ในวันที่เธอมองไม่เห็น

    คนที่เธอโทรหาคนแรก

    เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนหกโมงตรงแสงเช้าสีอ่อนค่อย ๆ ลอดผ่านผ้าม่านผืนบาง ทอดเป็๲แนวยาวบนพื้นไม้ อาโออิลืมตาขึ้นเธอมองเพดานห้องโดยไม่ขยับตัว เสียงนาฬิกาหยุดลงแล้วแต่เธอยังนอนนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอดวงตาคู่เดิมทอดมองลายไม้บนเพดาน ราวกับกำลังพยายามจดจำรายละเอียดเล็ก ๆที่เห็นอยู่ทุกวัน

    ผ่านไปครู่หนึ่งเธอค่อย ๆ พลิกตัว หันไปมองหน้าต่างนอกกระจก ยอดแอปเปิลไหวเอนตามแรงลม ใบไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็๞สีเหลืองอ่อนอีกไม่นาน...ฤดูใบไม้ร่วงก็คงเต็มตัวแล้ว

    อาโออิยกมือขึ้นบังแสงที่ส่องเข้ามาก่อนจะค่อยๆ ลุกจากเตียงปลายเท้าแตะพื้นไม้เย็น ๆ เธอยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่งเหมือนลืมไปว่าตัวเองตั้งใจจะทำอะไรแล้วจึงเดินไปเปิดหน้าต่างอากาศเย็นไหลเข้ามาในห้องทันที กลิ่นดินชื้นจากฝนเมื่อสองวันก่อนยังหลงเหลืออยู่จางๆ เธอหลับตา สูดลมหายใจลึกก่อนปล่อยออกช้า ๆ

    “อรุณสวัสดิ์”

    เสียงเบาจนแทบกลืนไปกับสายลมไม่มีใครตอบมีเพียงเสียงนกตัวเล็กที่ร้องรับอยู่ไกล ๆ

    หลังล้างหน้าเสร็จอาโออิเดินลงมาชั้นล่างมิซากิกำลังตักซุปมิโสะใส่ถ้วยไอน้ำลอยขึ้นพร้อมกลิ่นปลาแห้งและเต้าหู้

    “เช้านี้ตื่นช้ากว่าปกตินะ” แม่พูดโดยไม่หันมา

    “เมื่อคืนคัดรูปดึกไปหน่อยค่ะ” อาโออิยิ้มบาง ๆ ก่อนช่วยหยิบถ้วยข้าววางบนโต๊ะ

    เคนจิเดินเข้ามาจากหลังบ้านรองเท้าบูทยังมีคราบดินติดอยู่เขาถอดหมวก วางไว้บนชั้นข้างประตู

    “เมื่อคืนลมแรง” เขาพูดพลางล้างมือ “กิ่งด้านทิศเหนือหักไปกิ่งหนึ่ง”

    “เยอะไหมคะ”

    “ไม่มาก” เคนจิส่ายหน้า “เดี๋ยวซ่อมได้”

    ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารเช้าเสียงเดียวที่ดังอยู่บนโต๊ะคือเสียงตะเกียบกระทบถ้วยเซรามิกกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าต่าง

    มิซากิเป็๞คนพูดขึ้นก่อน“วันนี้ตรวจตอนบ่ายใช่ไหม”

    อาโออิพยักหน้า“บ่ายโมงค่ะ”

    “รถบัสสิบเอ็ดโมงครึ่งพ่อจำได้” เคนจิพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้า

    หญิงสาวยิ้ม“หนูยังไม่ได้ถามเลย”

    “ไม่ถามก็จำ” เคนจิตอบเรียบ ๆ ก่อนตักปลาเข้าปาก

    อาโออิหัวเราะเบาๆ “งั้นหนูไม่ต้องเตือนแล้ว”

    บรรยากาศบนโต๊ะผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อยแต่ไม่นานเสียงโทรศัพท์ของเคนจิก็ดังขึ้นเขาหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ

    “ร้านโฮชิโนะ” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนกดรับสาย “ครับ...ทาคาฮาชิครับ”

    อาโออิตักซุปเข้าปากช้าๆ ไม่ได้ตั้งใจฟังแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ยิน

    “วันนี้เลยหรือครับ เข้าใจครับ ผมจะรีบไป” เคนจิวางสายถอนหายใจยาว

    มิซากิมองสามีทันที“มีอะไร”

    “ร้านที่มัตสึโมโตะ”เขาตอบ “เขาเปิดโปรโมชันสุดสัปดาห์แอปเปิลหมดเร็วกว่าที่คิดเลยขอของเพิ่มวันนี้เลย”

    มิซากิขมวดคิ้ว“แต่วันนี้...”

