"วงเวทอัญเชิญหายไปแล้ว!!” อูหลินเฟิงเมื่อเห็นว่าหลางจวินที่พุ่งไปหาเสวี้ยเจ๋อสามารถกดดันให้กงซุนเมิ่งสามารถหยุดเวทอัญเชิญได้ จึงหยิบพลุสัญญาณออกมายิงขึ้นฟ้า
ตูม! พลุสัญญาณสีน้ำเงินระเบิดออก ส่งสัญญาณให้คนที่กำลังต่อสู้กับอสุรกายรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
หวังชุน ไป๋หลันฮวา ภูตหิมะ รวมถึงจอมยุทธ์คนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้อยู่มองไปยังท้องฟ้าที่มีพลุสีน้ำเงินระเบิดออกมา
"พลุสีน้ำเงิน ทุกคนรวมตัว!!"หวังชุนที่เห็นสัญญาณตะโกนออกมาพร้อมกับที่ยกค้อนของตนเองฟาดไปยังร่างของอสุรกายไร้ผิว หวังชุนที่มีความสามารถในการใช้อาคมเสริมกำลังรับหน้าที่เป็นแกนหลักในการต่อสู้กับอสุรกายไร้ผิว
"กว่าจะส่งสัญญาณได้ นานเป็นบ้า"ไป๋หลันฮวากล่าวออกมา นางเป็นคนแรกๆ ที่ออกมารับมือกับอสุรกาย สองมือบรรเลงพิณของเสียงเพลงอันไพเราะโจมตีหยุดการเคลื่อนไหวของการ์กอยล์ที่กำลังโบยบิน จากนั่นเคลื่อนไหวยังไปจุดเดียวกับ
หวังชุน นางหันไปหาภูตหิมะที่ช่วยกันรับมือการ์กอยล์ทมิฬ “ภูตหิมะหยุดมือก่อน ล่อให้พวกมันตามมา”
จากนั้นทุกคนที่กำลังรับมือกับอสุรกายทั้งสองรูปแบบก็รีบหลอกล่อให้อสุรกายที่ตัวเองกำลังต่อสู้อยู่มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
..
“ไอ้อสุรกายน่าเกลียด แน่จริงตามข้ามา”
"ไอ้อสุรกายโง่ไร้สมอง มาทางนี้"
“แบบนั้นแหละ ตามมากันให้หมด”
จอมยุทธ์แน่ละตนอย่างตะโกนใส่อสุรกายที่ตนเองกำลังต่อสู้อยู่
..
“ทำได้ดีมากจอมยุทธ์ทุกท่าน” อูหลินเฟิงกล่าวชมจอมยุทธ์ทุกคนที่สามารถอดทนมาได้ถึงตอนนี้ และ ยังสามารถหลอกล่อให้การ์กอยล์ทมิฬและอสุรกายไร้ผิวทั้งหมดมาอยู่ในจุดเดียวกัน เมื่อเห็นว่าอสุรกายทั้งหมดเข้ามาอยู่ในจุดเดียวกัน ร่างกายของอูหลินเฟิงก็ระเบิดพลังออกมาทันที ปราณ จิต วิญญาณ ที่หลอมรวมกันจนเป็นพลังอาคม พลังอาคมสีขาวไหลทะลักออกมาจากร่างกายอย่างรุนแรง ที่กลางหน้าผากของอูหลินเฟิงปรากฏตราสัญลักษณ์ของตระกูลเนี่ย ดวงตาสีเทาสว่างไสวราวกับมีเปลวเพลิงสีขาวอยู่ด้านใน
ค่ายกลยันต์อาคม ข่ายเทพพิชิตอสูร
ยันต์อาคมมากมายหลายร้อยหลายพันอัน พุ่งทะยานออกมาจากพื้นดิน ปิดบังทางหนีของการ์กอยล์ทั้งหมดไว้ กักขังการ์กอยล์หลายร้อยตัวไว้ภายใน ยันต์อาคมสีขาวแต่ละอันค่อยๆ เชื่อมต่อกันจนกลายเป็นอาณาเขตที่ถูกปิดกั้นการเข้าออก อสุรกายทั้งหมดที่เข้าเมื่อเห็นว่าถูกปิดล้อมไว้ด้วยจึงพยายามที่จะ โจมตีไปยังยันต์อาคมเพื่อหนีออกไป การ์กอยล์ทมิฬพยายามใช้กรงเล็บฟาดฟันไปยังยันต์อาคม แต่เมื่อกรงเล็บสัมผัสกับยันต์เปลวเพลิงสีครามก็ออกมาแผดเผาร่างกายของการ์กอยล์ทมิฬ
