ทิงเสวี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับปากกาที่หวังอ้ายหมินยื่นมาให้
จากนั้นเจ้าของบ้านผู้สุขุมก็เลื่อนสมุดบันทึกเล่มหนามาวางตรงหน้าเด็กหญิง
“ลุงหวังคะ... จะให้หนูเขียนอะไรหรือคะ?”
ทิงเสวี่ยรับสมุดมาวาง พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับหวังอ้ายหมิน ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยนทว่าแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึกแบบปัญญาชน
“เขียนอะไรก็ได้จ้ะ จะเขียนชื่อหนู หรือชื่อพ่อแม่หนูก็ได้ ลุงแค่อยากเห็นลายมือ” หวังอ้ายหมินเอ่ยเสียงนุ่ม
ทิงเสวี่ยรับคำเบาๆ ก่อนจะจรดปากกาลงบนกระดาษ
แม้ในใจจะยังสงสัยว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีการทดสอบเขียนหนังสือ แต่เธอก็ตั้งใจบรรจงคัดตัวอักษรอย่างสุดฝีมือ
เริ่มจากชื่อของตัวเอง... ตามด้วยชื่อของพ่อ ‘หลินกั๋วผิง’ และแม่ ‘หลิวกุ้ยหลัน’ เนื่องจากทั้งสามชื่อนี้มีจำนวนขีดไม่ซับซ้อน เธอจึงตวัดปากกาเขียนได้อย่างคล่องแคล่วสวยงาม
“เสร็จแล้วค่ะ ลุงลองดูสิคะ” ทิงเสวี่ยประคองสมุดส่งคืนให้ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
ตลอดเวลาที่เธอเขียน หวังอ้ายหมินจับจ้องกิริยาท่าทางของเด็กหญิงตัวน้อยไม่วางตา จนลูกสาวอย่างหวังหย่าจิ้งเริ่มอดสงสัยไม่ได้
“พ่อคะ... พ่อกำลังเล่นอะไรอยู่คะเนี่ย?”
หวังอ้ายหมินรับสมุดไปพิจารณา พยักหน้าเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ แววตาที่มองทิงเสวี่ยฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
“ชื่อเพราะมาก... ‘หลินทิงเสวี่ย’ ถ้าลุงเดาไม่ผิด หนูคงเกิดในวันที่หิมะตกสินะ?”
ทิงเสวี่ยยิ้มรับ “ใช่ค่ะ ย่าเล่าให้ฟังว่าหนูเกิดตอนกลางคืน วันนั้นหิมะโปรยปรายตั้งแต่หัวค่ำ กว่าหนูจะคลอดออกมาก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว ย่าบอกว่าหนูเกิดมาพร้อมเสียงหิมะตก ก็เลยตั้งชื่อนี้ให้ ท่านบอกว่าเป็นชื่อที่มีความเป็นกวีและงดงามมากค่ะ”
“ย่าหนูตั้งชื่อได้ดีจริงๆ” หวังอ้ายหมินกล่าวชม “ทิงเสวี่ย ลายมือหนูสวยมาก ภาพวาดเมื่อกี้ก็มีมิติ ลุงมั่นใจว่าหนูมีพรสวรรค์ด้านศิลปะนะ ถ้ารอให้โตกว่านี้อีกหน่อย ลองหัดเขียนพู่กันจีนดูไหม ในอำเภอมีโรงเรียนสอนศิลปะอยู่ ลุงคิดว่าหนูน่าจะลองไปเรียนดูนะ”
ถึงตอนนี้ทิงเสวี่ยก็เข้าใจแล้ว... ที่แท้ ลุงหวังก็แค่อยากทดสอบแววศิลปินในตัวเธอนั่นเอง
“ขอบคุณคุณลุงที่ชมค่ะ เรื่องเรียนพิเศษหนูก็เคยคิดไว้เหมือนกัน แต่คงต้องรอให้โตกว่านี้อีกหน่อย ไว้รอรถเมล์วิ่งประจำทางสะดวกกว่านี้ หนูจะได้ไปกลับเองได้ พ่อจะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังค่ะ”
“ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ รู้จักคิดรู้จักวางแผน!” หวังอ้ายหมินตบเข่าฉาด เอ่ยชมจากใจจริง
จากนั้นเขาก็ชวนคุยต่อ “นอกจากวาดรูปแล้ว ปกติหนูชอบทำอะไรอีกบ้างล่ะ?”
