เป็เพราะเหตุการณ์ของจางปินเซ่อ การค้าในตลาดมืดจึงถูกจับตาเป็พิเศษ หงอวี้หลุนจึงสั่งปิดตลาดมืดของตัวเองทันที คนงานในตลาดมืดทั้งหมดได้รับเงินชดเชยการจ้างงาน ยกเว้นยายจางที่ไม่ได้รับเงินก้อนนี้ ซึ่งยายจางก็เข้าใจและยังขอบคุณหงอวี้หลุนด้วยที่ไม่เอาเื่นาง หงอวี้หลุนไม่ได้เอาเื่ยายจางก็จริง แต่จะให้เขาปล่อยจางปินซ่งกับภรรยาไปได้ยังไง ผลประโยชน์ในตลาดมืดมากมายเท่าไหร่ที่เขาต้องสูญเสีย
หงอวี้หลุนจึงสั่งให้คนไปสั่งสอนสองสามีภรรยาจนทั้งคู่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาล ยังดีที่ไม่าเ็จนเสียชีวิต ยายจางที่รู้อยู่เต็มอกว่าลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้ถูกใครทำร้าย แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้ และนางก็ไม่มีปัญญาไปแจ้งความเอาผิดด้วย จึงทำได้แค่ต้องปล่อยให้เื่มันผ่านไป
“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้พี่เดือดร้อนไปด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะผมกับปินเซ่อทำงานสะเพร่าจนปล่อยให้มีคนจับตาดูได้ เื่คงไม่ไปถึงตำรวจ และตลาดของพี่คงไม่ต้องปิดทำการ” เจียงโม่โฉวพูดอย่างรู้สึกผิด
“ที่ฉันปิดตลาดไม่ใช่เพราะเื่ของพวกนายอย่างเดียว ฉันได้ข่าวมาสักพักแล้วว่าตำรวจกำลังจะเริ่มกวาดล้างตลาดมืด และยังมีมาตรการลงโทษที่รุนแรงอีกด้วย ฉันก็เลยใช้โอกาสนี้บอกกับหุ้นส่วนว่าจะยกเลิกกิจการ ฉันปันผลให้หุ้นส่วนทุกคนเรียบร้อยแล้วนะ ทำให้ตอนนี้ฉันไม่มีงานผิดกฎหมายอยู่ในมืออีกแล้ว และอีกไม่นานฉันก็จะพาซูเจินย้ายกลับไปอยู่ปักกิ่ง” หงอวี้หลุนตอบอย่างสบาย
“พวกพี่จะกลับไปอยู่ปักกิ่งเหรอครับ แล้วร้านขนมล่ะครับ พี่จะทำยังไง”
“ฉันก็ว่าจะคุยเื่นี้กับนายอยู่เหมือนกัน ในเมื่อขนมในร้านเป็อ้ายเหม่ยที่จัดการ ภรรยาของฉันก็เลยคิดว่าเธอจะถอนหุ้นแล้วยกกิจการทั้งหมดให้กับอ้ายเหม่ยจัดการต่อ”
“แต่ว่า....พวกผมกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยครับ ถ้าผลคะแนนของพวกผมผ่านเกณฑ์ ผมก็คิดว่าจะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง เพราะบ้านผมอยู่ที่ปักกิ่งน่ะครับ ผมก็เลยอยากพาอ้ายเหม่ยย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับครอบครัวของผม”
“นายก็เป็คนปักกิ่งเหมือนกันเหรอ ถ้านายแซ่เจียง...งั้นฉันขอถามได้ไหมว่านายรู้จักเจียงโม่ไป๋หรือเปล่า หรือจะเป็เจียงโม่หลานก็ได้ ชื่อนายก็คล้ายๆ กับสองคนนั้นอยู่นะ”
“ถ้าคนที่พี่พูดถึงคนหนึ่งเป็อาจารย์ อีกคนหนึ่งเป็ตำรวจ พวกเขาเป็พี่ชายกับพี่สาวฝาแฝดของผมเองครับ”
“เฮ้ย! อย่าบอกนะว่านายคือน้องเล็กจอมปวกเปียกคนนั้น ฉันก็ว่าแล้วว่าทำไมฉันถึงคุ้นหน้ากับชื่อของนายนัก” หงอวี้หลุนพูดขึ้นอย่างดีใจ “เมื่อก่อนบ้านของฉันอยู่ติดกับบ้านของพวกนาย แต่พอแม่ฉันเสีย ฉันก็เลยต้องย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อ ที่ฉันจะกลับไปปักกิ่งคราวนี้ก็กะว่าจะไปซ่อมบ้านหลังนั้นอยู่นั่นล่ะ”
