เมืองฮวาหลานยามนี้นั้นแสนจะสงบสุข แม้นว่าจะมีชาวเมืองอื่นอพยพมา่สองปีที่ผ่านมา แต่ท่านเ้าเมืองคนใหม่ที่เพิ่งจะย้ายมารับตำแหน่งก็จัดสรรที่ทางให้แก่ผู้คนที่อพมาได้พักอาศัยเป็อย่างดี ทำให้ลดความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นภายในเมืองได้อยู่ไม่น้อย แต่ผู้ที่ทำให้ท่านเ้าเมืองได้เปิดหูเปิดตามองเห็นความลำบากของผู้อพยพเหล่านี้นั้นก็คือคุณหนูใหญ่ของสกุลโจว
นางเป็ผู้ริเริ่มในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพที่เข้ามาเป็ขอทานเมื่อสองปีก่อน เมื่อยามนั้นนางอายุเพียงเจ็ดปีเท่านั้น ทำให้นางได้รับการขนานนามว่านางคือเด็กที่มีจิตใจเมตตา มองเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นและยื่นมือให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ลังเล
“คุณหนูใหญ่กลายเป็ที่รู้จักไปทั่วเมืองฮวาหลานแล้วนะเ้าคะ” อี้ถงเอ่ยขึ้นมาขณะที่กำลังเยื้องย่างตามคุณหนูใหญ่สกุลโจวอยู่ภายในตลาดของเมืองฮวาหลาน
“อืม…แท้ที่จริงแล้วข้ามิได้้าให้เช่นนี้หรอกอี้ถง แต่ในเมื่อมันเป็ไปแล้วข้าก็คงจะต้องปล่อยเลยตามเลย” นางมิได้้าคำชมหรือสายตาที่มองนางอย่างเทิดทูน นางเพียงแค่อยากใช้ชีวิตเป็โจวเจินเจินที่มีคุณค่าและสง่างามเพียงเท่านั้น
“แต่สิ่งที่คุณหนูกระทำนั้นมันเป็สิ่งที่น่ายกย่องและชื่มชมจริงๆ นะเ้าคะ สมแล้วที่เป็หลานสาวของคุณหนูใหญ่ฉินเซี่ยหรู หากผู้ใดมิทราบคงจะเข้าใจผิดเอาได้ว่าคุณหนูเป็บุตรีของท่านป้าของคุณหนูก็เป็ได้เ้าค่ะ”
“เหตุใดเ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ”
โจวเจินเจินเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย หรือนางจะติดนิสัยเดิมจากชาติภพก่อนมาด้วยจนทำให้คล้ายกับตัวนางในอดีตชาติมากจนเกินไป
“ก็สิ่งที่คุณหนูใหญ่กระทำนั้นช่างเหมือนกับท่านป้าของคุณหนูเช่นไรล่ะเ้าคะ”
อี้ถงยิ้มออกมายามนึกถึงคุณหนูใหญ่ผู้ล่วงลับ หากเป็ความชาญฉลาด ความงดงามและความรอบรู้คุณหนูใหญ่ของนางจะได้มาจากท่านป้าก็เป็เื่ที่น่ายินดี แต่อี้ถงก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูใหญ่ของนางจะมิได้รับความโชคร้ายในเื่ของคู่ครองจากท่านป้ามาด้วย
“ท่านป้าเป็ผู้ที่มีจิตใจดี แม้นว่ากายจะจากไปแต่นางยังคงเป็คนที่ข้าระลึกถึงเสมอมา” เสียงเล็กเอ่ยออกมาก่อนที่จะหยุดอยู่ที่ร้านขายขนมเล็กๆ ร้านหนึ่งที่มีรสชาติอร่อยมิแพ้กับร้านใหญ่ๆ ภายในตลาดแห่งนี้เลย
“เถ้าแก่… ขนมนี่ขายอย่างไรหรือจ๊ะ”