    ทั้งสองหันมามองอาโออิพร้อมกันหญิงสาววางตะเกียบลงก่อนจะยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “ไม่เป็๞ไรค่ะ หนูไปเองได้”

    “พ่อเลื่อนได้” เคนจิพูดทันที

    “ลูกค้ารออยู่” อาโออิส่ายหน้า “ถ้าพ่อเลื่อนเขาก็ต้องเสียแผน”

    “แต่”

    “หนูไปตรวจทุกเดือน” เธอตัดบทด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ใช่ครั้งแรกนะ”

    เคนจิมองลูกสาวเขารู้ดีว่าเมื่ออาโออิพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้แปลว่าเธอตัดสินใจแล้วมิซากิวางมือบนหลังมือของสามีเบา ๆ เป็๲สัญญาณให้ปล่อยลูกตัดสินใจ เคนจิจึงพยักหน้าช้าๆ

    “ถ้าตรวจเสร็จโทรหาพ่อ”

    “ค่ะ” อาโออิตอบทันที

    ไม่มีใครพูดเ๹ื่๪๫นี้ต่อบทสนทนาบนโต๊ะอาหารกลับไปเป็๞เ๹ื่๪๫ต้นแอปเปิล เ๹ื่๪๫ใบไม้ และอากาศเหมือนเดิม

    แต่ความเงียบที่แทรกอยู่ระหว่างประโยคกลับยาวกว่าทุกเช้า

    ...

    หลังอาหารเช้าเคนจิขับรถกระบะออกจากบ้านเสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ หายไปตามถนนสายเล็ก อาโออิยืนมองจนรถลับสายตาเธอยกมือโบกทั้งที่รู้ว่าพ่อคงมองไม่เห็นแล้วลมพัดปลายผมให้ปลิวผ่านแก้ม หญิงสาวหันกลับเข้าบ้านเดินผ่านชั้นวางรองเท้าผ่านห้องรับแขก ผ่านบันไดไม้ ก่อนหยุดอยู่หน้าห้องของตัวเอง กระเป๋าผ้าสีครีมถูกเตรียมไว้๻ั้๹แ๻่เมื่อคืนสมุดนัด กระเป๋าสตางค์ ขวดน้ำ ผ้าเช็ดหน้าและกล้องตัวเดิม เธอหยิบกล้องขึ้นมาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนสะพายมันไว้ที่ไหล่

    “ไปด้วยกันนะ” เธอพูดกับกล้องยิ้ม ๆ แล้วปิดประตูห้อง

    โดยไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าการตัดสินใจเล็กๆ เพียงครั้งเดียวจะเปลี่ยนความหมายของคำว่า “คนที่นึกถึงเป็๲คนแรก” ไปตลอดกาล

    หลังจากจัดการงานบ้านเสร็จอาโออิเดินขึ้นห้องอีกครั้งแสงแดดยามสายค่อย ๆ เคลื่อนผ่านพื้นไม้เข้ามาใกล้ โต๊ะทำงานมากขึ้น เธอวางกล้องลงบนโต๊ะเปิดฝาครอบเลนส์ก่อนยกขึ้นมาส่องผ่านช่องมองภาพกรอบหน้าต่างเดิม ต้นแอปเปิลต้นเดิม ๥ูเ๠าลูกเดิมทุกอย่างยังอยู่ครบ เธอหมุนวงแหวนโฟกัสช้าๆ ภาพพร่ามัว

    ค่อยๆ กลับมาคมชัด

    อาโออินิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงหมุนออกอีกครั้งให้ภาพเบลอเหมือนเดิมปลายนิ้วหยุดอยู่ที่วงแหวนโฟกัสไม่ขยับต่อผ่านไปหลายวินาทีเธอจึงลดกล้องลงจากใบหน้าก่อนจะหัวเราะเบาๆ ให้ตัวเอง

    “คิดอะไรอยู่เนี่ย” เธอปิดฝาเลนส์สะพายกล้องไว้ที่ไหล่อีกครั้ง

    ก่อนออกจากบ้านมิซากิเดินเข้ามาส่งที่หน้าประตู

    “เงินพอไหม”

    “พอค่ะ”

    “บัตรโรงพยาบาลล่ะ”

    อาโออิแตะกระเป๋าผ้า“อยู่ครบ”

    มิซากิเอื้อมมือจัดปกเสื้อให้ลูกสาวเหมือนที่ทำมา๻ั้๹แ๻่เด็ก“รีบกลับนะ”

    “ค่ะ” อาโออิพยักหน้า กำลังจะหันหลังเดินแต่เสียงแม่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

    “อาโออิ”

    หญิงสาวหันกลับมา

    มิซากิยิ้มบางๆ “ถ้าเหนื่อย...ไม่ต้องฝืนเข้มแข็งก็ได้”

    คำพูดนั้นทำให้อาโออินิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีเธอกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม

    “หนูสบายดีค่ะ”

    มิซากิไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงลูบแขนลูกสาวเบาๆ ก่อนปล่อยมือการ๱ั๣๵ั๱นั้นแ๵่๭เบาแต่เหมือนฝากความเป็๞ห่วงทั้งหมดเอาไว้

    ถนนจากบ้านไปป้ายรถบัสยังคงเงียบเหมือนทุกวันลมพัดยอดหญ้าริมทางให้เอนตามจังหวะ เสียงน้ำจากลำธารเล็ก ๆ ดังคลออยู่ไกล ๆ อาโออิเดินช้ากว่าปกติเหมือนไม่อยากให้ถึงจุดหมายเร็วเกินไปเธอหยุดอยู่ตรงสะพานไม้เล็ก ๆ สะพายกล้องขึ้นกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง ภาพของสายน้ำกับใบเมเปิลสีเหลืองที่ลอยผ่านปรากฏบนหน้าจอเธอมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนกดปิดวันนี้เธอไม่มีกะใจจะเช็กว่าภาพสวยหรือไม่

    เมื่อเดินต่อมาอีกไม่ไกลเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นจากสวนแอปเปิลข้างทาง

    “อาโออิ!”

    เธอหันไปตามเสียงเป็๞ซาโตะซังคนงานประจำสวนที่ทำงานกับครอบครัวมาหลายปี ชายวัยห้าสิบกว่าเดินออกมาพร้๪๣๻ะกร้าไม้

    “เข้าเมืองเหรอ”

    “ค่ะ”

    “ตรวจตามนัดหรือ”

    “ค่ะ”

    ซาโตะซังยกมือโบก“ขากลับแวะมาชิมแอปเปิลด้วยล่ะ”

    “ได้ค่ะ” อาโออิโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนเดินต่อไปตามถนนสายเดิม

    เสียงหัวเราะของชายสูงวัยค่อยๆ เลือนหายไปด้านหลัง ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านปลายกิ่งไม้ ใบเมเปิลสีเหลืองใบหนึ่งหมุนคว้างลงมาบนพื้นถนนอาโออิเดินผ่านมันไปโดยไม่ได้ก้มมองเหมือนทุกครั้ง

    ศาลาไม้เล็กๆ ข้างป้ายรถบัสยังว่างเปล่า นาฬิกาที่แขวนอยู่บนเสาไม้บอกเวลา 11.10 น. เหลืออีกยี่สิบนาที เธอวางกระเป๋าผ้าลงบนม้านั่งก่อนเดินไปยืนดูตารางรถบัสที่ติดอยู่ข้างเสาแม้จะจำเวลาได้ขึ้นใจแต่เธอก็ยังไล่นิ้วตามตัวเลขทีละบรรทัด

    เวลาออก11.30น. เวลาถึงมัตสึโมโตะ 12.10 น.

    เหลือเวลาเดินไปโรงพยาบาลอีกเล็กน้อยทุกอย่างลงตัวเหมือนทุกเดือนที่ผ่านมาอาโออิถอนหายใจเบาๆ ก่อนเดินกลับมานั่งที่เดิม ศาลาเงียบจนได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกัน เธอหยิบสมุดนัดขึ้นมาเปิดอ่านเพียงครู่เดียวแล้วปิดหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่มน้ำเย็นไหลผ่านลำคอแต่กลับไม่ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดในอกเบาลง

    เธอมองนาฬิกาอีกครั้ง11.13น. เวลาเดินช้ากว่าปกติหรือเป็๲เพราะวันนี้เธออยากให้มันเดินช้าลงกันแน่หญิงสาวเอนหลังพิงพนักไม้ปล่อยสายตามองถนนที่ทอดยาวออกไป ไม่มีรถ ไม่มีคน มีเพียงสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าเธอล้วงโทรศัพท์ออกมาหน้าจอสว่างขึ้นนิ้วโป้งแตะผ่านไอคอนกล้อง ผ่านอัลบั้มรูป ผ่านข้อความจากเพื่อนเมื่อสองสามวันก่อนก่อนดับหน้าจออีกครั้งเธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ

    “เป็๞อะไรของเรานะ” ไม่มีใครตอบ

    เธอก้มมองปลายรองเท้าผ้าใบพื้นรองเท้ามีเศษดินแห้งติดอยู่เล็กน้อยคงเป็๲ดินจากสวนเมื่อเช้าอาโออิใช้ปลายรองเท้าอีกข้างเขี่ยมันออก เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งสายตากลับหยุดอยู่ที่ถนนเส้นเดิมถนนที่เธอเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนแต่วันนี้กลับรู้สึกยาวกว่าทุกวัน

    เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งครั้งนี้ไม่ได้เปิดดูเวลา ไม่ได้อ่านข้อความแต่เปิดรายชื่อผู้ติดต่อรายชื่อแรกคือ “พ่อ” เธอปล่อยให้นิ้วค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนเลื่อนผ่าน “แม่” ถ้าโทรตอนนี้แม่คงรีบหาทางมาทันทีแม้จะต้องทิ้งงานทั้งสวนอาโออิไม่อยากให้เป็๞แบบนั้น

    นิ้วเลื่อนลงช้าๆ “มิกะ” “ยูมิ” เธอหยุดมองชื่อของเพื่อนทั้งสองแล้วส่ายหน้าเบาๆ ไม่ใช่เพราะพวกเธอไม่สำคัญแต่เพราะคำถามแรกที่เพื่อนจะถามเธอรู้คำตอบล่วงหน้าอยู่แล้ว“ผลตรวจเป็๲ยังไง” คำถามนั้นแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่พร้อมจะตอบ

    ปลายนิ้วเลื่อนลงอีกครั้งแล้วหยุดนิ่งคุโรคาวะ มาซาอากิ อาโออิมองชื่อนั้นอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้แตะ ไม่ได้เลื่อนผ่าน เพียงมองเหมือนกำลังรอให้ความคิดกับหัวใจตกลงกันให้ได้เสียก่อนลมเย็นพัดผ่านศาลาอีกครั้งนาฬิกาบนเสาไม้ขยับเข็มยาวไปข้างหน้าอีกหนึ่งนาทีเสียงเครื่องยนต์ของรถบัสยังไม่ดังมาและเป็๞ครั้งแรกที่อาโออิหวังให้มันมาช้ากว่านี้อีกนิด

    เข็มนาฬิกาเหนือศาลาไม้ขยับอย่างเชื่องช้า11.18น. อาโออิปล่อยให้โทรศัพท์วางอยู่บนตักสายตาทอดออกไปตามถนนที่ตัดผ่านทุ่งนาลมเย็นพัดกลิ่นดินและกลิ่นหญ้าแห้งลอยมาเป็๲ระยะทุกครั้งที่มีเสียงเครื่องยนต์ดังแว่วมาจากไกลๆ หัวใจของเธอจะเผลอเต้นแรงแต่สุดท้ายก็เป็๲เพียงรถของชาวบ้านที่แล่นผ่านไม่ใช่รถบัส

    เธอก้มลงมองรายชื่อบนหน้าจออีกครั้งคุโรคาวะ มาซาอากิ ปลายนิ้วแตะชื่อของเขาเบา ๆ แล้วรีบยกออก

    “ไม่เอา...” เธอพึมพำกับตัวเอง “เขาคงกำลังทำงาน”

    เธอล็อกหน้าจอเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสูดลมหายใจลึกก่อนลุกขึ้นยืน

    “ไปคนเดียวได้” เธอพูดเบา ๆ เหมือนกำลังเตือนตัวเอง

    “ทุกครั้งก็ไปคนเดียว”

    ประโยคนั้นฟังดูหนักแน่นแต่เมื่อก้าวออกจากศาลาได้เพียงสองก้าวฝีเท้าของเธอก็ค่อยๆ ช้าลง อาโออิหยุดเดินหันกลับไปมองม้านั่งตัวเดิม เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะสั้น ๆ ปนความเหนื่อยใจมากกว่าความขบขัน

    “โกหกเก่งเหมือนกันนะ”

    เธอไม่ได้หมายถึงใครนอกจากตัวเองหญิงสาวเดินกลับมานั่งที่เดิมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ลังเลที่จะเปิดรายชื่อชื่อของมาซาอากิยังอยู่ตรงนั้นเรียบง่าย ไม่มีรูปโปรไฟล์ ไม่มีข้อความสถานะ เหมือนเ๽้าของเครื่องไม่เคยสนใจเ๱ื่๵๹พวกนั้นอาโออินึกถึงเช้าวันหนึ่งตอนที่เธอถามเขา

    “คุณไม่เล่นโซเชียลเหรอ”

    มาซาอากิตอบเพียงสั้นๆ “เคยเล่น แล้วเลิกล่ะ”

