KORN: เมืองลับแล
ภูตผี ิญญา...ในยุคสมัยนี้ หลายคนอาจมองว่ามันเป็แค่เื่งมงาย แต่สำหรับผมมันไม่ใช่เื่ตลกเลย ทุกคนอาจคิดว่าผมบ้า หรือบางที... ผมอาจจะบ้าจริงๆเพราะทำไมถึงมีแค่ผมคนเดียวที่สามารถเห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันได้
ั้แ่สมัยเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็จุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุ สถานที่รกร้าง หรือแม้แต่ภูตผีิญญาที่ตามติดมนุษย์บางคน ผมมองเห็นพวกเขาทั้งหมดราวกับว่าพวกเขาเป็ส่วนหนึ่งของโลกนี้จริง ๆ ที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้
ผมไม่ได้ขอพรให้เป็แบบนี้แต่ชีวิตของผมกลับถูกดึงดูดเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับเหล่านี้และั้แ่นั้นมา ผมก็ไม่อาจหลีกหนีจากมันได้
ณ ชนบทแห่งหนึ่งเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอย่างดังลั่น "ตืดๆ ตืดๆ"ชายหนุ่มพลิกตัวขึ้นจากเตียงด้วยความเฉื่อยชา ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมพร้อมสำหรับวันทำงานอีกวันหนึ่ง
ระหว่างเดินทางไปที่ทำงานท้องฟ้ายังเต็มไปด้วยหมอกบางๆ เขาก้าวเดินไปตามถนนที่เงียบสงบแต่สายตาของเขากลับพบเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น... เหล่าภูตผีที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็ิญญาที่ล่องลอยอยู่ในมุมมืดของถนนผีที่ยืนจ้องมองจากหน้าต่างบ้านร้าง หรือแม้กระทั่งผีที่ขี่อยู่บนหลังของชายที่เดินสวนทางกับเขา
ชายหนุ่มได้ยินเสียงครางเบาๆจากชายคนนั้น
“โอ้ยปวดหลังชิปหายเลยวะ…”
เขารู้ทันทีว่าผีที่ขี่หลังเป็สาเหตุของความเ็ปนั้นแม้ว่าเขาจะเห็นและรับรู้ทุกอย่าง แต่เขากลับไม่คิดจะทำอะไรเขาเดินต่อไปโดยไม่แสดงความสนใจใด ๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวแต่เป็เพราะเขาเลือกที่จะเมินสิ่งเ่าั้ทำตัวให้ปกติเหมือนกับว่าพวกมันไม่มีอยู่จริง
อาจเป็เพราะเขาไม่อยากจะมีปัญหาหรือกลัวว่าถ้าคนอื่นเห็นว่าเขาพูดคุยกับสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็นพวกเขาอาจจะคิดว่าเขาเป็บ้า...
ณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งกลิ่นเืและเสียงดังอื้ออึงของเครื่องจักรทำงานผสมกับเสียงของคนงานกรยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย แต่สายตาของเขาดูเหม่อลอยไปไกล
เสียงหัวหน้างานดังขึ้นเรียกสติของเขากลับมา“กร กร ไอ้กร มึงเหม่ออะไรอยู่วะ”
กรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบกลับอย่างลนลาน “ขอโทษครับ”
หัวหน้างานส่ายหัวด้วยความหงุดหงิด“ไป มึงไปช่วยเขายกหมูขึ้นรถได้แล้ว ไม่มีเวลามาเหม่ออยู่หรอก”
กรรีบเดินไปตามคำสั่งแต่ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความสับสนและความรู้สึกไม่สงบเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นก่อนหน้านี้คือภาพหลอนหรือความจริง แต่ไม่ว่าจะเป็อะไรมันก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในที่ทำงานอย่างโรงฆ่าสัตว์เขาก็ไม่สามารถหนีจากสิ่งเ่าั้ได้
กรเป็ชายหนุ่มใจดีที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเขาอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนในบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ในชนบท แม่ของเขาป่วยเรื้อรังและกรเป็คนเดียวที่คอยดูแลแม่ั้แ่เช้าจรดเย็น
หลังจากเลิกงานในแต่ละวันกรมักจะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับซื้อของที่แม่้าไม่ว่าจะเป็ยารักษาโรคหรืออาหารเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดูแลแม่ให้ดีที่สุด
แม้ชีวิตของกรจะดูธรรมดาแต่ในความเป็จริงแล้วเขาเป็คนที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้... ภูตผีิญญาที่คอยตามหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลาแต่แม่ของเขาคือคนเดียวที่เขากล้าเล่าถึงสิ่งเหล่านี้ให้ฟัง แม่ฟังด้วยความเข้าใจแม้ว่าเธอจะไม่เคยเห็นสิ่งที่กรเห็น แต่เธอไม่เคยตัดสินลูกชายของเธอว่าเป็บ้า
กรมองแม่ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความรักและห่วงใยทุกคำพูดของแม่คือความหวังเดียวที่ทำให้เขายังคงยืนหยัดและสู้ต่อไปในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว
เวลา 21.00น. บรรยากาศในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง กรนั่งข้างเตียงของแม่ ขณะที่เธอนอนพักอยู่
แม่ของกรเอียงหน้ามามองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยน“วันนี้เหนื่อยไหมลูก”
กรยิ้มเบาๆแม้จะมีความเหนื่อยล้าในดวงตา “เหนื่อยสิครับ...แต่ผมทนไหว”
แม่ยิ้มตอบเธอรู้ว่าลูกชายของเธอต้องเผชิญกับอะไรมามากกว่าที่เห็น “แล้ววันนี้เห็นอะไรมาบ้างล่ะ”
กรถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ปนเปไปด้วยความเหนื่อยล้า “ก็ปกติเหมือนทุกทีนั้นแหละครับ...เห็นพวกมันทุกที่ ไม่ว่าจะเป็ตามถนน ที่ทำงาน หรือแม้แต่คนที่ผมเดินผ่านแม่คงไม่คิดว่าผมบ้าหรอกใช่ไหม”
แม่ของกรเอื้อมมือมาแตะที่มือของลูกชายเบาๆแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “แม่จะคิดแบบนั้นกับลูกได้ยังไง...ลูกของแม่ไม่บ้า แม่รู้ว่าลูกต้องผ่านอะไรมามากแค่ไหน”
คำพูดของแม่เป็เหมือนแสงสว่างเล็กๆในใจของกรแม้ว่าภายนอกเขาจะต้องเผชิญกับโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับที่คนอื่นไม่เข้าใจแต่ที่นี่... ในบ้านหลังนี้ เขายังมีที่ที่เขาสามารถเป็ตัวเองได้
กรนั่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย “แม่ก็บอกเองนิว่าแม่มองไม่เห็นพวกมัน...”
แม่ของกรยิ้มอย่างอ่อนโยน“ถึงแม่จะมองิญญาไม่เห็นเหมือนลูก... แต่แม่ก็เชื่อลูกนะ”
กรถอนหายใจเล็กน้อยแต่ในน้ำเสียงของเขามีความเ็ปซ่อนอยู่ “ในใจแม่คงคิดว่าผมบ้าสินะ...”
ทันใดนั้นแม่ของกรเริ่มไอแค๊กๆ ขึ้นมา กรรีบลุกขึ้นและเดินไปหยิบยามาให้แต่เมื่อเขาเปิดกล่องยาก็พบว่ายาหมดแล้ว “ยาหมดแล้ว...”กรพูดเบาๆ พร้อมกับวางกล่องยาในมือ เขาหันกลับมาหาแม่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “เดี๋ยวผมออกไปซื้อให้นะครับ”
แม่ของกรส่ายหัวเบาๆแม้ว่าเธอจะรู้สึกไม่สบาย แต่ความห่วงใยต่อลูกชายยังคงเป็สิ่งสำคัญที่สุด “ไม่เป็ไรหรอกลูก ดึกแล้ว... ทางมันไกลและมืด มันอันตราย”
กรยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“แม่ก็... ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะครับ ไปแป๊บเดียวเอง เดี๋ยวผมกลับมา” แม่ของกรมองลูกชายด้วยความห่วงใยก่อนจะพูดเบาๆ “ขับรถดีๆ นะลูก...”
กรพยักหน้าและยิ้มให้แม่ก่อนจะหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกไปจากบ้านแม้ในใจเขาจะรู้สึกถึงความหวาดกลัวต่อสิ่งที่อาจจะพบเจอข้างนอกแต่ความรักและความห่วงใยที่เขามีต่อแม่เป็สิ่งเดียวที่ทำให้เขาตัดสินใจออกไปในค่ำคืนนี้
กรสตาร์ทรถแล้วขับออกไปในความมืดของค่ำคืนถนนที่เขาใช้เป็เส้นทางกลับบ้านนั้นเงียบสงบและเปลี่ยวราวกับไม่มีใครอยู่ในโลกใบนี้แต่กรไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาในคืนนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็จุดที่มักมีพวกแก๊งค้ายาแอบมาส่งของผิดกฎหมายอยู่บ่อยๆ กรไม่เคยมีปัญหากับพวกนี้มาก่อน เขามักจะเมินพวกมันและผ่านไปโดยไม่สนใจแต่ค่ำคืนนี้แตกต่างออกไป
ขณะที่กรขับรถไปตามทางสายมืดเขาเห็นเงาทะมึนของรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนน และเมื่อเขาขับผ่านไปกลุ่มชายสี่คนในรถนั้นก็มองตามเขาด้วยสายตาเ็าพวกมันเป็สมาชิกแก๊งค้ายาที่กำลังทำงานอยู่
ในสภาพที่สมองถูกครอบงำด้วยสารเสพติดพวกมันเริ่มคิดว่ากรเป็สายสืบของตำรวจที่มาสอดแนม พวกมันไม่รู้จริง ๆหรอกว่าเหตุผลคืออะไร แต่อาการหลอนและหวาดระแวงจากสารเคมีทำให้พวกมันเชื่อเช่นนั้น
พวกมันขับรถตามกรไปอย่างรวดเร็วเสียงเครื่องยนต์ดังก้องไปทั่วถนนเปลี่ยวจนกระทั่งพวกมันเร่งเครื่องและปาดหน้ารถของกรอย่างกระทันหันกรใจนต้องหักพวงมาลัยอย่างแรงและหยุดรถกะทันหัน
กรหายใจหอบและพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงใ“เหี้ยไรวะ”
รถของกรจอดนิ่งอยู่ข้างทางขณะที่พวกมันเริ่มลงจากรถและเดินเข้ามาใกล้กรเริ่มรู้สึกถึงความอันตรายที่กำลังจะเข้ามาหาเขา
หนึ่งในแก๊งก้าวเข้ามาใกล้กรด้วยท่าทางกร้าวร้าวสายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความหลอนและความโกรธ “มึงจะไปไหน...ไอ้สายสืบ”
กรพยายามรักษาความสงบแม้ว่าความหวาดกลัวจะเริ่มเกาะกุมในใจ เขารีบตอบกลับ “เอ่อ... ผมไม่ใช่สายตำรวจหรอกนะ ผมแค่ขับรถผ่านไปเท่านั้นเอง”
แต่คำพูดของกรไม่ได้ทำให้พวกมันสงบลงเลยหนึ่งในพวกแก๊งขยับเข้ามาใกล้ แล้วถีบกรอย่างแรงจนเขาล้มไปพร้อมกับรถเสียงโลหะกระแทกพื้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ขณะที่กรพยายามตั้งตัวขึ้นมาใหม่
หัวหน้าแก๊งคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้กรมองลงมาที่เขาด้วยสายตาเยาะเย้ย “มึงไม่ต้องมาหลอกกูคิดว่ากูโง่เหรอ... มึงคิดว่ากูไม่รู้เหรอว่ามึงกำลังแอบตามเราอยู่”
กรหายใจหอบด้วยความใแต่พยายามอธิบาย “ผมไม่ได้แอบตามพวกคุณจริงๆ...ผมแค่จะไปซื้อยาให้แม่ผมเท่านั้นเอง...”
แต่พวกมันไม่ฟังคำพูดของกรเลยความหวาดระแวงที่เกิดจากสารเสพติดในร่างกายทำให้พวกมันไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้นขณะที่พวกมันเริ่มล้อมกรเอาไว้ กรเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่ไม่มีทางเลี่ยงได้
หนึ่งในแก๊งค้ายาค่อยๆดึงมีดออกมาจากเอว ใบมีดวาววับในแสงจันทร์สายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเื กรเห็นแบบนั้นความหวาดกลัวเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
“เหี้ยแล้ว…”กรคิดในใจ ขณะที่ร่างกายของเขาตอบสนองอย่างรวดเร็วเขารีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปในทิศทางที่ไม่แน่ใจสิ่งเดียวที่เขารู้คือเขาต้องหนีจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
เสียงฝีเท้าหนักๆของพวกแก๊งดังตามหลังเขามา กรไม่หันกลับไปมอง เขาวิ่งเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิตหัวใจเต้นแรงในอก เสียงหอบหายใจดังประสานกับเสียงใบไม้แห้งแตกกรอบใต้ฝีเท้าของเขา
“นี่กูต้องมาเจอเหี้ยไรวะ…”กรร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่เขาวิ่งไปเรื่อย ๆผ่านต้นไม้และกิ่งไม้ที่ขวางทางอยู่
ทุกก้าวที่เขาวิ่งเหมือนกับว่าโลกกำลังปิดกั้นเขาทุกเสียงสะท้อนนั้นทำให้เขารู้สึกว่าพวกมันกำลังใกล้เข้ามาอีกนิดกรไม่รู้ว่าเขาจะหนีไปถึงไหนได้ แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่าเขาต้องหนี…ต้องรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ให้ได้
กรวิ่งหนีสุดชีวิตจนในที่สุดเขาก็พบสถานที่ที่สามารถหลบซ่อนตัวได้มันคือโบราณสถานที่เขาจำได้ว่าเป็ วัดหลง สถานที่ที่เขาเคยได้ยินคนในหมู่บ้านเล่าขานกันถึงความเก่าแก่และบรรยากาศลึกลับของมัน
กรหายใจหอบขณะที่เขาพิงกำแพงโบราณสถาน เขากวาดตามองไปรอบๆ “ที่นี่…วัดหลงเหรอ” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ“นี่เราวิ่งมาไกลขนาดนี้เลยเหรอ…”
เขาแอบซ่อนตัวอยู่ที่นั่นสักพักจนความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศรอบตัวมีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ กรรู้สึกว่ามันปลอดภัยพอสมควรแล้ว เขาพึมพำเบาๆ “พวกเหี้ยนั้นคงไปแล้วสินะ…”
เขาค่อยๆเดินออกจากโบราณสถาน แต่ทันทีที่เขาก้าวออกมาจากบริเวณนั้นสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดและสับสน “อะไรกัน… ก็ตรงนี้วัดหลงนี่…” กรพูดกับตัวเองด้วยความงุนงงขณะที่เขาสำรวจรอบๆ ตัว “ทำไมรอบๆ ถึงดูแปลกไปหมด...”
