอีกมิติหนึ่ง โดยที่ไม่สามารถใช้เวทย์ใดๆตรวจพบได้เลยค่า...” เคออสที่เห็นความผิดปกตินั้นก็รีบเรียกเพลเยอร์สาวทันที“จินนี่เธอดูสิ นอกจากสองคนนั้นแล้วก็มีสามคนนั้นที่ดูมีพิรุธ เมื่อภูติล่องหนปรากฏขึ้นบนเวที” เคออสชี้นิ้วไปที่ทั้งสองกลุ่มให้หญิงสาวด้านข้างดูชัดๆ“เอก นายต้องการสื่อว่าอะไร? พวกเขามาที่นี่เพราะภูติล่องหนเหรอ?” ตอนนี้ทั้งสองคนคุยกันมาสัก และได้แนะนำตัวกันไปแล้ว จินนี่จึงพอจะรู้ว่าคำกล่าวของชายหนุ่มนั้นมีความนัยแฝงอยู่“อืม...ฉันคิดว่าคนของกิลด์บลูมูน ต้องแอบตามสามคนนั้นมาแน่ๆ เพราะท่าทางของพวกเขาดูสนใจสามคนนั้นมาก ซึ่งฉันก็สังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าสองคนนั้นชอบหันไปมองทางสามคนนั้นบ่อยๆ” เคออสอธิบายความคิดตนออกมาให้เพื่อนด้านข้างเข้าใจ“สามคนนั้น พวกเขาใส่ฮู้ดคลุมไว้ฉันมองไม่เห็นหน้าเลย แต่พวกเขาก็กำลังเสนอราคาสู้สุดๆเลยนะ คงจะอยากได้ภูตินั่นมากจริงๆ” หญิงสาวภายใต้ผ้าปิดหน้าสีฟ้าผืนบางที่มีรัดเกล้าไพลินอยู่กลางหน้าผากหันไปมองคนทั้งสามจากกิลด์โคลอสซัส แต่เธอก็ไม่อาจวิเคราะห์ได้ว่าพวกนั้นเป็นใคร เคออสที่เวลาเหลือน้อยแล้วคิดว่าต้องรีบไขปริศนาให้เร็วที่สุด จึงเลือกถามอีกาสาวผู้รู้เรื่องมอนสเตอร์อย่างกว้างขวาง อย่างกับเป็นสารานุกรมมอนสเตอร์อย่างไรอย่างนั้น‘ราเวน่าเธอรู้จักภูติล่องหนบนเวทีนั่นไหม?’‘หึ! ข้าผู้ยิ่งใหญ่ผ่านมาหลายสมรภูมิรบย่อมรู้จักตัวปัญหาอย่างภูติล่องหนดีอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นมันก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะให้ข้าไปทำเองล่ะนะ เพียงทหารอสูรหน่วยเล็กๆก็จัดการมันได้แล้ว มันไม่ได้เก่งเรื่องการต่อสู้สักนิด แต่เพราะมันพากองทัพศัตรูทั้งกองล่องหนไปกับมันได้ เนี่ยแหละคือปัญหา’ แม้ราเวน่าจะโอ้อวดไปสักนิด แต่เธอก็อธิบายออกมาให้เห็นภาพได้ชัดเจน‘ล่องหนที่ว่านี่ไม่ใช่เทเลพอร์ตสินะ แต่เป็นการพลางตัวแบบไม่สามารถตรวจจับพลังได้’ เคออสอธิบายสิ่งที่ตนพอจะเข้าใจเกี่ยวกับภูติจิ๋วบนเวที หลังจากได้ยินคำอธิบายจากอีกาสาว‘มันเป็นการพลางตัวก็จริง แต่เป็นการพลางตัวไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ไม่มีทางที่พลังใดๆจะสามารถตรวจจับได้เลยนอกจากพลังสายมิติด้วยกัน และยิ่งพวกมันมีระดับสูงขึ้นก็จะพาคนเข้าไปในมิตินั้นได้มากขึ้นด้วย ตัวที่เห็นนั้นก็พาคนเข้าไปได้สัก 3 คน ได้ประมาณ 5 นาที’ คราวนี้อีกาสาวอธิบายออกมาได้แจ่มแจ้งชัดเจนเลยทีเดียว ซึ่งทำให้เคออสพอจะนึกออกแล้วว่าความสามารถสุดเจ๋งของภูติล่องหนคืออะไร และความสามารถนี้ใช้พลิกแพลงได้หลายสถานการณ์เลยทีเดียว แต่ของดีแบบนี้ย่อมต้องมีข้อเสียอยู่ ไม่อย่างนั้นมันคงจะเป็นที่นิยมสำหรับพวกมือสังหารไปแล้วแน่นอน‘แล้วข้อเสียของมันคืออะไรเหรอ? อย่างถ้าฉันเอามันมาเป็นสัตว์เลี้ยงจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า?’ ชายหนุ่มลองถามออกไปดูเผื่อว่าจะได้เบาะแสที่ชัดเจนขึ้น‘ข้อเสียของมันก็คือใช้มานาปริมาณมหาศาลต่อหนึ่งคน และแน่นอนว่าคนที่ต้องคอยป้อนมานาให้กับสกิลเพื่อเปิดประตูมิตินี้ต้องเป็นเจ้านายผู้ทำพันธสัญญาเท่านั้น ถ้าเป็นเจ้าในตอนนี้ไม่มีมานาพอจะใช้สกิลนี้เพื่อให้ตัวเองคนเดียวข้ามมิติไปได้ด้วยซ้ำ และประโยชน์อย่างอื่นของเจ้าภูตินี่ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก’ อีกาสาวชี้แจงอย่างละเอียด‘อย่างนั้นคนที่ใช้งานมันได้อย่างต่ำต้องเป็นนักเวทย์ หรือนักบวชสินะ ส่วนพวกนักสู้ในสายอื่นถ้าจะใช้มันก็ต้องเป็นพวกที่เลเวลสูงมากพอที่จะมีมานาเพียงพอ แต่โดยปกติพวกเขาน่าจะเลี้ยงมอนสเตอร์สายที่สนับสนุนการต่อสู้มากกว่า การเลี้ยงมันคงจะไม่คุ้มค่า’ เคออสเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมภูติล่องหนจึงไม่ได้รับความนิยม แต่ในระหว่างที่ชายหนุ่มเงียบไป จินนี่ก็ยังคงจับตาคนทั้งสองกลุ่มตรงหน้าของเธออย่างไม่คลาดสายตา ตอนนี้หญิงสาวผมดำในชุดส่าหรีสีฟ้าก็ยังคงไม่รู้ว่าสามคนที่กิลด์บลูมูนลอบติดตามอยู่เป็นใคร จนกระทั่งมีการติดต่อเข้ามาจากหัวหน้ากิลด์ของเธอเอง เพื่อแจ้งเรื่องสำคัญบางอย่าง“ค่ะ คุณเกล”“สามคนที่สวมฮู้ดตรงหน้าเธอนั่นคือ พวกของโรมิวลัส” จู่ๆเกลก็สามารถบอกถึงสิ่งที่จินนี่สงสัยอยู่ออกมาได้ทันที ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ตรงนั้น“เอ๋! คุณเกลรู้ได้ยังไงคะ ฉันอยู่ที่นี่ยังไม่เห็นหน้าพวกเขาด้วยซ้ำ แล้วฉันก็ยังไม่ได้บอกคุณเลยว่ามีสามคนนั้นอยู่?” ตอนนี้จินนี่รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก เพราะเธอที่อยู่ใกล้กับเป้าหมายที่สุดซึ่งควรจะรู้มากที่สุด แต่กลับไม่รู้อะไรเลย“รัดเกล้าไพลินที่เธอใส่อยู่ มันทำหน้าที่เหมือนกล้องวงจรปิดน่ะ ถึงจะไม่ได้ยินเสียงแต่เห็นภาพชัดเจนเลยทีเดียว เอาเป็นว่าตอนนี้เรารู้แล้วว่าสองคนนั้นตามใครอยู่ ซึ่งก็คือสามคนที่เราตามหาอยู่ และต้องจัดการให้ได้เช่นเดียวกัน” หัวหน้ากิลด์สาวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เธอไม่เปิดโอกาสให้จินนี่ได้ประหลาดใจสงสัยด้วยซ้ำ อาจเพราะว่านี่เป็นงานเร่งด่วน“คะ...ค่ะ เอ่อ...ฉันมีข้อมูลเพิ่มเติมจะบอกคุณเกลด้วยค่ะ คือพวกของโรมิวลัสกำลังประมูลภูติล่องหนอยู่ค่ะ ท่าทางพวกเขาอยากได้มันมาก อาจจะเอาไว้ใช้หลบหนีออกจากเมืองก็ได้” หลังจากตั้งสติได้ ประชาสัมพันธ์ของกิลด์วินด์สตอร์มก็รีบรายงานทันที“ว่าไงนะ!...อืม เข้าใจแล้วฉันจะหาทางป้องกันหากพวกมันได้ภูติล่องหนมาก็แล้วกัน อืม...ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าอีกสองคนที่มากับโรมิวลัสหนึ่งในนั้นต้องเป็นจอมเวทย์ คงจะเป็นมีมี่แน่นอน ยังไงเธอก็ระวังตัวด้วยนะจินนี่” หลังจากกล่าวเตือนลูกน้องเสร็จเกลก็ตัดสายไป“ฉันจะระวังตัวค่ะ” หลังจากพูดกับหัวหน้าของเธอเสร็จจินนี่ก็กำลังจะหันไปกล่าวกับเคออสเรื่องแผนการต่อไปแต่ชายหนุ่มกลับลุกเดินออกไปแล้ว เคออสเพียงหันมามองจินนี่ในความมืดที่มีเพียงแสงไฟสลัว แล้วชี้ไปที่ข้อมือตัวเอง ต่อด้วยโบกมืออำลา ซึ่งท่าทางนั้นก็ทำให้หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่า เวลาของไอเทมป้องกันคำสาปได้หมดลงแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องรีบออกไปก่อนที่คำสาปหลงใหลจะเข้าครอบงำ แล้วพวกเขาทั้งหมดจะเสียงานใหญ่ จอมยุทธหนุ่มยืนพิงกำแพงอยู่ด้านนอกประตูห้องประมูล พร้อมกับเปิดเลื่อนดูหน้าต่างแชทไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัย ซึ่งการที่อยู่ตรงนี้เคออสยังคงได้ยินเสียงประกาศดังก้องของพิธีกรสาวสวยด้านในอย่างชัดเจน“Vanish Fairy LV 10 เป็นของลูกค้าหมาย 42 ไปในราคา 55 เหรียญทองค่า!!!!” ‘หึๆ ถึงเวลาสนุกแล้วสินะ’ เคออสกล่าวกับตัวเองพร้อมด้วยแววตามีเลศนัย