บทที่2 ถึงเวลาร่ำลา
“ใครมาที่บ้านเราเหรอ” ปีย์ชนกถามขึ้นมาเมื่อเขาเดินเข้ามาภายในบ้านรถยนต์คันหรูที่ดูไม่คุ้นตาขับออกไป ทำให้เขาเห็นเพียงหลังรถลิบๆ ตา
“ไม่มีอะไรหรอก...ปีย์รีบเข้าไปนอนเถอะพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ” ยายมาลีตัดบทออกไปพร้อมเปลี่ยนเื่ในทันทีทิ้งให้ปีย์ชนกได้แต่ยืนงงที่เห็นยายของตนดูหงุดหงิดและหัวเสียเช่นนี้
ยายมาลีเดินหายเข้าไปภายในห้องนอนร่างกายที่เริ่มแก่ชราทำให้กำลังวังชาเริ่มถดถอยลงไปหญิงชราเอนกายนอนลงบนเตียงอย่างอ่อนแรงดวงตาที่หม่นแสงยังคงเบิกกว้างท่ามกลางความมืดมิดคำขอร้องขององอาจยังคงก้องกังวานอยู่ภายในหัวของเธอ แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมให้ปีย์ชนกไปอยู่กับเขาเป็แน่แต่เธอก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ด้วยฐานะขององอาจ หากหลานชายได้ไปอยู่กับเขาหลานชายคงมีโอกาสและอนาคตมากกว่าที่เป็ตอนนี้เป็แน่
“เฮ้อ...”เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ หญิงชรายังคงขยับกายไปมากว่าที่เธอจะหลับตาลงได้ก็เกือบจะรุ่งสางของวันเสียแล้ว
“ยาย...ปีย์ไปก่อนนะ” เสียงร้องของปีย์ชนกะโเสียงใสออกมาเขารีบสะพายกระเป๋าพร้อมเร่งฝีเท้าลงบันไดเพื่อไปหาศิลาอย่างที่เคยเป็ในทุกๆ วัน
ระหว่างที่ปีย์ชนกกำลังก้าวเข้าลงจนเกือบขั้นสุดท้ายเขาก็ต้องชะงักเท้าไปในทันที “ตุ๊บ...โอ๊ย...”เสียงร้องของยายมาลีดังขึ้นจากบนบ้าน ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงไป
ปีย์ชนกเบิกตากว้างด้วยความใถึงขีดสุดเขารีบหันหลังวิ่งกลับขึ้นไป้าพร้อมกับผลักประตูเข้าไปภายในห้องนอนของยายมาลีอย่างรวดเร็ว
“ยาย...”เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นมาก่อนจะรีบโผเข้าไปประคองร่างชราที่หมดสติอยู่ที่พื้น “ยาย...ยายอย่าเป็อะไรนะ...ยาย”ปีย์ชนกร้องก้องออกมาอย่างสุดเสียง ก่อนจะรวบรวมสติตัวเองอีกครั้ง
ปีย์ชนกรีบวิ่งออกจากบ้านตรงไปหาศิลาในทันทีอย่างไม่คิดชีวิต“พี่ศิลา...พี่ศิลาช่วยยายด้วย” เสียงร้องปนสะอื้นะโก้องออกมาเมื่อเห็นร่างของศิลาตรงหน้า
“ปีย์...เกิดอะไรขึ้น” ศิลารีบวิ่งเข้ามาหาปีย์ชนกในทันทีที่เห็นสภาพของเด็กชายตรงหน้า
“ยาย...ยายล้มหมดสติ...พี่ศิลาช่วยพายายไปส่งโรงพยาบาลที”ปีย์ชนกรีบบอกออกมาพร้อมกับดึงแขนทั้งสองข้างของศิลาเอาไว้อย่างวิตกกังวล
“ปีย์ใจเย็นๆ นะ ปีย์กลับไปรอที่บ้านก่อนเดี๋ยวพี่จะรีบกลับไปตามแม่ก่อน” ศิลารีบปลอบประโลมเด็กชายตรงหน้าก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันโดยทันที
ยายมาลีถูกนำส่งโรงพยาบาลอย่างไม่รอช้า ปีย์ชนกได้แต่เดินไปเดินมาอยู่ตรงด้านหน้าห้องICUด้วยความร้อนใจ ดวงตาแดงก่ำพร้อมเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำที่ไหลพรากออกมาสองมือบีบกำแน่นอย่างรู้สึกกระวนกระวายใจ
ศิลาและแม่ของเขาทำได้เพียงคอยปลอบโยนปีย์ชนกอยู่ด้านข้างไม่ห่างศิลาเอื้อมมือไปแตะที่บ่าเล็กๆ ของปีย์ชนกอย่างเบามือ “ปีย์...อย่าเพิ่งร้อนใจเลยยายต้องไม่เป็อะไร”
คำพูดปลอบโยนที่เป็เหมือนน้ำหยดลงบนหัวใจที่แห้งผากปีย์ชนกถึงกับโผเข้าไปซบที่หน้าอกของศิลาพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างไม่ขาดสาย
จวบจนเวลาล่วงเลยไปกว่าชั่วโมง ประตูห้องICUก็เปิดออกอีกครั้ง ปีย์ชนกรีบปรี่เข้าไปหาคุณหมออย่างรวดเร็ว
“คุณหมอครับ...คุณยายของผมเป็อย่างไรบ้าง”เสียงที่ยังคงสั่นเครือร้องถามออกมาอย่างร้อนรน
คุณหมอเพียงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “หมอขอแสดงความเสียใจด้วย...คนไข้มีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน”
สิ้นคำพูดของคุณหมอ ปีย์ชนกก็ถึงกับทรุดลงกับพื้นพร้อมกับก้มหน้าร้องไห้ออกมา เสียงสะอื้นไห้ที่ดังออกมาเป็่ๆ บาดหัวใจคนข้างกายเป็อย่างยิ่ง
ศิลารีบคุกเข่าเข้าไปโอบร่างที่กำลังสั่นสะท้านจากแรงสะอื้นไม่หยุด“พี่ศิลา...ยายจากไปแล้ว...ยายจากปีย์ไปแล้ว”
ศิลามีสีหน้าหม่นแสงลงพร้อมกับกลั้นน้ำตาแห่งความสงสารและเสียใจเอาไว้อย่างหนัก “ปีย์ยังมีพี่...พี่จะอยู่เคียงข้างปีย์นะ”
งานศพของยายมาลีถูกจัดอย่างเรียบง่ายมีการเชิญแเื่ในละแวกบ้านเพียงไม่กี่คน ปีย์ชนกนั่งเหม่อลอยมองภาพของยายน้ำตาที่เคยไหลพรากไม่หยุดเริ่มหยุดลง หลงเหลือเพียงความอาดูรที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ
องอาจก้าวเข้ามาภายในงานศพของยายมาลีพร้อมเดินตรงไปยังปีย์ชนกทันทีที่ไหว้ลาเป็ครั้งสุดท้าย
“ปีย์...นี่พ่อเอง...พ่อของลูก”องอาจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จุกแน่นในอก
ปีย์ชนกมองหน้าชายสูงวัยตรงหน้าด้วยความแปลกใจระคนระแวดระวังเขาไม่เคยรู้เื่ราวของพ่อบังเกิดเกล้าแม้แต่น้อยเพราะยายมาลีไม่เคยเอ่ยถึงเลยสักครั้งแต่วันนี้คนตรงหน้ากลับมาบอกเขาว่าเป็ “พ่อแท้ๆ ของเขา”เอง
“ปีย์...กลับไปอยู่กับพ่อนะลูก” องอาจเอ่ยความ้าออกมาในทันทีก่อนหน้านี้เขาพยายามอย่างหนักที่จะโน้มน้าวใจของยายมาลีแต่กลับถูกปฏิเสธเสียทุกครั้งแต่ในเวลานี้ปีย์ชนก ลูกชายคนเดียวของเขาไร้ซึ่งคนดูแลอีกต่อไปดังนั้นสิทธิ์ขาดในการดูแลจึงตกเป็ของเขาแต่เพียงผู้เดียว
องอาจตัดสินใจพาตัวลูกชายของเขากลับไปอยู่บ้านใหญ่อย่างเป็ทางการเหตุผลหลักก็คือเพื่อให้ปีย์ชนกได้เรียนรู้ธุรกิจของตระกูลและเตรียมตัวที่จะเป็ทายาทสืบทอดกิจการต่อไป การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ราวกับเป็การฉีกกระชากโลกทั้งใบของปีย์ชนกออกจากกันบ้านยายที่อบอุ่นถูกแทนที่ด้วยคฤหาสน์ที่เ็า ความสนิทสนมกับศิลาถูกแทนที่ด้วยความห่างเหินและเงียบงันของคนในตระกูล
วันสุดท้ายที่ปีย์ชนกอยู่ที่บ้านยายเขาเดินไปหาศิลาที่บ้านข้างๆ เด็กชายทั้งสองนั่งเงียบๆ อยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านไม่มีใครพูดอะไรออกมาราวกับรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ปีย์...” ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาดวงตาคมโตสั่นระริกเล็กน้อย
“พี่ศิลา...”ปีย์ชนกเรียกชื่อพี่ชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเช่นกัน
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้งมีเพียงเสียงลมพัดเบาๆ ที่ลอดผ่านใบมะม่วงปีย์ชนกรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ที่อก เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่างอยากจะบอกความรู้สึกที่อยู่ในใจ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
ในที่สุด ศิลาก็ยื่นมือมาจับมือของปีย์ชนกไว้แน่นััอบอุ่นนั้นทำให้ปีย์ชนกรู้สึกปลอดภัยและคุ้นเคย “ดูแลตัวเองด้วยนะปีย์” ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ถ้ามีอะไรลำบากใจ บอกพี่ได้เสมอ”
ปีย์ชนกพยักหน้าทั้งน้ำตาเขาไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้ความรู้สึกผูกพันและความอาลัยอาวรณ์มันจุกแน่นอยู่ในอกจนเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็คำพูดได้