Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 28 เมืองเป่ยจิง

    ถนนเจิ้งหยางเหมิน 正阳门大街 ฝั่งตะวันตก คือสถานเริงรมย์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน หากเป็นเวลาค่ำคืนล้วนประดับประดาไปด้วยแสงโคมสีเขียว จึงเป็นที่มาของสำนักโคมเขียวอันเลื่องชื่อนั่นเอง แต่สำหรับตอนกลางวันนั้นล้วนปิดให้บริการไปจนหมดสิ้น ชายหนุ่มเหล่านี้จึงมาดื่มกินที่ภัตตาคารซึ่งเปิดบริการในย่านนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกินเอาบรรยากาศ หรือจะในการอุ่นเครื่องให้พร้อมสำหรับการตะลุยราตรีในค่ำคืนนี้ก็เป็นได้ แต่ไม่วายที่นี่ก็ยังมีสาว ๆ นุ่งห่มในเสื้อผ้าสีสดใส ซึ่งคอยเป็นเพื่อนดื่มกินสุราไว้ให้บริการอยู่เสมอ และสำหรับจอมยุทธหล่านี้ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ทางทหารของตระกูล ย่อมมีรายรับที่สามารถจับจ่ายความสำราญเหล่านี้ได้ หากไม่บ่อยจนเกินไปนัก บรรยากาศในสวนอาหารนั้นดีงามเป็นอันมาก มีทั้งดนตรีและสตรีงดงามหนึ่งนางคอยรินสุราให้ ครั้นหยางไครับประทานอาหารเหลาจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็ลุกขึ้นโดยมิได้แตะต้องแม้แต่สุราเพียงจอกเดียว ฝ่ายนางงามที่ดูแลป้านสุราเห็นเช่นนั้นก็ตกใจจึงร้องถามไปว่า“คุณชายจะไปไหนเสียแล้ว เหตุใดไม่ดื่มสุรากับเสี่ยวเจี่ยสักจอกก่อนเล่า ?” เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธพร้อมกับแจ้งจอมยุทธทั้งเจ็ดว่า ตนจะไปซื้อของฝากพร้อมกับแวะร้านแลกเงินเสียก่อนแล้วจะรีบกลับมาให้ทัน ฝ่ายสตรีซึ่งใช้คำแทนตนว่าเสี่ยวเจี่ย ครั้นได้ยินเรื่องเงินทองก็หูผึ่งในทันที จึงรีบรินสุรา แล้วเข้าไปออดอ้อนว่า“ห้ามมิให้คุณชายไป หากยังไม่ดื่มสักจอกนะเจ้าคะ~” หยางไคนั้นมิได้พิสมัยใด ๆ กับความงามปรุงแต่งอย่างหยาบที่อยู่ตรงหน้า แต่เขาไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ จึงยกจอกสุราลงไปรวดเดียวโดยมิได้ว่ากล่าววาจากแม้สักคำ จากนั้นจึงออกไปในทันที เสี่ยวเจี่ยเองก็ขอตัวเพื่อกลับไปหลังร้านแล้วแจ้งเบาะแสสำคัญให้เถ้าแก่ใหญ่ผู้มีอิทธิพลด้านมืดในฝั่งตะวันตกนี้ โดยไม่รอช้าก็สั่งนักเลง 3 คนติดตามไก่อ่อนไป เพื่อหาโอกาสลงมือ !! ฝ่ายเด็กหนุ่มนั้นแม้จะดื่มสุราที่ถูกสับเปลี่ยนจากเหล้านารีแดงเป็นสุราชำระดาบแต่ก็มิได้มีอาการมึนเมาแต่ประการใดเลย เพราะสุราส่วนใหญ่ย่อมมีฤทธิ์ในการเพิ่มพลังวัตรแบบฉับพลันในตัวของมันเอง เมื่อหยางไคทำดื่มกินเข้าไปแล้ว สุราทั้งหมดย่อมจะถูกส่งไปบำรุงปราณดินปลุกเสียก่อนจากนั้นที่เหลือจึงจะส่งเข้าร่างกาย ดังนั้นหากแม้นหยางไคต้องการความมึนเมาเสียบ้าง ก็อาจจะต้องดื่มลงไปอีกหลายไหจึงจะประสบความสำเร็จขึ้นบ้างก็เป็นได้  หยางไคจึงเดินตัวตรง ไม่มีอาการเซเลยแม้แต่น้อย ครั้นจับม้าก็ขึ้นขี่ เพื่อตรงไปยังเขตการค้าในทันที  
    error loadedแผนที่เมืองเป่ยจิง สมัยราชวงศ์ชิง ในเขตการค้าประกอบด้วย ตลาดปลา ตลาดเนื้อ ตลาดผ้า ตลาดหมู ตลาดอาหาร ตลาดไข่มุก ตลาดผลไม้ ตลาดหญ้า และตลาดเมล็ดพืชอบ ซึ่งถูกแบ่งพื้นที่ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นตลาดแห่งไหน สิ่งที่มีอยู่เช่นเดียวเสมอคือเหล่า ‘ขอทาน’ ทั้งน้อยและใหญ่ แม้หยางไคจะอยู่บนม้า ก็หาได้เป็นอุปสรรคใด ๆ ไม่!