“กรีซซซซ!!!” การ์กอยล์ทมิฬตัวนั้นร้องออกมาอย่างทรมาน การ์กอยล์ทมิฬคืออสูรสายต่อสู้ที่สมบูรณ์ มีทั้งร่างกายที่แข็งแกร่งผิวหนังและกรงเล็บมีคุณสมบัติเดียวกับลมปราณมรณะ แม้ว่ามันจะไม่สามารถปลดปล่อยให้ออกมาเป็นลมปราณมรณะที่มีลักษณะเป็นควันออกมาได้ แต่กรงเล็บของมันก็ยังสามารถที่จะกัดกินลมปราณและโจมตีดวงวิญญาณได้ ผิวหนังของมันที่มีคุณสมบัติของปราณมรณะก็สามารถที่จะกัดก่อนลมปราณที่โจมตีเข้ามาได้ จึงกลายเป็นอสุรกายที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไร้จุดอ่อน
วิธีง่ายๆ ที่หากคิดจะโจมตีเข้าสู่ร่างกายของการ์กอยล์ทมิฬมีสองวิธีคือใช้การโจมตีที่รุนแรงจนผิวหนังของมันไม่อาจที่จะสลายพลังได้ทัน หรือใช้พลังที่สามารถสะกดข่มการสลายพลังของปราณมรณะได้ นั่นก็คือใช้พลังสายเปลวเพลิงหรือแสง แต่ว่าต้องเป็นพลังเพลิงและแสงที่ประสานพลังวิญญาณ ไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับตระกูลโอวหยางที่ต่อให้มีพลังธาตุแสงก็ไม่อาจทำอะไรผิวหนังของการ์กอยล์ทมิฬได้
และพลังแบบที่ว่า อูหลินเฟิงก็ได้รับมาในตอนที่อยู่ภายในสุสานของเทพกระบี่คงหมิง หลังจากที่เขาได้ดูดกลืนดวงจิตวิญญาณของสัตว์อสูรตนหนึ่ง สัตว์อสูรที่มีพลังของราชวงศ์โชติช่วง ดวงจิตวิญญาณของหงส์เพลิงที่มีสายเลือดของนกฟีนิกซ์ ภายในการดูดกลืนพลังของดวงจิตทำให้อูหลินเฟิงสามารถเปลี่ยนแปลงพลังวิญญาณของตนเองกลายเป็นเพลิงสีคราม สามารถใช้ เพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ ของราชวงศ์โชติช่วงได้
“เพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ เป็นดาวข่มของการ์กอยล์ทมิฬที่มีพลังของปราณมรณะจริงๆ ด้วย” อูหลินเฟิงที่เห็นว่าการ์กอยล์ร้องออกมาอย่างทรมานเมื่อโดนเปลวเพลิงนั้นแผดเผา ก็รู้ได้ทันทีว่าความคิดของเขาถูกต้องเพลิงจิตวิญญาณฟินิกซ์ที่ได้รับมา สามารถเอาชนะการ์กอยล์ทมิฬได้
เมื่อการ์กอยล์ทมิฬไม่อาจที่จะโจมตีไปยังยันต์อาคม อสุรกายไร้ผิวจึงทดลองโจมตีบ้าง แต่ว่าเมื่อกรงเล็บของอสุรกายไร้ผิวกระทบเข้ากับยันต์อาคม สิ่งที่ออกมาไม่ใช่เปลวเพลิงสีฟ้าแต่เป็นพลังรูปแบบเดียวกับวิญญาณอาฆาต ออกมาโจมตีอสุรกายไร้ผิวโจมตีจนอสุรกายโลหิตร้องออกมาอย่างทรมาน
…..
