บทที่ 19 คำท้าของเด็กสาว
เจียงผิงอันมองออกว่าอีกฝ่ายคาดไม่ถึง
“พวกเ้าช่วยข้า แลกกับข้าต่อสู้กับทหารของอำเภอผิงสุ่ย แล้วอย่างไร พวกเขาบีบคั้นจนพ่อแม่ของข้าต้องตาย ข้าอยากจะฆ่าพวกเขา พวกเราทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน”
เมิ่งโค่วกระจ่างแล้ว ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง มิน่าเล่าจึงรับปากง่ายดายเช่นนี้
“เ้า้าอะไร สามารถเสนอเงื่อนไขมาได้”
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน ต้องมีข้อเสนอพิเศษให้ ดังคำกล่าวที่ว่า ้าให้ม้าวิ่ง ต้องเอาหญ้าให้ม้ากิน
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เ้ามีวิธีทำให้คนตายฟื้นคืนชีพหรือไม่”
สายตาของเมิ่งโค่วสั่นไหวไปชั่วขณะ เขาพอจะเดาอะไรบางอย่างออกแล้ว จึงตอบออกมาด้วยแววตาอ่อนโยน “ขออภัย ในโลกนี้ไม่มีใครทำให้คนตายฟื้นคืนชีพได้”
“หากว่าสำเร็จเป็เซียนเล่า?” เจียงผิงอันถามต่อ
“สำเร็จเป็เซียน?”
สำเร็จเป็เซียนนั้นไม่ใช่เื่ง่าย จนถึงตอนนี้คนบนโลกล้วนแสวงหาหนทางบรรลุเพื่อสำเร็จเป็เซียน แต่มีสักกี่คนกันที่สามารถทำได้สำเร็จ?
เมิ่งโค่วไม่อยากจะพูดทำลายความตั้งใจของหนุ่มน้อย แต่เื่บางเื่ยังคงจำเป็ต้องพูดออกมา
“หนทางสู่การเป็เซียนนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ต้องข้ามผ่านขอบเขตก่อปราณ สำเร็จขอบเขตสร้างรากฐาน หลอมโอสถทองคำ สร้างิญญาแรกกำเนิด ต้านทัณฑ์์...ในโลกนี้ไม่มีคนสำเร็จเป็เซียนมานานมากแล้ว”
“ไม่มีคนสำเร็จเป็เซียนมานานมากแล้ว? ก็หมายความว่ามีคนเคยทำสำเร็จมาก่อน?” ในที่สุดดวงตาของเจียงผิงอันก็เปล่งประกายสว่างสดใส
“ใช่ คนคนนั้นคือปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นต้าเซี่ย แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว ตอนนี้แทบไม่เคยได้ยินว่ามีใครสำเร็จเป็เซียนอีก”
คนในโลกล้วนแสวงหาหนทางแห่งการเป็เซียน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หนทางนั้นราวกับถูกตัดขาด ไม่มีใครทำสำเร็จอีก
ได้ยินว่าในโลกนี้มีเซียน เจียงผิงอันตื่นเต้นจนกำหมัดแน่น
ขอแค่ได้เป็เซียนเหมือนดังที่เล่าขาน จะต้องฟื้นชีวิตบิดามารดาได้อย่างแน่นอน!
เมิ่งโค่วอยากจะพูดต่อ แต่เมื่อเห็นความหนักแน่นบนใบหน้าเด็กหนุ่มแล้ว สุดท้ายก็นิ่งเงียบไป
เด็กหนุ่มต้องมีความฝัน เมื่อเขาเติบโตขึ้นกว่านี้ก็จะรู้ได้เองว่าความฝันนี้ไกลเกินอาจเอื้อม
ปัง!
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก ผู้มาใหม่เป็เด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งถลันเข้ามา
“ท่านพ่อ! ท่านปู่หลี่บอกว่ามีคนเก่งกาจกว่าข้า ข้า้าประลองฝีมือกับเขา!”
