จางถงก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอยู่ในห้องทำงาน อยู่ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น หล่อนเงยหน้ามอง ที่แท้ก็เป็หลิวชุนเสี่ยวนั่นเอง! เขาสวมเครื่องแบบอัยการสุดเนี้ยบ กำลังยิ้มตาหยีมองหล่อนอยู่
“คุณนั่นเอง” ใบหน้าของจางถงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปกติไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก
หลิวชุนเสี่ยวพยักหน้า “มาเื่งานเลยแวะมาเยี่ยมน่ะครับ ผมเจอจ้าวจวิ้นเจี๋ยในตึก เลยรู้ว่าคุณนั่งเขียนรายงานอยู่ที่ห้องทำงาน”
“เขาน่ะ ว่างตลอดนั่นแหละ ปากบอกว่าจะมาลองใช้ชีวิตที่นี่ แต่ฉันว่าเขาไม่จริงจังอะไรหรอก!” จางถงหัวเราะอย่างไม่สบอารมณ์ เงยหน้าดูนาฬิกาที่แขวนอยู่บนกำแพงแล้วปิดคอมพิวเตอร์ ลุกขึ้นยืน “ไม่ต้องไปสนเขาหรอก ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าว”
มาถึงห้องอาหารพนักงาน คนที่มากินข้าวยังไม่เยอะเท่าไหร่ในตอนนี้ ห้องอาหารจึงดูโล่งไปถนัด ผู้คนนั่งกระจัดกระจายกันออกไป พัดลมเพดานหมุนเอื่อยอยู่เหนือศีรษะ มีวัตถุประสงค์แค่ใช้ระบายความอบอ้าวในห้องอาหาร
หลิวชุนเสี่ยวมองซ้ายมองขวา อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ห้องอาหารของกรมตำรวจนี่ไม่เลวแฮะ ตกแต่งสวยดีนะครับ”
จางถงฝืนยิ้ม “ทุกครั้งที่ฉันมากินข้าวที่นี่ไม่เห็นอยากอาหารเลยสักนิด จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีเวลามากเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนที่มีคดี ไม่มีทางเลือก สำหรับฉันไม่ว่าอาหารจะอร่อยขนาดไหน ก็ไม่มีรสชาติอะไรทั้งนั้น แค่อิ่มท้องก็พอแล้ว”
หลิวชุนเสี่ยวหัวเราะฝืดๆ
ทั้งสองคนต่อคิวรับถาดอาหาร แยกย้ายกันสั่งกับข้าว แล้วเดินมานั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง
จางถงพอนั่งลงได้ก็ยื่นมือออกไปหยิบขวดพริกที่อยู่บนโต๊ะด้วยความเคยชิน หลิวชุนเสี่ยวเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้
“เสี่ยวถง ผ่านมาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว นิสัยชอบทานเผ็ดของคุณก็ยังเหมือนเดิมเลยนะ”
จางถงยักไหล่ไม่แคร์ “บางทีนิสัยเก่าๆ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”
สองสามนาทีต่อมา ทั้งสองต่างก็ไม่พูดไม่จา หลิวชุนเสี่ยวคิดจะอ้าปากพูดอยู่หลายครั้ง แต่พอเห็นหน้าตาสงบนิ่งของจางถง เขาก็ไม่กล้าพูด เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า หลิวชุนเสี่ยวก็ยิ่งคิดมากขึ้นไปอีก เขาขมวดคิ้ว ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าได้
“เสี่ยวถง ผมดูแฟ้มคดีเก่านั้นแล้วนะ”
“คดีอะไรคะ”
“ก็คดีที่น้องสาวคุณหายตัวไป ผมดูแล้ว” หลิวชุนเสี่ยวพูดจริงจัง
มือที่ถือช้อนอยู่ของจางถงแข็งทื่อค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าของหล่อนตอนนี้ดูซับซ้อนเป็อย่างมาก แต่ก็ไม่ปริปากพูดอะไร
“จ้าวจวิ้นเจี๋ยมาหาคุณเหรอ”
“เขาเคยมาหาผม แต่ก่อนที่เขาจะมาหา ผมก็อ่านคดีนั้นก่อนแล้ว!” หลิวชุนเสี่ยวเป็คนโกหกไม่เป็มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่ตนเองแอบชอบมานานหลายปีนี้
“ทำไม” น้ำเสียงจางถงเ็า
หลิวชุนเสี่ยวไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง เขามองจางถงด้วยสายตาอ่อนโยน พูดด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล
“เสี่ยวถง ผมรู้ว่านั่นเป็ความทรงจำที่คุณไม่อยากนึกถึง แต่ว่าอุปสรรคที่ขัดขวางความทรงจำที่มีลักษณะปกป้องตัวเองหลังจากที่ได้รับาเ็ประเภทนี้จะค่อยๆ ลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เสี่ยวถง ผมว่าคุณจะต้องอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวของคุณเหมือนกัน ถ้าคุณเต็มใจ ผมจะช่วยคุณให้ผ่าน่เวลาที่ยากลำบากนี้ ไว้ใจผมนะ! ผมไม่ได้คิดร้ายกับคุณ ผมแค่อยากช่วยคุณให้เดินออกจากเงาดำมืดนี้”
วินาทีนี้จางถงรู้สึกเหมือนตัวเองแข็งจนกลายเป็รูปปั้น แต่หลิวชุนเสี่ยวรู้ดี แม้ว่าภายนอกหล่อนจะไม่ได้แสดงอะไรออกมา แต่ว่าในใจหล่อนจะต้องรู้สึกไม่สงบแน่นอน
และในตอนนี้เองจ้าวจวิ้นเจี๋ยปรากฏตัวขึ้น พร้อมหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ข้างหลิวชุนเสี่ยวหน้าตาเฉย พร้อมเอื้อมมือโอบบ่าหลิวชุนเสี่ยว
“ไง ไอ้น้องชาย กินข้าวไม่เรียกกันสักคำนะ!”