ทางด้านเสวี้ยเจ๋อหลังจากที่ได้ยินคำพูดของหลางจวิน ไม่นานบนฝากฟ้าก็มีพลุสัญญาณระเบิดออกมาพร้อมๆ กับที่การเคลื่อนไหวของสนามรบ จอมยุทธ์ที่กำลังต่อสู้อยู่ต่างมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
“อะไรกัน?? การเคลื่อนไหวของจอมยุทธ์ทั้งหมดแปลกไป” เสวี้ยเจ๋อจ้องมองเหตุการณ์อย่างกังวล เสวี้ยเจ๋อที่อยู่ไกลโลงศพขนาดใหญ่ที่จะเอื้อมมือไปจับที่โซ่เพื่อปลดผนึกสิ่งที่อยู่ในโลงศพแต่ว่า หลางจวินที่ยังไม่ถอนกรงเล็บออกมาก็เห็นสิ่งที่เสวี้ยเจ๋อต้องการจะทำ หลางจวินตวัดหางหมาป่าของตนเองไปยังโลงศพขนาดใหญ่
“คิดว่าจะยอมงั้นหรือ ไม่รู้หรอกว่าในนี้มีอะไร แต่ไม่ยอมให้สิ่งที่อยู่ภายในนี้ออกมาหรอก” หลางจวินกล่าวพร้อมกับกระโดดถอยหลังและนำโลงศพไปด้วย
“ชิ!! เสวี้ยกัง ออกคำสั่งกับอสุรกายทั้งหมดในถอยซะ อย่าตามจอมยุทธ์พวกนั้นไป” เสวี้ยเจ๋อรีบตะโกนบอกเสวี้ยกังอย่างลนลาน เมื่อไม่อาจปลดผนึกของที่อยู่ในโลงศพได้ ใบหน้าที่เคยยิ้มของเสวี้ยเจ๋อตอนนี้แสดงความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ขอ..รับ..” ฉึก แต่ก่อนที่เสวี้ยกังจะได้ออกคำสั่งกับอสุรกายทั้งหมด ได้มีคลื่นดาบถูกส่งออกมาและหัวของเสวี้ยกังก็ได้หลุดออกจากบ่า
“อะไรกัน!!” เสวี้ยเจ๋อที่เห็นเหตุการณ์ก็มองหัวของเสวี้ยกังที่หลุดออกมาจากบ่า อย่างตกตะลึงทั้งๆ ที่หลางจวินยังไม่ได้ขยับและเนี่ยซินยังเดินทางมาไม่ถึง แต่กับมีการโจมตีที่เขาคาดไม่ถึงสังหารคนของเขา เมื่อเสวี้ยเจ๋อหันไปยังทิศทางที่สัมผัสได้ว่าการโจมตีออกมาจากจุดนั้น ก็ได้มีร่างของจงหมิ่นที่ค่อยๆ ออกมาจากยันต์มายาของอูหลินเฟิง
“ตกใจที่ข้าอยู่ตรงนี้งั้นหรือ เสวี้ยเจ๋อ” จงหมิ่นกล่าว
“ได้ยังไง!! ไม่ใช่ว่าเจ้าอยู่ข้างกายปกป้องอูหลินเฟิงตลอดงั้นหรือ หรือว่าร่างปลอม” เสวี้ยเจ๋อเหมือนจะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุในจงหมิ่นถึงมาอยู่ตรงนี้ได้
กงซุนเมิ่ง เซวียนเยวี๋ยนฮ่าว เฟิงหยางผู้ใช้ปราณเถ้าธุลี และ คนจากแดนจันทราโลหิตอีกสามคนที่อยู่ข้างกายของเสวี้ยเจ๋อมาตลอดเวลาเมื่อเห็นศัตรูโผล่ออกมาก็คิดจะโจมตีสวนกลับทันที แต่ว่าก่อนที่คนทั้งหมดจะได้เคลื่อนไหว เนี่ยซินก็ได้ปรากฏตัวออกมาจากภาพมายาของอูหลินเฟิง ภาพมายาและจิตซ่อนเร้นของอูหลินเฟิงไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนของลุค เมื่อเกิดการโจมตีการซ่อนด้วยภาพมายาจะหายไป
เพลงดาบดอกสาลี่ กลีบดอกไม้ร่วงโรย
กลีบดอกไม้มากมายปรากฏออกมาจากการซ่อนของยันต์มายาโจมตีไปยังทุกคนการโจมตีของกลีบดอกไม้ที่มีความคม ได้โจมตีไปยังจุดตายของแต่ละคนแต่ละคน แม้ว่าจะมีบางคนที่สามารถยกอาวุธมาป้องกันได้แต่ว่าการลอบโจมตีก็ยังไม่หมดเพียงเท่านี้
นอกจากสามจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของกองกำลังพันธมิตร ยังมีอย่างอื่นที่ออกมาจากยันต์มายาของอูหลินเฟิง ไม่ว่าจะเป็นกังปี้ เสี่ยวหยุน เสี่ยวปิน และ หมาป่าแปดหาง สี่สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งต่างออกมากันทุกตัว
ร่างของกังปี้ที่ขยายร่างเต็มที่ออกหมัดอย่างรุนแรง เสี่ยวปินพ่นพิษสลายปราณ เสี่ยวหยุนโจมตีด้วยขนนกที่มีพลังของปราณมรณะ และ หมาป่าแปดหางได้ส่งบอลเพลิงโจมตีออกไป ยังคนทั้งหมดที่สามารถป้องกันการโจมตีของเนี่ยซินได้ เพียงไม่นานการลอบโจมตีด้วยพลังมหาศาลของสี่สัตว์อสูรก็แสดงผล คนส่วนมากโดนสังหารอย่างรวดเร็วไม่อาจตอบโต้กลับมาได้
เหลือเพียงเสวี้ยเจ๋อและกงซุนเมิ่งเท่านั้นที่ได้รอดเพราะได้ค่ายกลป้องกันอัตโนมัติช่วยชีวิต รอบกายของเสวี้ยเจ๋อปรากฏโล่ทับทิมโลหิตจำนวนมาก โล่ทับทิมโลหิตทั้งพลังของปราณโลหิตและปราณมรณะป้องกันการลอบโจมตีได้ทั้งหมด
“โล่นั้นแข็งเป็นบ้า ขนาดโจมตีแรงแบบนั้นยังไม่สามารถเจาะทะลุได้อีกงั้นหรือ” เนี่ยซินกล่าว
“ยอมแพ้ดีกว่าเสวี้ยเจ๋อ เจ้าทำอะไรได้ไม่ได้อีกแล้ว” จงหมิ่นกล่าว ในตอนนี้หากนับกองกำลังของแดนจันทราโลหิตที่ไม่ใช่อสุรกายโลหิต อีกฝ่ายเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ต่างจากกองกำลังพันธมิตรที่เสียคนไม่ไปเยอะ ยังเหลือคนมากอีกว่าเจ็บสิบคน ใบหน้าของเสวี้ยเจ๋อแสดงความเคร่งเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“คิดว่าเป็นอย่างนั้นหรือ ต่อให้เป็นพวกเจ้าก็คงไม่อาจทะลวงค่ายกลป้องกันนี้ได้ง่าย อีกอย่างกงซุนเมิ่งก็ยังมีชีวิตอยู่ขอนางสามารถเรียกอสุรกายออกมาได้ตลอดเวลา” เสวี้ยเจ๋อกล่าวพร้อมกับพยายามยิ้มที่ดูฝืนมากในสายตาของจงหมิ่น เนี่ยซิน และ หลางจวิน
“ไม่ต้องมาทำเป็นเก่ง ใช้วิชาสายมิติภายในแดนเทพรกร้างย่อมต้องผลาญพลังอย่างมหาศาล ใช้แค่เรียกการ์กอยล์ทมิฬออกมา และ เรียกโลงศพใบนี้ออกมาพลังของนางก็คงจะหมดแล้ว ภายในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมไม่อาจเรียกการ์กอยล์ทมิฬออกมาได้อีกอย่างแน่นอน” หลางจวินกล่าวพร้อมกับทำท่าเคาะโลงศพไปด้วย
“เดี๋ยวสิ!!...อย่าไปเคาะโลงศพเล่น ถ้าเกิดว่าของในนั้นออกมาจะทำยังไง เราไม่รู้ว่าของในนั้นคืออะไรแต่ว่าการที่เสวี้ยเจ๋อนำออกมาเวลา ของภายในต้องสามารถพลิกสถานการณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน” เนี่ยซินหันไปดุหลางจวิน
“ไม่ต้องห่วงหรอก โลงศพใบนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก การโจมตีของข้ายังไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้ กับแค่การเคาะเล่นๆ ไม่กี่ที ไม่ทำให้สิ่งของภายในนี้หลุดออกมาได้หรอก” หลางจวินกล่าวออกมาอย่างสบาย
