หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จสวีหว่านหนิงก็เขียนขั้นตอนและสัดส่วนของส่วนผสมในการต้มลูกท้ออย่างละเอียด
เธอเฝ้าดูแม่หลินต้มลูกท้อจนเสร็จแต่หลังจากชิมรสชาติแล้วก็ยังรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง
“แม่ทำตามที่ลูกเขียนมาทุกอย่างไม่รู้ว่าผิดพลาดตรงไหน” แม่หลินขมวดคิ้วมุ่น
สวีหว่านหนิงปลอบใจแม่หลินแล้วหันไปพูดกับหลินเฉวียนว่า “เธอลองทำดูสักหม้อสิฉันว่าสัดส่วนที่ฉันเขียนอาจจะมีปัญหา หรือไม่ก็เป็นเพราะสาเหตุอื่น”
เพราะทำให้คนในครอบครัวกินจึงไม่ต้องบรรจุใส่ขวดโหลปิดสนิทใช้เวลาไม่นานก็ทำเสร็จ
สวีหว่านหนิงชิมลูกท้อไปหนึ่งคำแล้วค่อยซดน้ำเชื่อมตามก่อนจะพูดกับหลินเฉวียนว่า “รสชาติใกล้เคียงกับที่ฉันทำ”
มีความแตกต่างแค่เล็กน้อยเท่านั้นซึ่งต้องเป็นคนระดับมาสเตอร์เชฟอย่างเธอถึงจะแยกออก
คนทั่วไปคงแยกความแตกต่างไม่ได้อีกอย่างมันยังต้องถูกบรรจุเอาไว้ในโหลแก้ว
ได้ยินดังนั้นแม่หลินก็ลองชิมบ้าง “เหมือนจะอร่อยกว่าที่แม่ทำนิดหน่อยเฉวียนเฉวียนทำทุกขั้นตอนเหมือนที่แม่ทำแล้วทำไมรสชาติที่พวกเราทำออกมาถึงแตกต่างกันขนาดนี้?”
“ความแรงของไฟรวมถึงปริมาณของน้ำตาลที่แตกต่างกันจะส่งผลให้รสชาติไม่เหมือนกันค่ะ”
ตอนนี้เตาไฟที่ใช้เป็นเตาถ่านซึ่งควบคุมความแรงของไฟได้ยาก กอปรกับไม่มีตาชั่งไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานการใส่น้ำตาลกรวดจึงเป็นการกะตามปริมาณ
ปริมาณที่ว่าควบคุมได้ไม่ง่าย
แม่หลินมองลูกท้อในตะกร้าตรงมุมกำแพงที่เริ่มร่อยหรอแล้วล้มเลิกความคิดที่จะลองทำอีกครั้ง
หลายคนกำลังคุยกันอยู่ในบ้านทันใดนั้นก็มีเสียงคนตะโกนชื่อสวีหว่านหนิงจากด้านนอกเสียงนั้นดังอย่างต่อเนื่องและดังขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนนี้พวกเขาควรไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่กันหมดแล้วไม่ใช่เหรอคะใครจะมาบ้านเรากัน?”
ทว่าสวีหว่านหนิงกลับฟังออกว่าเป็นเสียงของใคร
“หลี่เชี่ยนเชี่ยน”สวีหว่านหนิงปลดผ้ากันเปื้อนวางไว้บนโต๊ะ “แม่ ฉันจะออกไปหน่อยนะคะ”
แม่หลินอยากห้ามเธอรู้สึกว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนไม่ใช่คนดี ก่อนหน้านี้เคยร่วมมือกับกู้จวิ้นลักพาตัวอาหนิงไป
แต่แม่หลินรู้ว่าจือชิงสองคนนั้นมาจากบ้านเกิดเดียวกันกับอาหนิง ทั้งสามคนเคยสนิทกันมากไม่รู้ว่าทำไมตอนหลังถึงได้ทะเลาะกันจนแตกหัก
เธอเห็นสวีหว่านหนิงเปิดประตูไม้เดินออกไปแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ห้ามไว้
“แม่คะพี่สะใภ้ยังไปมาหาสู่กับสองคนนั้นอยู่อีกเหรอ”
แม่หลินถลึงตาใส่หลินเฉวียน“พี่สะใภ้ของลูกรู้ขอบเขตดี อย่าพูดเหลวไหลเด็ดขาด”
“ค่ะๆๆฉันเข้าใจแล้ว”
หน้าบ้านหลี่เชี่ยนเชี่ยนเห็นสวีหว่านหนิงออกมาก็พูดด้วยน้ำเสียงดีใจ “หว่านหนิงฉันกะแล้วว่าเธอต้องยอมออกมาเจอฉัน เธอไม่มีทางหลบหน้าฉันอยู่แล้วในใจของเธอคงยังเห็นฉันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดจริงไหม?”