“แม่ของพี่คือป้าหงเหรอครับ! ผมต้องขอโทษพี่จริงๆ ตอนนั้นผมยังเด็กมากก็เลยจำหน้าใครไม่ค่อยได้ แต่ผมจำรสชาติของขนมเปี๊ยะที่ป้าหงทำให้ได้เป็อย่างดีเลยล่ะ มันอร่อยมาก” เจียงโม่โฉวทำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย “แต่พี่อวี้หลุน พี่พูดไม่ถูกอยู่เื่หนึ่งนะครับ”
“เื่อะไรเหรอ?” หงอวี้หลุนสงสัย
“ผมไมได้ปวกเปียกอย่างที่พี่ว่าเสียหน่อย เรียกว่าร่างกายผมอ่อนตัวและยืดหยุ่นมากต่างหาก”
“ฮ่าๆๆ นายนี่ยังมีเหตุผลให้กับทุกเื่เหมือนตอนเด็กไม่มีผิด ฉันเชื่อแล้วว่าโม่ไป๋กับโม่หลานทำไมถึงเถียงสู้นายไม่ได้ แต่เมื่อก่อนนายเป็แบบนั้นจริงๆ นะ”
เจียงโม่โฉวมองหงอวี้หลุนอย่างเซ็ง เขาไม่ได้ปวกเปียกอ่อนแอเสียหน่อย แต่ใครใช้ให้พี่ชายกับพี่สาวของเขาต่อยตีเก่งเกินไปกันเล่า
“ฉันไม่หัวเราะนายแล้ว กลับมาพูดเื่นี้กันต่อดีกว่า ถ้านายกับอ้ายเหม่ยย้ายกลับไปอยู่ปักกิ่ง เราก็ขายต่อกิจการร้านขนมให้คนอื่นไปก็ได้” หงอวี้หลุนเสนอ
“เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ผมจะให้จางปินเซ่อกับภรรยาของเขา และยังมีญาติของผมอีกคนหนึ่งมาดูแลกิจการให้ ให้พวกเขาสามคนทำงานเป็ลูกจ้างในร้าน จากนั้นทุกเดือนก็ให้พวกเขาส่งกำไรไปให้พวกเรา”
“นายหมายถึงจางปินเซ่อ ลูกชายของยายจางน่ะเหรอ นายยังไว้ใจจะใช้งานเขาอีกเหรอ” หงอวี้หลุนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เพราะเขาไม่รู้เื่ที่จางปินเซ่อกับยายจางตัดสัมพันธ์กันแล้ว
เจียงโม่โฉวจึงเล่าเื่ของจางปินเซ่อให้หงอวี้หลุนฟัง “เื่มันก็เป็อย่างนี้ล่ะครับ และตอนนี้ปินเซ่อกับอิ๋งอิ๋งก็อาศัยอยู่ที่บ้านของผม”
“ฟังแล้วก็สงสาร ฉันไม่คิดเลยว่ายายจางจะลำเอียงขนาดนี้”
“ตอนนี้ปินเซ่อทำใจได้มากแล้วล่ะครับ”
“เอาเถอะ ถ้านายเห็นว่าไม่มีปัญหา ร้านขนมก็ยกให้พวกเขาจัดการ”
“ผมคิดว่าจะเปิดร้านขายขนมต่อแค่ไม่กี่ปีครับ รอให้ประเทศเปิดเสรีทางการค้าเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นผมจะมารับพวกเขาทั้งสามคนไปอยู่กับผมที่ปักกิ่งด้วย ผมตั้งใจจะเปิดฟาร์มแล้วก็ทำเกษตรผสมผสานน่ะครับ”
“นายวางแผนทุกอย่างไว้ก็ดีแล้ว เอาเป็ว่าฉันกับซูเจินจะไปรอพวกนายอยู่ที่ปักกิ่ง ถ้าซูเจินรู้ว่าเพื่อนบ้านคนใหม่คือครอบครัวของพวกนาย เธอต้องดีใจมากแน่ๆ”
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยใช้เวลาสองวัน ในการสอบครั้งแรกนี้ยังไม่มีการสอบภาษาอังกฤษ แต่ถึงจะมีก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับเจียงโม่โฉว โจวอ้ายเหม่ย และโจวต้าเฝิง เพราะพวกเขามีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้าเฉียงกลับรู้สึกขอบคุณ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนเก่ง แต่วิชาภาษาอังกฤษเป็วิชาที่เขาอ่อนที่สุด
หนึ่งเดือนให้หลังก็มีการประกาศผลสอบ
เจียงโม่โฉว โจวอ้ายเหม่ย โจวต้าเฝิง และต้าเฉียงสอบติดตามคาด และพวกเขาก็สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งกันทุกคน เรียกว่าสี่หนุ่มสาวสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านหลีเจี่ยเป็อย่างมาก ทั้งหมู่บ้านจึงจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีให้พวกเขา