“หนูชอบท่องบทกวีโบราณ ชอบร้องเพลง แล้วก็ชอบช่วยพ่อขายของค่ะ” ทิงเสวี่ยตอบฉะฉาน
พอได้ยินคำว่า ‘บทกวีโบราณ’ หูของครูสอนภาษาอย่างหวังอ้ายหมินก็ผึ่งทันที
“ชอบท่องกวีด้วยเหรอ? ไหนลุงขอลองทดสอบหน่อยได้ไหม?”
ทิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ได้เลยค่ะ”
หวังอ้ายหมินเดินไปหยิบหนังสือ ‘รวมบทกวีราชวงศ์ถังและซ่ง’ ออกมาจากชั้น กวาดตามองสารบัญแล้วเอ่ยโจทย์แรก
“เอาบท ‘จารึกผนังวัดซีหลิน’ ของซูซื่อ”
ทันทีที่สิ้นเสียงโจทย์ ทิงเสวี่ยก็ท่องออกมาได้อย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ
“มองด้านขวางเป็นเทือกเขา ทอดยาวไกลมองด้านข้าง กลับกลายเป็นยอดผาสูงใกล้ไกล สูงต่ำ ล้วนแตกต่างมิอาจล่วงรู้ โฉมหน้าแท้จริงแห่งหลูซานเพียงเพราะตัวข้านั้น... อยู่กลางพนา”
น้ำเสียงของเธอใสกังวาน จังหวะจะโคนแม่นยำ การออกเสียงอักขระชัดเจน ฟังแล้วรื่นหูยิ่งนัก
หวังอ้ายหมินพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเริ่มโจทย์ข้อต่อไป คราวนี้เขาท่องสองวรรคแรก แล้วให้เธอต่อสองวรรคหลัง
“ ‘ตะวันคล้อยภูผางาม ลมวสันต์พัดพาเกสรหอม’... ต่อซิ?”
ทิงเสวี่ยต่อบทกวีไร้ฉันทลักษณ์นี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด
“โคลนละลาย นกนางแอ่นโผบิน... หาดทรายอุ่น เป็ดแมนดารินนอนเคียงคู่”
การทดสอบดำเนินต่อไป หวังอ้ายหมินสุ่มเลือกบทกวีมาถามถึงแปดบท ติดต่อกัน แต่ทิงเสวี่ยก็ตอบโต้ได้ฉับไว ไม่มีสะดุดแม้แต่คำเดียว
หวังอ้ายหมินถึงกับยกนิ้วโป้งให้ “สุดยอด!”
ส่วนหวังหย่าจิ้งที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ นั้น อ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้
“หลินทิงเสวี่ย... เธอมันคนหรือเปล่าเนี่ย!? บอกความจริงมานะ เธอท่องได้ทั้งหมดกี่บท?”
ทิงเสวี่ยเอียงคอทำท่านึก “อืม... น่าจะประมาณห้าหกร้อยบทได้มั้ง”
หวังหย่าจิ้ง “...”
“เธอมันปีศาจชัดๆ! ฉันไม่คุยด้วยแล้ว!” หวังหย่าจิ้งรู้สึกเหมือน ถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ความมั่นใจที่มี พังครืนลงไม่เป็นท่า
เด็กบ้านนอกอายุน้อยกว่า วาดรูปก็สวย ลายมือก็ดี แถมยังท่องกวีได้เป็นตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่แบบนี้... จะเอาอะไรไปสู้!