“คุณชายโปรดเมตตาเราด้วยเถิด” ดูจากความพยายามของเหล่าวณิพกยอดฝีมือเหล่านี้ เด็กหนุ่มจึงล้วงเข้าไปในเสื้อแล้วหยิบเอาเหรียญกษาปณ์จำนวน 5 อีแปะ แล้วใช้นิ้วดีดส่งออกไปให้ชาย 5 คนที่วิ่งตามอย่างเอาเป็นเอาตาย ขวับ ๆ ๆ ! ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เพราะพวกเขาทั้ง 5 คน ต่างรับมันไว้ได้ทั้งหมดโดยไม่ร่วงหล่นลงบนพื้นแม้แต่เพียงเหรียญเดียวด้วยซ้ำ จากนั้นขอทานทุกคนนั้นต่างโค้งคำนับอย่างนอบน้อมเป็นอันมาก จนเด็กหนุ่มก็อดที่จะรู้สึกประทับเป็นมิได้ ครั้นพอถึงตลาดผ้า หยางไคก็ลงจากม้าแล้วเดินจูงไปเพื่อดูของฝาก โดยเขาเลือกชมผ้าไหมที่นำเข้ามาจากซูโจวและหางโจวอันเลื่องชื่อ แต่ครั้นเห็นราคา 1 ตำลึงกับอีก 300 เหวิน ก็แทบจะวางมันลงในทันที จนกระทั่งแม่ค้าผู้เชี่ยวชาญในการขาย เอ่ยขึ้นปากมาว่า“ผ้าไหมแม้มีราคาแพง แต่คงทนและควรค่ากับของกำนัลอย่างที่สุด ทั้งยังมิได้ซื้อฝากกันบ่อยครั้งนักดอก” ไม่เพียงไม่บ่อยครั้งแต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาซื้อของมีราคากลับบ้านไป และอันที่จริงท่านยายของเขาก็ชรามากแล้ว หากแม้นต้องรอจนเขาร่ำรวยเสียก่อน ท่านก็อาจจะรอคอยไม่ไหวแล้วก็เป็นได้ หยางไคจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วสั่งให้แม่ค้าทำการห่อผ้าไหมใส่กล่องอย่างดี 2 พับ เพื่อจะจ่ายด้วยเงินด้วยเงินจำนวน 2 ตำลึง 500 เหวิน หยางไครู้สึกโล่งใจที่เสร็จธุระไปแล้วหนึ่งอย่างแต่ขณะกำลังแลกเปลี่ยนเงินตราและม้าไหมนั่นเอง วายร้ายซึ่งรอคอยจังหวะอยู่นั้น ก็เริ่มลงมือกับม้าของเขาในทันที เพราะคนเดินทางโดยทั่วไปมักจะนำของมีค่าไว้ในกระเป๋าสัมภาระ โดยเฉพาะใต้อานม้านั้นก็มักจะซุกซ่อนธนบัตรทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งหยางไคก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งมีพฤติกรรมดังกล่าวอีกด้วย!! และใครจะไปนึกฝันว่า เพียงการปล่อยมือจากบังเหียนเพื่อยื่นมือไปรับเอาห่อผ้าไหม จะกลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสดำเนินการทั้งเวลากลางวันแสก ๆพอเจ้าโจรคว้าเอาบังเหียนมาไว้ในมือได้แล้ว ก็กระโจนขึ้นม้าแล้วบังคับม้าให้ออกวิ่งไปในทันทีด้วยการอัดหน่องเข้าไปที่ชายโครง ทั้งยังใช้แส้ในมือฟาดเข้าที่บั้นท้ายของเจ้าขาวอย่างไม่ยั้งมือ แต่ทว่าม้าขาวตัวนี้ กลับมีกิริยาที่แตกต่างจากม้าทั่วไปทั้งสิ้น เพราะแทนที่มันจะกระโจนแล้ววิ่งเตลิดไปข้างหน้า แต่กระโดดด้วยสองขาหลัง แล้วสะบัดตัวเต็มแรงนับครั้งไม่ถ้วน ฮี้ ๆ ๆ ๆ จนสุดท้ายโจรเคราะห์ร้ายผู้นั้นก็ไม่อาจทรงตัวบนม้าไว้ได้ ร่างจึงกระเด้งกระดอนแล้วร่วงลงพื้นไป แต่สักพักก็มีชายอีก 2 คนรีบวิ่งมาประคองร่างขึ้น จากนั้นพากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็วเป็นอันมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็วจนเกินไปนัก ครั้นหยางไคตั้งสติคิดได้จึงรีบวิ่งไปดูเจ้าขาว ซึ่งตกอยู่ในอาการหวาดระแวงอย่างที่สุดแล้ว เขาลูบที่แผงคอสีขาวของมัน จากนั้นส่งมะเขือเทศที่มันชื่นชอบออกไปให้ 2 ลูก พร้อมกับกล่าวปลอบประโลมว่า“เจ้าขาวของข้าวันนี้ทำได้ดีจริง ๆ และนี่คือรางวัลของเจ้า” เจ้าขาวเห็นเช่นนั้นก็ดีใจ จึงรีบงับเอามะเขือเทศที่อุดมไปด้วยพลังวัตรลงท้องไปทั้งสองลูก พร้อมกับใช้ศีรษะคลอเคลียคล้ายต้องการเพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพราะนอกจากความเอร็ดอร่อยแล้วยังช่วยเสริมสร้างกำลังวังชาให้กับม้าอย่างมัน ซึ่งไม่อาจเสาะหาจากที่ไหนได้อีก..