หากไม่ใช่ว่ามีสติสัมปชัญญะดีอยู่ รู้ว่ายามนี้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว อีกทั้งยังเป็นห้องนอนของตนเอง โม่เสวี่ยถงก็คงจะขึ้นเสียงออกไปแล้ว
น้ำเสียงสะอึกสะอื้นเจือไปด้วยความขื่นขมและน้อยเนื้อต่ำใจ สิ้นหวังสุดจะพรรณนา “พวกเขาถือดีอย่างไรมาทำร้ายข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หรือผู้อื่นต้องทนรับอย่างเดียว โต้กลับไม่ได้ ช่างน่าขันนัก นึกว่าอาศัยกำลังของตนเองก็สามารถแก้แค้นได้ ค่อยๆ ทวงความเจ็บปวดขื่นขมที่พวกเขาทำเอาไว้ไปเรื่อยๆ ในสายตาท่านอ๋องข้ามันไม่รู้จักประเมินกำลังของตนเองใช่หรือไม่เล่า แต่ผู้สูงศักดิ์ไม่มีวันเข้าใจหัวอกของคนต่ำต้อยว่าเพราะเหตุใดจึงคิดทำสิ่งเหล่านั้น ไม่ทราบว่าเหตุผลเท่านี้เพียงพอแล้วหรือยังเพคะ”
นางใช้มือยันกายลุกขึ้น มินำพาแล้วว่าจะเจ็บหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับบาดแผลที่ปริแตกอยู่ในใจ ความเจ็บปวดนั้นไม่นับว่าเป็นอันใดเลย
ความทุกข์ทรมานเยี่ยงนั้นเพียงพอที่จะทำให้นางลืมทุกสิ่ง แม้แต่เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ก็สามารถโยนทิ้งได้
ชีวิตนี้กลับมาเพื่อแก้แค้น หากไม่อาจทำได้ มีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีความหมายอันใด ความเจ็บปวดของชาติที่แล้วย้ำเตือนถึงความร้ายกาจของสองคนนั้นตลอดเวลา นางไม่อาจทนเห็นพวกเขาวางแผนทำลายตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือต้อนให้เดินไปบนเส้นทางที่ทั้งคู่ขีดเส้นไว้ แล้วสุดท้ายตนเองก็ต้องจบชีวิตอย่างอเนจอนาถ
หากผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่สู้ยอมตายตั้งแต่ตอนนี้ยังดีเสียกว่า
ดังนั้นนางจึงไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น แม้ส่วนลึกในใจเชื่อว่าเฟิงเจวี๋ยหร่านช่วยเหลือตนเองได้ แต่แล้วอย่างไรเล่า หากยังคงถูกวางแผนให้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวจะต่างกับตายตรงไหน ไม่สิ ต้องเรียกว่าแย่ยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ต่อให้ต้องตายก็ไม่ยอมแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหว หรือเข้าไปข้องเกี่ยวใดๆ กับซือหม่าหลิงอวิ๋นอีก
ใบหน้าอ่อนเยาว์เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว หากเป็นเช่นนี้ นางจะใช้ชีวิตของตนเองล้างความอัปยศ มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะทำให้ท่านพ่อ สกุลของท่านยาย รวมถึงเซวียนอ๋องเองก็คงลุกขึ้นมาตรวจสอบความจริง และสุดท้ายเขาจะให้คำตอบและความเป็นธรรมกับตนเองได้
เฟิงเจวี๋ยหร่านมีลูกน้องมากมายที่มีความสามารถ หากคิดจะตรวจสอบอย่างจริงจังคงไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นย่อมขุดคุ้ยจนพบความผิดของซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นได้ในที่สุด เพื่อให้สมราคากับชีวิตของนางก็ต้องให้พวกเขาสองคนชื่อเสียงพังพินาศ หากเป็นเช่นนั้นได้ นางยินดีแลกกับทุกสิ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง แม้ตนเองจะอยู่ในนรกก็จะหัวเราะขึ้นฟ้า ขอบคุณสวรรค์ที่มอบโอกาสให้นางได้แก้แค้นจนสำเร็จ
“ถงเอ๋อร์... ถงเอ๋อร์...” เมื่อรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดอย่างสิ้นหวังของโม่เสวี่ยถง เฟิงเจวี๋ยหร่านก็ไม่อาจปั้นสีหน้าเย็นเยียบได้อีกต่อไป หัวใจราวกับถูกค้อนกระหน่ำทุบจนเจ็บปวดรวดร้าวแทบหายใจไม่ออก สีหน้าพลันอ่อนลง นั่งลงบนหัวเตียงแล้วรวบตัวนางเข้ามากอดไว้แน่นด้วยความรักสุดหัวใจ
ครานี้โม่เสวี่ยถงไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน รู้สึกเพียงว่าตนเองใช้กำลังขุมสุดท้ายไปจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้เหนื่อยเหลือเกิน...
น้ำตาแห่งความอ่อนแอไหลพรั่งพรู ไม่นานอาภรณ์สีม่วงของชายหนุ่มก็ชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำตา เฟิงเจวี๋ยหร่านตบหลังนางเบาๆ อย่างปลอบโยน ราวกับสตรีในอ้อมอกเป็นทารกแรกเกิดที่ต้องการความคุ้มครอง
“ถงเอ๋อร์... ถงเอ๋อร์...” เสียงทุ้มนุ่มที่ชวนให้หัวใจเคลิบเคลิ้มมีความสุข ดึงสติของนางกลับมา
สมองไม่ขบคิดสิ่งใดอีกต่อไป รับรู้เพียงความอบอุ่นที่แทรกซ่านเข้ามาในหัวใจทีละน้อย ซึมซับความรู้สึกชั่วยามนี้ ปล่อยวางทุกสิ่ง เหลือทิ้งไว้เพียงหยาดน้ำตา
จนกระทั่งท้ายที่สุด เมื่อปล่อยวางทุกสิ่งลงได้ก็ผล็อยหลับไป
เฟิงเจวี๋ยหร่านวางโม่เสวี่ยถงลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ดึงผ้าห่มมาคลุมพร้อมสอดปลายเก็บให้เรียบร้อย แสงสว่างต้องหิมะสะท้อนเข้ามา จึงเห็นดวงตาสองข้างที่ร้องไห้จนบวมแดง หางตายังคงมีหยาดน้ำไหลเป็นทาง แม้ว่าจะหลับไปแล้ว แต่ก็ยังสูดจมูกอยู่เป็นพักๆ สะอึกสะอื้นเสียงเบาคล้ายลูกแมว
ใบหน้าขาวซีดเปื้อนคราบน้ำตา กลางหว่างคิ้วเผยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน ทำให้หัวใจของชายหนุ่มประหนึ่งถูกควักออกมา
เฟิงเจวี๋ยหร่านใช้มือปาดหางตาของนาง แต่น้ำตาราวกับไข่มุกอันเย็นเฉียบก็ยังคงหยดใส่มือเขา ยามนี้นางถอดหน้ากากที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งออกจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงโฉมสะคราญผู้อ่อนแอ หลับตาพริ้มอยู่บนเตียง อุ้งมือของเฟิงเจวี๋ยหร่านค่อยๆ กำแน่น ดวงตาหรี่ลง เผยกลิ่นอายเย็นเยียบกร้าวลึก
ซือหม่าหลิงอวิ๋น... โม่เสวี่ยหมิ่น...
เงาดำสายหนึ่งพลิ้ววูบเข้ามาทางหน้าต่าง โม่เฟิงปรากฏตัวขึ้น ค้อมกายคุกเข่า
“กราบทูลท่านอ๋อง หลังจากซือหม่าหลิงอวิ๋นกับคุณหนูใหญ่สกุลโม่ออกจากวังแล้วก็แยกย้ายกันไป ทั้งสองมิได้พูดคุยกัน แต่ตอนที่ขึ้นรถม้าสาวใช้ประจำตัวของนางทิ้งของสิ่งหนึ่งไว้ ยามที่รถม้าของซือหม่าหลิงอวิ๋นมาถึง คนบังคับรถลงจากม้ามาเก็บไป หลังจากนั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นก็ออกไปที่ถนน เลี้ยวเข้าไปทางประตูหลังของร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง รออยู่ชั่วครู่ก็มีรถม้าที่ไม่สะดุดตาคันหนึ่งมารับ คนบังคับม้าเป็นบ่าวในจวนโม่ ซือหม่าหลิงอวิ๋นขึ้นไปบนรถม้าคันนั้นแล้วตรงไปยังหน้าประตูวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เฟิงรายงานอย่างละเอียด นับตั้งแต่ติดตามคุณหนูสามสกุลโม่ เขาก็นึกสงสัยเป้าหมายของเจ้านายตนเองมาโดยตลอด เมื่อเห็นโทสะของเจ้านายครานี้ จึงมั่นใจว่าต้องเป็นอย่างที่คิดแน่แล้ว ทันทีที่กลับมาถึงจึงรีบเข้ามารายงานอย่างไม่รอช้า
แม้โม่เฟิงจะคาดเดาได้ว่าหนูสามสกุลโม่มีความสำคัญในหัวใจของเจ้านาย แต่เมื่อเห็นเขาแสดงท่าทางดุดันที่เผยแววเกลียดชังปานจะสูบเลือดกินเนื้อ ก็ยังอดหนาวสะท้านไปถึงหัวใจไม่ได้
โม่เฟิงไม่เคยเห็นเฟิงเจวี๋ยหร่านเป็นเช่นนี้มาก่อน ที่ผ่านมาไม่ว่าจะพบเจอกับเรื่องใด เจ้านายล้วนแสดงท่าทางเอ้อระเหย มินำพาสิ่งใด สร้างภาพลักษณ์เป็นคนเกกมะเหรกเอาแต่ใจ วางท่าหยิ่งผยอง ไม่เคยกลัวเกรงผู้ใด เดิมทีด้วยความสามารถของเจ้านายแล้ว มีเพียงเรื่องของคุณชายไป๋ที่จะทรงระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกเหนือจากนั้นล้วนเป็นเรื่องง่ายดายทั้งสิ้น
ท่านอ๋องแสดงท่าทางเช่นนี้ แม้รู้อยู่แก่ใจว่ามิได้โกรธเคืองตนเอง แต่โม่เฟิงก็ยังก้มศีรษะลงต่ำอย่างอดไม่ได้ แค่สายตาคู่นั้นกวาดผ่าน ยังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงหัวใจ
ดูท่าตนเองคงประเมินความสำคัญของคุณหนูสามในหัวใจของเจ้านายต่ำไปเสียแล้ว
“โม่เสวี่ยหมิ่นออกมาจากจวนเมื่อใด” เฟิงเจวี๋ยหร่านถามเสียงเย็น ยามเงาร่างสูงใหญ่หมุนตัวมา ยิ่งเพิ่มความกดดันให้โม่เฟิงแทบหายใจไม่ออก
“หลังจากคุณหนูใหญ่สกุลโม่กลับถึงจวน ประตูหลักของจวนโม่ก็ปิดลง แต่เข้าไปเพียงไม่นาน นางกับสาวใช้ก็เปลี่ยนเป็นอาภรณ์เรียบง่าย พากันลอบออกจากจวนทางประตูหลังแล้วตรงไปยังที่หมาย สถานที่แห่งนั้นมีผู้จองห้องพิเศษไว้ให้แล้ว ได้ยินว่าเป็นคนที่มีลักษณะคล้ายพ่อบ้านคนหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษพ่ะย่ะค่ะ” โม่เฟิงค่อยๆ ทบทวนความคิด แล้วเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียด
แม้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะเป็นเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อ แต่ผู้ที่ทราบเรื่องราวเบื้องลึกย่อมรู้ว่าจวนเจิ้นกั๋วโหวเป็นเพียงกระถางไม้ประดับ ไหนเลยจะมีกำลังมาจัดเตรียมรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ เรื่องในวังเกิดขึ้นกะทันหัน ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นก็ออกจากวังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นผู้ใดที่มีความสามารถสูงส่งถึงขั้นจัดเตรียมทุกสิ่งในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งแผนการล้วนรอบคอบและล้ำลึกขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมรถม้า รวมไปถึงคนบังคับรถจากสกุลโม่ ทั้งยังจองห้องพิเศษอีกด้วย เมื่อโม่เสวี่ยหมิ่นปรากฏตัว ทุกสิ่งล้วนเตรียมการไว้อย่างพิถีพิถัน นี่ย่อมไม่ใช่ฝีมือของซือหม่าหลิงอวิ๋นแน่ คนอย่างเขาแม้จะสามารถวางแผนเช่นการลากคนลงน้ำแล้วแสร้งเข้าไปช่วยเหลือ สร้างสถานการณ์ให้เกิดการจับเนื้อต้องตัวกัน แต่ไม่อาจจัดเตรียมสถานการณ์ทุกอย่างนอกวังหลวงทุกย่างก้าวเช่นนี้ได้
“ตรวจสอบว่าร้านเครื่องประดับร้านนั้นเป็นของผู้ใด หากตรวจสอบไม่พบความผิดปรกติ ก็ส่งคนแยกย้ายกันไปซุ่มจับตามองเสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่สามของข้า” เฟิงเจวี๋ยหร่านเงยศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามนี้ยิ่งมืดมิด เป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดสนิทที่สุด ทั้งยังเป็นช่วงที่สัญชาตญาณการเฝ้าระวังต่ำสุดด้วย ริมฝีปากพลันเผยรอยยิ้มเยาะหยัน “หากเห็นผู้ที่มีลักษณะคล้ายพ่อบ้านเข้าออก ตอนเข้าไม่ต้องใส่ใจ แต่ตอนออกค่อยไปจับตัวมา”