เจียงผิงอันมองไปที่เด็กสาวตัวน้อย
อีกฝ่ายอายุไล่เลี่ยกับเขา น่าจะประมาณสิบสี่สิบห้า สวมชุดฝึกสีแดงสลับขาว น่องเรียวขาวถูกรัดด้วยแถบผ้าสีดำ เหน็บดาบข้างเอว ผมหางม้าสูงส่ายขยับไปมาเบา ๆ บนใบหน้าขาวสะอาดมีความองอาจและทระนง
เป็ครั้งแรกที่เจียงผิงอันเห็นเด็กผู้หญิงที่งดงามเช่นนี้
งดงามจริง ๆ ไม่รู้ว่าหู่นิวโตขึ้นจะงามเช่นนี้หรือไม่
เด็กสาวนามเมิ่งจิงชักดาบออกมาจากเอว ชี้ไปที่เจียงผิงอัน พร้อมกับเชิดหน้าขึ้นน้อย ๆ
“เ้าก็คือคนที่ท่านปู่หลี่พูดถึงคนนั้น? มา เรามาประลองกันสักตั้ง”
“เสี่ยวจิง อย่าเหลวไหล ออกไปก่อน” เมิ่งโค่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ไม่ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าคนที่เก่งกาจกว่าข้า มันจะสักแค่ไหนกันเชียว” เมิ่งจิงเบ้ปาก
หน้าของเมิ่งโค่วบึ้งตึงทันควัน
เมิ่งจิงรู้ว่าบิดาโกรธแล้ว ได้แต่แลบลิ้นและเผ่นหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เมิ่งโค่วถอนใจด้วยความเอือมระอา จากนั้นจึงหันไปมองเจียงผิงอัน เห็นความหนักแน่นในตัวเด็กหนุ่มแล้ว ย้อนกลับไปดูลูกสาวตัวเองอีกครั้ง เฮ้อ~
เมิ่งโค่วตบถุงเก็บของที่ห้อยเอวเบา ๆ ทีหนึ่ง ถุงใบหนึ่งเด้งออกมาจากภายใน
“ต่อไปเ้าคือคนของกองทัพ ในนี้มีโอสถปราณโลหิตสามร้อยเม็ด เป็รางวัลมอบให้เ้าในฐานะที่เ้าสังหารนายกองขั้นสองได้ถึงสามนาย”
“เ้าคือผู้ฝึกิญญากระมัง หากไม่้าโอสถปราณโลหิต เ้าไปหาผู้เฒ่าหลี่เพื่อแลกเป็หินิญญากับเขาได้”
“่นี้เ้าพักผ่อนรักษาตัวให้หายเสียก่อน ข้าจะให้ผู้เฒ่าหลี่พาเ้าเดินชมที่นี่ จากนั้นค่อยเข้าสู่ค่ายทหารอย่างเป็ทางการอีกครั้ง”
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูหนาวปีนี้าจะปะทุขึ้น การต่อสู้ในครั้งอาจจะเป็การต่อสู้ตัดสินแพ้ชนะ”
เจียงผิงอันกำหมัดแน่น เขาอยากจะสู้กับอีกฝ่ายเดี๋ยวนี้เลย อยากจะแก้แค้นแทนบิดามารดาเต็มทน
“ยังมีอะไรจะถามอีกหรือไม่?” เมิ่งโค่วถาม
เจียงผิงอันส่ายหน้าน้อย ๆ “ตอนนี้ยังไม่มีขอรับ ขอบคุณท่านแม่ทัพมาก”
เขาซึ้งน้ำใจอีกฝ่ายมากที่มอบโอสถปราณโลหิตให้ทีเดียวถึงสามร้อยเม็ด นี่เป็สมบัติที่มีค่ามาก
เขารู้ว่าโอสถปราณโลหิตมีค่าเพียงใด นายกองขั้นสองได้โอสถปราณโลหิตแค่เดือนละสามเม็ดเท่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับให้เขาทีเดียวถึงสามร้อยเม็ด
แต่เขาก็รู้ดีเช่นกันว่าอีกฝ่ายไม่จำเป็ต้องมอบโอสถปราณโลหิตให้เขาด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ใช่คนของอำเภอเหลียนซาน
ทว่าอีกฝ่ายยังคงมอบให้
เป็เพราะมีคนเห็นคุณค่า ในโลกนี้จึงมีคนเก่งกาจ
บุญคุณครั้งนี้เขาจดจำไว้แล้ว
เมิ่งโค่วลุกยืน “ข้ายังมีงานอีกมากต้องทำ ต้องขอตัวก่อน อ้อ ใช่แล้ว เ้าชื่ออะไร?”
“เจียงผิงอัน”
เมิ่งโค่วจดจำชื่อของอีกฝ่ายไว้ในใจ จากนั้นจึงก้าวเท้าออกไป
ในฐานะที่เป็แม่ทัพ แต่กลับมานั่งรออยู่ตรงนี้หนึ่งวันเต็ม ๆ แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้มาก
เมิ่งโค่วเพิ่งจากไป ประตูห้องก็ถูกเปิดอีกครั้ง เป็เด็กสาวตัวน้อยคนนั้น
“พ่อของข้ามอบโอสถปราณโลหิตให้เ้าตั้งสามร้อยเม็ด หากข้ามีโอสถปราณโลหิตเยอะเพียงนี้ รับรองได้เลยว่าข้าต้องขึ้นเป็ยอดยุทธ์ได้แน่!”
“ข้า เมิ่งจิง! มาประลองกับข้าสักตั้ง!”
เด็กสาวตัวน้อยเชิดหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพอง
เจียงผิงอันส่ายหน้า พูดเสียงเรียบว่า “ข้าไม่ประลอง การประลองอาจทำร้ายเ้าได้”
“ฮ่า ๆ ทำร้ายข้า? ขี้โม้เสียจริง ทั่วทั้งกองทัพ ไม่มีใครสามารถทำร้ายข้าได้!”
