ตอนที่ 10 อาการใของไป๋เพ่ยเพ่ย (รีไรต์)
ในขณะที่ฝั่งนี้เกือบจะทำความสะอาดเสร็จแล้ว อีกฝั่ง ลูกสาวคนเล็ก เซี่ยเสี่ยวหย่าก็ต้มยาเสร็จในที่สุด จึงะโสุดเสียงว่า “ท่านแม่ ยาพร้อมแล้ว ท่านรีบมาดูเร็วเข้า ว่าแบบนี้ใช้ได้แล้วใช่หรือไม่?"
"จ้ะ!" ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยตอบ แล้วเดินไปยังห้องครัว
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยตรวจดูว่าต้มจนได้ที่แล้ว นางจึงหาชามมาใส่
“ท่านแม่ พี่รองและพี่สามฟื้นหรือยัง?”
“ยังเลย ร่างกายของทั้งคู่อ่อนแอเกินไป นอนพักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ตื่นมาก็กินพลังงานเสียเปล่า ๆ”
“แต่หากยังไม่ตื่น แล้วพวกเขาจะดื่มยาได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นก็ปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาชั่วคราวแล้วกัน”
ใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวหย่า ลูกสาวคนเล็กเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ตื่นขึ้นมาชั่วคราวหรือ?
หลับแบบนี้ ยังจะตื่นขึ้นมาชั่วคราว แล้วกลับไปนอนต่อได้หรือ?
เดี๋ยวก่อน พี่รองและพี่สามหมดสติไปไม่ใช่หรือ แล้วกลายเป็นอนหลับได้อย่างไร?
เซี่ยเสี่ยวหย่าไหนเลยจะรู้ว่าแต่เดิมฝาแฝดทั้งสองนั้นหมดสติไป แต่ไป๋เพ่ยเพ่ยทำการรักษาให้แก่พวกเขา
ตามทฤษฎีแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เช่นนี้ ฝาแฝดทั้งสองไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลืมตาเอาไว้ ทว่าไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาอ่อนแอเกินไป จึงไม่ปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นมา เพียงกดจุดในร่างกายของพวกเขาอย่างสบาย ๆ แล้วปล่อยให้พวกเขา ‘หลับ’ ต่อไป
ตอนนี้ต้มยาเสร็จแล้ว ไป๋เพ่ยเพ่ยปล่อยให้ยาเย็นลง จากนั้นเมื่อประเมินว่าใช้ได้แล้ว จึงกดจุดปลุกทั้งสองให้ตื่นขึ้นเพื่อกล่าวบอกให้ดื่มยา
คู่แฝดทั้งสองคน "..."
"ท่านแม่?" เ้าสาม เซี่ยิรุ่ยนั้นอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นและเป็คนแรกที่ลืมตา
เขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นไป๋เพ่ยเพ่ย
หากเขาจำไม่ผิด ก่อนที่เขาจะหมดสติไป เหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเซี่ยเหมียวเหมียว ผู้เป็ลูกพี่ลูกน้อง?
“อย่าเพิ่งพูดอะไร เก็บแรงไว้ ดื่มยาแล้วนอนต่อเถอะ”
เ้าสาม เซี่ยิรุ่ยเองรู้สถานการณ์ของตัวเองดี จึงไม่พูดเหลวไหลอะไรและดื่มยาอย่างว่าง่าย “ท่านแม่ ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงพี่สาวร้องไห้ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าขอรับ?”
เซี่ยเหมียวเหมียว ผู้เป็หลานสาวซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ จึงเอ่ยว่า "ไม่เป็อะไร ทุกอย่างท่านแม่จัดการแล้ว น้องสาม เ้าเองสุขภาพไม่ค่อยดีนัก อย่าได้กังวลอะไรให้มากเลย”
เมื่อเ้าสาม เซี่ยิรุ่ย ได้ยินว่าเื่ราวคลี่คลายแล้ว เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อีก
เขารู้สึกได้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยกดบนตัวเขาสองสามครั้ง ความง่วงที่เพิ่งจางหายไปก็กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะผล็อยหลับไปในทันที
เ้าสาม เซี่ยิรุ่ย “...”