ความสามารถขั้นนี้ นอกจากพระเชษฐาทั้งสองพระองค์ของตนเองแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้ แน่นอนว่าไป๋อี้เฮ่าก็เป็นอีกคนที่ต้องเฝ้าจับตา
ร้านค้าเครื่องประดับอาจตรวจสอบไม่พบสิ่งใด แต่หัวใจของเรื่องนี้ก็คือบุคคล ผู้มีลักษณะคล้ายพ่อบ้านที่ปรากฏตัวอย่างลึกลับต้องไม่ใช่คนของจวนเจิ้นกั๋วโหว และไม่อาจเป็นคนของจวนโม่ หากเป็นคนที่ผู้อื่นส่งมา คนผู้นี้ย่อมสังเกตการณ์อยู่ในยามเกิดเหตุ
เขาไปพาตัวถงเอ๋อร์มา ทั้งยังสร้างสถานการณ์ทิ้งไว้เยี่ยงนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ขอเพียงคนผู้นั้นมีเจ้านาย สิ่งแรกที่จะทำย่อมเป็นการกลับไปรายงานให้เจ้านายของตนรับทราบ ในยามที่ฟ้ามืดสนิทที่สุดคือช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การลักลอบหลบหนี
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โม่เฟิงลุกขึ้น เตรียมกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
“ช้าก่อน” เฟิงเจวี๋ยหร่านรั้งไว้ “เรื่องนี้มอบหมายให้เฟิงเยวี่ยไปจัดการ เจ้าคอยคุ้มครองอยู่ข้างกายคุณหนูสาม หากต่อไปมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เจ้าก็หิ้วศีรษะมารอได้เลย”
“พ่ะย่ะค่ะ” โม่เฟิงไม่กล้าต่อความ พลิ้วกายออกไปทันที
รอกระทั่งภายในห้องกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง เฟิงเจวี๋ยหร่านสีหน้าทะมึนลึก ใบหน้าดั่งถูกฉาบด้วยน้ำค้างแข็ง มือกำหมัดแน่น ทุบลงไปบนโต๊ะอย่างแรง สบถเสียงต่ำด้วยความโกรธ “สมควรตายยิ่งนัก”
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ โม่เยี่ยกระซิบถามจากด้านนอก “ท่านอ๋อง มีเรื่องอันใดหรือไม่” นางเฝ้าอยู่ห้องด้านนอกตลอดเวลา แม้ดับตะเกียงแล้วแต่ยังไม่นอน คุณหนูของนางยังเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน หากมีข่าวลือเสียหาย ชื่อเสียงดีงามย่อมถูกทำลาย ดังนั้นนางจึงไล่สาวใช้ทุกคนให้ไปนอนให้หมด เหลือตนเองเฝ้าอยู่เพียงผู้เดียวเพื่อเปิดทางให้เจ้านายเข้ามาได้โดยสะดวก
ยามที่โม่เสวี่ยถงกลับมาเสื้อผ้าที่เปื้อนโลหิตถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว มือสองข้างที่พันไว้อย่างแน่นหนาก็ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ โม่เยี่ยกึ่งประคองกึ่งอุ้มเดินเข้ามา บอกกับทุกคนว่าคุณหนูเกิดไม่สบายกะทันหันขณะออกจากวัง ดังนั้นจึงต้องประคองกลับมา
โม่หลันเป็นคนฉลาด เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงถูกส่งกลับมาในสภาพหมดสติ ได้ยินโม่เยี่ยกล่าวเช่นนี้ ย่อมสงวนวาจา แล้วลากโม่อวี้เข้านอน ดังนั้นภายในห้องจึงอยู่ในความดูแลของโม่เยี่ยเพียงผู้เดียว