“ฉันนึกไว้อยู่แล้วว่าคนเก่งแบบพวกนายต้องไม่ธรรมดา สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งกันทุกคน พวกนายเยี่ยมจริงๆ” ลุงใหญ่หลีฉินพูดอย่างดีใจ “หลานชายของฉันมีครูสอนพิเศษที่เก่งแบบนาย นับว่าเขามีอาจารย์ที่ดี ผลการเรียนของเขาก็ดีขึ้นมาก ขอบใจนะต้าเฉียง”
“เลขาธิการจะขอบคุณผมทำไมครับ ที่หลานชายของคุณสอบได้คะแนนดีก็เพราะความตั้งใจและความเก่งของเขาเอง มันไม่เกี่ยวกับผมเลยครับ” ต้าเฉียงรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ
“เลขาธิกงเลขาธิการอะไรกัน เรียกฉันว่าลุงใหญ่ฉินก็พอ” ลุงใหญ่ฉินตบไหล่ต้าเฉียงอย่างแรง “พวกนายสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านเป็อย่างมาก ั้แ่พรุ่งนี้พวกนี้ก็ไม่ต้องไปทำงานในไร่แล้วนะ เตรียมตัวไปปักกิ่งกันเถอะ”
“ลุงใหญ่ฉินครับ ผมยังมีเื่อยากขอร้องคุณลุงเื่หนึ่งครับ” โจวต้าเฝิงบอก
“เื่อะไรเหรอ?” ลุงใหญ่ฉินขยับตัวด้วยท่าทางจริงจัง
“ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรหรอกครับ ผมแค่จะขออนุญาตคุณลุงว่าจะให้จางปินเซ่อกับลู่อิ๋งอิ๋งอาศัยอยู่ในบ้านของผมต่อ และจะให้พวกเขาย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในบ้านของผมด้วย ผมก็เลยอยากรบกวนให้คุณลุงช่วยเป็ธุระให้น่ะครับ”
“เื่นั้นไม่มีปัญหา แค่แจ้งว่าพวกเขาเป็ญาติของนายที่จะย้ายเข้ามาอยู่ก็พอ แล้วอาหรงล่ะ จะย้ายชื่อเข้ามาพร้อมกันเลยหรือเปล่า”
“ถ้าทำได้ก็จะดีมากเลยครับ” โจวต้าเฝิงเอาซองใส่เงินยัดใส่มือลุงใหญ่ฉิน “ค่าน้ำร้อนน้ำชาที่คุณลุงจะเป็ธุระให้นะครับ ไม่ใช่ว่าผมจะดูถูกน้ำใจคุณลุง แต่ตอนที่คุณลุงไปติดต่อที่อำเภอ ยังไงก็ต้องพาเ้าหน้าที่ไปเลี้ยงข้าวด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
ลุงใหญ่ฉินยืดอกรับอย่างมั่นใจ “พวกนายวางใจได้ ลุงจะจัดการเื่นี้ให้เรียบร้อย แต่ลุงขอถามได้ไหมว่าในอนาคตพวกนายยังจะกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านของเราหรือเปล่า”
เจียงโม่โฉวเป็คนตอบคำถาม “คุณลุงถามอะไรอย่างนั้นล่ะครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่กลับมาอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกผมจะไม่กลับมาเยี่ยมที่นี่เลย ยังไงที่นี่ก็เป็บ้านเกิดของอ้ายเหม่ย หากวันหน้าผมมีความสามารถที่จะพัฒนาหมู่บ้านของเราได้ ผมจะกลับมาพัฒนาหมู่บ้านของเราอย่างแน่นอนครับ”
“ใช่แล้วครับ ยังไงที่นี่ก็เป็บ้านเกิดของผมกับน้องสาว ในอนาคตพวกผมจะกลับมาพัฒนาที่นี่แน่นอนครับ” โจวต้าเฝิงให้สัญญา เขาลองคิดดูแล้วว่าหากเขาจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการแปรรูปอาหาร หมู่บ้านหลีเจี่ยถือเป็ทำเลที่เหมาะกับการสร้างโรงงาน เพราะการเดินทางก็ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก อีกทั้งเส้นทางเชื่อมต่อไปยังอำเภออื่นก็สะดวก การมาเปิดโรงงานที่นี่นับว่าเหมาะสมที่สุด แต่นั่นก็เป็เื่ของอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้า