ความมั่นใจของหลี่เชี่ยนเชี่ยนทำให้สวีหว่านหนิงอยากต่อยคน
ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้กับเธออีกหรือ?
“หลี่เชี่ยนเชี่ยนคนเราต้องรู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฉันเป็นอย่างไรเธอรู้ดีแก่ใจทำไมต้องพยายามยกตัวเองให้ดูดีขึ้นด้วย ไม่รู้สึกอายบ้างเลยหรือ”
“หว่านหนิง...”หลี่เชี่ยนเชี่ยนเบะปาก ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ ทำเหมือนน้ำตากำลังจะไหลลงมา“เมื่อก่อนเธอไม่เป็นแบบนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนไปราวกับคนแปลกหน้าล่ะ”
เมื่อเห็นหลี่เชี่ยนเชี่ยนพยายามใช้ความตอแหลกล่อมประสาทตนสวีหว่านหนิงก็รีบเอ่ยขัดว่า
“หลี่เชี่ยนเชี่ยนเธอกับกู้จวิ้นรวมหัวกันวางแผนร้ายกับฉัน คิดจริงหรือว่าฉันไม่รู้เมื่อก่อนฉันตาถั่วถึงได้ถูกพวกเธอสองคนหลอกเอาได้ ฉันมันโง่เองแต่คนเราไม่มีทางโง่ไปได้ตลอดชีวิต”
“หยุดพูดได้แล้ว!”หลี่เชี่ยนเชี่ยนเก็บสีหน้าน่าสงสารกลับไป ตอนมองมาที่สวีหว่านหนิงอีกครั้ง แววตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด
“สวีหว่านหนิงเธอมักจะทำตัวสูงส่งแบบนี้เสมอ ราวกับคนอื่นเกิดมาเพื่อเป็นไม้ประดับให้กับเธอฉันรู้ดีว่าพวกเราแตกหักกันแล้ว ฉันคร้านจะพูดพล่ามเรื่องอื่น ฉันจะบอกจุดประสงค์เลยแล้วกันตำแหน่งงานยี่สิบตำแหน่งนั่น ยกให้ฉันตำแหน่งหนึ่งด้วยล่ะ”
สวีหว่านหนิงหลุดหัวเราะ“เธอมีสิทธิ์อะไร”
ผู้หญิงคนนี้สมองเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่าในเมื่อรู้ดีว่าแตกหักกันแล้ว ยังจะมีหน้ามาขอตำแหน่งงานอีกหรือ?
หรือว่าในมือของหลี่เชี่ยนเชี่ยนมีข้อมูลอะไร?