สิ่งที่ควรจะเป็ป่าเขียวชอุ่มและเงียบสงบกลับถูกแทนที่ด้วยทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นเคยต้นไม้และภูมิทัศน์รอบตัวเขาเปลี่ยนไปราวกับว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย
กรเดินสำรวจไปรอบๆสายตาของเขากวาดมองสิ่งแวดล้อมที่ดูไม่คุ้นเคย เขารู้สึกถึงความไม่ปกติที่เกิดขึ้นทุกอย่างรอบตัวดูแปลกไป ทั้งที่เขาคิดว่าเขาควรจะอยู่ในวัดหลงแต่นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาจำได้เลย
“นี่ที่ไหนวะ...เราแค่ไปหลบอยู่ในนั้น พอเดินออกมาก็เป็ที่ไหนก็ไม่รู้...”กรพูดกับตัวเองด้วยความงุนงง เขาหันกลับไปมองโบราณสถาน“ทั้งที่เดินออกทางเดิมแท้ๆ... เหี้ยไรนี่…”
ความสับสนเริ่มแผ่กระจายไปในใจของกรเขาพยายามเดินกลับเข้าไปในโบราณสถานอีกครั้ง หวังว่าจะสามารถหาทางออกได้แต่เมื่อเขาก้าวออกมาจากทางเดิม ก็พบว่าตัวเองยังคงอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดเดิมไม่มีทางกลับ ไม่มีความคุ้นเคยใด ๆ ที่สามารถให้ความมั่นใจได้
กรเริ่มรู้สึกหวาดกลัวความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ “อะไรวะ...กลับไม่ได้…” เขาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งเขาก็ยังคงอยู่ในสถานที่ลึกลับนี้ ไม่มีทางหนี ไม่มีคำตอบกรเริ่มรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังเล่นตลกกับเขาและสถานการณ์นี้อาจเป็เพียงจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
กรนั่งลงไปกับพื้นความท้อแท้และสิ้นหวังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความสับสนยังคงก่อตัวในใจของเขาขณะที่เขาพยายามรวบรวมสติให้กลับมา แต่ในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองจู่ๆ ก็มีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในเงามืด
เสียงกระทบพื้นดังก้องกรเงยหน้าขึ้นและเห็นบางสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวมันคือตะขาบั์! ตัวมันใหญ่กว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ขนาดที่สามารถทำให้ทุกอย่างรอบตัวดูเล็กลงไปถนัดตา
กรอุทานออกมาอย่างใ“ตะขาบั์เหรอ ตัวแม่งจะใหญ่เกินไปแล้ว”
ตะขาบั์ตัวนั้นพุ่งเข้าหากรด้วยความรวดเร็วร่างกายมันเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินด้วยความน่ากลัวกรรีบลุกขึ้นและวิ่งหนีเข้าไปในป่าทันทีแต่ความใทำให้เขาเสียการทรงตัวและสะดุดล้มลงบนพื้นดิน
กรหอบหายใจด้วยความหวาดกลัวขณะที่เขามองดูตะขาบั์ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ “แย่แล้ว... โดนมันกินแน่...”เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังขณะที่ความหวาดกลัวเริ่มเข้าครอบงำจิตใจของเขา
เสียงการเคลื่อนไหวของตะขาบั์ดังก้องขึ้นเรื่อยๆขณะที่มันเข้าใกล้กรทุกที โลกของเขาดูเหมือนจะหยุดนิ่งขณะที่เขารู้สึกว่าความหวังทั้งหมดกำลังหายไปจากชีวิตของเขา
ทันใดนั้น ก่อนที่ตะขาบั์จะเข้าถึงตัวกรก็มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้าหาตะขาบด้วยความรวดเร็ว เสียงดัง ฟุ่บ เป็ก้อนไฟปริศนาที่กระแทกเข้ากับตัวตะขาบั์มันส่งเสียงร้องก้องไปทั่วป่า ก่อนจะล้มลงไปกับพื้นด้วยความเ็ป
กรมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความใและไม่เข้าใจแต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งสติ ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดของป่าเขาดูท่าทางชราแต่เปี่ยมด้วยพลัง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ชายแก่ยิ้มอย่างอบอุ่นและพูดขึ้น“เกือบไปแล้วนะ ไอ้หนุ่ม... เกือบโดนไอ้ตะบองพลำนี้กินเข้าแล้ว”
กรยังคงหอบหายใจจากความใเมื่อครู่แต่เขารีบลุกขึ้นมายืนและขอบคุณชายแก่ด้วยน้ำเสียงสั่น “ตะบองพลำเหรอ... ขอบคุณมากครับ คุณช่วยชีวิตผมไว้จริงๆ”
ชายแก่หัวเราะเบาๆพร้อมกับเก็บก้อนไฟปริศนาที่เขาใช้ขว้างตะบองพลำ “ไม่เป็ไรหรอกไอ้หนุ่ม...เ้านี่มันอยู่แถวนี้มานานแล้ว ถ้าไม่ระวังหน่อยก็มีหวังโดนมันเล่นงานเอาได้”
กรยังคงมองชายแก่อย่างสงสัยและประหลาดใจแต่ก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือที่เขาได้รับอย่างแท้จริง
ชายแก่หันมามองกรด้วยความสงสัยเล็กน้อย“ทำไมไม่ป้องกันตัวเองล่ะ ไอ้ตะบองพลำนี้ใช้วิชาไฟเผามันน่าจะง่ายที่สุดแล้ว…”
กรขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ“วิชาไฟเหรอ อะไรนั่น...”
ชายแก่ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย“ก็เวทมนตร์ไง... อย่าบอกนะว่าเข้ามาในป่าแห่งนี้โดยที่ใช้วิชาโจมตีง่ายๆอย่างวิชาไฟไม่เป็”
กรยิ่งสับสนมากขึ้นเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย “เวทมนตร์แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน”
ชายแก่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันมามองรอบๆ“ดูเหมือนว่าลูกจะไม่รู้จริงๆ สินะ… ที่นี่ไม่ใช่ป่าธรรมดาที่นี่คือป่าลี้ลับที่เชื่อมต่อกับโลกเวทมนตร์ทุกคนที่เข้ามาต้องมีความรู้ในเื่เวทมนตร์เพื่อป้องกันตัวเองไม่งั้นก็ยากที่จะรอดกลับไปได้”
กรยิ่งสับสนและหวาดกลัวกับสิ่งที่เขาได้ยินโลกที่เขาเคยรู้จักเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงขณะที่เขาต้องเผชิญกับความจริงใหม่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
ชายแก่มองกรด้วยความสงสัยก่อนจะพูดขึ้น “หน้าตาของแกดูไม่คุ้นเลย...แกคงไม่ใช่คนแถวนี้สินะ งั้นรีบออกจากป่านี้ก่อนดีกว่า ที่นี่มันอันตรายเดินไหวใช่ไหม ตามฉันมา…”
กรพยักหน้าเบาๆเขายังคงสับสนและไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เขาตัดสินใจเดินตามชายแก่ไปเพราะนี่อาจเป็ทางเดียวที่ทำให้เขาปลอดภัย
ทั้งสองเดินไปท่ามกลางบรรยากาศที่มืดมิดหมอกหนาโอบล้อมรอบตัวพวกเขา มีเพียงแสงจันทร์ส่องสว่างเพียงเล็กน้อยพอให้มองเห็นทางเดินได้ลางๆความเงียบสงัดของป่าทำให้ทุกย่างก้าวของกรรู้สึกหนักอึ้งราวกับว่าทุกอย่างรอบตัวกำลังจับตามองเขา
พวกเขาเดินต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งหมู่บ้านที่ดูโบราณและเต็มไปด้วยบรรยากาศย้อนยุค บ้านเรือนสร้างด้วยไม้เก่าแก่หน้าต่างถูกปิดด้วยไม้ที่ดูเหมือนผ่านกาลเวลามานานแสนนาน
กรมองไปรอบ ๆหมู่บ้านด้วยความสับสนและสงสัย “ที่นี่… ที่ไหนกัน ไชยาหรือเปล่า”
ชายแก่หัวเราะเบาๆ ขณะเดินนำทางต่อ “ไชยาเหรอ แล้วแกมาจากที่นั่นหรือไง”
กรพยักหน้า “ใช่ ผมมาจากไชยา... แล้วที่นี่ไม่ใช่ไชยาเหรอ”
ชายแก่หยุดเดินชั่วครู่และหันกลับมามองกร“ไชยา... เหมือนเคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง แต่ไม่รู้จักหรอก”
กรยิ่งสับสนมากขึ้น“เอ๋ แล้วที่นี่ที่ไหนกันแน่”
ชายแก่ยิ้มเล็กน้อย“ก็หมู่บ้านลับแลไง...”
กรรู้สึกถึงความลึกลับที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขาขณะที่เขาต้องเผชิญกับสถานที่และเื่ราวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนโลกที่เขาเคยเชื่อว่าเป็จริงเริ่มคลี่คลายไปสู่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน
กรยังคงมองไปรอบๆด้วยความไม่เชื่อ
“หมู่บ้านลับแลเหรอ...นี่มันเมืองลับแล เมืองในตำนานน่ะ มีจริงด้วยเหรอ”
ชายแก่หัวเราะเบาๆแต่สายตาของเขาแฝงด้วยความสงสัย “ตำนานเหรอ ก็แค่หมู่บ้านธรรมดานี่แหละ...แกมาจากที่ไหนกันแน่”
กรยักไหล่ด้วยความไม่มั่นใจ“ไม่รู้สิ... จู่ๆ ก็มาโผล่ที่นี่ ผมแค่เข้ามาหลบพวกแก๊งในวัดหลง แล้วจู่ๆก็มาโผล่ที่นี่”
ชายแก่หรี่ตาเล็กน้อยความสงสัยเริ่มแสดงออกทางใบหน้าของเขา เขาหยุดเดินและหันกลับมามองกรอย่างจริงจัง “วัดหลงเหรอ... นั่นคงเป็สาเหตุที่แกมาอยู่ที่นี่ได้...”
ชายแก่หยุดพูดชั่วครู่สายตาของเขาจับจ้องที่กรด้วยความสงสัย ก่อนจะพูดเบาๆ “หรือว่าแก...”
ทันใดนั้นเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนา หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาเธอแต่งตัวด้วยชุดแบบโบราณ ราวกับหลุดมาจากยุคสมัยก่อน สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
“คุณพ่อคะ...”เธอพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหา “แอบเข้าไปในป่าอีกแล้วใช่ไหม หนูบอกกี่ครั้งแล้วว่ามันอันตราย…”
ชายแก่หันไปมองลูกสาวของเขาด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย“หนูเป็ห่วงพ่อเกินไปน่า... พ่อแค่ไปดูรอบๆ เท่านั้นเอง”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจก่อนจะหันมามองกรด้วยความสงสัย “แล้วคนนี้ล่ะคะ เขามาจากไหน”
กรรู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เขารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดาอย่างที่ชายแก่บอกแต่เต็มไปด้วยความลับที่ยังไม่ถูกเปิดเผย
ชายแก่หันมามองกรด้วยรอยยิ้มเป็มิตร“ว่าแต่... แกชื่ออะไรนะ”
กรตอบกลับอย่างสุภาพ“ผมน่ะเหรอ ชื่อกรครับ”
ชายแก่พยักหน้า “ฉันชื่อพร เป็ผู้ใหญ่บ้านของที่นี่... และนี่ลูกสาวฉัน ชื่อแพร”
แพรที่ยืนอยู่ข้างๆมองกรด้วยความสงสัย ดวงตาของเธอจับจ้องที่เสื้อผ้าของเขาซึ่งแตกต่างจากผู้คนในหมู่บ้านนี้“แล้วนี่ใครเหรอคะ แต่งตัวแปลกจัง...”
กรยิ้มเจื่อนๆขณะที่รู้สึกถึงความแปลกแยกที่เกิดขึ้นจากการพบเจอกับคนในหมู่บ้านลับแลนี้เขาไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตหรือการแต่งกายของพวกเขาเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กน้อยจากการที่ชายแก่และแพรยอมรับเขาเข้ามาในหมู่บ้านแม้ว่าเขาจะเป็คนนอกก็ตาม
กรลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามออกมา“พอจะบอกทางไปไชยาให้ผมได้ไหมครับ”
พรหันมามองกรอย่างพิจารณาก่อนจะตอบ “ก็กลับทางที่นายมาไง...”
กรถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ“ผมลองแล้ว แต่มันทำไม่ได้... เหมือนกับจู่ๆผมมาโผล่ที่นี่ได้ยังไงก็ไม่รู้”
พรขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย“อืม... ดูเหมือนแกไม่ใช่คนของโลกนี้สินะคงจะมีอะไรบางอย่างพานายมาที่นี่...”
กรมองพรด้วยความประหลาดใจ“หมายความว่ายังไงครับ”
พรอธิบายต่อ “สำหรับที่นี่... ตรงจุดที่ฉันเจอนาย มันเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็เหมือนประตูข้ามไปยังอีกโลกหนึ่ง...คนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่นี่ไม่ควรจะเข้ามาได้ แต่ถ้านายมาอยู่ที่นี่ แสดงว่าต้องมีบางอย่างที่พานายมาที่นี่”
กรรู้สึกถึงความเยือกเย็นที่ไหลผ่านร่างกายเมื่อเขาเริ่มเข้าใจว่าตัวเองอาจจะไม่ได้อยู่ในโลกที่เขารู้จักอีกต่อไปแล้ว
กรรู้สึกถึงความหวังเล็กๆที่แวบขึ้นมาในใจ เขารีบถามพรด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “งั้นแปลว่าคุณสามารถทำให้ผมกลับไปได้ใช่ไหม”
พรส่ายหัวอย่างช้าๆ“ไม่ได้หรอก... การใช้ประตูนั้นต้องใช้เวทมนตร์ที่ฉันเองก็ใช้ไม่เป็มีเพียงผู้ใช้เวทมนตร์ระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่สามารถใช้งานได้”
กรรู้สึกถึงความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง“งั้นก็ให้เขามาช่วยผมหน่อยสิ... ผมต้องกลับบ้าน”
พรหันมามองกรด้วยความเศร้าในสายตา“ไม่มีหรอก... คนระดับนั้น ไม่มีในหมู่บ้านนี้นานแล้ว...”
คำพูดของพรทำให้กรรู้สึกเหมือนถูกกระแทกด้วยความจริงที่น่าหวาดกลัว“งั้นผมก็กลับไม่ได้ใช่ไหม...”