ให้ข้าพูดอีกสักสามคำไม่ได้หรือไงกัน?
ต่อไปก็ถึงคราวของเ้ารอง เซี่ยิเสียง
เขาไม่ฉลาดเท่าน้องสาม ทั้งยังไม่ได้มีความคิดมากมายอะไรนัก ไป๋เพ่ยเพ่ยปล่อยให้เขาดื่มยา เขาก็ดื่ม หลังจากดื่มยาแล้ว เขาก็เข้านอน เป็คนที่ว่าง่ายอย่างยิ่ง
“เหมียวเหมียว จับตาดูพวกเขาไว้ หากพวกเขาหายใจผิดปกติให้ะโเรียกแม่”
“เ้าค่ะท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สถานการณ์ของพี่น้องฝาแฝดนั้นร้ายแรงกว่า ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่วางใจที่จะปล่อยพวกเขาไว้กับเซี่ยเสี่ยวหย่า จึงทำได้เพียงขอให้เซี่ยเหมียวเหมียวเอาใจใส่พวกเขาให้มากหน่อย
ด้วยกลัวว่าหลานสาวคนโตอย่างเซี่ยต้ายาซึ่งอยู่ห้องข้าง ๆ จะคิดมากเกินไป ไป๋เพ่ยเพ่ยถึงกับวิ่งไปเพื่อกล่าวปลอบใจ
ทว่าเซี่ยต้ายา หลานสาวคนโตไม่ได้ถือสาแต่อย่างใด นางได้ยินเสียงความวุ่นวายในห้องข้าง ๆ เบา ๆ แต่กลับกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของลูกพี่ลูกน้องทั้งสองของนางแทน
หากลูกพี่ลูกน้องสองคนได้รับการรักษาล่าช้าเพราะนาง ความผิดของนางนับว่าหนักหนานัก
“ไม่เป็ไร ร่างกายของพวกเขาทั้งคู่อ่อนแอเกินไป จำเป็ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ข้าจะปล่อยให้พวกเขานอนหลับอีกสักหน่อย ค่อย ๆ บำรุงกันไปเดี๋ยวก็หายแล้ว” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยยิ้ม
"แม่กลัวว่าเ้าจะคิดมาก จึงมาอธิบายสถานการณ์ให้เ้าฟัง ตอนนี้เ้าเองก็เหมือนกัน ต้องบำรุงร่างกายให้ดี จะคิดกังวลให้เป็ทุกข์ใจไม่ได้ เมื่อเ้าฟื้นตัวหายดีเมื่อไหร่ แม่ยังรอให้เ้ามาช่วยแม่ทำงานอยู่”
“ให้ข้าทำงานให้ท่านแม่นั้นสมควรแล้ว เมื่อข้าดีขึ้น ข้าจะคอยดูแลเื่เสื้อผ้า รวมถึงงานในครัว ข้าจะจัดการทั้งหมดนี้เอง”
ดูเหมือนว่านี่จะเป็ทางเดียวที่พอจะบรรเทาความวิตกกังวลของในใจของนางได้
หลานสาวคนโตอย่างเซี่ยต้ายานั้นรู้ว่าสถานการณ์ที่บ้านไม่สู้ดีก่อนที่นางจะกลับมา แต่หลังจากกลับมาแล้วพบว่าลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดของนางที่เคยลงจากเตียงไปเดินเล่นได้ กลับไม่สามารถลุกจากเตียงได้แล้ว นั่นทำให้เด็กสาวยิ่งกังวล
เดิมทีสถานการณ์ที่บ้านก็เป็ถึงขั้นนี้แล้ว นางยังกลับมาเป็ภาระอีก...
ครอบครัวนี้จะสามารถ ‘รับ’ นางไว้ได้จริงหรือ?
หากไปไกลเกินกว่านี้ ก็เหลือเพียงเซี่ยเหมียวเหมียว น้องสาวของนางเท่านั้นที่จะปกป้องนางได้ หากเป็เช่นนั้น นางไม่กลับมาเสียจะดีกว่า
“ดี แม่จะรอให้เ้าลุกขึ้นมาทำงานให้นะ เื่อื่นเ้าอย่าได้คิดมาก ตราบใดที่ยังมีแม่ แม่จะไม่ยอมให้ใครรังแกเ้า!”
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ไป๋เพ่ยเพ่ยก็รู้ว่าหลานสาวคนโตของนางกระวนกระวายใจเื่ใด หญิงสาวจึงให้สัญญาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อครู่ตอนที่นางเปลี่ยนสิ่งของต่าง ๆ ให้พี่น้องฝาแฝด ไป๋เพ่ยเพ่ยยังถือโอกาสตรวจดูสิ่งของในบ้านของเ้าของร่างเดิม รวมถึงค้นหาทรัพย์สินของบ้านตระกูลเซี่ยด้วย
แต่ก็ต้องเสียใจอย่างยิ่ง ด้วยเพราะตระกูลเซี่ยนั้นไม่มีของดีอะไรเลยสักอย่าง มีเพียงผ้าห่มและเสื้อผ้าขาด ๆ มีถุงใส่ธัญพืชหยาบใบใหญ่ซ่อนอยู่ในตู้ และมีอีกถุงหนึ่งเป็ธัญพืชจำพวกข้าว ธัญพืชจำพวกข้าวนั้นใกล้จะหมดแล้ว
เป็ครั้งแรกไป๋เพ่ยเพ่ยได้รู้ความจริงแล้วว่าครอบครัวที่ ‘ยากจน’ มากนั้นเป็อย่างไร ธัญพืชหยาบพวกนั้น หากเป็ในชาติก่อนของนาง เกรงว่าคงมีไว้เลี้ยงนกเลี้ยงสัตว์ปีกเท่านั้น
นางไม่จำเป็ต้องกำขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ นางสามารถเห็นเศษกรวด แกลบของธัญพืชต่าง ๆ หรืออะไรเทือก ๆ นี้ได้ด้วยตาของนาง
แม้จะยังไม่ได้กินเข้าไปสักคำ ทว่าไป๋เพ่ยเพ่ยกลับรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
ชาติที่แล้วนางเคยกินของพวกนี้ที่ไหนกัน? เกรงว่านี่จะไม่ได้มีไว้เลี้ยงหมูเสียด้วยซ้ำไป
“ท่านแม่ ฟ้าใกล้มืดแล้ว ต้องทำกับข้าวแล้วใช่หรือไม่?”
เซี่ยเสี่ยวหย่า ลูกสาวคนเล็กเห็นว่าพี่ชายฝาแฝดของนางไม่เป็อะไรแล้ว จึงคิดถึงเื่ปากท้องขึ้นมา
ไม่อาจตำหนินางว่าไม่ใส่ใจได้ ด้วยเพราะเท่าที่นางจำได้ พี่ชายสองคนของนางก็ ‘ป่วย’ อยู่แล้ว ซึ่งนางคงชินกับสิ่งนี้ไปแล้ว
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยพูดว่า ‘ไม่เป็ไร’ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าไม่เป็ไรจริง ๆ และนางเองก็ไม่จำเป็ต้องกังวลใจอะไร
ไป๋เพ่ยเพ่ยมองดูลูกสาวคนเล็กซึ่งแสดงอาการ ‘ไม่เห็นอกเห็นใจ’ ออกมา ก็พลันรู้สึกว่านางไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
สิ่งที่นางคาดไม่ถึงเสียยิ่งกว่าก็คือเซี่ยเสี่ยวหย่า แม้ลูกสาวคนเล็กของนางกล่าวบอกว่าถึงเวลาทำกับข้าวแล้ว แต่แทนที่เด็กสาวจะลงมือทำด้วยตัวเอง นางกลับไปจัดแจงให้เซี่ยเหมียวเหมียว หลานสาวคนเล็กของนางมาทำแทน
ในตอนนั้นไป๋เพ่ยเพ่ยพลันรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออกขึ้นมาเล็กน้อย
“นางกำลังดูแลพี่ชายสองคนของเ้าอยู่ แต่เ้ากลับไปสั่งให้นางมาทำกับข้าว เ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
ลูกสาวคนเล็ก เซี่ยเสี่ยวหย่าเอ่ยอย่างหน้าตาเฉยว่า "ข้าก็ดูพี่ให้แทนนี่ไง"
จากนั้นย้ายม้านั่งไปนั่งตรงหน้าประตู ไม่อยากเข้าไปในห้องเสียด้วยซ้ำ
ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่านางและเซี่ยเหมียวเหมียวเพิ่งทำความสะอาดห้องนั้นไป
ไป๋เพ่ยเพ่ย... เลี้ยงลูกสาวให้เติบโตขึ้นมาเป็อย่างนี้ เ้าไม่โกรธตัวเองจนแทบบ้าจริง ๆ หรือ?