“โอ้…คุณหนูโจวเจินเจิน ท่านจะซื้อกินเองใช่หรือไม่ขอรับ” พ่อค้าเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าที่มาหยุดยืนอยู่หน้าร้านแล้วถามราคาขนมของเขา พอเห็นว่าเป็ผู้ใดจึงเอ่ยถามออกมา
“ข้าซื้อกินเองจ้ะ” ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนคนฟังรู้สึกละมุนหูไปด้วย
“ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยขอให้คุณหนูแบบไม่คิดเงินเลยขอรับ” พ่อค้าสูงวัยกระตือรือร้นกล่าวออกมาพลางตักขนมใส่ห่อกระดาษให้แก่เด็กหญิงตรงหน้า
“อุ๊ย!!! มิได้หรอกจ้ะ ของซื้อของขาย ข้าจะรับไว้โดยมิจ่ายเงินได้เช่นไรกัน และท่านเองก็เป็ผู้ที่ต้องทำมาหากิน” โจวเจินเจินรีบปฏิเสธออกมาในทันที
“ถือเสียว่าเป็ค่าตอบแทนที่คุณหนูช่วยทำให้ท่านเ้าเมืองช่วยเหลือผู้อพยพเช่นพวกข้าให้ได้มีที่อยู่อาศัยและที่ทางทำมาหากินด้วยนะขอรับ”
ที่แท้พ่อค้าขนมผู้นี้ก็คืออดีตผู้อพยพที่นางเคยแจกจ่ายอาหารและยาให้เมื่อสองปีก่อนนั่นเอง โจวเจินเจินจึงได้รับน้ำใจของพ่อค้าสูงวัยเอาไว้เพื่อมิให้เขารู้สึกติดค้างสิ่งใดต่อนาง
“เื่นี้เป็เพราะความเมตตาของท่านเ้าเมืองคนใหม่มากกว่าจ้ะ ข้ามิได้กระทำสิ่งใดเลย ที่เคยช่วยเหลือพวกท่านเมื่อครานั้น เพียงเพราะข้ารู้สึกเห็นใจที่พวกท่านต้องพลัดถิ่นฐานมาเพราะศึกาก็เพียงเท่านั้น แต่ในเมื่อท่านอยากจะตอบแทนข้า…เช่นนั้นข้าขอรับขนมห่อนี้ไว้ก็แล้วกัน แต่ว่าภายหลังท่านต้องขายให้ข้ามิใช่มาให้ข้าโดยมิคิดเงินเช่นนี้อีกนะจ๊ะ” น้ำเสียงที่ไร้วาจาเสแสร้งดังขึ้นมาจากเด็กหญิงตัวน้อย พ่อค้าสูงวัยยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
“ขอรับ…คราหน้าข้าจะคิดเงินกับคุณหนูแน่นอน แต่ครานี้ขอให้กินให้อร่อยนะขอรับ”
เขากล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม โจวเจินเจินพยักหน้าก่อนที่จะเดินจากไป คุณหนูใหญ่สกุลเจินนั้นนางกลายเป็ที่รักของชาวเมืองฮวาหลานมิใช่แค่เพียงความงดงามหรือวงศ์ตระกูล แต่เป็เพราะความมีจิตใจที่งดงามมาั้แ่เยาว์วัยของนางต่างหากที่พาให้บรรดาผู้ใหญ่ต่างเอ็นดู
ส่วนโจวเจินเจินก็ถึงกับผ่อนลมหายใจออกมา แท้จริงแล้วนางอยากอยู่เงียบๆ แต่ดูแล้วนางคงจะกลายเป็ที่รู้จักของชาวเมืองฮวาหลานแล้วเป็แน่ เพราะเท่าที่มองเห็นสายตาที่มองมายังนางอย่างชื่นชม ริมฝีปากบางฉีกยิ้มไปให้กับคนที่ส่งยิ้มมาอย่างเป็มิตร
จวนสกุลหวง
โต๊ะที่มีอาหารวางอยู่เต็มถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนในตระกูลยกเว้นก็แต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่มิได้มาร่วมวงด้วยเพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงจึงมีเพียงใต้เท้าหวง ภรรยาเอกหานจูฉี อนุเซียว อนุซู และบรรดาบุตรชายและบุตรีอีกห้าคน ทุกคนมิได้มีสีหน้าที่แสดงออกถึงการมีความสุขมากนัก เพราะนายหญิงใหญ่ในยามนี้นั้นมิได้ชื่นชอบอนุทั้งสองรวมไปถึงบุตรที่เกิดจากอนุสักเท่าใด