พรไม่พูดอะไร แต่สายตาของเขาบ่งบอกถึงความจริงที่กรต้องเผชิญกรรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่เข้าครอบงำความรู้สึกที่เขาถูกติดอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย โดยไม่มีทางกลับไปยังบ้านของเขาได้
แพรเดินเข้ามาใกล้พ่อของเธอและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคิด“พ่อคะ... หรือว่า…”
พรพยักหน้าเล็กน้อยเขาหันกลับไปหากรและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แกพักที่นี่ก่อน...ไว้ฉันจะลองหาวิธีช่วยนายดู”
จากนั้นพรหันมาทางแพร“แพร... พานายกรไปหาข้าวหาปลากินหน่อย”
แพรพยักหน้า “คะ พ่อ”
เธอหันไปหากรและยิ้มให้เขาอย่างอบอุ่น“นายน่ะ ชื่อกรสินะ”
กรพยักหน้าตอบกลับ“ครับ”
แพรยังคงยิ้มอย่างเป็มิตร“ฉันจะพานายไปที่พักนะ เดี๋ยวเราจะหาทางกลับให้เอง...พ่อฉันรู้จักคนที่เก่งมาก เขาเป็ถึงระดับอาจารย์คุณไสยไฟเลยนะ อาจจะช่วยนายได้”
กรรู้สึกถึงความหวังเล็กๆที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแต่เขารู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือและการต้อนรับที่เขาได้รับจากคนในหมู่บ้านลับแลนี้
ณศาลากลางหมู่บ้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆผ่านเข้ามาในห้อง ประชาชนของหมู่บ้านต่างนั่งรอคอยคำพูดของพรผู้ใหญ่บ้านที่เป็ที่เคารพ
พรยืนอยู่ตรงกลางและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง“เอาล่ะ... ทุกคนมาที่นี่ครบแล้วนะ”
ชายคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงมุมห้องเขาเป็อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในคุณไสยดิน ชื่อว่าอ่ำ เขามองพรด้วยความสงสัย “เรียกประชุมด่วนแบบนี้ มีเื่อะไรเหรอ”
อีกด้านหนึ่ง ปลาหรืออาจารย์คุณไสยน้ำยิ้มและพยักหน้าให้ผู้ใหญ่บ้าน “สวัสดีค่ะผู้ใหญ่บ้าน”
เหินผู้เชี่ยวชาญคุณไสยลม ขยับตัวเล็กน้อย เขาดูเหมือนคนที่ไม่ชอบเสียเวลานานๆ “มีอะไรก็ว่ามา... คนไม่ได้ว่างทั้งวันนะ”
พรมองไปรอบๆห้องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจก่อนจะเริ่มต้นพูดถึงเื่ที่นำพวกเขามารวมตัวกัน
พรยืนเงียบไปครู่หนึ่งสายตาของเขาจับจ้องไปที่อาจารย์คุณไสยแต่ละคนก่อนจะเอ่ยคำพูดที่ทำให้ทุกคนในห้องต่างนิ่งอึ้ง“ฉันอยากจะบอกทุกคนว่า... คำทำนายเป็จริงแล้ว ชายผู้นั้นมาแล้ว...”
อาจารย์คุณไสยทุกคนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินสีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที
เหินขมวดคิ้วด้วยความกังวลเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความไม่แน่ใจ “ชายผู้หลงทาง... ใช่ไหม”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องประชุมทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่พร รอคอยคำตอบต่อไปขณะที่ความหมายของคำทำนายและการมาถึงของชายผู้นั้นยังคงเป็ปริศนาที่ทุกคนพยายามจะไขว่คว้า
ปลายืนขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ฉันจะขอทวนคำทำนายของพระแม่ให้ฟังอีกครั้งนะคะ...จากนิมิตที่พระแม่เห็นและได้กล่าวไว้ก่อนตาย”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอขณะที่เธอพูดต่อ “พระแม่ได้ทำนายไว้ว่า...ชายหนุ่มผู้หลงทางในป่าที่มืดมิด จะเข้ามาช่วยพวกเราให้พ้นจากมารร้าย... และเขาจะทำลายทุกสิ่ง…”
คำพูดสุดท้ายของปลาก้องอยู่ในห้องบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงันทุกคนต่างจ้องมองกันด้วยความกังวลและไม่แน่ใจ
คำทำนายที่เต็มไปด้วยความหวังแต่ในขณะเดียวกันก็มีความกลัวแฝงอยู่ ทุกคนต่างสงสัยว่าชายหนุ่มผู้นี้จะเป็ใครและสิ่งที่เขาจะทำลายคืออะไร
อ่ำขยับตัวเล็กน้อยสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและไม่สบายใจ “กูว่าเราควรรีบกำจัดเขานะ...ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น”
พรหันมามองอ่ำด้วยสายตาที่จริงจัง“เขาจะเป็คนที่ช่วยเรานะ ไอ้อ่ำ...พระแม่บอกไว้ว่าชายผู้นี้จะช่วยพวกเราพ้นจากมารร้าย”
เหินที่นั่งอยู่ในมุมห้องพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ“กูเองก็เห็นด้วยกับอ่ำนะ... คำทำนายบอกอยู่แล้วว่าเขาจะทำลายทุกสิ่งไม่ว่าเขาจะช่วยเราหรือไม่ แต่สิ่งที่เขาทำอาจทำให้ทุกอย่างพังทลายลง”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบงันความขัดแย้งในความคิดเห็นของอาจารย์คุณไสยแต่ละคนเริ่มก่อตัวขึ้นแต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคำทำนายนี้จะนำพาพวกเขาไปสู่สิ่งใด
พรยืนขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“กูคิดว่าคำทำนายมันกำกวมและไม่ชัดเจน...พระแม่อาจหมายถึงการทำลายทุกสิ่งที่เป็มารร้ายก็ได้ไม่ใช่การทำลายทุกอย่างอย่างที่พวกเราคิด”
ปลาพยักหน้าเห็นด้วยสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจ “ฉันเห็นด้วยกับผู้ใหญ่บ้าน...ฉันคิดว่าเขาอาจจะมาช่วยเราได้ ถ้าเขาเป็คนที่ถูกส่งมาเพื่อปกป้องพวกเรางั้นคุณพาเขามาเจอพวกเราหน่อยสิ เราจะได้ตัดสินใจกันให้ชัดเจน”
บรรยากาศในห้องยังคงเต็มไปด้วยความเงียบทุกคนต่างรอฟังคำตอบจากพรขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของหมู่บ้านและทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่
พรหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ฉันอยากจะบอกอะไรหน่อย...คือว่าเขาใช้วิชาอะไรไม่ได้เลย”
เสียงหายใจของทุกคนหยุดชะงักทันทีเหินขมวดคิ้วและพูดขึ้นด้วยความไม่เชื่อ “หา คนที่จะมากำจัดความชั่วร้ายเนี่ยนะ...ใช้วิชาอะไรไม่ได้เลย”
อ่ำส่ายหัวเล็กน้อยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “ไม่ใช่เขาหรอกมั้ง...ผู้ใหญ่บ้านคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
พรยังคงยืนหยัดในความเชื่อของตัวเองเขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ไม่ผิดหรอก... ต้องเป็เขาแน่ๆ”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องอีกครั้งขณะที่ความไม่เชื่อและความขัดแย้งยังคงคุกรุ่นในหมู่พวกเขาทุกคนต่างไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มผู้ที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้เลยจะสามารถช่วยพวกเขาได้จริงหรือไม่
พรพา กร และแพรเดินเข้ามาในศาลากลางหมู่บ้านทุกสายตาของอาจารย์คุณไสยต่างจับจ้องมาที่กรด้วยความเงียบสงบแต่แฝงไปด้วยความสงสัยและความคาดหวังที่ยังไม่ชัดเจน
กรรู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ซ่านไปทั่วห้องขณะที่เขายืนอยู่ตรงหน้าผู้คนที่ดูทรงพลังและเปี่ยมด้วยความรู้เขายืนนิ่งอย่างไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดี
พรหันไปหาทุกคนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ“ก็คนนี้แหละ... ทุกคน”
บรรยากาศยังคงเงียบงันไม่มีใครพูดอะไรออกมาในทันที ทุกคนต่างจับตามองกรอย่างพินิจพิเคราะห์พยายามหาคำตอบว่าชายหนุ่มคนนี้คือคนที่คำทำนายพูดถึงจริงหรือไม่
กรรู้สึกถึงความสงสัยและความไม่แน่ใจที่แผ่ซ่านออกมาจากสายตาของทุกคนแต่เขายังคงยืนนิ่ง ขณะที่พยายามรวบรวมสติในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้
ปลามองกรอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัย “ก็ดูไม่น่าอันตรายนะ... แต่ใช้คุณไสยไม่ได้เนี่ยสิแล้วนายทำอะไรได้บ้าง”
กรหายใจเข้าลึกรู้สึกกดดันจากสายตาที่จับจ้องมาที่เขา เขาพยายามหาคำตอบ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี “เอ่อ... คือ…”
อ่ำขยับตัวเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“ไม่ใช่เขาหรอก... ดูอ่อนแอขนาดนี้”
เหินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“โตขนาดนี้แล้วยังใช้คุณไสยไม่ได้... แล้วจะใช้วิธีไหนมาช่วยพวกเรา”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องทุกสายตายังคงจ้องมาที่กรอย่างวิจารณ์ กรรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจขณะที่เขาพยายามหาทางพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าคนเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไรที่จะทำให้พวกเขายอมรับ
พรพยายามระงับความตึงเครียดในห้องเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “เอานะทุกคน...เื่นั้นค่อยว่ากัน เื่คุณไสย ฉันจะจัดการสอนเขาเอง”
เหินส่ายหัวอย่างไม่ค่อยเห็นด้วย“ลูกสาวฉันสี่ขวบยังใช้ได้แล้ว... แต่ไอ้หนุ่มนี่อายุก็ยี่สิบกว่าแล้วสอนตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ”
ปลาที่นั่งเงียบมาสักพักพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหวัง “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แข็งดัดยาก... แต่ก็ใช่ว่าจะดัดไม่ได้ ถึงจะดูเป็ไปได้ยาก”
บรรยากาศในห้องเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยหลังจากที่แต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นออกมาแล้ว พรรู้สึกถึงความกดดันที่คลายลงเขาหันมามองทุกคนและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสรุป “งั้น...จบการประชุมแค่นี้นะ”
ทุกคนพยักหน้าและเริ่มทยอยกันออกไปจากศาลาขณะที่กรยืนอยู่นิ่งๆ ยังคงประมวลผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นและสงสัยว่าสิ่งที่รอเขาอยู่ข้างหน้าจะเป็อย่างไร
ณบ้านของผู้ใหญ่บ้าน บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ พรนั่งลงที่โต๊ะไม้กลางห้องขณะที่กรนั่งลงตรงข้ามเขา สีหน้าของพรก็แฝงไปด้วยความคิดลึกซึ้ง
พรเริ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ“เื่วิธีกลับบ้านของนาย... ฉันจะลองหาวิธีให้แต่ก่อนอื่นฉันอยากจะบอกอะไรแก... ที่แกมาโผล่ที่นี่ ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างแน่โชคชะตาถึงพานายมาที่นี่”
กรหัวเราะเบาๆและตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “ไม่หรอกครับ...คงแค่บังเอิญน่ะ”
พรยิ้มเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขายังคงสื่อถึงความเชื่อมั่น “มันอาจจะเป็แบบนั้นก็ได้...แต่ฉันคิดว่าเื่บังเอิญไม่มีจริงหรอก ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผลของมัน”
พรหยุดไปชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ฉันจะสอนนายใช้เวทมนตร์...เพราะยังไงนายก็ต้องอยู่ที่นี่สักพัก”
กรหายใจลึกและพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความกังวล“เวทมนตร์เหรอ ขอโทษนะ แต่ผมต้องรีบกลับบ้านไปดูแลแม่ผม...ผมไม่สามารถมาเสียเวลาที่นี่ได้นาน ถึงมันจะน่าสนใจก็เถอะแต่ก่อนอื่นผมต้องรีบกลับ”
พรพยักหน้าเล็กน้อยรู้สึกถึงความเร่งด่วนในคำพูดของกร เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเข้าใจ “ฉันเข้าใจว่านายมีเหตุผล... แต่ก็อย่างที่บอก ฉันจะหาวิธีกลับให้นาย”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น“แต่ถ้านายอยากรอดกลับไปถึงบ้าน นายต้องมีอะไรไว้ป้องกันตัว”
กรขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“ป้องกันตัวเหรอ จากอะไร”
พรสบตากรด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล“พวกนักล่าิญญา... พวกมันคอยไล่ล่าและฆ่าพวกเรา เพื่อเอาิญญาไปฉันเองก็ยังไม่รู้เหตุผลของพวกมันหรอกแต่มีพวกเราหลายคนที่พลาดท่าให้พวกมันไปแล้ว”
กรรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเมื่อได้ยินคำว่า "นักล่าิญญา"
“นักล่าิญญา...”เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
พรพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ใช่... ถ้านายไม่อยากตาย นายต้องสู้”
คำพูดของพรดังก้องในหัวของกรขณะที่เขาเริ่มตระหนักว่าการกลับบ้านอาจไม่ง่ายอย่างที่คิดและเขาอาจต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัวและอันตรายกว่าที่เคยเจอมาก่อน
กรยืนอยู่ต่อหน้าพรด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย“งั้นจะสอนผมยังไงล่ะ”
พรพยักหน้าแล้วเดินไปที่กองดินถังน้ำ และกองไฟที่เตรียมไว้ เขาชี้ไปที่สิ่งเ่าั้แล้วอธิบาย “ก่อนอื่น... เราต้องหาธาตุของแก ลองนึกภาพสิ่งที่แก้าแล้วเชื่อมั่นว่ามันจะเกิดขึ้น”
กรมองไปที่กองไฟด้วยความสงสัยพรพูดต่อ “และถ้าอยากให้มั่นใจอีกนิด...ก็พูดมันออกไป เช่น ‘อัคคีจงลุกโชน’”
ทันทีที่พรพูดจบไฟกองเล็กๆ ที่วางอยู่เริ่มลุกโชนขึ้นมาราวกับได้รับคำสั่งกรรู้สึกใจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ
“นี่มัน...”กรร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและใ
พรยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เงียบสงบ“นั่นแหละ... นี่คือพลังของเวทมนตร์ หากนาย้าอยู่รอด นายต้องเรียนรู้ที่จะใช้มัน”
กรยังคงยืนมองไฟที่ลุกโชนด้วยความทึ่งขณะที่ความจริงของโลกใบใหม่นี้เริ่มเผยให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
กรสูดหายใจลึกก่อนจะลองพูดตามที่พรแนะนำ “ก็ได้...งั้นผมจะลองดู... ‘อัคคีจงลุกโชน’”
ทุกอย่างหยุดนิ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น กองไฟที่กรจ้องมองยังคงนิ่งเฉยกรขมวดคิ้วด้วยความสับสนและผิดหวังเล็กน้อย
พรยิ้มเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ“อย่าพึ่งถอดใจ... บางทีนายอาจไม่ใช่ธาตุไฟก็ได้”