หวังอ้ายหมินเห็นลูกสาวหน้ามุ่ย แทนที่จะปลอบใจ กลับซ้ำเติมด้วยความหวังดี “จิ้งจิ้ง เห็นไหมว่าทิงเสวี่ยเขาขยันแค่ไหน ลูกต้องดูทิงเสวี่ยเป็นตัวอย่างนะ ต่อไปห้ามขี้เกียจเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
หวังหย่าจิ้งได้แต่กลอกตามองบน
หวังอ้ายหมินเคยคิดว่าหลานชายอย่างฉินหยวนเฟิงหัวไวแล้ว แต่พอมาเจอเพชรเม็ดงามอย่างหลินทิงเสวี่ย เขาถึงกับทึ่ง เด็กที่ทั้งฉลาดและรู้จักวางตัวแบบนี้ ใครบ้างจะไม่เอ็นดู? เขามั่นใจเลยว่า ในอนาคตอันใกล้ โรงเรียนมัธยมหมายเลขหนึ่งจะต้องได้ต้อนรับเด็กหญิงคนนี้แน่นอน
......
ทางด้านเด็กผู้ชาย หลินฉางจื้อกับฉินหยวนเฟิงกำลังดวลหมากรุกจีนกันอย่างเมามัน
ฝีมือของทั้งคู่สูสีกันมาก หวังอ้ายหมินยืนกอดอกดูเด็กๆ เดินหมากด้วยความเพลิดเพลิน ไม่นึกว่าการดูเด็กเล่นกันจะสนุกขนาดนี้
ในครัว... หานจื่อซูกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเที่ยง ทิงเสวี่ยเดินเข้าไปอาสาช่วย
“ป้าคะ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ?”
หานจื่อซูหันมายิ้มหวาน “ไม่ต้องหรอกจ้ะ หนูไปเล่นกับจิ้งจิ้งเถอะ หิวหรือยัง? ถ้าหิวก็หยิบคุกกี้กินรองท้องไปก่อนนะ แป๊บเดียวก็ได้กินข้าวแล้ว”
“หนูยังไม่หิวหรอกค่ะ แค่อยากมาช่วย หนูทำกับข้าวเป็นนะคะ ตอนอยู่บ้านก็ทำบ่อยๆ ช่วงปิดเทอมก็ช่วยพ่อปั้นซาลาเปาขายด้วย”
“โถ... ช่างเป็นเด็กขยันอะไรอย่างนี้ แต่มาบ้านป้าทั้งที ป้าจะให้แขกทำงานได้ยังไง ไปเถอะจ้ะ ไปเล่นข้างนอกเถอะ”
จังหวะนั้นหวังหย่าจิ้งเดินเข้ามาพอดี เธอรีบคว้าข้อมือทิงเสวี่ยลากออกไป
“ในครัวมีแต่ควันน้ำมัน เหม็นจะตาย มานี่ดีกว่า... ฉันจะพาไปดูสวนหย่อมที่ระเบียง พ่อกับแม่ฉันปลูกดอกไม้ไว้เยอะเลย”
สำหรับคุณหนูอย่างหวังหย่าจิ้ง ห้องครัวคือสถานที่ต้องห้าม แต่ระเบียงบ้านคือสวรรค์น้อยๆ
แม้ระเบียงจะไม่กว้างนัก แต่วางเรียงรายไปด้วยกระถางต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งกระบองเพชร ว่านหางจระเข้ กุหลาบ ไฮเดรนเยีย กล้วยไม้ และต้นเหมย ที่กำลังตูมรอวันผลิบาน ทุกต้นได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต แสดงถึงความใส่ใจของเจ้าของบ้าน
......
ไม่นาน อาหารกลางวันเลิศรสก็ถูกยกมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ
หวังหย่าจิ้งอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นำเหล้าข้าวหมากหวานๆ ออกมาเลี้ยงเพื่อนๆ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“ทิงเสวี่ย ฉางจื้อ ทานเยอะๆ นะลูก ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าอยู่บ้านตัวเอง” หานจื่อซูเอ่ยชวน
ทิงเสวี่ยตัก ‘ซุปเต้าหู้ไข่กุ้ง’ ขึ้นมาชิมคำแรก รสชาติกลมกล่อมและสัมผัสนุ่มละมุนของเต้าหู้ทำเอาเธอต้องเบิกตากว้าง
“คุณป้าคะ! ซุปถ้วยนี้อร่อยมาก! อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วยเลยค่ะ!”