“ดูให้ดีเสวี้ยเจ๋อ ตอนนี้อสุรกายโลหิตของเจ้าถูกขังไว้หมดแล้ว เจ้าไม่เหลือกองกำลังอีกต่อไป” จงหมิ่นกล่าว พร้อมๆ กับยกดาบของตนเองขึ้นมา ต่อให้อีกฝ่ายยอมแพ้ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องสังหารเสวี้ยเจ๋อให้ได้
เสวี้ยเจ๋อที่ได้ยินแบบนั้นก็จ้องมองไปภายในยันต์อาคมที่กำลังกักขังอสุรกายของเขาเอาไว้ภายใน ดูเหมือนว่าอูหลินเฟิงจะสามารถหาทางรับมือกับอสุรกายทั้งสองรูปแบบได้ดียิ่งนัก
“ข้าต้องยอมรับเลยว่า แผนการตลบหลังของอูหลินเฟิงยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่ว่าก็ไม่ได้มีเพียงเขาหรอกที่สามารถวางแผนตลบหลังได้” อยู่ๆ ใบหน้าที่เคร่งเครียดตลอดเวลาของเสวี้ยเจ๋อก็เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นใบหน้าเปื้อนยิ้มในแบบฉบับที่เขาชอบทำ จนทำให้ลางสังหรณ์ของจงหมิ่น เนี่ยซิน และ หลางจวิน ร้องเตือนถึงความอันตราย
…
ด้านอูหลินเฟิง
“ได้เวลาปิดฉากแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมๆ กับที่เร่งพลังของตัวเองให้ถึงขีดสุด พลังสมาธิถูกรวบรวมไปยังจุดเดียว คิดจะออกกระบวนท่าโจมตีปิดฉากอสุรกายทั้งหมด แต่ในจังหวะที่อูหลินเฟิงกำลังเร่งสมาธิถึงขีดสุด ก็ได้มีใครบางคนเข้ามาทางข้างหลังเขาโดยที่อูหลินเฟิงไม่รู้ตัว
คนคนนั้นก็คือ ดรีม เด็กหนุ่มตัวเล็กผู้มีความสามารถในการใช้จิตแทรกแซงบังคับให้เป้าหมายเข้าสู่ห้วงนิทรา และยังสามารถใช้จิตบงการความฝันได้อีกด้วย ดรีม อาศัยสมบัติวิเศษที่มีความสามารถในการซ่อนเร้นคล้ายๆ กับจิตซ่อนเร้น ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ กับอูหลินเฟิงมาตลอดเวลา อาศัยช่วงจังหวะที่อูหลินเฟิงไม่มีคนข้างกาย ถึงค่อยเข้าหาอูหลินเฟิง
ทักษะจิตสรรค์สร้าง กำไลผูกประสานจิตวิญญาณ
ดรีม ที่เข้ามาใกล้จนคิดว่าได้ระยะโจมตีแล้วได้สร้างกำไลขึ้นมาหนึ่งอัน พุ่งเข้าไปยังอูหลินเฟิงและสามารถนำกำไรนั้นสวมไปที่ข้อมือของอูหลินเฟิงที่กำลังเพ่งสมาธิได้อย่างง่ายดาย
“อะไรกัน!! ยังเหลือคนลอบโจมตีอีกคนงั้นหรือ?” อูหลินเฟิงกล่าว เมื่อเขารู้ตัวก็ได้หยิบกระบี่ออกมาฟาดฟันไปยังคนที่ลอบโจมตี แต่ว่าดรีมทำเพียงแค่กระโดดถอยหลังออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ สามารถหลบกระบี่ของอูหลินเฟิงได้อย่างเฉียดฉิว
“คุณแพ้แล้วครับ กุนซือของกองกำลังพันธมิตร” ดรีมบอกพร้อมๆ กับยกข้อมือขึ้นมา บนข้อมือของดรีมมีกำไรแบบเดียวกับที่สวมให้อูหลินเฟิงสวมเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน
…
..
จบตอน