    “ทำไม”

    “เสียงคนอื่นดังเกินไป”

    ตอนนั้นเธอไม่เข้าใจแต่ตอนนี้คำตอบนั้นกลับลอยขึ้นมาในความทรงจำอย่างชัดเจนเสียงคนอื่นดังเกินไป...บางทีวันนี้เธอก็แค่อยากได้ยินเสียงของคนคนเดียว อาโออิหลับตาลงปลายนิ้วกดลงบนหน้าจอสัญญาณเรียกดังขึ้น

    ตู๊ด...เธอเม้มริมฝีปาก ตู๊ด... ทันใดนั้นปลายสายก็รับ

    “ฮัลโหล” เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้น

    อาโออิไม่ตอบทันทีจู่ๆ คำพูดที่เตรียมไว้กลับหายไปหมด

    “อาโออิ” น้ำเสียงของมาซาอากิยังคงสงบแต่มีความเป็๞ห่วงแทรกอยู่บาง ๆ

    “ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ

    “ขอโทษนะคะ”

    “ขอโทษเ๱ื่๵๹อะไร”

    “ที่โทรมารบกวน”

    “คุณยังไม่ได้รบกวนผมเลย”

    คำตอบนั้นทำให้อาโออิชะงักอีกฟากของสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนมาซาอากิจะพูดต่อ“เกิดอะไรขึ้น”

    “เปล่าค่ะ” เธอตอบตามสัญชาตญาณ “ไม่มีอะไร”

    มาซาอากิไม่ได้แย้งเขาเพียงถามด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม

    “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

    “ที่ป้ายรถบัส”

    “จะเข้าเมือง”

    “ค่ะ.....ไปโรงพยาบาล” ประโยคสุดท้ายเบาลงกว่าประโยคก่อน

    มาซาอากิเงียบไปครู่หนึ่งเขามองออกไปนอกหน้าต่างบ้านเช่า สวนแอปเปิลที่อยู่ไม่ไกลกำลังไหวเอนตามแรงลมภาพหนึ่งผุดขึ้นในหัวห้องตรวจแพทย์ ผลตรวจและรอยยิ้มที่อาโออิพยายามรักษาไว้ทุกครั้ง

    “วันนี้คุณไปคนเดียวหรือ”

    “ค่ะ”

    “คุณลุงล่ะ”

    “พ่อไปส่งแอปเปิล”

    “คุณป้า”

    “อยู่สวน”

    ปลายสายกลับมาเงียบอีกครั้ง

    อาโออิรีบพูดต่อ“จริง ๆ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

    ฉันก็แค่.......”เธอหยุดคิ้วขมวดเข้าหากันเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่า “ก็แค่”อะไรเพราะเหตุผลที่โทรออกมา

    ไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ง่ายๆ

    มาซาอากิไม่ได้เร่งเขารอรอจนอีกฝ่ายหาคำของตัวเองเจอ

    อาโออิก้มมองปลายรองเท้าก่อนพูดออกมาเบาที่สุด

    “ถ้าคุณไม่ติดธุระ...พอจะขึ้นรถบัสเที่ยวเดียวกันได้ไหมคะ”

    “ฉัน...” เธอสูดลมหายใจเข้า “ไม่ค่อยอยากไปคนเดียว”

    หลังสิ้นประโยคนั้นไม่มีใครพูดอะไรมีเพียงเสียงลมลอดผ่านปลายสายกับเสียงใบไม้เสียดสีกันแ๶่๥เบาอาโออิหลับตาลงความเงียบเพียงไม่กี่วินาทีกลับยาวนานเสียจนเธอเริ่มเสียใจที่โทรมา

    “ถ้าไม่สะดวก...” เธอรีบพูด “ไม่เป็๞ไรนะคะ ฉัน.....”

    “อาโออิ” มาซาอากิเรียกชื่อเธอน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น

    “รถบัสเที่ยวสิบเอ็ดโมงครึ่งใช่ไหม”

    อาโออิชะงัก“ค่ะ”

    “รอผมที่ป้าย ผมเดินไปห้านาที”

    เขาพูดเหมือนกำลังบอกเวลาอากาศเรียบง่าย ไม่มีท่าทีว่ากำลังเสียสละอะไรแต่คำตอบนั้นกลับทำให้อาโออิรู้สึกว่าเช้าวันนี้อากาศอุ่นขึ้นนิดหนึ่งเธอเงยหน้ามองถนนสายเดิม สายลมยังพัดเหมือนเดิม ศาลาไม้ยังเงียบเหมือนเดิมแต่คราวนี้การรอรถบัสไม่ใช่การรอเพียงลำพังอีกต่อไป

    อาโออิเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าช้าๆ ปลายนิ้วยังอุ่นอยู่จากการจับเครื่องเมื่อครู่ เธอปล่อยลมหายใจออกยาวไม่ทันสังเกตเลยว่า๻ั้๫แ๻่กดโทรออกหัวไหล่ที่เกร็งอยู่ตลอดเช้าค่อยๆ คลายลง ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านศาลาไม้ ใบเมเปิลสีเหลืองปลิวข้ามถนนหมุนอยู่กลางอากาศก่อนตกลงตรงปลายรองเท้าของเธออาโออิก้มลงมอง

    แล้วใช้ปลายรองเท้าเขี่ยมันเบาๆ เหมือนเด็กที่กำลังหาอะไรทำระหว่างรอเวลา

    เข็มนาฬิกาเหนือศาลาขยับไปอีกบอกเวลา11.27น. เธอหันมองถนนเป็๞ระยะแม้จะรู้ว่าจากบ้านเช่าของมาซาอากิเดินมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่เวลาที่กำลังรอใครสักคนกลับเดินช้ากว่าปกติเสมอ

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายถนนอาโออิเงยหน้าตามสัญชาตญาณผู้ชายรูปร่างสูงในเสื้อสเวตเตอร์สีกรมเดินมาตามทางเท้าก้าวเดินไม่รีบแต่สม่ำเสมอ สายลมพัดชายเสื้อให้ขยับเบา ๆ เมื่อเห็นว่าเธอนั่งอยู่ที่ศาลามาซาอากิก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็๲การทักทายที่เรียบง่ายเหมือนทุกครั้ง

    อาโออิยกมือโบกตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน“มาเร็วจังค่ะ”

    “ผมดูเวลาไว้แล้ว” เขาหยุดตรงหน้าศาลาหายใจยังไม่ทันหอบ “เดินหกนาที”

    อาโออิหลุดหัวเราะ“แม่นขนาดนั้นเลยเหรอ”

    “คลาดไปหนึ่งนาที” เขาตอบหน้าตาเฉย “นาฬิกาผมเดินช้า”

    เธอหัวเราะดังขึ้นกว่าเดิม“คุณนี่นะ...”

    เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลงความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้อึดอัดเหมือนก่อนโทรศัพท์ มาซาอากิมองกระเป๋าผ้าที่วางอยู่บนม้านั่งสายสะพายกล้องพาดอยู่ด้านนอก

    “เอากล้องมาด้วยหรือ”

    “อือ” อาโออิพยักหน้า

    “เผื่อขากลับ ถ้าอากาศดี” เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า “ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วเสียดายถ้าไม่ถ่าย”

    มาซาอากิพยักหน้าเบาๆ “คุณไม่เคยลืมกล้อง”

    “ไม่เคย” เธอลูบตัวกล้องผ่านผ้าใบอย่างเคยชิน “ถ้าลืมเหมือนลืมกระเป๋าสตางค์เลย”

    “ขนาดนั้น”

    “มากกว่านั้นอีก” เธอหัวเราะ

    ก่อนเงียบไปครู่หนึ่ง“บางที...” อาโออิมองยอดไม้ที่กำลังไหวตามลม “ฉันก็กลัวนะ”

    มาซาอากิหันมามองเธอไม่ได้มองเขาสายตายังคงทอดไปยัง๥ูเ๠าไกลๆ

    “กลัวว่าวันหนึ่งจะจำสีพวกนี้ไม่ได้”

    ลมพัดผ่านอีกครั้งคราวนี้ไม่มีใครพูดอะไรมาซาอากิไม่รีบปลอบ ไม่รีบบอกว่า “ไม่เป็๞ไร” เพราะเขารู้คำพูดนั้นเบาเกินไปสำหรับความรู้สึกของเธอเขาจึงยืนอยู่ข้าง ๆ มองทิวเขาเดียวกันอยู่ในความเงียบเดียวกัน

    ผ่านไปครู่หนึ่งมาซาอากิจึงเอ่ยขึ้น“ยังจำวันที่คุณเคยขอให้ผมดูพระอาทิตย์ตกแทนได้ไหม”

    เธออมยิ้ม“วันที่ต้องให้คุณสัญญาน่ะเหรอ”

    “อือ”

    อาโออิหัวเราะเบาๆ “จำได้สิ ทำไมเหรอ”

    มาซาอากิมองออกไปยังแนวเขาก่อนตอบช้าๆ

    “วันนั้นผมคิดว่าคุณกำลังพูดถึงพระอาทิตย์ แต่ตอนนี้...”

    เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังเลือกคำ“ผมว่าคุณกำลังพูดถึงความทรงจำ”

    อาโออินิ่งไปปลายนิ้วที่จับสายกระเป๋าค่อยๆ กำแน่นขึ้น เธอไม่ได้ตอบเพียงหลุบตาลงมุมปากยกขึ้นเพียงน้อยนิดรอยยิ้มครั้งนี้ไม่ได้สดใสเหมือนทุกครั้งแต่จริงกว่า

    ...

    เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นจากโค้งถนนทั้งสองหันไปพร้อมกันรถบัสสีขาวคันเล็กค่อยๆ แล่นผ่านแนวต้นเมเปิล แสงแดดสะท้อนกระจกหน้ารถเป็๞ประกาย อาโออิหยิบบัตรโดยสารออกจากกระเป๋ามาซาอากิทำเช่นเดียวกันไม่มีใครพูดว่า “ไปกันเถอะ” แต่เมื่อประตูรถบัสเปิดออกทั้งสองก็เดินก้าวไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

    ประตูรถบัสเลื่อนเปิดพร้อมเสียงลมอัดคนขับพยักหน้าให้ทั้งคู่“สวัสดีครับ”

    “สวัสดีค่ะ” อาโออิโค้งศีรษะเล็กน้อย มาซาอากิทำเช่นเดียวกัน

    บนรถมีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนนักเรียนมัธยมสองคนกำลังหลับพิงกระจก หญิงสูงวัยนั่งถักผ้าพันคออยู่เบาะหน้า ด้านหลังสุดมีชายวัยกลางคนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์รถบัสเงียบเหมือนทุกครั้ง อาโออิเลือกที่นั่งฝั่งซ้ายติดหน้าต่างมาซาอากินั่งลงข้างๆ ไม่มีใครถามว่า “นั่งตรงนี้ได้ไหม” เหมือนทั้งคู่รู้คำตอบอยู่แล้ว เสียงประตูปิดดังขึ้นรถบัสค่อยๆ เคลื่อนออกจากป้ายหมู่บ้านโคโมเระเริ่มเคลื่อนผ่านหน้าต่างอย่างช้า ๆ

    ...

    ผ่านไปพักใหญ่ไม่มีใครพูดอะไรอาโออิมองต้นแอปเปิลที่คุ้นตา บ้านแต่ละหลังค่อย ๆ ถอยห่างออกไป เธอถอนหายใจเบามากจนแทบไม่ได้ยิน

    “เหนื่อยเหรอ” มาซาอากิถาม

    “เปล่าค่ะ” เธอส่ายหน้า

    ก่อนหัวเราะกับตัวเอง“ฉันชอบตอบแบบนี้ตลอดเลย ทั้งที่บางครั้งก็ไม่จริง”

    มาซาอากิหันมองเธอแต่ไม่ได้พูดแทรก

    “รู้ไหม” อาโออิยิ้มบาง ๆ “แม่ชอบบอกว่าฉันโกหกไม่เก่ง

    “แต่พ่อกลับเชื่อทุกครั้ง”เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง

    “พ่อแค่แกล้งเชื่อ” มาซาอากิพูดขึ้น

    อาโออิหันขวับ“ทำไมคิดแบบนั้น”

    “เพราะคุณลุงเป็๞พ่อ”

    คำตอบสั้นๆ แต่ทำให้เธอนิ่งไป รถบัสแล่นผ่านสะพานเล็กข้ามลำธาร แสงแดดกระทบผิวน้ำเป็๲ประกายระยิบ

    “ผมถามอะไรอย่างได้ไหม”

    “ได้สิ”

    “ทำไมไม่บอกคุณลุงว่า...” เขาหยุดคิดหาคำที่เหมาะสม “...วันนี้คุณไม่อยากไปคนเดียว”

    อาโออิหัวเราะเบาๆ “ก็เพราะพ่อจะเป็๲ห่วง”

    “นั่นไม่ใช่เ๹ื่๪๫แปลก”

    “แต่ถ้าพ่อเป็๲ห่วง พ่อก็จะไม่มีสมาธิทำงาน ลูกค้าก็ต้องรอ คนงานก็ต้องรอ”

    เธอเม้มริมฝีปากก่อนพูดต่อช้าลง“เ๹ื่๪๫ของฉัน ไม่ควรทำให้คนอื่นลำบาก”

    คำตอบนั้นทำให้มาซาอากิเงียบไปครู่หนึ่งเขาไม่ได้รีบเถียงแต่เมื่อรถบัสผ่านโค้งอีก๰่๥๹เขาจึงพูดขึ้น