หลิวชุนเสี่ยวยังงงอยู่ แต่จางถงลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “เชิญพวกคุณตามสบาย ฉันไปก่อนล่ะ” พูดจบหล่อนก็ยกถาดอาหารกลางวันที่ทานไปได้แค่ไม่กี่คำขึ้น แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
หลิวชุนเสี่ยวที่มองตามหลังจางถงไปได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา แล้วโทษจ้าวจวิ้นเจี๋ยทันที “นายนี่นะ จริงๆ เลย มือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำอีก โผล่มาทำซากอะไรตอนนี้”
“ทำไมล่ะ มาขัดจังหวะนายเหรอไง” จ้าวจวิ้นเจี๋ยยิ้มมีเลศนัย
“ที่ไหนกันเล่า นายอย่าพูดจามั่วๆ ” หลิวเสี่ยวชุนถลึงตาใส่
“ฉันกำลังพูดถึงเื่คดีเมื่อยี่สิบปีก่อนนั่น ตอนนี้มีแค่เสี่ยวถงที่จะช่วยพวกเราไขปริศนานี้ได้! ” หลิวชุนเสี่ยวคิ้วขมวด “นายรู้ไหม หล่อนเป็พยานเพียงคนเดียว ระยะเวลายี่สิบปีหลังจากน้องสาวหล่อนหายตัวไป ยังมีเด็กหายสาบสูญในป่าผืนนั้นอีกแปดคน!”
จ้าวจวิ้นเจี๋ยยิ้มไม่ออกอีกเลยทีนี้
“ฉันตามคดีนี้มาตลอด ั้แ่วันที่เริ่มงานวันแรกที่สำนักอัยการ ฉันก็ค้นคดีที่เกี่ยวข้องกับคนหาย” ระหว่างพูด หลิวชุนเสี่ยวก็หยิบสมุดเล่มหนาที่แปะกระดาษไว้เต็มออกมา เขากางออกแล้วยื่นไปตรงหน้าจ้าวจวิ้นเจี๋ย “นายดูนี่ ฉันบันทึกรายละเอียดไว้เต็มไปหมด”
จ้าวจวิ้นเจี๋ยเปิดดูสมุดตรงหน้าที่เห็นชัดว่าเก็บรักษามานานหลายปีแล้วทีละหน้าด้วยความประหลาดใจ ั้แ่จางชิวน้องสาวของจางถงหายตัวไปเมื่อยี่สิบปีกว่า รายงานข่าวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องสามารถหาได้ในสมุดเล่มนี้
“ถ้างั้นนายไปค้นพบจุดเชื่อมโยงกันของทั้งแปดคดีนั้นได้ยังไงกัน นายมาจากกระทรวงยุติธรรม นายก็รู้นี่ว่าคดีเด็กหายพวกนี้ ปกติกรมตำรวจอย่างพวกเราไม่มีใครมีกะจิตกะใจตามได้ทุกคดีหรอก หรือว่า” จ้าวจวิ้นเจี๋ยเปลี่ยนน้ำเสียง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“นายหลงรักคุณหมอจางเข้าให้แล้ว! ไม่งั้นจะมีใครที่ตามคดีเก่าคร่ำครึแบบนี้อย่างไม่คิดชีวิตกันบ้าง แน่นอนว่ายกเว้นนักข่าวอย่างฉัน! ”
หลิวชุนเสี่ยวพยักหน้า ฝืนยิ้มออกมา “ั้แ่ครั้งแรกที่เห็นหล่อน ฉันก็ตกหลุมรักหล่อนทันที ตอนนั้นฉันยังไม่กล้าเอ่ยปาก ทำได้แค่สังเกตหล่อนเงียบๆ แล้วยังคดีที่ทำให้ครอบครัวหล่อนพังทลายนี้อีก หล่อนแตกต่างจากคนอื่นมาก!” แววตาของหลิวชุนเสี่ยวส่องประกายต่างออกไปจากปกติ
จ้าวจวิ้นเจี๋ยเบะปาก “แล้วไงต่อ”
“ตอนนั้นฉันก็เริ่มสนใจรายงานข่าวเกี่ยวกับการช่วยชีวิตเด็กผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวไปขายทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แต่ก็ไม่มีข่าวอะไรเลย ฉันจึงได้แต่ผิดหวัง แล้วฉันก็เห็นประกาศตามหาคนเข้าโดยบังเอิญ เป็คดีเด็กหาย อายุไล่เลี่ยกัน แถมก็ยังเกิดขึ้นละแวกเดียวกันด้วย เห็นรูปน่ารักนั้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ ฉันมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก นับแต่นั้นมาฉันก็เริ่มสนใจรวบรวมประกาศที่เกี่ยวข้องกับเด็กหายบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองเทียนฉาง ซึ่งส่วนมากแล้วยังไม่บรรลุนิติภาวะกันทั้งนั้น ”