กรพยักหน้าช้าๆก่อนจะลองคำสั่งอื่น “งั้น... ธรณีจงลอยขึ้นวารีจงพุ่งไป”
แต่ทุกอย่างยังคงหยุดนิ่งไม่มีดินลอยขึ้น ไม่มีน้ำพุ่งไปตามคำสั่ง
พรยังคงรักษาน้ำเสียงที่ให้กำลังใจ“ลองทำให้ลมพัดไม้ด้านหน้านายดูสิ... ลองพูดว่า ‘วายุจงพัดพา’”
กรพยายามอีกครั้ง“วายุจงพัดพา”
แต่ทุกอย่างยังคงเงียบงันไม่มีลมพัด ไม่มีการเคลื่อนไหว กรมองไปที่พรด้วยความไม่แน่ใจขณะที่เขารู้สึกว่าการฝึกเวทมนตร์อาจจะยากกว่าที่เขาคิด
พรหันมายิ้มให้กรแม้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่คาดหวัง “เอานะ...ไม่เป็ไร วันแรกก็เป็แบบนี้แหละ... ไว้ค่อยๆ ฝึกไป แต่...นายเป็คนแรกเลยนะที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นเลย”
กรถอนหายใจหนักๆรู้สึกถึงความผิดหวังในตัวเอง “ผมคงทำไม่ได้หรอก...ผมไม่ใช่ชาวเมืองลับแลเหมือนพวกคุณนี่นา”
พรยังคงยิ้มให้กำลังใจเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ไม่มีอะไรเป็ไปไม่ได้หรอก...ทุกคนมีพลังของตัวเอง แค่เราต้องหามันให้เจอเท่านั้น”
พรหันไปทางแพร “แพร... หลังจากนี้เธอช่วยสอนเขาด้วยนะก่อนอื่นเราต้องหาธาตุของเขาให้ได้ก่อน”
แพรพยักหน้าและยิ้มให้กับกร“ค่ะ... ฉันจะพยายามสอนเขาดู”
กรมองไปที่แพรและพรด้วยความรู้สึกของความหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้นเล็กน้อยแม้ว่าเขาจะยังไม่แน่ใจในตัวเองแต่เขาก็รู้สึกขอบคุณในความพยายามและความเชื่อมั่นที่คนในหมู่บ้านนี้มีให้เขา
ในวันถัดมากรและแพรยืนอยู่ท่ามกลางสนามฝึกที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความมุ่งมั่นกรหอบหายใจหนัก ขณะที่เขาพยายามจะรวบรวมพลังเพื่อฝึกเวทมนตร์อีกครั้ง
แพรยืนอยู่ข้างๆด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “พยายามหน่อย...ลองอีกครั้ง”
กรหายใจหนักและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า“ไม่ไหวแล้ว... หัวจะะเิอยู่แล้ว ต้องคิดยังไงวะเนี่ย”
แพรมองกรด้วยความเห็นใจแต่ยังคงให้กำลังใจ “นายต้องคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง...และต้องเชื่ออย่างสุดใจ”
กรพยายามตั้งสติและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน“ฉันก็ทำตามที่บอกแล้วนะ... แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”
แพรยิ้มเล็กน้อยและพยายามให้กำลังใจต่อ“ไม่เป็ไร... บางทีการทำสิ่งนี้ต้องใช้เวลา พยายามเชื่อมั่นในตัวเองอย่ายอมแพ้นะ”
กรพยักหน้าเล็กน้อยแม้ว่าจะยังรู้สึกท้อแท้ แต่เขารู้ว่าการฝึกนี้สำคัญหากเขา้าเอาตัวรอดในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแพรช่วยฝึกกรอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ ทุกวันผ่านไปอย่างหนักหน่วงกรพยายามทุกวิถีทางที่จะใช้เวทมนตร์ แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้
วันหนึ่งขณะที่กรนั่งอยู่ที่สนามฝึกเขาส่ายหัวอย่างท้อแท้และพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “ไม่ไหวแล้ว... ไม่อยากฝึกมันแล้ว... รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปเปล่าๆหัวจะะเิอยู่แล้ว”
เขาหันมามองแพรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “อยากกลับบ้านเว้ยยย”
ความท้อแท้และความเหนื่อยล้าทำให้กรรู้สึกว่าเขากำลังติดอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกเขาไม่สามารถหาวิธีที่จะฝึกเวทมนตร์ให้สำเร็จได้และความคิดถึงบ้านก็กดดันเขามากขึ้นเรื่อยๆ
แพรมองกรด้วยรอยยิ้มอบอุ่นก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปลอบโยน “เอาน่า...เราไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกันดีกว่า เผื่อนายจะใจเย็นขึ้น ตามฉันมา”
กรพยักหน้าแม้ว่าจะยังรู้สึกท้อแท้ แต่ก็คิดว่าการเปลี่ยนบรรยากาศอาจจะช่วยได้ “ก็ดีเหมือนกัน”
พวกเขาเริ่มเดินไปด้วยกันแพรพากรผ่านเส้นทางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ระหว่างทาง กรเริ่มสังเกตเห็นสัตว์และต้นไม้หน้าตาแปลกๆมากมาย มีต้นไม้ที่มีสีสันสดใสและสัตว์ที่มีรูปร่างไม่เหมือนสัตว์ทั่วไปมันทำให้กรรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ
ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามทุ่งหญ้าเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสและต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา กรยืนมองด้วยความทึ่งดวงตาเบิกกว้างขณะที่เขารู้สึกถึงความสงบที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้มอบให้
“ว้าว...อย่างกับอยู่ในหนังเลย”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและทึ่งกับสิ่งที่เห็น
แพรยิ้มให้กับความตื่นเต้นของกรขณะที่ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางความงามของธรรมชาติมันช่วยให้กรรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะยังมีปัญหามากมายที่เขาต้องเผชิญแต่่เวลานี้ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขาอาจจะพบความสงบได้ในโลกใบนี้เช่นกัน
ขณะที่กรเดินผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เขาก็สังเกตเห็นสัตว์หน้าตาแปลกๆ หลายตัวสัตว์เ่าั้ดูเหมือนจะผสมกันระหว่างหลายชนิด ทั้งหมา แมว ตุ๊กแก กิ้งก่า ลิงและเสือ พวกมันมีแขนยาวและลำตัวยาวยืดคล้ายสัตว์เลื้อยคลานกรหยุดเดินและจ้องมองพวกมันด้วยความสงสัยและตื่นเต้น
“นั่นตัวอะไรนะ”กรถามขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่สัตว์แปลกประหลาดเ่าั้
แพรหันไปมองตามมือของกรแล้วหัวเราะเบาๆ “เอ๋... นายไม่เคยเห็นเหรอนั่นคือ มอม น่ะ”
กรยังคงมองมอมด้วยความสับสน“มอมเหรอ... ตัวอะไรวะ ฉันจะไปเคยเห็นได้ยังไง ฉันมาจากอีกโลกหนึ่งนะ”
แพรหัวเราะเบาๆและยิ้มอย่างอ่อนโยน “มันไม่อันตรายหรอก...ไม่ต้องกลัว นั่นดูสิ”
เธอชี้นิ้วไปที่สัตว์อีกตัวหนึ่งที่เดินอยู่ไม่ไกลสัตว์ตัวนั้นมีรูปร่างเหมือนกวาง แต่มีเขาเพียงเขาเดียว หางเหมือนวัว หัวเป็ัและเท้ามีกีบเหมือนม้า “นั่นคือ... กิเลน”แพรอธิบายด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจเล็กน้อย
กรมองกิเลนด้วยความทึ่งขณะที่มันเดินอย่างสง่างามผ่านทุ่งหญ้า เขาไม่เคยเห็นสัตว์อะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิตมันเป็อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ที่เขาไม่เคยััมาก่อน
แพรพากรเดินสำรวจทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของธรรมชาติสัตว์แปลกๆ หลายชนิดเคลื่อนไหวอย่างสง่างามรอบๆ พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสวยงามและความลึกลับของโลกนี้
พวกเขาเห็นมอมสัตว์ที่มีลักษณะรวมหลายชนิด ทั้งหมา แมว ตุ๊กแก กิ้งก่า ลิง และเสือมีแขนยาวและลำตัวยาวคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน มันเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลในทุ่งหญ้า
ถัดไป พวกเขาพบกิเลนสัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนกวาง แต่มีเขาเดียว หางเหมือนวัว หัวเป็ัและเท้ามีกีบเหมือนม้า มันเดินผ่านทุ่งหญ้าอย่างสง่างาม
แพรยังชี้ไปที่ปี่เซียะสัตว์ที่มีรูปร่างและเขาคล้ายกวาง แต่หน้าตาคล้ายสิงโต มีปีกคล้ายนก หลังคล้ายปลาและหางคล้ายแมว ส่วนบางส่วนของท้องและหัวคล้ายั
ม้านิลัก็กำลังวิ่งอย่างรวดเร็วมันมีหัวเป็ั ตัวเป็ม้า และหางเป็นาค พวกเขาเฝ้ามองมันด้วยความทึ่ง
ในแม่น้ำใกล้ๆพวกเขาเห็นวารีกุญชร สัตว์ที่มีรูปร่างเป็ช้าง มีเท้าทั้งสี่และหางเป็ปลาที่เคลื่อนไหวในน้ำอย่างอ่อนช้อย
กรมองไปรอบ ๆด้วยความตื่นเต้น “ว้าว... ได้เจอสัตว์แปลกๆเยอะเลย”
แพรยิ้มให้กับความทึ่งของกรขณะที่พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
แพรมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย“มันยังมีอีกหลายตัวนะที่ฉันอยากให้นายได้เห็น... แต่บางตัวก็หาดูยากมากฟ้ากำลังจะมืดแล้ว เรากลับกันเถอะ”
กรพยักหน้าและยิ้มขณะที่พวกเขาเริ่มเดินทางกลับระหว่างทาง แพรพูดถึงสัตว์และสิ่งต่างๆ ที่กรได้เห็นในวันนี้เธออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับมกร สัตว์ที่มีครึ่งหน้าเป็ช้าง จระเข้และกวาง ส่วนครึ่งหลังเป็ปลา เธอยังพูดถึงัสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่มีปีก แต่สามารถบินไปในอากาศได้ และบางสายพันธุ์ก็มีปีกัมีเขี้ยวขนาดใหญ่และแผงคอเหมือนสิงโต
แพรยังพูดถึงพญานาคสัตว์คล้ายัที่มีรูปร่างเป็งูขนาดใหญ่มีหงอน และมีอิทธิฤทธิ์มากมายบางตัวสามารถพ่นพิษหรือพ่นไฟได้ และเหรา ที่มีลักษณะคล้ายจระเข้ผสมกับพญานาค
เธอยังเอ่ยถึงชื่อสัตว์อื่นๆอีกมากมายที่หาดูได้ยาก เช่น ครุฑ, นรสิงห์, เงือก, กินรี, มักกะลีผล, ช้างเอราวัณ, และอีกหลายชนิดที่เธอเพียงแค่บอกชื่อโดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมด
กรฟังแพรด้วยความสนใจและทึ่งในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกนี้ขณะที่พวกเขาเดินกลับหมู่บ้านกรรู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่มหัศจรรย์และยังมีอะไรอีกมากมายให้เขาได้ค้นพบ
กรคิดถึงสิ่งที่ได้เห็นตลอดทั้งวันหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความประทับใจและความสงสัย “สิ่งที่ผมได้เห็นในวันนี้...มันมหัศจรรย์มาก บางทีก็สงสัย... นี่เรากำลังฝันอยู่หรือเปล่านะ”
ขณะที่เขาเดินเคียงข้างแพรความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เขาหันไปมองเธอ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมกันนะ... ทำไมผมถึงรู้สึกแปลกๆ... หรือว่าผมจะชอบเธอเข้าแล้ว”
แต่ในขณะที่พวกเขาเดินใกล้ถึงหมู่บ้านกรหยุดชะงัก ทันใดนั้น เขาก็เห็นบางอย่างผิดปกติแสงสีส้มสว่างจ้าปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า และควันสีดำลอยขึ้นสูงจากทิศทางของหมู่บ้าน
กรรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวความกังวลและความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง “นั่นมัน...เกิดอะไรขึ้น” เขาพึมพำเบาๆ
แพรหันมามองแสงนั้นด้วยสีหน้าตึงเครียด“พวกมันมาอีกแล้ว...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล
กรขมวดคิ้ว “พวกมัน ใครกัน”
แพรไม่ตอบเธอหันมามองกรด้วยสายตาจริงจัง “นายรออยู่ตรงนี้นะ”
ก่อนที่กรจะทันได้ถามอะไรเพิ่มเติมแพรรีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ทิ้งกรไว้ข้างหลังโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ
กรยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวลและความไม่แน่ใจขณะที่เขามองตามแพรที่วิ่งหายไปในทิศทางของหมู่บ้านเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป แต่ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มครอบงำเขา
เมื่อกรวิ่งมาถึงหมู่บ้านภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาชะงักทันทีหมู่บ้านกำลังถูกพวกนักล่าิญญาโจมตีอย่างหนักผู้คนถูกฆ่าอย่างโเี้โดยไม่มีความเมตตาการต่อสู้เต็มไปด้วยเวทมนตร์ของธาตุต่าง ๆ ที่พุ่งไปมาในอากาศ ดิน น้ำ ลม และไฟต่างสาดซัดไปทั่วทุกทิศทาง
กรยืนตัวแข็งขณะมองภาพของาและการฆ่ากันอย่างเืเย็นตรงหน้าสภาพซากศพที่เละเทะเพราะโดนโจมตีด้วยพลังดินและศพที่ไหม้เกรียมจากพลังไฟกระจายอยู่ทุกที่ทำให้เขารู้สึกถึงความสยดสยองที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
ท้องของกรเริ่มบิดเกร็งด้วยความใและความหวาดกลัวเขาอ้วกออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ ความหวาดผวาจับตัวเขาไว้แน่นขณะที่เสียงกรีดร้องและเสียงะเิดังขึ้นไม่หยุดหย่อนกรไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป ทุกอย่างดูเหมือนจะเหนือการควบคุม
แพรพยายามช่วยเหลือพวกเด็กๆขณะที่การต่อสู้ยังคงดุเดือด เธอใช้เวทมนตร์ไฟในการโจมตีผู้บุกรุกเปลวไฟลุกโชนพุ่งออกจากมือของเธอ สร้างกำแพงป้องกันให้กับเด็กๆที่กำลังหลบอยู่ข้างหลังเธอ
แต่พวกนักล่าิญญาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นพวกมันปล่อยสัตว์อันตรายชนิดหนึ่งออกมา มันคือ "ควายธนู"สัตว์วิเศษที่มีเขาอันแหลมคม มันใช้เขาไล่พุ่งชนผู้คนด้วยความดุร้ายผู้คนที่โดนมันแทงจะถูกเสียบคาอยู่ที่เขาของมัน เืกระจายไปทั่วขณะที่ควายธนูพุ่งไปทั่วหมู่บ้าน ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
แพรหันไปมองสัตว์ประหลาดตัวนั้นด้วยสายตาเต็มไปด้วยความตึงเครียดเธอรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะไม่ง่าย แต่เธอไม่มีทางเลือกนอกจากต้องสู้ต่อเพื่อปกป้องเด็กๆ และหมู่บ้านของเธอ
กรยืนมองแพรที่กำลังถูกควายธนูโจมตีหัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวแต่เขารู้ว่าไม่สามารถปล่อยให้เธอต่อสู้เพียงลำพังได้แม้จะรู้สึกหวาดกลัวจนแทบขยับตัวไม่ออก แต่ใน่เวลาหนึ่งกรตัดสินใจทำบางสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำได้
เขารีบวิ่งไปทางแพรและะโผลักเธอให้หลบออกจากทางของควายธนูทั้งสองลอยขึ้นจากพื้น แต่ในขณะเดียวกันกรััได้ถึงความเ็ปที่แหลมคมทะลุผ่านท้องของเขา ควายธนูแทงเฉียดท้องของเขาทำให้เืไหลออกมาอย่างมากมาย
กรกัดฟันด้วยความเ็ปน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ “แม่ง...โครตเจ็บ...”
เืที่ไหลออกทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงขณะที่แพรมองเขาด้วยความใและความกังวล
แพรรีบพยายามปกป้องกรทันทีหลังจากที่เขาได้รับาเ็ “นายต้องอดทนไว้เดี๋ยวฉันจะช่วยจัดการมันเอง”
เธอใช้เวทมนตร์ไฟของเธอโจมตีควายธนูด้วยความหวังที่จะหยุดมันและปกป้องกรจากอันตรายแต่การโจมตีของเธอก็ไม่เพียงพอ ควายธนูยังคงพุ่งเข้ามากรรู้สึกถึงความเ็ปที่ท้องและความกลัวที่กำลังครอบงำเขา
ทันใดนั้นพรก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเปลวไฟอันทรงพลังเขาปล่อยพลังไฟใส่ควายธนูจนมันล้มลงและตายไปในที่สุดพลังของพรเป็สิ่งเดียวที่สามารถหยุดสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้
หลังจากที่ควายธนูถูกจัดการไปพรหันไปมองกรที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความกังวล “เป็อะไรไหม”เขาถามอย่างเร่งด่วน
แพรวิ่งเข้ามาดูกรด้วยความใ“กรเขาโดน...” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะที่เธอกำลังพยายามหาทางช่วยเพื่อนของเธอจากการาเ็ที่น่าเป็ห่วง
แพรรีบพยายามห้ามเืให้กรขณะที่เขายังคงเ็ปและอ่อนแรงแต่สถานการณ์ไม่ปล่อยให้เธอมีเวลาในการช่วยเหลือได้มากนัก ทันใดนั้นพวกนักล่าิญญาหลายสิบคนพร้อมกับควายธนูอีกสี่ตัวโผล่ขึ้นมาพวกมันเตรียมจะโจมตีใส่แพรและกรอย่างไม่ปรานี
พรที่เห็นสถานการณ์เช่นนี้ไม่มีทางเลือกเขาจึงต้องใช้พลังไฟอันทรงพลังของเขาเพื่อดึงความสนใจของพวกมันออกไปจากแพรและกรเขายืนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านที่กำลังลุกเป็ไฟ ขณะที่เปลวไฟพุ่งไปมาเต็มท้องฟ้าการต่อสู้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย พลังไฟที่พรใช้ทำให้ทุกสิ่งในเส้นทางของมันถูกเผาผลาญแต่พวกนักล่าิญญาก็ยังคงสู้กลับอย่างไม่ย่อท้อ
เปลวไฟของพรส่องแสงเจิดจ้าไปทั่วหมู่บ้านเสียงการต่อสู้ดังกึกก้อง ขณะที่ผู้บุกรุกและพรเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด
แพรที่กำลังห้ามเืให้กรเหลือบมองไปที่พรด้วยความกังวล ขณะที่การต่อสู้ยังคงดุเดือด “ระวัง” เธอะโเตือนเสียงดัง
พรที่กำลังใช้พลังไฟต่อสู้อย่างหนักไม่ทันได้สังเกตเห็นชาวบ้านคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาช่วยต่อสู้ข้างๆ เขา ด้วยความไว้ใจพรไม่ได้ทันระวังตัว แต่ชั่วพริบตาเดียว ชาวบ้านคนนั้นกลับแปลงร่างเป็เสือสมิงร่างกายของมันเริ่มเปลี่ยนไปจนกลายเป็สัตว์ร้ายที่มีเขี้ยวแหลมคม
เสือสมิงพุ่งเข้าไปกัดคอของพรอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เปลวไฟรอบตัวเขาสลายหายไป พรล้มลงไปกองกับพื้น เืไหลออกมาจากคอของเขาอย่างรวดเร็ว
แพรที่เห็นภาพนั้นเบิกตากว้างด้วยความใน้ำตาเริ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เธอมองพ่อล้มลงต่อหน้าต่อตา “ไม่... พ่อ” เธอร้องออกมาด้วยเสียงสั่นเครือขณะที่เธอรีบพยายามจะเข้าไปหาพรแต่สิ่งที่เธอเห็นก็คือร่างที่ไร้ชีวิตของเขานอนอยู่บนพื้น
กรที่นอนอยู่บนพื้นด้วยความเ็ปและสติที่เริ่มเลือนรางมองเห็นทุกอย่างรอบตัวเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการสูญเสียเขารู้สึกถึงความอ่อนแอที่เกาะกินในใจ เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
“นี่เรากำลังทำอะไรอยู่ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้... เรามันแม่งอ่อนแอ... ทำไงดี เราจะตายอยู่ตรงนี้เหรอ”
แต่ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเขาความทรงจำเกี่ยวกับการฝึกเวทมนตร์และคำแนะนำที่เคยได้รับ “จริงสินะ... ต้องคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง... และต้องเชื่ออย่างสุดใจ...เชื่อมั่นและศรัทธา... เชื่อมั่นและศรัทธา...” กรเริ่มพูดซ้ำๆราวกับพยายามปลุกพลังในตัวเอง
แม้จะเ็ปและสติเริ่มเลือนรางแต่กรพยายามเรียกสติขึ้นมา เขานำมือที่สั่นเทาไปัักับพื้นดิน และในชั่วพริบตาดินที่แหลมคมก็เริ่มงอกขึ้นมาจากพื้นพุ่งขึ้นไปเสียบพวกนักล่าิญญาที่กำลังวิ่งเข้ามา ทำให้พวกมันล้มลงไปแทบทั้งหมด
กรที่ตอนนี้เต็มไปด้วยพลังใหม่และความเชื่อมั่นะโออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “วายุอัคคี”
เขายกมือขึ้นและัักับอากาศรอบตัวทันทีพายุลมหมุนขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้น ลมพัดกระหน่ำรุนแรงรอบๆ ตัวเขาพายุหมุนที่สร้างขึ้นด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาของกรเริ่มดูดเอาพวกนักล่าิญญาและควายธนูที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปในกระแสลมที่หมุนวน
กรที่แม้จะรู้สึกอ่อนแรงยังคงใช้พลังทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อควบคุมพายุเขาชี้มือไปที่บ้านและศพที่กำลังถูกไฟเผา เปลวไฟเล็ก ๆ จากกิ่งไม้และซากต่าง ๆถูกดูดเข้าไปในพายุหมุนอย่างรวดเร็วทำให้พายุหมุนธรรมดากลายเป็พายุหมุนไฟที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง
เปลวไฟพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าขณะที่พายุหมุนไฟที่ทรงพลังนี้เผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า
พายุลมไฟและพลังดินที่กรเรียกขึ้นมาได้พลิกสถานการณ์ในการต่อสู้ช่วยปกป้องแพรและหยุดการโจมตีจากพวกนักล่าิญญาพลังอันยิ่งใหญ่ของเขาได้ช่วยขับไล่ศัตรูออกไปจนหมดในที่สุดแม้ว่าหมู่บ้านจะได้รับความเสียหายมาก แต่พวกเขาก็รอดมาได้
แพรวิ่งเข้ามาหากรด้วยความดีใจ“กร นายทำได้แล้ว” เธอพูดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ
กรที่ตอนนี้เต็มไปด้วยาแและความเหนื่อยล้านั่งลงพิงกับพื้น หายใจหนัก ขณะที่มองไปรอบๆ ใบหน้าของเขาแสดงถึงความเหน็ดเหนื่อยแต่ในใจกลับรู้สึกถึงความสำเร็จที่ได้ช่วยชีวิตทุกคนไว้
“ฉัน...ทำได้แล้ว...” กรพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แม้จะเต็มไปด้วยความเ็ป “หึ...พอใกล้ตายแล้ว เชื่อมั่นอะไรได้ดีจริงๆ... เราทำได้จริงด้วย...แค่นึกภาพก็เป็ดั่งคิด”
หลังจากนั้นไม่นาน กรรู้สึกถึงความอ่อนแรงที่ท่วมท้น เขาหลับตาลงและหมดสติไปทิ้งไว้เพียงแพรที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาด้วยความเป็ห่วง
แพรที่เห็นกรล้มลงอย่างหมดสติรีบเข้ามาช่วยเหลือทันที ความใและความกังวลจับตัวเธอไว้แน่น เธอเขย่าตัวกรเบาๆพร้ะโกน
“กร ไม่”
เธอรู้ว่ากรกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่้าการรักษาอย่างเร่งด่วนแพรพยายามจัดการาแของกรและปฐมพยาบาลให้เขาเท่าที่ทำได้ความกลัวแผ่ซ่านในใจของเธอ แต่เธอยังคงทำทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตเขา
ณเทือกเขามรณะ นักล่าิญญาคนหนึ่งเดินเข้ามายังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความมืดและอันตรายขณะที่เขาเดินไปข้างหน้าเขาคุกเข่าลงตรงหน้าบัลลังก์ที่ประดับไปด้วยหัวกะโหลกมนุษย์มากมาย าาแห่งเทือกเขามรณะนั่งอยู่บนนั้นร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยสักที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจอันดำมืด
“ท่านาาครับ...”นักล่าิญญาเริ่มรายงานด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอน “กองกำลังที่กลับมารายงานมาว่าพวกเขาฆ่าคนไปได้หลายคนแต่ก็โดนสวนกลับโดยคนที่มีพลังแกร่งมากจนต้องถอยกลับมา มีทหารหลายคนที่ตาย...และมีคนเห็นว่ามันสามารถใช้คุณไสยได้มากกว่า 1 ธาตุครับ”
าาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เงยหน้าขึ้นหัวเราะด้วยเสียงที่ดังก้อง “มากกว่า 1 ธาตุเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความตื่นเต้น “มาแล้วสินะ...”
เขาหันมาสั่งการด้วยเสียงที่ทรงอำนาจ“เรียกทุกกองกำลังที่ส่งไปทุกที่กลับมา... เราจะทำากัน”
สามวันต่อมากรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ภาพแรกที่เขาเห็นคือเพดานของห้องที่สะอาดและอบอุ่นเขารู้สึกถึงความนุ่มนวลของเตียงที่เขานอนอยู่ ข้างเตียงนั้นแพรนั่งอยู่พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความอ่อนโยน
“ตื่นได้สักทีนะ...”แพรพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ขณะที่เธอมองเขาอย่างโล่งใจ
กรมองไปรอบๆห้อง เขารับรู้ได้ว่าเขายังคงอยู่ในหมู่บ้านลับแลแต่ทุกอย่างดูเงียบเหงาและไม่มีวี่แววของคนอื่นๆ ที่เขาเคยพบในครั้งแรกที่มาถึง
“แพร...เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมฉันถึงอยู่ที่นี่” กรถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาขณะที่ความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะหมดสติค่อยๆ กลับมา
แพรพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเ็ปและความกังวล“นายาเ็หนักมาก พ่อของฉัน... เขาตายแล้ว...” แพรหยุดหายใจเฮือกหนึ่งน้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตา แต่เธอยังคงพยายามพูดต่อ “พวกนักล่าิญญาก็โจมตีหมู่บ้านอย่างหนัก”
กรฟังคำพูดของแพรด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจเขาหลุบตาลง ขณะที่หัวใจเขาเริ่มเต็มไปด้วยความเศร้าโศก “พร... เขาตายแล้วเหรอ...” กรพูดออกมาเบาๆความรู้สึกผิดและความเสียใจแผ่ซ่านทั่วทั้งจิตใจ
แพรพยักหน้าเบาๆขณะที่น้ำตาเริ่มไหลลงมาจากแก้ม “แต่ตอนนี้เราได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีเวทมนตร์ระดับสูงมาช่วยแล้วพวกเขารักษานาย และจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”
กรที่ยังคงรู้สึกช็อกถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอน “ฉัน...เพราะฉันมันอ่อนแอ”
แพรมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย“นายใช้พลังของธาตุทั้งหลายป้องกันพวกเราจากการโจมตี...และช่วยชีวิตฉันไว้”
กรรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจขณะที่เขาพูดออกมาเบาๆ“ฉันเสียใจที่ไม่สามารถช่วยพ่อของเธอได้…”
แพรนั่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะหายใจลึกๆเธอมองกรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ไม่เป็ไรกร... นายทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นและฉันไม่อยากเห็นความรุนแรงแบบนี้อีก”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้าใจและความไม่อยากเผชิญหน้ากับา“ฉันเกลียดา ฉันไม่อยากให้มีการต่อสู้และความสูญเสียแบบนี้อีก...แต่ตอนนี้เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องคนที่เรารัก”
ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังขึ้น“ทุกคนมารวมกันที่กลางหมู่บ้าน มีประชุมด่วน”
กรที่ยังคงพักฟื้นอยู่ในเตียงเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย“อะไรอีกเนี้ย... ประชุมเหรอ”
แพรมองกรด้วยความเป็ห่วง“นายไม่ต้องไปก็ได้นะ พักผ่อนก่อน นายยังาเ็อยู่”
กรกลับส่ายหัวเบาๆพร้อมกับพยายามลุกขึ้น “ไม่เป็ไร... ฉันไหวพวกเราไปด้วยกันเถอะ”
แพรมองกรด้วยความลังเลแต่ในที่สุดเธอก็ยอมพยุงเขาขึ้นขณะที่พวกเขาเตรียมตัวไปเข้าร่วมการประชุมที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้าน
พวกเขาเดินไปพร้อมกันทุกคนในหมู่บ้านหลายร้อยคนมารวมตัวกันที่กลางหมู่บ้านสถานที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเคร่งเครียด
ปลาก้าวขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ฉันมีอะไรจะแจ้งให้ทุกคนทราบ... สามวันก่อนมีสายที่ฉันส่งไปรายงานมาว่าพวกนักล่าิญญากำลังรวมตัวกัน พวกมันมีจำนวนหลายพันคนตอนนี้เราได้แจ้งไปที่หมู่บ้านอื่นแล้ว หลายๆ หมู่บ้านจะรวมตัวกันตั้งกองทัพถึงเวลาแล้วที่เราจะรวมกำลังกันสู้ เราจะไม่ยอมเป็ฝ่ายถูกกระทำอีกต่อไป...เราจะทำากับพวกมัน”
เสียงพูดของปลาดังก้องไปทั่วบริเวณแต่ในขณะเดียวกัน แพรที่ยืนอยู่ข้างกรก็หันมาพูดเบาๆด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
“า...”
ปลายังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “และอีกอย่าง...ทุกคนคงรู้เื่ชายในคำทำนาย และตอนนี้เขาก็มายืนอยู่กับพวกเราแล้ว”
ปลาชี้ไปที่กรทันใดนั้น ทุกสายตาในหมู่บ้านก็หันมามองกรด้วยความสงสัยและความตื่นเต้นเสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นรอบตัวเขาขณะที่ผู้คนต่างพากันตั้งคำถามและคาดหวังต่อชายที่ถูกทำนายว่าจะมาเป็ผู้กอบกู้
กรรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาขณะที่เขายืนอยู่ตรงนั้นขนาบข้างด้วยแพรที่ยังคงแสดงความไม่สบายใจต่อาที่กำลังจะมาถึง
ปลาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น“ชายผู้นี้แหละที่จะเป็พลังให้กับเรา... เขาคือคนที่ขับไล่พวกเลวนั้นไปเขาคือคนที่สร้างพายุหมุนไฟขับไล่พวกมัน”
ทุกสายตายังคงจับจ้องไปที่กรซึ่งรู้สึกอึดอัดและไม่คุ้นเคยกับการเป็จุดสนใจแต่เขาพยายามยืนตรงและสงบเหมือนที่แพรที่อยู่ข้างๆ จับมือเขาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
ปลายังคงกล่าวต่อ“พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อปกป้องหมู่บ้านของเราและทุกสิ่งที่เรารักตอนนี้เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทุกคนต้องฝึกฝนและเพิ่มความแข็งแกร่ง...เราจะร่วมกันเป็หนึ่งเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้”
เสียงปรบมือและเสียงะโด้วยความมุ่งมั่นเริ่มดังขึ้นรอบๆ หมู่บ้านผู้คนเต็มไปด้วยความหวังและความตั้งใจที่จะร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขารัก
การประชุมจบลงด้วยความมุ่งมั่นและความหวังผู้คนในหมู่บ้านเริ่มเตรียมตัวสำหรับการทำาใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเสียงของการฝึกฝนและการเตรียมอาวุธดังก้องไปทั่วหมู่บ้านขณะที่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาต้องพร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะมาถึง
แพรและกรเดินกลับไปที่บ้านด้วยกันแพรเดินเงียบอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมาเบาๆ “าเหรอ...ฉันไม่ชอบเลย” น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความกังวลและความไม่สบายใจ
กรพยักหน้าเบาๆขณะที่เขาตอบกลับ “ไม่มีใครชอบหรอก...มันมาพร้อมกับการสูญเสียเสมอ”
พวกเขายังคงเดินไปด้วยกันในความเงียบท่ามกลางบรรยากาศของความตึงเครียดและความหวังที่แฝงอยู่
แพรหันมามองกรด้วยความสงสัย“จริงสินะ นายทำได้ยังไง ทำไมนายถึงใช้เวทมนตร์ได้หลายธาตุกัน แถมพลังยังเยอะขนาดนั้น...ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังทำอะไรไม่ได้เลยแท้ๆ”
กรหยุดคิดอยู่สักครู่ก่อนจะตอบออกมาเบาๆ“ไม่รู้สิ... พอเห็นคนที่รักอยู่ในอันตรายฉันก็คิดแค่ว่าจะต้องปกป้องเธอไว้ให้ได้”
คำพูดของกรทำให้แพรเงียบลงชั่วครู่ขณะที่เธอรู้สึกถึงความจริงใจและความมุ่งมั่นที่กรมีต่อเธอ
แพรหน้าแดงขึ้นทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของกรเธอหลบตาและพูดออกมาเบาๆ “นายพูดอะไรออกมา...ฉันเขินนะ”
กรรู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเขาคิดในใจว่าเขาเพิ่งพูดอะไรออกไปกันแน่ มันเหมือนกับการสารภาพรักเลยทีเดียวใบหน้าของเขาก็เริ่มแดงขึ้นขณะที่พยายามหาคำพูดที่จะแก้สถานการณ์
แพรที่หน้าแดงและหลบตาเมื่อครู่กลับมาด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความกังวล “แต่อีกไม่นานก็จะเกิดาแล้วนิ...ผู้ชายทุกคนจะถูกบังคับไปทำศึก... ฉันไม่อยากจะเสียใครไปอีกแล้ว”
กรหันมามองแพรด้วยสายตาที่สงบนิ่งแต่ในใจก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งของคำพูดนั้น “ฉันเองก็ต้องไปสินะ…”
แพรนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก “ใช่... นายต้องไป... แต่ฉันก็อยากให้นายรู้ไว้ว่าฉันเป็ห่วงนายมากแค่ไหน”
คำพูดของแพรทำให้กรรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในใจเขารับรู้ได้ว่าความรู้สึกที่เขามีต่อแพรนั้นจริงจังและมีความหมายมากกว่าที่เขาเคยคิด
กรมองแพรด้วยความอ่อนโยน“ฉันก็เป็ห่วงเธอเหมือนกัน... ถ้าไม่ใช่เพราะเธอฉันคงไม่รู้สึกถึงพลังนี้เลย”
ทั้งสองยิ้มให้กันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรู้สึกจริงใจและความหวังพวกเขารู้ดีว่าการต่อสู้ในอนาคตนั้นจะไม่ง่ายแต่ความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะปกป้องกันและกันและบ้านที่พวกเขารักนั้นชัดเจน
แพรพูดขึ้นด้วยความแน่วแน่“ฉันเองก็จะไปด้วย... ผู้หญิงที่สู้ได้ก็อาสาไปได้... งั้นฉันจะไปกับนาย”
กรรีบตอบกลับทันทีด้วยความกังวล“มันอันตรายนะ... ไม่ต้องไปหรอก”
แพรกลับยิ้มออกมาเล็กน้อย“ฉันจะแก้แค้นให้พ่อฉัน... และอีกอย่าง ฉันจะได้ระวังหลังให้นายด้วยเพราะฉันไม่อยากจะเสียนายไป”
กรเดินไปโอบกอดแพรอย่างอบอุ่นความรู้สึกของพวกเขาเชื่อมต่อกันในความเงียบ “ขอบคุณนะ...”
ก่อนวันออกศึกกรใช้เวลาฝึกฝนและทดสอบพลังของเขา เขาพบว่าเขาสามารถควบคุมธาตุทั้งสี่—ดิน น้ำ ลมไฟ—ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็ต้องพูดคาถาหรือทำอะไรเพิ่มเติม เพียงแค่นึกภาพทุกอย่างก็เกิดขึ้นตามที่เขา้า
ในขณะที่กรฝึกฝนเขายังได้สร้างรูปปั้นดินของอาจารย์พรไว้ที่กลางหมู่บ้านเพื่อไว้อาลัยและเป็เกียรติแก่เขารูปปั้นนี้ไม่เพียงแค่แสดงถึงความเคารพที่กรมีต่ออาจารย์พรแต่ยังเป็สัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและการสู้เพื่อความยุติธรรมการปกป้องสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขา
แพรและกรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปยังสนามรบทุกอย่างในหมู่บ้านเริ่มเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตึงเครียดบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบที่แฝงไปด้วยความกังวลทุกคนต่างรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็การเผชิญหน้าที่ท้าทายและอันตรายอย่างมาก
ก่อนที่พวกเขาจะออกไปสถานการณ์าที่รออยู่ทำให้พวกเขาต้องเตรียมใจให้พร้อมไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม พวกเขาตั้งใจที่จะสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญ
ณทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ กองทัพชาวบ้าน 9,000คน และกองทัพนักล่าิญญา 5,000 คนต่างยืนประจันหน้ากันทั้งสองฝ่ายเฝ้ารอคำสั่งเริ่มการต่อสู้บรรยากาศเงียบสงัดท่ามกลางความตึงเครียดที่อัดแน่นแต่ละฝ่ายต่างจับตาดูคู่ต่อสู้ของตน รอเวลาที่จะปะทะกัน
กองทัพชาวบ้านที่มีจำนวนมากกว่าแต่มีกำลังต่อสู้ที่จำกัด พวกเขาส่วนใหญ่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่ถูกบังคับให้สู้ขณะที่กองทัพนักล่าิญญาซึ่งมีจำนวนคนน้อยกว่าแต่มีความสามารถเฉพาะทางในการฆ่าอย่างแม่นยำและโเี้พวกนักล่าิญญาทุกคนถูกฝึกมาเพื่อโจมตีจุดอ่อนและกำจัดศัตรูด้วยความรวดเร็ว
ทันทีที่สัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้นพลังเวทมนตร์จากทั้งสองฝ่ายก็ะเิออกมานักล่าิญญาใช้เวทมนตร์โจมตีที่รวดเร็วและแม่นยำพวกเขาส่งพลังเวทมนตร์ที่อันตรายออกไป ทำลายแนวป้องกันของกองทัพชาวบ้านขณะที่ชาวบ้านพยายามใช้อำนาจเวทมนตร์ที่พวกเขามีเพื่อป้องกันและโต้กลับ
พลังแห่งธาตุต่างๆถูกปล่อยออกมา ดิน น้ำ ลม ไฟก่อตัวเป็รูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนท่ามกลางการปะทะอย่างรุนแรงเสียงะเิของพลังเวทมนตร์ดังสะท้อนไปทั่วสนามรบขณะที่ทั้งสองฝ่ายสู้กันด้วยพลังและความมุ่งมั่น
ท่ามกลางภาพแห่งความโหดร้ายกรมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเขาเต็มไปด้วยความสูญเสียร่างของชาวบ้านและสัตว์ป่าที่เคยเป็ส่วนหนึ่งของหมู่บ้านกระจัดกระจายไปทั่วหยดเืและเศษซากเ่าั้เป็สิ่งที่สะท้อนถึงความรุนแรงของการต่อสู้กรยืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความโกรธที่พุ่งพล่าน
เขากำหมัดแน่นขณะที่ความรู้สึกในใจเขาเริ่มเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้นและปกป้องสิ่งที่ยังเหลืออยู่
าาแห่งเทือกเขามรณะยังคงนั่งอย่างสงบนิ่งบนบัลลังก์โครงกระดูกของเขาดวงตาของเขาจ้องมองความโกลาหลที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าอย่างเ็าดูเหมือนว่าเขาจะเพลิดเพลินกับภาพความโหดร้ายและความสูญเสียที่กำลังเกิดขึ้น
เสียงะโของแม่ทัพนักล่าิญญาดังก้องไปทั่วทุ่งหญ้าขณะที่เขาสั่งการให้กองทัพที่สองโถมเข้าโจมตีอย่างรุนแรงกองทัพชาวบ้านที่ยังพยายามป้องกันตัวเองสร้างกำแพงดินขึ้นมาแต่กำแพงดินเ่าั้เริ่มพังทลายลงทีละน้อย พลังของชาวบ้านเริ่มหมดลงขณะที่การโจมตีของฝ่ายศัตรูยิ่งรุนแรงและโเี้มากขึ้น
การต่อสู้ดำเนินไปด้วยความโหดร้ายท่ามกลางเสียงกรีดร้องของความเ็ปและความหวาดกลัวชาวบ้านธรรมดาหลายคนที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตนเริ่มหมดพลังบางคนถูกฆ่าตายอย่างโหดร้ายโดยนักล่าิญญาที่ไร้ความปรานีเืและซากศพกระจายอยู่ทั่วสนามรบ
เสียงการต่อสู้ดังไปทั่วทุ่งหญ้าขณะที่ความหวังเริ่มเลือนหายไปจากสายตาของผู้ที่ยังรอดชีวิต
กรเห็นภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาและรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาต้องทำบางสิ่งเพื่อพลิกสถานการณ์เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะมุ่งหน้าไปยังาาแห่งเทือกเขามรณะซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์โครงกระดูกที่เฝ้ามองความโกลาหลด้วยความเ็า
แม้ว่าแพรจะพยายามห้ามเขาไว้ด้วยความห่วงใยแต่ความมุ่งมั่นของกรนั้นไม่อาจหยุดยั้งได้เขาเริ่มฝ่าฟันผ่านกองทัพศัตรูด้วยพลังเวทมนตร์ที่เขาควบคุมได้พวกนักล่าิญญาที่ขวางทางเขาถูกโค่นล้มลงอย่างรวดเร็วขณะที่กรมุ่งหน้าไปยังาาผู้เป็ศัตรู
าาแห่งเทือกเขามรณะััพื้นดินด้วยมือของเขาทันใดนั้นแผ่นดินก็สั่นะเือย่างรุนแรงคลื่นพลังจากใต้ดินพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งน้ำใต้บาดาลปะทุขึ้นมาพร้อมกับหนามแหลมคมที่พุ่งโจมตีชาวบ้านรอบทุ่งหญ้าการโจมตีนี้สร้างความโกลาหลและความเ็ปไปทั่วพื้นที่ เสียงกรีดร้องของผู้คนดังก้องท่ามกลางความวุ่นวายที่ยากจะควบคุม
กรยืนมองความโหดร้ายที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาไม่อาจทนเห็นชาวบ้านถูกฆ่าตายอย่างโเี้อีกต่อไปเสียงคำรามของความโกรธดังขึ้นจากใจของเขาขณะที่เขาะโเรียกาาแห่งเทือกเขามรณะด้วยความท้าทาย
“แกอะไอเลวที่ยืนอยู่ตรงนั้น เ้าจะหลบหลังลูกน้องอีกนานแค่ไหนจะต้องมีคนตายอีกกี่คนถึงจะพอใจแก แน่จริงก็ออกมาสู้กับฉันให้ศักดิ์ศรีหน่อย”
าาแห่งเทือกเขามรณะหยุดการโจมตีและยืนขึ้นอย่างสงบเสงี่ยมท่ามกลางความเงียบที่แผ่กระจายไปทั่วสนามรบ เขาสั่งให้ลูกน้องของเขาถอยกลับไปตั้งทัพใหม่เปิดทางให้เขาเดินไปหากร ชาวบ้านที่ยังคงยืนอยู่ต่างงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของาาพวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่ามีบางสิ่งที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น
าาแห่งเทือกเขามรณะเดินไปที่กรอย่างช้าๆแต่เต็มไปด้วยความสงบและน่าเกรงขาม ทันทีที่เขามาหยุดอยู่ตรงหน้ากรเขาพูดขึ้นด้วยเสียงที่หนักแน่นและทรงพลัง “แกเก่งดีนิบอกชื่อของเ้ามา”
กรตอบกลับด้วยความมุ่งมั่น“กร... ฉันชื่อกร”
าาแห่งเทือกเขามรณะยิ้มเยาะ“แล้วเราจะสู้กันเลย หรือคุยกันก่อน”
กรพยักหน้า “ขอแบบที่มีคนตายน้อยที่สุด”
าาแห่งเทือกเขามรณะถอนหายใจเล็กน้อยและกล่าว“จะคุยกันก่อนสินะ... งั้นขอแนะนำตัวก่อน ฉันคือาาแห่งเทือกเขามรณะ”
กรที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความโกรธในใจถามออกไป “าาแห่งเทือกเขามรณะ...แกไล่ฆ่าพวกชาวบ้านไปเพื่ออะไรกัน ทำไมถึงต้องทำลายล้างแบบนี้”
าาแห่งเทือกเขามรณะมองกรด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความเศร้าก่อนจะตอบ “เพื่ออะไรงั้นเหรอ...เพื่อช่วยอีกหลายคนไว้ไง แกอาจจะไม่เข้าใจ งั้นฉันจะขอเล่าอะไรให้ฟัง ฉันนะตอนแรกก็เป็แค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีพลังที่ไม่เหมือนใคร คนอื่นๆมีพลังธาตุเป็ดิน น้ำ ลม หรือไฟ แต่พลังของฉันคือิญญา”
เขาหยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะเล่าต่อ“วันหนึ่งฉันคืนชีพให้คนคนหนึ่งที่ตายเพราะอุบัติเหตุถึงสภาพจะผิดธรรมชาติไปหน่อย ก็แค่นำิญญากลับเข้าร่าง ไม่ได้รักษาาแเพราะพลังที่ผิดปกติ ทุกคนต่างรังเกียจฉัน คิดว่าฉันเป็ปีศาจ...”
กรที่ฟังเื่ราวนั้นขมวดคิ้วด้วยความไม่เชื่อ“แค่โดนรังแกเนี้ยนะ... ถึงกับต้องฆ่ากันเลยเหรอ”
าาแห่งเทือกเขามรณะพูดด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความเ็ปในอดีต“ฟังให้จบก่อนสิ... หลังจากที่ฉันหนีออกจากหมู่บ้านไป ฉันเดินทางไปเรื่อยๆจนไปถึงเทือกเขามรณะ ที่นั่นฉันเจอกับปีศาจตัวหนึ่ง มันกำลังกินมอมอยู่พอเห็นฉัน มันก็หันมาจับฉันและพยายามกัด ฉันไม่มีทางเลือกจึงใช้พลังของฉันคืนชีพมอมที่มันฆ่าไปแล้ว แล้วบังคับให้มันโจมตีปีศาจตัวนั้น”
เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนเล่าต่อ“แม้ว่ามอมจะถูกปีศาจฆ่าอีกครั้งอย่างง่ายดายแต่ปีศาจมันกลับชื่นชอบพลังของฉัน มันพาฉันไปหาศพพญานาคที่มันเพิ่งฆ่าให้ฉันคืนชีพพญานาค เพราะมันอยากต่อสู้กับพญานาคอีกครั้ง ฉันทำตามที่มันสั่งและมันก็บอกว่าจะให้ฉันขออะไรก็ได้ ฉันขอพลังที่มากขึ้น มันก็มอบให้ ไม่ว่าพลังแห่งดินน้ำ ลม ไฟ หรือแม้แต่พลังแห่งิญญา ฉันก็ใช้ได้หมด แต่...มันมาพร้อมกับเงื่อนไขฉันต้องฆ่าคนและนำิญญามาให้มันครบ 100,000 คน”
กรฟังอย่างตึงเครียดาาแห่งเทือกเขามรณะพูดต่อด้วยความเศร้าหมอง “ฉันกลับไปที่หมู่บ้านและฆ่าทุกคนฉันไม่ได้นับว่าฆ่าไปเท่าไหร่แล้ว... แต่วันหนึ่งฉันเกิดเบื่อการฆ่าอยากใช้ชีวิตสงบสุข แต่ปีศาจมันไม่ยอมปล่อยฉัน ฉันหาวิธีหนีไปอีกโลกหนึ่งเจอวิธีเปิดประตูที่โบราณสถาน ฉันไปถึงโลกนั้น และที่นั่น...ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งเธอเป็คนใจดี เราตกหลุมรักกัน ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุขและเธอตั้งท้องลูกของเรา”
าาหยุดพักและมองกร“ฉันตั้งชื่อเขาว่า...กร ฉันมีความสุขมาก จนกระทั่งปีศาจมันหาฉันเจอมันจับฉันกลับมาที่โลกนี้ และขู่ว่าถ้าฉันไม่ฆ่าคนแล้วนำิญญามาให้มัน มันจะฆ่าเธอและลูกของฉัน...แล้วมันจะฆ่าคนอีกนับล้าน ลูกของฉันกร...คือชื่อที่ฉันตั้งให้เขาก่อนที่ฉันจะถูกนำตัวกลับมา”
กรรู้สึกถึงความใและสับสนอย่างรุนแรงเขามองาาแห่งเทือกเขามรณะด้วยสายตาที่ไม่เชื่อ “อย่าบอกนะว่าแกคือพ่อของฉัน...ไม่ ไม่จริงหรอก แกมันโกหก”
าาแห่งเทือกเขามรณะพยักหน้าเบาๆ“แกมองเห็นมันใช่ไหมล่ะ...ภูตผี ิญญา และแกยังใช้พลังได้แทบทุกธาตุมันเป็สิ่งที่ไม่ปกติ ที่ได้มาจากฉัน...”
กรยืนมองาาแห่งเทือกเขามรณะด้วยความสับสนและความโกรธ“แกคือพ่อเหรอ... งั้นคนที่พาฉันมาที่นี่ก็คือแกเองสินะ”
าาแห่งเทือกเขามรณะส่ายหน้าเล็กน้อย“ไม่เลย ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย...บางทีอาจเป็โชคชะตาที่นำพาเรามาเจอกันอีกครั้ง แต่ไม่ต้องห่วงฉันจะรีบฆ่าคนให้ครบตามสัญญาของปีศาจแล้วเราจะกลับไปใช้ชีวิตเป็ครอบครัวอีกครั้ง”
กรรู้สึกถึงความหวาดกลัวและความเกลียดชังที่เข้ามาพร้อมกับคำพูดของาาแห่งเทือกเขามรณะ
าาแห่งเทือกเขามรณะยกมือขึ้นสูงเรียกิญญาจากทุกซากศพที่เคยล้มตายในการต่อสู้ครั้งนี้ให้กลับเข้าร่างิญญาที่ถูกบังคับคืนชีพอย่างผิดธรรมชาติ สภาพร่างกายบิดเบี้ยวและไร้สติพวกมันลุกขึ้นมาจากกองซากศพทั่วสนามรบเสียงกระดูกที่หักและเนื้อหนังที่หลุดร่วงดังขึ้นพร้อมกับการเคลื่อนไหวช้าๆที่น่าขนลุก
เหล่าผีปอบทั้งมนุษย์และสัตว์ที่ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตกรูกันเข้าโจมตีชาวบ้านอย่างโหดร้าย ดวงตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความกระหายพวกมันกรีดร้อง เสียงขบกัดของฟันและกรงเล็บฉีกเนื้อสดๆ ทำให้ทุกอย่างยิ่งน่ากลัว
ฝูงผีปอบที่ไร้ความรู้สึกและไร้สติกรูเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งภาพของซากศพที่เดินกลับมาในสภาพที่บิดเบี้ยวและเน่าเปื่อยเป็ภาพที่เต็มไปด้วยความสยองขวัญพวกมันพุ่งใส่ชาวบ้านและทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ กัดกินและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ท้องฟ้าคลุ้มไปด้วยหมอกสีดำเสียงคำรามและกรีดร้องของเหล่าผีปอบสะท้อนก้องไปทั่วสนามรบความโหดร้ายและความอลังการของพลังนี้ทำให้พื้นที่กลายเป็สนามแห่งนรก
กระโออกมาด้วยความโกรธ“หยุดนะ”
เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีโจมตีใส่เหล่าผีปอบพยายามหยุดยั้งความโหดร้ายที่เกิดขึ้น
แต่าาแห่งเทือกเขามรณะเพียงยิ้มเยือกเย็น“คอยดูอยู่เงียบๆ ไปเถอะ...” เขาพลันใช้พลังดินอันทรงพลังพื้นดินใต้เท้าของกรเริ่มสั่นะเือย่างรุนแรงก่อนที่เสาสูงของดินจะแทงทะลุขึ้นมาอย่างรุนแรง ส่งกรลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
กรลอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนทะลุผ่านชั้นเมฆ ท้องฟ้าที่เคยอยู่ไกลกลับกลายเป็เพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสายลมที่พัดผ่านผิวหน้าของเขาช่างหนาวเหน็บ ขณะที่เขายังคงพุ่งทะยานขึ้นไป
ในขณะที่กรลอยสูงขึ้นจนแทบไร้อากาศหายใจร่างกายเริ่มอ่อนแรง เขาหลับไปโดยไม่รู้ตัว ่เวลาที่เขาหมดสติไปนั้นเขาเข้าสู่ห้วงความฝัน ความทรงจำจากวัยเด็กหวนกลับมา
กรนึกถึงวันที่เขากลับมาจากโรงเรียนและนั่งอยู่ข้างๆแม่ ผู้ที่คอยปลอบโยนและให้กำลังใจ "แม่ครับเพื่อนที่โรงเรียนบอกว่าผมบ้า... พอผมบอกพวกเขาว่าผมเห็นิญญาได้ผมบ้าจริงไหมครับ คุณแม่"
แม่ของกรยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับลูบหัวเขาเบาๆ"ไม่หรอกลูก ลูกไม่ได้บ้า ลูกแค่วิเศษกว่าคนอื่น...ลูกเห็นในสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ได้ มันเป็ของขวัญนะ"
กรฟังด้วยความสงสัย"แต่บางคนที่ผมพยายามไล่เ้าิญญาที่ติดตัวพวกเขาให้แท้ๆแต่เขากลับมาด่าผมว่าบ้า"
แม่ของกรยิ้มอย่างอบอุ่น"แล้วลูกล่ะ รู้สึกยังไงที่ช่วยเขาไล่ิญญา"
กรตอบเสียงเบา "ผมก็แค่อยากช่วยเขาเท่านั้นเอง..."
แม่ของกรพยักหน้า"นั่นแหละลูกทำดีแล้ว... ถึงคนอื่นจะมองลูกยังไงแต่ลูกก็รู้ว่าทางที่ลูกเลือกทำคือทางที่ถูกต้อง ลูกเป็คนดีนะจ๊ะเลือกทางที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องเลยนะ แม่จะอยู่ข้างลูกเสมอ"
ในความฝันนั้นกรรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย ขณะที่คำพูดของแม่ยังคงสะท้อนอยู่ในใจของเขา
กรลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็วทันใดนั้นเขารู้สึกถึงการร่วงลงจากท้องฟ้าร่างของเขาพุ่งทะลุผ่านฝูงเมฆไปด้วยความเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม กรไม่ยอมแพ้เขาใช้พลังของตัวเองดึงเมฆรอบๆ เข้ามารวมตัวกันเป็มวลน้ำขนาดั์มันเป็เหมือนก้อนเมฆที่หนักอึ้งด้วยน้ำบริสุทธิ์ที่ถูกดึงมารวมกันกรลอยลงมาพร้อมกับมวลน้ำมหึมานั้น มุ่งตรงไปยังาาแห่งเทือกเขามรณะ
าาแห่งเทือกเขามรณะยกมือขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างกำแพงดินขนาดั์ขึ้นมาป้องกันตัวเองจากการโจมตีของกรเมื่อมวลน้ำขนาดใหญ่ที่กรสร้างมาถึงพื้น กำแพงดินก็แตกกระจายจากแรงกระแทกมวลน้ำั์ที่ตกลงมาแตกออกกลายเป็คลื่นสึนามิั์ พัดกระหน่ำไปทั่วสนามรบ
น้ำมหาศาลพุ่งไปข้างหน้าซัดใส่กองทัพผีปอบและิญญาที่ถูกคืนชีพคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นปกคลุมทุกอย่างในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็ผีปอบมนุษย์หรือสัตว์พวกมันถูกกลืนหายไปในกระแสน้ำอันรุนแรงและโหดร้ายน้ำทะลักพัดพาพวกมันไปจนกระจัดกระจายทั่วสนามรบ เสียงโหยหวนและเสียงกรีดร้องของิญญาที่ถูกน้ำพัดหายไปดังก้องไปทั่ว
ภาพของคลื่นั์ที่พัดซัดทุกสิ่งทุกอย่างเป็ภาพที่น่าตื่นตะลึงน้ำที่พุ่งไปทุกทิศทุกทางทำให้พื้นที่เต็มไปด้วยเสียงซัดกระแทกและพลังของธรรมชาติ
กรไม่รอช้าหลังจากที่คลื่นสึนามิซัดพวกผีปอบไป เขายกมือขึ้นเรียกลมมหาศาลก่อเกิดเป็พายุหมุนขนาดั์น้ำจากคลื่นที่ยังเหลืออยู่และซากผีปอบถูกพัดเข้ามาในพายุหมุนที่กรสร้างขึ้นมวลน้ำและพวกผีปอบถูกหมุนวนราวกับเป็หนึ่งเดียวกับพายุที่โหมกระหน่ำ
าาแห่งเทือกเขามรณะเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้เขายกมือขึ้นเช่นกัน ใช้พลังไฟอันทรงพลัง ก่อเกิดพายุหมุนไฟขนาดั์พายุหมุนไฟนั้นพุ่งตรงไปยังพายุหมุนของกร เปลวไฟลุกโชติ่ล้อมรอบด้วยความร้อนแรงจนแผดเผาอากาศรอบๆ ให้ร้อนจนไม่อาจหายใจ
ทั้งสองพายุหมุนมหึมาปะทะกันอย่างรุนแรงกลางสนามรบ พลังอันมหาศาลของน้ำและไฟเข้าปะทะกันจนเกิดเสียงกระหึ่มก้อนน้ำที่อยู่ในพายุของกรเริ่มระเหยออกไปท่ามกลางความร้อนของพายุไฟจนกลายเป็ไอน้ำหนาทึบผีปอบที่ถูกหมุนวนอยู่ในพายุหมุนเริ่มถูกเผาไหม้และหายไปในเปลวไฟขณะที่เปลวไฟของพายุหมุนไฟก็ดับไปพร้อมกับมวลน้ำที่กลายเป็ไอ
พายุทั้งสองที่เคยปะทะกันต่างถูกดูดเข้าหากันกลายเป็หนึ่งเดียว ก่อเกิดเป็ภัยพิบัติที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมหมู่เมฆดำมืดจากทุกทิศทุกทางพุ่งเข้ามารวมกันเหนือสนามรบเสียงฟ้าผ่าและเสียงกัมปนาทดังลั่น ฟ้าผ่ามั่วไปทั่วสนามรบสายฟ้าสว่างเจิดจ้าและคาดเดาไม่ได้ว่ามันจะผ่าลงที่ไหน
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของพายุทั้งสองกลายเป็หายนะที่ไม่อาจควบคุมได้ฝนกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงพร้อมกับสายฟ้าที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า
กรไม่รอช้า เขาใช้พลังยกก้อนดินขนาดั์ขึ้นมาจากพื้นดินถึงสิบก้อนแต่ละก้อนเต็มไปด้วยน้ำหนักและความรุนแรงกรปล่อยก้อนดินเ่าั้พุ่งตรงไปยังาาแห่งเทือกเขามรณะราวกับูเากำลังถล่มใส่ศัตรู
าาแห่งเทือกเขามรณะเห็นดังนั้นจึงสร้างกำแพงดินขนาดมหึมาขึ้นมาป้องกันก้อนดินของกรกระแทกเข้ากับกำแพงนั้นอย่างรุนแรงทำให้เกิดเสียงดังะเืเลื่อนลั่นแต่กำแพงของาานั้นแข็งแกร่งมากจนสามารถรับแรงกระแทกได้ทั้งหมด
กรไม่ยอมแพ้เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆหนาทึบจากนั้นเขาใช้พลังดึงเมฆเ่าั้ให้รวมตัวกันกลายเป็มวลน้ำขนาดั์ที่มีรูปร่างเป็หนามแหลมคมน้ำที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำพุ่งตรงลงไปที่าาอย่างรวดเร็วและอันตราย
าาแห่งเทือกเขามรณะตอบโต้ทันทีเขายกมือขึ้นแล้วปล่อยพลังไฟขนาดมหึมาพุ่งตรงใส่หนามน้ำที่กำลังพุ่งมาหาเขาเปลวไฟและมวลน้ำขนาดั์ปะทะกันกลางอากาศ เกิดเป็เสียงดังสนั่นพลังของทั้งสองปะทะกันจนทำให้น้ำเริ่มระเหยกลายเป็ไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าไอร้อนและหมอกน้ำหนาทึบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ความร้อนจากไฟของาาทำให้น้ำที่กรดึงมาจากหมู่เมฆระเหยหายไปในพริบตา
ขณะที่กรกำลังจ้องมองการปะทะระหว่างพลังน้ำและไฟที่ระเหยหายไปในอากาศเขาไม่ทันสังเกตว่าหินขนาดั์กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาจากด้านข้างาาแห่งเทือกเขามรณะได้ใช้พลังของเขาอย่างแยบยลในการควบคุมก้อนหินขนาดมหึมาเพื่อโจมตีกรอย่างไม่ทันตั้งตัว
กรรีบใช้พลังสร้างกำแพงหินขึ้นมากันแต่ด้วยความเร็วและพลังอันมหาศาลของก้อนหินนั้นกำแพงหินของกรทำได้เพียงแค่ลดแรงปะทะลงเล็กน้อย ก้อนหินยังคงพุ่งชนกรอย่างรุนแรง
แรงปะทะจากหินมหึมานั้นทำให้กรกระเด็นออกไปไกลร่างของเขาพุ่งกระแทกพื้นอย่างแรงความเ็ปแล่นไปทั่วร่างกายจนทำให้กรหมดสภาพไปทันที ร่างของเขานอนนิ่งอยู่บนพื้นขณะที่ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ เบลอและสติเริ่มจางหายไป
าาแห่งเทือกเขามรณะเดินเข้ามาหากรที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้นร่างของกรเต็มไปด้วยาแและความเหนื่อยล้า าาก้มมองลงไปที่เขาด้วยท่าทีที่สงบแต่แฝงไปด้วยความเ็า
"ทำไมแกถึงเลือกสู้ล่ะ"าาถามเสียงเรียบ
กรพยายามตอบกลับแม้เสียงของเขาจะอ่อนแรงเต็มที "ฉันแค่...เลือกทางที่ฉันอยากจะเลือก"กรพูดด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าร่างกายจะบอบช้ำมากก็ตาม
ทันใดนั้นแพรวิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วเธอปล่อยพลังไฟออกมาจากมือพุ่งตรงเข้าใส่าาแห่งเทือกเขามรณะแต่เปลวไฟนั้นกลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับาาได้เลยาายังคงยืนนิ่งท่ามกลางเปลวไฟที่ไม่อาจแตะต้องเขา
"อย่าทำอะไรกรนะได้โปรดเถอะ...อย่าฆ่าเขา"แพรพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเต็มไปด้วยความกลัวเธอพยายามทุกวิถีทางที่จะปกป้องกร
กรที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นมองขึ้นไปที่าาแห่งเทือกเขามรณะผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือเขาอย่างเ็า าามองไปที่แพรด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาก่อนจะหันกลับมามองกรที่กำลังลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
"ใครน่ะแฟนแกเหรอ แกได้แฟนที่ดีจริงๆ คนเป็พ่อนิดีใจเลย แบบนี้เองสินะแกถึงเลือกที่จะสู้" าาแห่งเทือกเขามรณะกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ"ถ้าแกบอกแต่แรก ฉันคงไว้ชีวิตเธอ ผลการต่อสู้ของเราก็ออกมาแล้วไอลูกชาย..."