สวีหว่านหนิงได้รับความทรงจำต่อจากร่างเดิมรู้รายละเอียดความสัมพันธ์ของร่างเดิมกับหลี่เชี่ยนเชี่ยน
เรื่องที่หลี่เชี่ยนเชี่ยนจะเอามาข่มขู่สวีหว่านหนิงได้มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น
“เธออยากรู้มาโดยตลอดว่าคนที่ช่วยเธอตอนตกน้ำเป็นใครไม่ใช่หรือไง ถ้าเธอยอมให้ตำแหน่งงานกับฉัน ฉันจะบอกว่าผู้มีพระคุณของเธอคือใคร”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนนึกว่าหลังพูดเรื่องนี้แล้วจะสามารถควบคุมสวีหว่านหนิงได้ด้วยเหตุนี้สีหน้าของเธอจึงเต็มไปด้วยความสะใจ
ทว่าสวีหว่านหนิงกลับมองหน้าเธอเหมือนกำลังมองคนโง่
“เธออยากจะบอกฉันว่าคนที่ช่วยฉันคือกู้จวิ้นหรือไง”
หลี่เชี่ยนเชี่ยนชะงักแล้วถามกลับทันทีว่า “เธอรู้ได้ยังไง”
หลังพูดจบ หลี่เชี่ยนเชี่ยนก็ฉุกคิดได้ก่อนจะรีบแก้ตัวว่า “ไม่ใช่กู้จวิ้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงใช้เรื่องนี้มาขู่ให้เธอตอบแทนบุญคุณไปนานแล้ว”
“อ้องั้นเธอบอกมาสิว่าเป็นใครกันแน่”
“เป็น...”หลี่เชี่ยนเชี่ยนชะงัก “สวีหว่านหนิง เธอมันเจ้าเล่ห์นัก! ยังไม่ทันให้ตำแหน่งงานกับฉันแล้วทำไมฉันต้องบอกเธอด้วย อย่าคิดจะมาหลอกถามฉัน”
“อ้อถ้าไม่อยากบอกก็ช่าง” สวีหว่านหนิงกล่าวเสียงเรียบเฉย“ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปนานหลายปีแล้ว คนเขาไม่คิดจะมาขอให้ฉันตอบแทนบุญคุณก็แสดงว่าเขาไม่สนใจเรื่องนี้ แล้วทำไมฉันต้องยึดติดด้วยเล่า เอาละเธอพูดจบแล้วใช่ไหม ลาก่อน”
สวีหว่านหนิงหันหลังเดินกลับทันที
ที่เธอออกมาเพราะอยากดูสิว่าหลี่เชี่ยนเชี่ยนคิดจะทำอะไรกันแน่
คราวนี้เธอเข้าใจแล้วหลี่เชี่ยนเชี่ยนกำลังสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วสินะ
หลี่เชี่ยนเชี่ยนมองแผ่นหลังของสวีหว่านหนิงอย่างไม่อยากเชื่อแล้วตะโกนเสียงดังว่า “เขาเป็นคนที่ช่วยชีวิตเธอเลยนะ เธอจะไม่สนใจแล้วจริงๆเหรอ?”
“สวีหว่านหนิงทำไมเธอถึงใจจืดใจจำขนาดนี้”
สิ่งที่ตอบรับเธอมามีแค่เสียงปิดประตู
สวีหว่านหนิงฟังคำถามของหลี่เชี่ยนเชี่ยนแล้วลอบหัวเราะในใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงถูกหลี่เชี่ยนเชี่ยนปั่นหัวสำเร็จ
ด้วยนิสัยของร่างเดิมใครมีบุญคุณด้วยก็จะต้องตอบแทน นับประสาอะไรกับคนที่เคยช่วยชีวิตตัวเอง แต่หลังจากเธอเข้ามาใช้ร่างนี้บุญคุณหรือหนี้ชีวิตอะไรนั่น เธอไม่จำเป็นต้องรับช่วงมาด้วย
แต่ครั้งก่อนตอนที่พี่รองมาเยี่ยมที่บ้านเธอพูดถึงเรื่องนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ พี่รองบอกเธอว่าคนที่ช่วยชีวิตร่างเดิมขึ้นมาจากน้ำก็คือน้องชายแท้ๆ ของเธอเอง!
เพียงแต่ตอนนั้นร่างเดิมสนิทสนมกับกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยนมากและทะเลาะกับน้องชายที่อายุน้อยกว่าตัวเองหนึ่งปีอย่างรุนแรง
ดังนั้นหลังน้องชายช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำและมั่นใจว่าเธอพ้นขีดอันตรายแล้วจึงกลับไปโดยไม่บอกกล่าว
หลี่เชี่ยนเชี่ยนเห็นกับตาว่าน้องชายของร่างเดิมเป็นคนช่วยชีวิตร่างเดิมแต่กลับไม่ยอมพูด ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์และร้ายกาจยิ่งนัก
ในเมื่อคนช่วยชีวิตเป็นน้องชายแท้ๆบุญคุณครั้งนี้จะตอบแทนอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับเธอ
หลังจากสวีหว่านหนิงเข้ามาในบ้านก็เห็นแม่หลินมองมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง