เสียงนี้!
พวกเขาคุ้นเคยเป็อย่างมาก
นั่นคือบรรพบุรุษฉางเซิงเสาหลักแห่งตระกูลซู ผู้าุโในระดับนิรันดร์ไร้เทียมทาน!
หากเป็ผู้าุโทั่วไปพวกเขาอาจไม่คุ้นเคยนักด้วยเหตุผลว่าซูฉางเซิงได้เข้าฌานบำเพ็ญตนมานานหลายร้อยปีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นใน่สองพันปีก่อนที่เขาปลีกตัวไปบำเพ็ญตนเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการต่อสู้และแย่งชิงโอกาสต่างๆดั่งเช่นเทพัเห็นหัวมิเห็นหาง [1]
ดังนั้นผู้าุโหลายคนในตระกูลจึงไม่เคยเห็นบรรพบุรุษฉางเซิง
อย่างไรก็ตามผู้าุโสูงสุดทั้งห้าได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจเคียงข้างซูฉางเซิง
แม้แต่ผู้นำตระกูลอย่างซูอวิ๋นแม้ว่าจะอายุน้อยกว่าหนึ่งรุ่น ทว่าก็มีชีวิตอยู่มาสามพันปีแล้วและได้พบกับซูฉางเซิงหลายครั้ง จึงคุ้นเคยเป็อย่างดี
พวกเขาจำได้ทันที
เสียงนี้เป็ของบรรพบุรุษฉางเซิงที่บำเพ็ญตนอยู่มานานหลายร้อยปี!
บรรพบุรุษฉางเซิงออกมาจากการบำเพ็ญตนแล้ว!
“เสียงนี้เป็ของผู้ใดกันฟังดูช่างคุ้นเคย”
“ดูเหมือนว่าผู้นำตระกูลคนอื่นๆจะตื่นเต้นมาก เป็ไปได้หรือไม่ว่าบรรพบุรุษฉางเซิงของเราออกมาจากการบำเพ็ญตนแล้ว”
“บรรพบุรุษฉางเซิงหรือ!”
เหล่าผู้าุโต่างมองหน้ากัน
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ใช่คนเขลา แม้แต่คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็ผู้าุโในระดับอนัตตาจากปฏิกิริยาของผู้นำตระกูลและคนอื่นๆ รวมถึงเสียงลึกลับนั่นพวกเขาก็เข้าใจได้ในทันที
ความเป็ไปได้สูงว่าบรรพบุรุษฉางเซิงออกมาจากการบำเพ็ญตนแล้ว!
ในไม่ช้าร่างสูงสง่าก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ผมสีดำของเขาพลิ้วไสวดั่งสายธารน้ำตกมัดเป็มวยอย่างเรียบร้อย ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติ ดวงตาเปล่งประกาย
เขาสวมชุดคลุมลายดวงดาวแขนเสื้อของเขาประดับประดาด้วยดวงดาวมากมาย แสงดาวสริบหรี่สวมใส่รองเท้าข้อยาวกิเลน สวมถุงมือห้าเล็บ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกพลังปราณิญญาศักดิ์สิทธิ์จรัสแสงอย่างต่อเนื่อง
เขาแผ่รัศมีแห่งความสง่างามอย่างหาผู้ใดทัดเทียมไม่
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเขาก็เสมือนศูนย์กลางของโลก เปี่ยมล้นด้วยพลังอันมีชีวิตชีวาโลหิตและพลังปราณที่เข้มข้นแข็งแกร่งดั่ง์และพิภพดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ทันใด
“บรรพบุรุษฉางเซิง!”
เมื่อเห็นผู้มาเยือนผู้นำตระกูลอย่างซูอวิ๋นและผู้าุโสูงสุดต่างก็เบิกตากว้างจดจ้องใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความยินดีล้นเหลือ
พวกเขาทราบดีว่าก่อนที่เขาจะบำเพ็ญตนแม้ว่าบรรพบุรุษฉางเซิงยังคงมีรูปโฉมที่อ่อนเยาว์และหล่อเหลาทว่าผมของเขากลับเป็สีขาว ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของบุคคลผู้าุโทั้งหลายพวกเขายังคงััได้ถึงสัญญาณของร่องรอยแห่งความเสื่อมโทรมอยู่บางเบา
นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับรูปลักษณ์ภายนอก
ไม่ว่ารูปโฉมภายนอกจะอ่อนเยาว์เพียงใดก็ไม่อาจปกปิดพลังปราณที่เสื่อมโทรมได้
เพราะนั่นคือผลกระทบที่เกิดจากกาลเวลาที่ผันผ่านร่องรอยแห่งอายุขัย ดังเช่นดวงอาทิตย์ที่กำลังตก แม้นส่องสว่างเจิดจ้าทว่าปกปิดความเสื่อมถอยลงมิได้
ทว่าบัดนี้บรรพบุรุษฉางเซิงที่มีผมสีดำพลิ้วไสวราวกับน้ำตกเปี่ยมล้นด้วยพลัง เฉกเช่นบุรุษหนุ่มผู้สดใสมอบความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ไม่เหมือนทินกรผู้กำลังลาลับอีกต่อไปแต่กลับเสมือนดวงตะวันผู้กำลังขึ้นอยู่บนจุดสูงสุด เจิดจ้าเปี่ยมล้นพลังพร้อมความเป็ไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด!
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวนั่นก็คือบรรพบุรุษฉางเซิงประสบความสำเร็จในการฝ่าระดับ...
เขากลายเป็เซียนนักบุญแล้ว!!
“พี่ฉางเซิงเป็ไปได้หรือไม่ว่า...ท่านทำสำเร็จแล้วหรือ!”
ขอบตาของซูชิงแดงก่ำเมื่อมองไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของซูฉางเซิงน้ำเสียงเ็าของนางก็สั่นเทาเล็กน้อย
กลุ่มผู้าุโเห็นว่าผู้าุโสูงสุดและผู้นำตระกูลตื่นเต้นมากพวกเขามองหน้ากันด้วยความสับสน
พวกเขาไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของการบำเพ็ญตนของซูฉางเซิง
ทว่าในวินาทีต่อมาคำกล่าวของซูฉางเซิงทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นแรง สมองพลันว่างเปล่า
“ถูกต้องข้าได้เป็เซียนนักบุญแล้ว!”
ซูฉางเซิงกล่าวอย่างใจเย็นโดยจ้องมองอย่างลึกซึ้งไปยังซูชิงที่ดวงตาแดงก่ำ และยิ้มจางๆ
“แล้วเ้าอายุเท่าใดแล้วเหตุใดเ้ายังชอบร้องไห้เหมือนตอนที่เ้ายังเป็เด็กน้อย”
“ท่านพี่!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้างดงามของซูชิงก็แดงขึ้นเล็กน้อย นางอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงดุๆราวกับว่านางได้กลับสู่ครั้นวัยสาว
จากนั้นแสงกระจ่างก็ไหลเวียนบนใบหน้าของนาง ในไม่ช้าก็กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็วเ็า สะอาดบริสุทธิ์ สูงส่ง และน่าเลื่อมใส
“เฮือก!”
“บะ...บรรพบุรุษฉางเซิงได้เป็เซียนนักบุญแล้ว!”
“ซะ…เซียนนักบุญ!นี่หมายความว่าตระกูลซูของเรามีเซียนนักบุญแล้วเช่นนั้นหรือ”
“เซียนนักบุญเชียวนะ!ด้วยอายุขัยห้าหมื่นปีก็เพียงพอแล้วที่ตระกูลซูจะก้าวขึ้นเป็สำนักกองกำลังระดับสูงขยายอิทธิพลไปยังทวีปโดยรอบ ไม่จำกัดอยู่เพียงทวีปเดียวอีกต่อไป ในอนาคตเราอาจมีความหวังที่จะกลายเป็ตระกูลโบราณ!”
“ตระกูลโบราณ!ตระกูลซูของเรามีความหวังที่จะกลายเป็ตระกูลอันมีเกียรติในระดับนิรันดร์!”
เหล่าผู้าุโต่างแสดงความตื่นเต้นออกมาหลายคนอดไม่ได้ที่จะคำรามเสียงต่ำ เนื่องจากไม่อาจระงับความปีติยินดีในใจไว้ได้
พวกเขาเข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของเซียนนักบุญเป็อย่างดี
ตระกูลโบราณคือกระไรเช่นนั้นหรือ
เป็ตระกูลที่ดำรงอยู่นานนับชั่วลูกชั่วหลาน
ตราบใดที่พวกเขามีาานักบุญเป็ผู้นำมีเซียนนักบุญมากกว่าสิบคนขึ้นไป และมีอายุเกินแสนปีพวกเขาก็สามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็ตระกูลโบราณ
ในตอนนี้ที่พวกเขามีซูฉางเซิงผู้นี้เป็เซียนนักบุญแล้วแม้หนทางยังห่างไกล ทว่าก็มีความเป็ไปได้ที่ตระกูลซูจะเป็ตระกูลโบราณ
นี่นับเป็เกียรติอย่างยิ่ง!
ผู้าุโสูงสุดหลายคนรวมทั้งผู้นำตระกูลอย่างซูอวิ๋น ต่างรู้สึกตื้นตันใจ
ในที่สุดตระกูลซูก็จะฟื้นคืนชีพและก้าวสู่อำนาจแล้ว!
“ว่าแต่บรรพบุรุษฉางเซิงตระกูลกู้กำลังโจมตีจื่อเสวี่ยนเทียนอยู่ข้าขอร้องให้บรรพบุรุษลงมือเพื่อสังหารศัตรูขอรับ!”
ผู้นำตระกูลซูอวิ๋นตื่นเต้นเช่นกันทว่าเมื่อนึกถึงภัยคุกคาม เขาก็รายงานอย่างเร่งรีบ
“ข้ารู้สถานการณ์ของตระกูลซูแล้วในเมื่อตระกูลกู้ไร้ยางอายเช่นนี้ ตระกูลซูของเราก็จะสู้ยิบตาสักตั้ง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้สีหน้าของซูฉางเซิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เขาดีดนิ้วพลางวิเคราะห์ต่อไปว่า“ชายชราผู้นั้นจากตระกูลกู้ ระมัดระวังและรอบคอบมาก เขากล้าที่จะโอหังถึงเพียงนี้คงได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่หรืออาจได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจสำนักกองกำลังที่ทรงพลังบางแห่งในเมื่อเขาไม่ได้หักหน้ากันโดยสิ้นเชิง และยังไม่ทำลายล้างตระกูลซู...”
“ข้าคิดว่าเขากำลังระแวงข้าอยู่เป็แน่!”
“จากการอนุมานนี้แม้ว่าพลังของตระกูลกู้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากทว่ามันก็ยังไม่ถึงจุดที่กวาดล้างทุกสิ่งได้โอกาสที่อยู่เื้ัพวกเขาก็ไม่น่าจะเกินจริงนัก มิฉะนั้นพวกเขาคงทำตัวตามอำเภอใจไปนานแล้ว!”
“ดูเหมือนว่าแม้ตระกูลกู้จะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะทำลายล้างและกำจัดพวกเขา!”
“ผลที่ตามมาหลังจากการทำลายล้างนั้นพวกเขาควรจะอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ ในเมื่อเป็เช่นนั้น เราก็ลงมือเลยดีกว่า!”
“ทำลายล้างตระกูลกู้ซะ!”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ซูฉางเซิงก็ยิ้มเล็กน้อย เพียงแต่ภายในรอยยิ้มนั้นเปี่ยมไปด้วยความเ็า
เขาได้ท่องไปในทวีปเจินเซิ่งมาเป็เวลาหลายพันปีแม้กระทั่งออกผจญภัยไปเยือนยังทวีปใกล้เคียงได้รับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ในฐานะราชันดาวตกแน่นอนว่าเขาเป็บุคคลที่เด็ดขาดเมื่อต้องสังหารผู้อื่น
ในเมื่อตระกูลกู้กล้าที่จะรนหาที่ตายและโจมตีตระกูลเขาก็อย่าโทษที่ตระกูลซูจะโต้กลับและทำลายล้างพวกมันก็แล้วกัน
แม้ว่าตระกูลกู้จะมีไพ่ตายซูฉางเซิงก็ไม่หวั่น
ใน่หลายเดือนแห่งการบำเพ็ญตนเขาไม่เพียงแค่ฝ่าระดับไปสู่ระดับเซียนนักบุญเท่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือของเม็ดยาโชคลาภเขาไม่เพียงแต่รักษาอาการาเ็ทั้งหมดทว่ายังก้าวไปสู่การเป็เซียนนักบุญได้ด้วยพลังยาที่ตกค้างจากเม็ดยาโชคลาภและผลเต๋าแห่งเซียน
รวมกับการฝึกตนมาถึงสามพันปี
ตอนนี้เขาไต่ชั้นถึงระดับการฝึกตนของ์ขั้นที่สี่แห่งเซียนนักบุญแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นคัมภีร์เก้าภัยพิบัติก็ยังคงเป็คัมภีร์ลับอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดอาจหาญเทียบได้คุณค่าของมันนั้นเหนือกว่าผลเต๋าแห่งเซียนยิ่ง!
นี่คือสิ่งที่ซูฉางเซิงค้นพบหลังจากความมหัศจรรย์ของคัมภีร์ลับแห่งการท้าทาย์เล่มนี้เริ่มฝึกตน
แม้จะเป็เล่มระดับต้นซึ่งคิดเป็เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ทว่าผลลัพธ์กลับมหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิติญญาดั้งเดิม พลังกายา ความสามารถศักดิ์สิทธิ์และอื่นๆ ได้เป็สิบเท่า!
นี่เป็การเพิ่มขึ้นเป็สิบเท่าในทุกด้าน!
เขาสงสัยว่านี่เป็เพียงเศษเสี้ยวของคัมภีร์อันยิ่งใหญ่คุณค่าของมันเหนือกว่าคัมภีร์ดาวตกศักดิ์สิทธิ์ที่เขาไว้ฝึกตนอย่างมาก
น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่วิธีการฝึกตนทว่าเป็ทักษะลับที่ใช้เพื่อเพิ่มพลังความแข็งแกร่งได้เท่านั้นไม่อาจใช้เป็วิธีการฝึกตนได้
แต่ถึงกระนั้นก็ยังน่ากลัวอยู่มาก
เมื่อใดที่แสดงทักษะลับเก้าภัยพิบัติแล้วพลังของซูฉางเซิงจะพุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับที่น่าสะพรึง
เขาสามารถต่อสู้กับผู้าุโขั้นที่เก้าของระดับเซียนนักบุญได้และฉีกกระชากผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นที่เจ็ดได้อย่างง่ายดาย
อาจกล่าวได้ว่าในทวีปเจินเซิ่งแห่งนี้และแม้แต่ในทวีปโดยรอบ ยกเว้นสำนักกองกำลังระดับมหาเซียนเพียงไม่กี่แห่งเขาท่องไปได้อย่างอิสระ
แม้แต่สำนักกองกำลังระดับมหาเซียนเ่าั้ก็ไม่อาจรุกรานเซียนนักบุญที่มีศักยภาพและพลังต่อสู้น่าทึ่งอันมิอาจวัดค่าได้ง่ายๆ
“ระดมสมาชิกผู้าุโของตระกูลซูเตรียมพร้อมทำลายล้างตระกูลกู้ และในขณะเดียวกันก็ยึดครองดินแดนของตระกูลกู้!”
“ในอนาคตตระกูลซูจะขยายตัวและก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างต่อเนื่อง กลายเป็ตระกูลโบราณหรืออาจถึงขั้น...”
“ตระกูลจักรพรรดิ!”
“ตระกูละ!”
ซูฉางเซิงมองไปยังฝูงชนที่ตกตะลึงและประกาศด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
เขาไม่ได้พูดสองคำสุดท้ายออกมา
ถึงอย่างนั้นมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนตกตะลึง
........
เชิงอรรถ
[1]เทพัเห็นหัวมิเห็นหาง หมายถึง คนที่มาๆ หายๆ