“แหม... ปากหวานจริงเชียวเรา ชมเกินไปหรือเปล่าหึ?” หานจื่อซูยิ้มแก้มปริ “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ เลยนะ ดูสิ ตัวเราผอมกว่าเพื่อนเลย ต้องขุนให้อ้วนหน่อยแล้ว”
“หนูพูดจริงๆ นะคะ!” ทิงเสวี่ยทำหน้าจริงจัง “ของอร่อยมากๆ มันจะทำให้เรารู้สึกมีความสุขจนบรรยายไม่ถูกจริงๆ เมนูนี้ตอนคุณย่าอยู่ท่านก็ชอบทำให้กิน แต่คุณป้าทำอร่อยกว่าคุณย่าอีกค่ะ!”
คำชมใสซื่อของเด็กน้อยทำเอาแม่ครัวหัวใจพองโต ทิงเสวี่ยกวาดตามองอาหารบนโต๊ะ ทุกจานล้วนปรุงรสอย่างพิถีพิถัน แม้ลิ้นของเธอจะเรื่องมากแค่ไหน แต่มื้อนี้เธอหาที่ติไม่ได้เลยจริงๆ
ผลก็คือ... ทิงเสวี่ยฟาดเรียบจนพุงกาง
หลังมื้ออาหารและนั่งพักผ่อนครู่ใหญ่ ก็ถึงเวลาที่ต้องร่ำลา เพราะหลินฉางจื้อต้องรีบกลับไปโรงเรียน
“อีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมแล้ว ฉันกลับไปหมู่บ้านต้าเหอเมื่อไหร่ เธอต้องเตรียมซาลาเปาไว้รอฉันนะ!” หวังหย่าจิ้งกำชับเสียงเข้ม แต่แววตาอาลัยอาวรณ์
“ได้เลย! รับรองจะขุนให้เธอกลิ้งกลับอำเภอเลยคอยดู” ทิงเสวี่ยรับคำ
ครอบครัวหวังเดินมาส่งที่หน้าประตู หวังอ้ายหมินตบไหล่หลานชายเบาๆ
“หยวนเฟิง กลับไปก็ช่วยงานตากับยายบ้างนะ แต่อย่าทิ้งการเรียนล่ะ”
“ครับลุงรอง ผมไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน”
หลังจากร่ำลาและขอบคุณเจ้าภาพกันยกใหญ่ สามสหายก็เดินออกมาจากแฟลตอาจารย์
ระหว่างทางเดินกลับไปขึ้นรถ กลิ่นหอมไหม้อันเป็นเอกลักษณ์ก็ลอยมาแตะจมูกทิงเสวี่ย... กลิ่นมันเผา!
แม้กระเพาะจะประท้วงว่าแน่นเอียด แต่ความอยากอาหารของทิงเสวี่ยกลับทำงานทันที
“มันเผา! หอมจัง... ฉันอยากกินจัง พวกนายเอาไหม?” ทิงเสวี่ยตาเป็นประกาย จ้องมองถังอบมันเผาข้างทางตาละห้อย
หลินฉางจื้อทำหน้าเหนื่อยใจ “มันเผามีอะไรน่ากินนักหนา? ที่บ้านอาเล็กไม่มีมันเทศกินหรือไง?”
ทิงเสวี่ยค้อนขวับ “บ้านฉันมีมันเทศ... แต่ไม่มีมันเผาหอมๆ แบบนี้นี่นา มันคนละอารมณ์กันย่ะ!”
หลินฉางจื้อ “...”
“รอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง” ฉินหยวนเฟิงพูดจบก็วิ่งปรู๊ดไปที่ร้านคุณลุงขายมันเผา
ไม่นานเขาก็วิ่งกลับมาพร้อมมันเผาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยยัดใส่มือทิงเสวี่ย
“อะ... ให้เธอ กินให้หายอยากไปเลย”
“อ้าว... แล้วพวกนายไม่กินเหรอ? มีตั้งสามหัว แบ่งกันคนละหัวสิ”
แม้ใจจริงทิงเสวี่ยอยากจะกินให้หมดคนเดียว แต่ความเกรงใจก็ยังมีอยู่บ้าง เพราะเงินค่าขนมนี้ฉินหยวนเฟิงเป็นคนควักกระเป๋าจ่าย