เมิ่งจิงชักดาบที่เหน็บข้างเอวออกมา “ประลองกับข้าเดี๋ยวนี้ หากเ้าไม่ประลอง ต่อไปข้าจะ… ไม่พูดกับเ้าอีก!”
“....”
เจียงผิงอันเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ และรู้ด้วยว่าหากไม่ประลอง นางคงจะตามตอแยไม่เลิก
“ประลองอย่างไร?”
“ไปที่ลาน”
เมิ่งจิงยิ้มดีใจ หมุนตัวเดินเข้านำไป
เจียงผิงอันเดินตามออกไปอย่างเชื่องช้า
ลานมีขนาดใหญ่มาก สนามประลองยุทธ์ตั้งอยู่กลางลาน มีทหารหลายนายกำลังฝึกเพลงดาบอยู่ตรงนั้น
เมิ่งจิงเดินไปที่ชั้นวางอาวุธด้วยอาการลิงโลด
“เพื่อความยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายต้องใช้อาวุธในระดับเดียวกัน เ้าถนัดใช้อาวุธอะไร?”
“อาวุธอาจทำเ้าาเ็” เจียงผิงอันพูดขึ้น
“เ้าอย่ายกยอตัวเองไปหน่อยเลย! รีบ ๆ เลือก!” เมิ่งจิงไม่ชอบท่าทีโอ้อวดของเด็กคนนี้
เจียงผิงอันได้แต่ยักไหล่อย่างจนปัญญา เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา จึงเลือกดาบเล่มหนึ่ง
พวกทหารที่ฝึกยุทธ์กันอยู่ได้ยินเสียงโหวกเหวกทางนี้จึงหันมาดู
“คุณหนูจะประลองหรือ พวกเ้าเคยเห็นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อนหรือไม่?”
“เป็คนที่ผู้เฒ่าหลี่พากลับมาน่ะ ได้ยินว่าร้ายกาจมาก”
“ร้ายกาจแค่ไหนก็คงไม่ร้ายกาจเท่าคุณหนูหรอก คุณหนูเป็ถึงนายกองขั้นสองที่อายุน้อยที่สุดเชียวนะ มีพร์เหนือคนทั่วไป รับรองว่าต้องชนะแน่”
“ก็ไม่แน่”
จู่ ๆ เสียงของชายสูงอายุก็ดังขึ้น
ทหารทั้งหลายรีบหันไปแสดงความเคารพ “ผู้เฒ่าหลี่!”
หลี่อวิ๋นเทียนพยักหน้าน้อย ๆ จากนั้นยกขวดน้ำเต้าสุราขึ้นดื่ม
ทหารนายหนึ่งถามออกไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง “ผู้เฒ่าหลี่ขอรับ ท่านว่าไม่แน่หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าเด็กคนนี้สามารถเอาชนะคุณหนูได้หรือขอรับ?”
หลี่อวิ๋นเทียนพยักหน้า เบนสายตามองไปที่สนามประลอง
หลังได้รับคำตอบที่แน่ชัดแล้ว ทหารเ่าั้ถึงกับนิ่งตะลึง
“เป็ไปไม่ได้กระมัง? คุณหนูเมิ่งมีพร์สูงส่งถึงเพียงนี้ ผู้เฒ่าหลี่ยกยอเด็กคนนั้นเกินไปแล้ว เขาเป็ใครถึงจะสามารถเอาชนะคุณหนูได้?”
หลี่อวิ๋นเทียนดื่มสุราไปอึกหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวขึ้นมาช้า ๆ “มีพร์ก็จริง แต่การต่อสู้ก็คือการต่อสู้ สองอย่างนี้ไม่สามารถนำมาปะปนกันได้”
ทหารทั้งหลายมองไปทางเด็กหนุ่มอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่คิดว่าผู้เฒ่าหลี่จะชื่นชมเด็กหนุ่มมากถึงเพียงนี้
พวกเขารู้ดีว่าพร์ของคุณหนูสูงส่งเพียงใด ผู้ฝึกยุทธ์อายุไล่เลี่ยกันจนถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีในอำเภอเหลียนซานล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
เวลานี้ผู้เฒ่าหลี่กลับบอกว่าเด็กหนุ่มผู้มีอายุไล่เลี่ยกับคุณหนูสามารถเอาชนะคุณหนูได้!
น่าเหลือเชื่อจริง ๆ
เมิ่งจิงชี้ปลายดาบไปที่เจียงผิงอัน เอ่ยขึ้นมาด้วยความทระนง
“ข้ายอมให้เ้าเป็ฝ่ายเริ่มก่อน เพราะหากข้าเริ่มก่อน เดี๋ยวจะหาว่าเป็การรังแกกันเกินไป”