วันนี้ที่ทุกคนมารวมตัวกันเพราะใต้เท้าหวง้าที่จะพบหน้าบุตรทั้งห้าและภรรยาทุกคนของเขาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของแต่ละคนหลังจากที่เขาไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในเมืองหลวงมา คุยไปคุยมาพลันก็นึกขึ้นได้ถึงเื่ราวที่เป็ที่กล่าวขานกันไปทั่วเมืองฮวาหลาน
“พวกเ้าได้ยินข่าวเื่บุตรสาวคนโตของใต้เท้าโจวหรือไม่” จู่ๆ ผู้เป็ใหญ่ในจวนก็เอ่ยถามออกมาในขณะที่ทุกคนกำลังลงมือกินอาหารร่วมกัน
“ได้ยินสิเ้าคะ ยามนี้ผู้ใดก็เล่าขานเื่ราวที่นางช่วยให้ท่านเ้าเมืองได้มองเห็นถึงความทุกข์ของผู้อพยพที่หนีมาจากพื้นที่าทางใต้ กลายเป็เด็กที่หลายๆ ตระกูลอยากจะทาบทามนางเอาไว้ให้บุตรชายของพวกเขา” อนุเซียวรีบเอ่ยออกมาถึงเื่ที่นางรับรู้มาจากพวกบ่าวในเรือน
“เป็รุ่นพี่ที่สำนักศึกษาหลุนซีของลูกหญิงใหญ่ด้วยเ้าค่ะ” หวงฮูหยินเอ่ยขึ้นมาบ้างพร้อมกับส่งสายตาขุ่นเคืองไปให้อนุภรรยาที่รีบตอบเพื่ออยากจะเอาหน้ากับสามี
“สองตระกูลนี้เขาเลี้ยงดูลูกหลานได้ดีเสียจริง พวกเ้าก็ควรจะเอามาเป็เยี่ยงอย่างเสียบ้าง”
หวงจิงอวี่เอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนที่จะตั้งใจกินอาหารตรงหน้าจนเ้าตัวรู้สึกอิ่ม แล้วจึงลุกขึ้นออกจากโต๊ะนั้นไปก่อนผู้ใด อนุภรรยาทั้งสองและลูกๆ ของพวกนางจึงลุกขึ้นบ้าง เมื่อไร้สามีอยู่ด้วยพวกนางก็มีแต่จะถูกนายหญิงใหญ่คอยกลั่นแกล้งรังแกอยู่เรื่อยมา
ฮูหยินใหญ่มองตามคนที่พากันเดินจากไปด้วยสายตาที่ฉายถึงการดูถูกเหยียดหยาม พวกนางทั้งสองเป็เพียงบุตรีของชาวบ้านธรรมดากับนายทหารยศน้อยช่างต่างชั้นกับตระกูลของนางยิ่งนัก
“ท่านแม่เ้าคะ ศิษย์พี่เจินเจินนางใจดีกับน้องๆ ทุกคนเลยเ้าค่ะ หากพวกเรามิเข้าใจสิ่งใดนางก็มักจะบรรยายออกมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล” บุตรีคนเดียวของนางกับใต้เท้าหวงกล่าวออกมาขณะที่ตักขนมหวานเข้าปาก
“เ้าก็หัดเอาเยี่ยงอย่างนางมาบ้าง เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าท่านพ่อของเ้านั้นเอ็นดูเด็กที่มีความสามารถ หากเ้ามิอยากถูกมองข้ามเพียงเพราะเป็สตรีมิใช่บุรุษเช่นน้องต่างแม่ของเ้าก็อย่าทำตนให้อ่อนด้อยไปกว่าผู้ใดในจวนนี้เด็ดขาด”
