Warning เตือนให้รู้ว่ารัก [มี E-book]

    วินวิน [2]


    @มหาวิทยาลัยดีเอ็มพอหมดคาบเรียนฉันก็มานั่งจดชีทอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนแถวสวนสาธารณะเล็กๆในมหาลัย เมื่อเช้านี้น้ายูมิเห็นว่าฉันกับคิริวอยู่มหาลัยเดียวกันเลยจะให้ฉันมาพร้อมกับเขา แต่ฉันก็ปฏิเสธไปอ้างว่ามีเวลาเรียนไม่ตรงกับคิริว ใครมันจะไปอยากมาเรียนพร้อมเขากัน ยิ่งเขาทำเรื่องทุเรศๆกับฉันก็ยิ่งไม่อยากจะยุ่งด้วยเลยจริงๆ”ลาน่า” ฉันเงยหน้าไปมองเฟียร์ที่กำลังยืนกอดอกทำสีหน้าหงุดหงิดบูดบึ้งอยู่ ”ว่าไง ทำไมหน้าเป็นแบบนั้น” “จะไม่ให้ฉันเป็นแบบนี้ได้ไง ก็เมื่อกี้ฉันไปซื้อน้ำมาแอบได้ยินคนใส่ร้ายแกเสียหายด้วย” เฟียร์พูดแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามฉันอย่างไม่สบอารมณ์ ฉันได้แต่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ“ช่างเถอะ””ช่างได้ไงวะ ผู้หญิงพวกนั้นเห็นแกเป็นเด็กทุนแล้วก็พูดเสียๆหายๆไปหมดแล้วนะ หาว่าเป็นเด็กเสี่ยบ้างล่ะ ฉันนี่อยากจะเดินไปตบให้หุบปากชะมัด” เฟียร์ยกน้ำส้มขึ้นดูดพร้อมกับมองหน้าฉันด้วยความโมโห ฉันเข้าใจมันนะก็มันเป็นเพื่อนคนเดียวของฉันในมหาลัยนี้นี่ อย่างที่เฟียร์บอกนั่นแหละ ที่มหาลัยนี้มีแต่ลูกคนรวย เด็กทุนส่วนใหญ่ก็จะโดนแบบนี้บ้างอะนะ แต่ฉันที่อยู่มาสี่ปีก็ชินแล้วล่ะ “มันไม่จริงแกก็ไม่ต้องสนใจหรอก ใครอยากพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไป” “แกก็เป็นแบบนี้ตลอดไง คนในมหาลัยถึงเอาแกไปนินทาสนุกปากไปหมดแล้ว” “ฉันรู้ว่าแกโกรธแทนฉัน แต่แกอย่าเอามาใส่ใจดิมีแต่เรื่องไร้สาระ” “เออๆ ก็ได้ แล้วนี้แกเลิกทำพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟแถวคอนโดแล้วเหรอ เมื่อวานฉันไปซื้อกาแฟที่ร้านไม่เจอแกเลย” พอเฟียร์พูดถึงฉันเลยเพิ่งนึกได้ว่าลืมบอกมันไปเลยว่าออกจากคอนโดแล้ว เมื่อก่อนฉันทำพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านคาเฟ่ใกล้กับคอนโด เวลาไม่มีเรียนก็ไปทำงานสะดวกแต่พอต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านน้ายูมิเลยต้องลาออกเพราะระยะทางที่ไกลและมันคนระทางกัน จะให้ขึ้นรถมาทำก็คงจะหมดกับค่าเดินทางมากกว่าเงินเดือน”ฉันไปอยู่บ้านเพื่อนแม่ก่อนน่ะ” “ทำไมอะ ถ้าแกมีปัญหาอะไรก็บอกฉันได้นะ” “เรื่องที่บ้านน่ะ แต่ตอนนี้โอเคแล้ว” เฟียร์พยักหน้าเข้าใจแล้วก็ลงมือจดชีทโดยไม่ถามอะไรต่อ มันก็เป็นคนแบบนี้ล่ะถึงเป็นเพื่อนกับฉันได้ แม้จะทำตัวแรงไปหน่อยก็เถอะแต่เฟียร์ก็เป็นคนที่จริงใจแล้วก็ดีกับฉันมาตลอดตั้งแต่ปีหนึ่ง“เชี่ยแมร่ง! สายแล้วพวกมึง วันนี้อาจารย์นัดสอบนะโว้ย!” ฉันกับเฟียร์หันไปมองตามเสียงแหกปากโว้ยวายของผู้ชายด้านข้างที่กำลังเดินผ่านโต๊ะที่พวกฉันนั่งพอดี คนที่ตะโกนหันไปด่าเพื่อนตัวเองที่เดินเอื่อยเฉื่อยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีกสองคน แล้วฉันก็เผลอสบสายตากับคนที่กำลังสูบบุหรี่เข้า เขามองมาที่ฉันนิ่งจนฉันสะดุ้งตกใจรีบหันหน้าหนีก้มลงจดชีทของตัวเองต่อ นั่นมันคิริวนี่! ให้ตายสิยิ่งไม่อยากเจออยู่“พวกวิศวะนี่เอง เสียงดังชิบ” เฟียร์บ่นแล้วก้มลงจดชีทต่อเหมือนกันกับฉัน”ยืม” ฉันตกใจจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้ ก็คิริวมายืนอยู่ข้างๆฉันน่ะสิ แถมในมือยังหยิบปากกาฉันไปอีก ฉันเงยหน้ามองเขาเคืองๆแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป คิริวสบตาฉันสักพักก็เดินตามเพื่อนเขาที่เดินไปก่อนแล้ว ฉันยังไม่อนุญาตให้ยืมเลยเหอะ “แกรู้จักคิริวด้วยเหรอวะ” เฟียร์จ้องหน้าฉันอย่างสงสัย ฉันได้แต่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าจะบอกเฟียร์ยังไงดี “ก็นิดหน่อย” “ไปรู้จักได้ไง เห็นผู้หญิงในมหาลัยซุบซิบว่าเขาอันตรายจะตาย แต่ฉันก็ยังเห็นพวกนั้นแอบชอบเขาอยู่นะ ฉันนี่งงเลย” “เรื่องมันยาวน่ะ เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังทีหลังนะ” ”แล้วทำไมแกต้องตกใจขนาดนั้น”

    ”เปล่า ไม่มีอะไร” ฉันรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดทันที ยกชาเขียวขึ้นมาดูดจนเกือบหมดแก้ว นี่แสดงออกขนาดนั้นเลยเหรอ แต่เห็นหน้าคิริวแล้วฉันไม่ตกใจนี่สิแปลก แถมเขายังหน้าด้านมายืมปากกาฉันไปอีก มาเรียนแบบไหนวะไม่มีอะไรมาจด