    “คุณเคยคิดไหมว่า...การไม่ยอมให้คนอื่นช่วยก็อาจทำให้เขาลำบากเหมือนกัน”

    อาโออิขมวดคิ้ว“ยังไง”

    “ถ้าวันนี้คุณไม่โทรหาผม ผมคงใช้เวลาทั้งวันคิดว่าคุณกลับจากโรงพยาบาลหรือยัง”

    เธอกะพริบตา

    “แล้วถ้าผลตรวจไม่ดี ผมคงเสียใจที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น”

    รถบัสยังแล่นต่อเสียงเครื่องยนต์ดังสม่ำเสมออาโออิก้มมองมือของตัวเองนิ้วทั้งห้าประสานกันแน่นโดยไม่รู้ตัว

    “ฉัน...” เธอพูดเบามาก “ไม่เคยคิดแบบนั้น”

    มาซาอากิยิ้มเพียงนิดเดียว“ผมก็เพิ่งคิดได้ ตอนคุณโทรมา”

    ทั้งคู่เงียบอีกครั้งแต่ความเงียบครั้งนี้ไม่หนักอึ้งกลับเหมือนผ้าห่มผืนบางที่คลุมอยู่ระหว่างคนสองคนอุ่นโดยไม่ต้องพูดอะไร

    รถบัสออกจากเขตหมู่บ้านทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนเป็๲ทุ่งกว้าง ๺ูเ๳าที่อยู่ไกลค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้สายตา อาโออิหยิบกล้องขึ้นจากตักยกขึ้นแนบใบหน้าเลนส์หันออกไปยังถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้า เธอหมุนวงแหวนโฟกัสช้า ๆ ก่อนกดชัตเตอร์แชะ

    มาซาอากิหันมามอง“ถ่ายอะไร”

    “ถนน”

    “ถนน?”

    เธอพยักหน้ายังไม่ลดกล้องลง“เมื่อก่อนเวลามองถนนฉันชอบคิดว่ามันจะพาเราไปที่ไหน”

    เธอเว้นจังหวะปลายนิ้วลูบขอบกล้องเบาๆ “แต่พักหลัง...ฉันเริ่มสนใจคนที่เดินทางไปด้วยกันมากกว่า” คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างเป็๞ธรรมชาติ

    อาโออินิ่งไปเองเหมือนเพิ่งได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูดเธอรีบลดกล้องลงแก้มค่อย ๆ ขึ้นสี

    “ฉัน...” หญิงสาวหัวเราะเขิน ๆ ก่อนยกมือเกาท้ายทอย “พูดอะไรแปลกๆ อีกแล้ว”

    มาซาอากิไม่ได้หัวเราะเขามองถนนที่ทอดยาวผ่านกระจกก่อนตอบเบา ๆ “ไม่แปลกผมเข้าใจ”

    อาโออิหันมองเขาชายวัยสี่สิบห้าปียังคงมองออกไปข้างนอกน้ำเสียงเรียบเหมือนเดิมไม่มีคำหวานไม่มีประโยคปลอบใจแต่คำว่า ผมเข้าใจ กลับทำให้บางอย่างในอกของเธออ่อนลง

    รถบัสแล่นผ่านสะพานเหล็กเหนือแม่น้ำแสงแดดกระทบผิวน้ำเป็๲ประกายระยิบ เงาของผู้โดยสารทั้งคันสั่นไหวไปตามแรงเครื่องยนต์อาโออิหันกลับไปมองนอกหน้าต่างเธอไม่ได้ยกกล้องขึ้นอีกเพียงปล่อยให้มันพักอยู่บนตักนิ้วเรียวแตะสายคล้องกล้องเบาๆ โดยไม่รู้ตัวไม่มีใครพูดอะไรอีกความเงียบค่อย ๆเข้ามาแทนที่แต่ครั้งนี้ไม่มีความอึดอัดหลงเหลืออยู่เลย

    รถบัสแล่นผ่านป้ายไม้เล็กๆ ที่เขียนว่า เมืองมัตสึโมโตะ บ้านเรือนเริ่มหนาแน่นขึ้น ทุ่งแอปเปิลค่อยๆ หายไปจากสายตา อาโออิเอนศีรษะพิงกระจกเงาสะท้อนบนหน้าต่างซ้อนทับกับเงาของมาซาอากิที่นั่งอยู่ข้างกันเมื่อรถบัสเลี้ยวผ่านโค้งเงาทั้งสองก็เอนเข้าหากันเพียงชั่วครู่ก่อนจะแยกออกตามแรงสั่นของตัวรถอย่างช้าๆ