นางสั่งสอนบุตรสาวเช่นนี้อยู่เสมอ นางมิอยากให้พวกลูกอนุทั้งหลายมาเกินหน้าบุตรของภรรยาเอกเช่นนาง ดีที่ว่าอดีตภรรยาเอกของสามีนั้นมิได้มีทายาท มิเช่นนั้นยามนี้นางคงจะเหมือนมีหนามยอกอกที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรของผู้อื่น และนางนั้นมีจิตใจอิจฉาริษยามาั้แ่สมัยที่อดีตนายหญิงใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ แม้นว่าอีกฝ่ายจะมิได้รับความโปรดปรานจากสามีเช่นเดียวกับนางเลยก็ตาม
หวงซินอีรับฟังมารดาสั่งสอนจนนางรู้สึกเหนื่อยหน่าย นางเพิ่งจะวัยแปดปี ยังมิทันได้เล่นสนุกตามวัยเลยเสียด้่วยซ้ำ กลับต้องมาแบกรับความคาดหวังของมารดาเอาไว้จนแน่นอก เด็กหญิงพยักหน้าขึ้นลงแต่จะทำหรือไม่นั่นก็เป็อีกเื่หนึ่ง นางชื่นชมศิษย์พี่โจวเจินเจิน แต่ทว่านางกลับมิได้อยากจะเป็สตรีที่โดดเด่นเช่นนั้นเลย
จวนสกุลโจว
คุณหนูใหญ่สกุลโจวกลับมาถึงจวนในยามโหย่ว หลังจากการไปเดินตลาดที่ครานี้มิได้เสียเงินเลยแม้แต่เหวินเดียว ทว่ากลับได้ของติดไม้ติดมือมาด้วย เป็เพราะเหล่าพ่อค้าและแม่ค้าต่างหยิบยื่นน้ำใจให้แก่นาง คุณหนูผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็เด็กที่มีจิตใจดีมีเมตตาต่อผู้ยากไร้ การที่นางได้กระทำความดีเมื่อสองปีก่อนเอาไว้นั้น โจวเจินเจินเองก็ไม่ได้หวังสิ่งใดเป็ผลตอบแทน แต่บัดนี้นางกลับกลายมาเป็ที่รู้จักในหมู่ชาวบ้านชนชั้นกลางและชนชั้นล่างอย่างทั่วถึง
หรือแม้แต่ตระกูลขุนนางเองก็อยากจะไปมาหาสู่สกุลโจวเพื่อที่จะขอทาบทามเด็กหญิงเอาไว้เพื่อเป็ภรรยาเอกของบุตรชายในภายภาคหน้า แต่ก็ยังคงได้รับคำตอบเดิมคือโจวเจินเจินยังเด็ก และอยากให้นางได้ใช้ชีวิตวัยเยาว์ของนางให้เต็มที่ เื่คู่ครองจะปล่อยให้นางได้เป็ผู้ที่ตัดสินใจเอง
“ท่านพี่….” โจวเจินหลงรีบวิ่งเข้ามาหาแล้วคำนับผู้เป็พี่สาว
วันนี้เขาศึกษาตำรากับอาจารย์อยู่ที่จวนจึงมิได้ออกไปรับนางเพราะอาทิตย์หน้าเขาจะต้องไปสอบเข้าสำนักศึกษาที่เดียวกับผู้เป็พี่สาวแล้ว เขาจะต้องสอบผ่านและทำให้นางรู้สึกภูมิใจในตัวเขาให้จงได้
“มาหาพี่นี่อยากจะได้ขนมหรืออยากจะเล่าเื่อันใดให้ฟังกันหรือหลงเอ๋อร์” มือเล็กยื่นไปลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดู เด็กชายตัวน้อยฉีกยิ้มออกมา
“ข้ามีเื่จะเล่าให้ท่านพี่ฟังขอรับ แต่แน่นอนว่าย่อมเป็เื่ที่น่าเบื่อสำหรับท่าน” น้องชายวัยเจ็ดขวบที่ตัวเริ่มสูงขึ้นจากปีก่อนตอบออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขารอคอยพี่สาวกลับจวนมาตั้งนานแล้ว
“หืม… เื่น่าเบื่อสำหรับพี่เช่นนั้นหรือ ชักจะอยากฟังเสียแล้วสิว่ามันคือเื่อันใดกัน”