“แล้วนายพบจุดเชื่อมั้แ่เมื่อไหร่กัน” จ้าวจวิ้นเจี๋ยถามต่อทันที อาชีพนักข่าวจมูกไวทำให้เขาได้กลิ่นที่ไม่ปกติเข้า
“ั้แ่เด็กคนที่ห้า” หลิวชุนเสี่ยวยื่นมือพลิกสมุดภาพด้านหลังขึ้นมา เขาเปิดออกแล้วชี้ไปยังรูปภาพที่เลือนไปแล้วนิดหน่อย
แม้ว่าจะเป็รูปที่ตัดออกมาจากหนังสือพิมพ์ เห็นหน้าของเด็กผู้หญิงที่หายตัวไปไม่ค่อยชัด แต่โครงหน้าที่เลือนลางนั้นก็เพียงพอที่จะแยกหน้าตาและอายุคร่าวๆ ได้
จ้าวจวิ้นเจี๋ยตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ “แล้วนายได้ทำรายงานแจ้งเื่นี้หรือเปล่า”
หลิวชุนเสี่ยวขมวดคิ้ว “ระยะห่างของแต่ละคดีมันนานเกินไป มากสุดก็สองสามปี สั้นสุดก็เจ็ดแปดเดือน ประเด็นสำคัญคือ ในป่านั่น แม้กระทั่งบริเวณโดยรอบหรือทั่วทั้งเมืองเทียนฉาง ก็ไม่พบศพของเด็กที่หายตัวไป ฉันมีหลักฐานไม่เพียงพอ เลยได้แต่พึ่งการสันนิษฐานของตัวเอง”
“เป็ต้องเจอตัว ตายต้องเห็นศพ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยพึมพำด้วยความโกรธ
“ดังนั้นฉันก็เลยฝากความหวังไว้ที่เสี่ยวถง เพราะหล่อนเป็พยานเพียงคนเดียวที่อยู่ในที่เกิดเหตุ!”
“เนื่องจากฆาตกรฉีดอัลฟาเมทธิวธีโอเฟนทานิล ซึ่งเป็ยาชาที่ใช้กันมากในการผ่าตัดภายนอกเข้าไปในร่างกายของเสี่ยวถง ซึ่งถ้าใช้เกินขนาด คนไข้ก็จะตกอยู่ในสภาพชาไร้ความรู้สึก ถึงแม้จะได้รับการช่วยเหลือไว้ทัน แต่พอตื่นขึ้นมา จางถงกลับเป็โรคสูญเสียความทรงจำบางส่วน นึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นไม่ออกเลย”
หลิวชุนเสี่ยวพยักหน้า “ในทางจิตวิทยานี่คือผลจากจิตสำนึกปกป้องตัวเองประเภทหนึ่งของมนุษย์ที่พบเห็นได้บ่อย ปกติหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงแล้ว เนื่องจากหมดหนทางที่จะเผชิญหน้ากับมัน ดังนั้นจึงหลบหนีและปิดกั้นตัวเองขึ้นมาโดยธรรมชาติ เธอปิดกั้นความทรงจำที่ไม่น่าจดจำนี้ด้วยตัวเธอเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำนี้ก็จะถูกปลุกขึ้นมา อาจจะแค่สถานการณ์หรือการกระทำง่ายๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ต่างก็สามารถส่งผลที่คาดไม่ถึงได้ทั้งนั้น ถ้าได้รับการสะกดจิตจากผู้เชี่ยวชาญ ความทรงจำทั้งหมดก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง”
“งั้นคุณหมอจางยอมให้นายสะกดจิตไหม” จ้าวจวิ้นเจี๋ยหน้าตาสงสัย
หลิวชุนเสี่ยวส่ายหน้า คิ้วขมวดเป็ปม “พูดยากน่ะ ตอนนี้หล่อนน่าจะมีอาการภาพความทรงจำแวบขึ้นมาบ้าง ที่ฉันกังวลก็คือถ้าหล่อนจงใจฝืนควบคุมแต่กลับควบคุมมันไม่ได้ ฉันก็ไม่อยากจะนึกถึงผลที่ตามมาเลย!”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ จ้าวจวิ้นเจี๋ยรู้สึกผิดหวังเป็อย่างมาก