กรมองไปที่าาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเข้าใจ"จริงสินะ..." กรพึมพำออกมาเบาๆ
าายิ้มอย่างพึงพอใจ"เข้าใจแล้วสินะ..."
กรลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงแม้ร่างกายจะบอบช้ำและอ่อนแรงเขาชูมือขึ้นสูงและมองไปที่าาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น"ฉันเป็ลูกชายของพ่อนี่..."
กรใช้พลังบางอย่างที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนพลังนั้นส่งผ่านจากมือของเขาออกไปทั่วอากาศ ทุกอย่างเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาดท้องฟ้าที่เคยปั่นป่วนและมืดครึ้มกลับเงียบสงัดราวกับหยุดเวลา
จากนั้นเสียงโหยหวนที่เย็นะเืและน่ากลัวก็เริ่มดังขึ้นิญญาแค้นนับหมื่นที่เคยถูกพรากชีวิตจากาาแห่งเทือกเขามรณะปรากฏขึ้นจากทุกทิศทาง ิญญาเหล่านี้มีร่างกายที่บิดเบี้ยวใบหน้าเต็มไปด้วยความเ็ปและความเคียดแค้น พวกเขาวิ่งและลอยเข้าห้อมล้อมาาอย่างบ้าคลั่ง
าาแห่งเทือกเขามรณะพยายามใช้พลังเพื่อขับไล่ิญญาเ่าั้ออกไปแต่แรงแค้นของิญญานับหมื่นนั้นแข็งแกร่งเกินไปพวกเขาพุ่งเข้าโจมตีาาโดยไม่หยุดร่างของาาถูกล้อมรอบด้วยเหล่าิญญาที่กรีดร้องและโถมเข้าใส่อย่างไร้ปรานี
เสียงกรีดร้องของิญญาแค้นดังกึกก้องไปทั่วสนามรบร่างกายของาาที่เคยแข็งแกร่งเริ่มเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็วพลังชีวิตของเขาถูกดูดกลืนไปอย่างรวดเร็วใบหน้าของาาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเ็ปขณะที่ิญญาแค้นเ่าั้ทำลายเขาจากภายใน
ร่างของาาแห่งเทือกเขามรณะค่อยๆทรุดลงกับพื้น กลายเป็เพียงร่างที่เหี่ยวแห้งและไร้ชีวิตขณะที่เสียงโหยหวนของิญญาแค้นค่อยๆ เบาลงและจางหายไปทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่น่าขนลุก
กรยืนอยู่เหนือร่างที่บัดนี้เหี่ยวแห้งจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์าาแห่งเทือกเขามรณะ—พ่อของเขา—ที่เคยแข็งแกร่งและเกรงขามบัดนี้เป็เพียงเงาของสิ่งที่เคยเป็กรมองดูมือที่บอบบางและเย็นชืดของาาด้วยความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาเขาจับมือของพ่อไว้ น้ำตาเริ่มเอ่อล้นในดวงตา
"พ่อ...ผมขอโทษที่ต้องทำแบบนี้"กรพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความเ็ป"ผมไม่อยากสู้กับพ่อเลย แต่ผมไม่มีทางเลือก..."
าาแห่งเทือกเขามรณะพยายามหายใจเฮือกสุดท้ายร่างกายของเขากำลังจมดิ่งเข้าสู่ความตาย ริมฝีปากแห้งแตกค่อยๆขยับเปล่งเสียงแหบแห้งออกมาเบาๆ "แก...ทำได้ดีแล้ว...ลูก...แก...เป็ลูกที่ดี... ฉันภูมิใจในตัวแก..."
ดวงตาของาาค่อยๆพร่ามัวลง แสงสุดท้ายในดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยอำนาจบัดนี้สะท้อนเพียงความรักและความภาคภูมิใจที่มีต่อกร แม้เวลาของเขาจะสิ้นสุดลง แต่ความรู้สึกนี้ยังคงอยู่ในใจของกรตลอดไป
ร่างของาาแห่งเทือกเขามรณะค่อยๆสงบลง มือของเขาหยุดนิ่งในมือของกร ขณะที่กรค่อยๆ ปล่อยมือของพ่อเขารู้ว่าการต่อสู้นี้จบลงแล้ว และเขาได้เลือกทางที่ถูกต้องแล้วแม้จะต้องแลกด้วยความสูญเสีย
กรนั่งคุกเข่าอยู่ข้างร่างของพ่อน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป"ทั้งที่พึ่งได้เจอกันแท้ๆ..."ความรู้สึกในใจของกรเหมือนเป็ความสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกคืนได้การพบเจอและต้องพรากจากกันในเวลาเดียวกัน มันเป็ความจริงที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง
หลังจากที่าาแห่งเทือกเขามรณะสิ้นลมหายใจิญญาหลายหมื่นที่เคยถูกจองจำและทรมานจากพลังของเขาค่อยๆ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพวกเขาได้รับการปลดปล่อยสู่ความสงบเสียงโหยหวนและทุกข์ทรมานที่เคยดังสะท้อนกึกก้องหายไปอย่างช้าๆท้องฟ้าเริ่มกลับมาใสสว่าง เมฆดำที่เคยปกคลุมเริ่มจางลง
สนามรบที่เคยเต็มไปด้วยความโกลาหลและการสังหารหมู่ค่อยๆเงียบสงบลง เหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ซากศพที่กระจัดกระจายและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นถูกทิ้งไว้เป็เพียงภาพแห่งอดีตที่ไม่อาจลบเลือน
กรเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ารู้สึกได้ถึงความสงบที่กลับคืนมาในที่สุด แม้หัวใจของเขาจะยังคงรู้สึกหนักอึ้งแต่ก็รู้ว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
กรนั่งอยู่ข้างร่างไร้ิญญาของาาแห่งเทือกเขามรณะน้ำตายังคงไหลอาบแก้มของเขา ความเ็ปจากการสูญเสียยังคงทิ่มแทงหัวใจแต่ในใจกลับรู้สึกสงบ เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูกต้องแม้มันจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพ่อผู้เป็ทุกอย่างในความทรงจำ
กรพูดเบาๆราวกับให้คำมั่นสัญญากับผู้ที่จากไป “พ่อ... ผมจะดูแลแม่อย่างดี”
เขารับรู้ได้ถึงภาระที่ต้องแบกรับในอนาคตความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลครอบครัวที่เหลืออยู่ การต่อสู้ครั้งนี้อาจสิ้นสุดแล้วแต่หน้าที่ของเขายังไม่จบสิ้น กรจะต้องก้าวเดินต่อไปในโลกที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทายและความหวัง
หลังจากทำพิธีศพให้กับาาแห่งเทือกเขามรณะเสร็จกรและแพรนั่งอยู่ด้วยกันในป่าลึกที่เงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดผ่านและเสียงธรรมชาติรอบๆ เถ้าถ่านของพ่อที่โปรยไปกับสายลมค่อยๆลอยหายไปในอากาศ กรหันมามองแพรที่จับมือเขาไว้แน่นความอบอุ่นจากการัันั้นทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป
แพร“นายไม่ได้อยู่คนเดียว นายยังมีฉันอยู่ข้างๆ นะ”
กรยิ้มเบาๆสายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบใจนะแพร... ฉันดีใจที่มีเธออยู่ข้างๆ”
แพรถามขึ้นด้วยความกังวล“แล้วต่อจากนี้นายจะทำอะไรต่อไป”
กรหันไปมองท้องฟ้าครุ่นคิดถึงอนาคต “ก็คงจะหาวิธีกลับบ้าน จริงสิเราควรจะถามพ่อเื่วิธีกลับไปอีกโลก ไม่ทันแล้วสินะ…”
แพรพยักหน้าและตอบกลับ“เท่าที่ฉันรู้ ต้องใช้คาถาโบราณในการเปิด แต่ปัญหาคือไม่มีใครรู้คาถานั้นเลย”
กรยิ้ม“งั้นก็ค่อยๆ หาคาถาก็แล้วกัน เราค่อยๆ หาทางกลับ”
แพรนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา“ถ้านายกลับไปแล้ว... เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วสินะ”
กรยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “จะเป็แบบนั้นไปได้ยังไงล่ะถ้าไปได้ก็ต้องกลับมาได้สิ... ฉันนะตกหลุมรักเธอแล้วนะ แพร”
แพรหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยเธอรู้สึกอุ่นใจจากคำพูดนั้นความผูกพันที่ก่อเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางและการต่อสู้ทำให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นเป็มากกว่าความผูกพันใน่เวลาสั้นๆ
แม้การสูญเสียจะเกิดขึ้นแต่ก็เป็การสูญเสียที่นำมาซึ่งการปลดปล่อยและความหวังใหม่กรตระหนักว่าพลังของเขาไม่ใช่เพื่อการทำลายล้างเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อปกป้องคนที่เขารัก และสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับทุกคนเขามุ่งมั่นที่จะใช้พลังนี้เพื่อปกป้องและนำความสงบสุขกลับคืนมาไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ ก็ตาม
ในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อมั่นแม้เส้นทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่กรตั้งใจจะก้าวเดินต่อไปพร้อมกับแพรที่อยู่เคียงข้างเขา
End Credit Scene
...ในอดีตของาาแห่งเทือกเขามรณะ
ภายในป่าลึกที่มืดมิดชายหนุ่มหลงทางมาเจอกับภาพที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก อสูรอัมพิกาในร่างของนักรบปีศาจกำลังกัดกินซากมอมที่ถูกฆ่าตายไปแล้วเืที่เปรอะเปื้อนปากของอสูรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหนาวสะท้านจนถึงกระดูก
เมื่ออสูรอัมพิกาได้กลิ่นของมนุษย์มันหันมามองชายหนุ่มด้วยดวงตาดำสนิทความกระหายในการทำลายล้างแสดงออกมาทางรอยยิ้มชั่วร้ายของมัน มันพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็วตั้งใจจะจับเหยืุ่์ตัวใหม่
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้พลังคืนชีพให้กับมอมที่เพิ่งถูกฆ่า เขาเรียกิญญาของมอมกลับเข้าร่างและบังคับให้มันโจมตีอสูรอัมพิกา มอมที่ฟื้นขึ้นมาโจมตีอสูรด้วยความดุร้ายแต่ก็ถูกจัดการลงในพริบตาเพียงแค่การตบเพียงครั้งเดียว
แทนที่อสูรจะโกรธมันกลับชื่นชอบพลังที่ชายหนุ่มแสดงออกมา รอยยิ้มแสยะกว้างออกมากว่าเดิมมันพูดขึ้นด้วยเสียงต่ำและทรงพลัง
อสูรอัมพิกา"พลังของเ้าช่างน่าสนใจ ข้ามีสิ่งหนึ่งที่อยากให้เ้าทำ"
มันลากชายหนุ่มไปยังที่แห่งหนึ่งที่นั่นมีศพของพญานาคนอนอยู่บนพื้นราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าตายมันมองชายหนุ่มอย่างเย้ยหยัน
อสูรอัมพิกา"ใช้พลังของเ้า คืนชีพให้พญานาคตัวนี้ข้าอยากจะต่อสู้กับมันอีกครั้ง"
ชายหนุ่มไม่มีทางเลือกจึงทำตามที่อสูรสั่งเขาใช้พลังคืนชีพให้กับพญานาคที่ตายไป ิญญาของพญานาคกลับเข้าสู่ร่างมันลุกขึ้นมาด้วยความดุร้ายอสูรอัมพิกาหัวเราะในความสนุกและพุ่งเข้าโจมตีพญานาคในทันที
หลังจากที่การต่อสู้อันดุเดือดจบลงอสูรอัมพิกาที่สนุกกับการต่อสู้ก็หันกลับมาหาชายหนุ่มมันยืนอยู่ตรงหน้าเขาและพูดขึ้น
อสูรอัมพิกา"ข้าพอใจในพลังของเ้า เ้าอยากได้อะไร บอกข้ามาแล้วข้าจะให้มันแก่เ้า"
ชายหนุ่มรู้ว่าเขา้าพลังมากกว่านี้เพื่อปกป้องตนเองและต่อสู้กับโลกที่ไม่ยุติธรรมเขาขอพลังจากอสูรอัมพิกา และอสูรก็มอบให้เขาจริงๆ ไม่ว่าพลังแห่งดิน น้ำ ลม ไฟหรือแม้แต่พลังแห่งิญญา เขาก็ใช้ได้ทั้งหมด
อสูรอัมพิกาหัวเราะเบาๆหลังจากมอบพลังให้ชายหนุ่ม เขาจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์
อสูรอัมพิกา"เ้าคงไม่รู้สินะว่าพลังที่ข้ามอบให้มันมาพร้อมกับสิ่งที่เ้าต้องแบกรับการฆ่าและการทำลายจะกลายเป็สิ่งที่ผูกมัดเ้าไปตลอดกาล... เ้าอาจได้พลังจากข้าแต่จงจำไว้ว่ามันไม่ใช่ของฟรี"
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นััถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนในร่างกายของเขาเขารู้ว่าพลังนี้จะทำให้เขากลายเป็สิ่งที่แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็แต่เขาไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เวลาผ่านไปชายหนุ่มคนนั้นใช้พลังที่ได้รับจากอสูรเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของเทือกเขามรณะและกลายเป็าาแห่งเทือกเขามรณะผู้ซึ่งได้รับความเกรงขามและความกลัวจากทุกผู้ทุกคนแต่เื้ัพลังอันมหาศาลนั้น เขาต้องแบกรับความมืดและคำสาปที่อสูรอัมพิกามอบให้และนั่นคือจุดเริ่มต้นของาาที่จะกลายเป็ตำนานแห่งความโหดร้ายในดินแดนที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้