โจวเจินเจินจับมือเล็กมากุมไว้แล้วชักนำกันไปทางเรือนนอนของนาง เด็กชายตัวน้อยติดตามพี่สาวของเขาไปอย่างว่าง่าย โจวเจินหลงนั้นทั้งรักและหวงแหนพี่สาวคนนี้ที่สุด แม้แต่น้องๆ คนอื่นในจวนก็เช่นกัน
เมื่อจูงน้องชายเดินมาถึงเรือนนอนของนาง โจวเจินเจินจึงพาน้องชายออกไปเดินเล่นที่ลำธารหลังเรือนของนาง เสียงน้ำที่ไหลผ่านไปพร้อมกับเสียงร้องของหมู่มวลวิหคทำให้เด็กหญิงรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งบิดามารดารวมไปถึงท่านย่านั้นใส่ใจเลือกที่ตั้งของเรือนนอนของโจวเจินเจินได้อย่างเหมาะสมกับสุขภาพของนางเมื่อเยาว์วัย ทำให้นางในยามนี้ได้อาศัยอยู่เรือนที่ใกล้กับลำธารไปด้วย
“อะ…ทีนี้ก็เล่าให้พี่ฟังได้แล้วหลงเอ๋อร์ เ้าไปได้ยินเื่น่าเบื่ออันใดมาเล่าให้กับพี่ฟังเช่นนั้นหรือ” เสียงหวานเอ่ยถามน้องชายออกมาอย่างนุ่มนวล
“ก็วันนี้ที่จวนของเราน่ะ มีพวกผู้ใหญ่หลายคนพากันมาที่จวนของพวกเรา เพื่อทาบทามขอหมั้นหมายท่านพี่เอาไว้ให้เป็ภรรยาเอกลูกชายของพวกเขาน่ะสิขอรับ ดีที่ท่านพ่อกับท่านแม่อีกทั้งท่านย่านั้นเห็นแก่ความสุขของท่าน มิเช่นนั้นท่านพี่คงจะได้ออกเรือนไปก่อนที่ข้าโตเป็หนุ่มแน่ๆ”
สิ่งที่น้องชายเล่าออกมาเรียกเสียงหัวเราะจากพี่สาวได้เป็อย่างดี แม้นคราแรกที่ฟังจะรู้สึกเครียดที่มีคนมากมายมาให้ความสนใจในตัวเอง แต่พอได้ฟังน้องชายกล่าวว่ากลัวว่านางจะออกเรือนก่อนที่น้องชายจะโตเป็หนุ่มทำให้นางขำออกมา
“คิกๆๆ โถ่หลงเอ๋อร์ของพี่…. เื่แต่งงานสำหรับพี่ยังอีกยาวไกลนัก พี่ขอสัญญากับเ้าเลยว่าพี่จะอยู่ดูน้องชายของพี่เข้าพิธีสวมหมวก*ก่อนอย่างแน่นอน เ้าก็รู้นี่ว่าพี่มิได้มีความคิดหรือสนใจในเื่คู่ครอง”
และนางก็ยังคงยึดมั่นอยู่เช่นนั้น แม้หนทางข้างหน้าจะอีกยาวไกล แต่นางก็คิดว่าคงจะมิมีผู้ใดสามารถมาเปลี่ยนความตั้งใจของนางได้ เพราะความเจ็บช้ำในอดีตเป็บทเรียนให้นางได้ใช้ชีวิตในชาติภพนี้อย่างมีสติและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตน
โจวเจินหลงฉีกยิ้มออกมาก่อนที่โจวเจินเจินจะบอกให้อี้ถงนำขนมที่ได้มาจากตลาดมาให้น้องชายได้กิน สองพี่น้องนั่งกินขนมกันอยู่ที่เก้าอี้ตัวยาวพลางนั่งมองไปที่สายน้ำที่ไหลผ่านตรงหน้า รอยยิ้มของน้องชายตัวน้อยทำให้ผู้เป็พี่สาวรู้สึกมีความสุข ทั้งอี้ถงและบ่าวรับใช้ของคุณชายรองต่างพากันยืนยิ้มให้กับภาพตรงหน้า จะมีพี่น้องสกุลใดที่จะรักใคร่กันเช่นนี้อีกหนอ ภาพในยามนี้ช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นและงดงามยิ่งนัก
**พิธีสวมหมวก จะทำเมื่อบุตรชายบรรลุนิติภาวะคือวัย16-18ปี