แม้ว่านางที่เป็ผู้ใหญ่จะไม่ได้ทำ แต่การให้เด็กคนหนึ่งทำกับข้าว แน่นอนว่ามันเกินไปอยู่บ้าง แต่...
แต่ไม่ใช่ว่า ลูกหลานของครอบครัวในชนบทนั้นจะทำงานบ้านได้ั้แ่เด็กแล้วหรอกหรือ? ด้วยวัยของเซี่ยเสี่ยวหย่า ลูกสาวคนเล็กของนางไม่ใช่ว่าเป็เื่ปกติหรอกหรือที่จะทำกับข้าว ผัดผักปลาได้? คงไม่ใช่ว่านางมองคนด้วยอคติ สองมาตรฐานหรอกใช่ไหม?
“เ้ามองจากที่ไกล ๆ เพียงนั้น เ้าแน่ใจหรือว่ามองเห็นพี่สองและพี่สามของเ้าหายใจ”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเดินเข้าไปพูดกับเซี่ยเสี่ยวหย่า ลูกสาวคนเล็กของนางอย่างอดทน
เซี่ยเซียวหยา “ไม่เป็ไร เดี๋ยวอีกสักพักข้าจะเดินเข้าไปดู”
ความหมายคือนางไม่้าเข้าไป จะเข้าไปดูเมื่อจำเป็เท่านั้น
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยได้ยินดังนั้น ก็อยากจะตบหน้าสักที เ้าไม่กลัวหรือไงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่ชายของเ้า?
นั่นคือพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเองนะ!
“แต่ไม่ใช่ว่าท่านแม่กล่าวบอกว่าพวกเขาไม่เป็อะไรแล้วหรอกหรือ?”
ผลลัพธ์คือแม้ไป๋เพ่ยเพ่ยจะพูดไปแล้ว ทว่าเซี่ยเสี่ยวหย่ายังคงมองนางตาใส ดูเหมือนว่านางจะไม่เข้าใจว่าไป๋เพ่ยเพ่ยโกรธเื่อะไร
ไป๋เพ่ยเพ่ยแทบจะกระอักเืออกมา นี่เป็ความผิดของข้าอย่างนั้นหรือ?!
ที่นางบอกว่าไม่เป็ไร นางหมายความว่าพ้นขีดอันตรายไปแล้ว แต่จะต้องคอยสังเกตอาการต่อไป
อีกอย่างหนึ่ง นางพูดแบบนี้ก็เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะกังวลจนเกินไป
ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันรู้สึกว่าไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไร แต่ในทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังมาจากทางเข้าบ้านเป็ชายร่างสูงสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบถือจอบเดินเข้ามาจากด้านนอก
เพียงพบหน้ากัน ร่างกายของไป๋เพ่ยเพ่ยก็แข็งทื่อขึ้นมาในบัดดล