ตอนที่ 11
สำนักมาร์
วันเวลาผันผ่าน วิกาลล่วงเลย ทิวามาเยือน วันวานมิอาจย้อนคืนเปรียบดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก ไหลหลากจากไปไม่อาจย้อนคืนทารกแบเบาะยังต้องรู้จักพลิกตัว แล้วจึงค่อย ๆ คืบคลานลุกขึ้นนั่งตั้งไข่ จนกระทั่งเดินได้ก้าวเท้าวิ่งคล่องแคล่ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากศูนย์หรืออาจเรียกว่าจากสามัญสู่สูงสุด
ส่วนมันสมองกับความเฉลียวฉลาด อาจมีติดตัวมาไม่เท่าเทียมกันแต่นั่นสามารถฝึกฝนได้ภายหลัง ไม่ลำบากยากเย็นเท่าใดนักแต่สิ่งหนึ่งซึ่งติดตัวมานั้น ในแต่ละคนมีมากน้อยต่างกันสิ่งที่กำลังเอ่ยกล่าวถึงนั้น ไม่อาจลอกเลียนหรือหยิบยืมกันได้จริง ๆสิ่งนั้นมีหลายท่านเรียกว่า “พร์”
ในเมื่อ์สรรค์สร้างมอบสิ่งนี้ให้มาแต่กำเนิดขึ้นอยู่กับผู้ใดจะสามารถนำพร์นั้น ซึ่งติดตัวมาแต่กำเนิดมาทำประโยชน์หรือก่อโทษเหตุเภทภัย ในร่างของคนผู้หนึ่ง อาจแฝงไว้ซึ่งดีชั่วดำขาวเคล้าคละปะปนสิ่งแวดล้อมรอบตัว คล้ายมีผลให้คนก้าวถูกผิดคิดชั่วดีการอบรมบ่มสั่งสอนั้แ่เด็กนั้น คล้ายดั่งผ้าขาวบริสุทธิ์ท่านว่าจะแต่งแต้มสีสันย่อมได้ดั่งใจปรารถนา แต่ทว่าหากผ้านั้นหม่นหมองมอมแมมสกปรกแล้วจะเติมแต้มสีขาวลงไปเท่าใดย่อมไร้ผล เกิดเป็คนหากมีคุณธรรมเป็ที่ตั้งนับว่าประเสริฐสุด
ที่กล่าวมาทั้งหมดเปรียบได้คล้ายกับจ่านจือั้แ่เด็กระกำลำบากอดอยากหิวโหย จำความได้ไร้ซึ่งบิดรมารดาอยู่ข้างกายการที่ต้องพึ่งตัวเองเพื่อเอาตัวรอด เป็การฝึกฝนความอดทนอีกทั้งยังไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคขวากหนาม
์ย่อมไม่ทอดทิ้งคนดีเด็กน้อยได้ป้าหนิวเก็บมาเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนั้แ่เล็กต้องทำงานสารพัดไม่อาจเกียจคร้าน การตรากตรำทำงานหนักจึงเป็การเพาะสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งป้าหนิวสอนให้เด็กน้อยช่วยงานเพื่อนบ้าน โดยมิหวังสิ่งตอบแทนแต่ประการใดนั้นจึงเป็การปลูกฝังคุณธรรม ให้เด็กน้อยเป็คนมีน้ำใจไม่เห็นแก่ตัวอีกทั้งยังรักษาสัจจะซื่อสัตย์เที่ยงตรง
เช้านี้เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนบอกกล่าวให้จ่านจือขึ้นเขาหาเก็บสมุนไพร เพื่อนำมาปรุงยาตัวหนึ่งจ่านจือเร่งเร้าพลังลมปราณในร่างพลางะโทะยานแคล่วคล่องใช้เพียงปลายเท้าสะกิดชะง่อนหิน หยิบยืมพลังขึ้นสู่ยอดเขาอย่างง่ายดายมิสิ้นเปลืองแรงแม้แต่น้อย
หากเป็เช่นกาลก่อน กว่าจ่านจือจะปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้ได้ต้องใช้เวลาถึงครึ่งค่อนวัน เขาแทบสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงหมดสิ้น มิหนำซ้ำยังเหนื่อยหอบกระทั่งหายใจไม่ทันอีกทั้งเม็ดเหงื่อไหลโซมกายเปียกชุ่มไปทั่วทั้งร่าง
จ่านจือจดจำลักษณะเฉพาะ ของสมุนไพรได้อย่างแม่นยำยิ่งจึงใช้เวลาไม่นานนัก เสาะพบสมุนไพรที่เ้าโอสถสายรุ้งเยี๊ยะเทียนท่าน้าเขาไม่รีรอรีบล้วงมีดพกเล่มเล็กจากอกเสื้อ ออกมาตัดต้นสมุนไพรเ่าั้แล้วบรรจุใส่ห่อผ้า หลังจากนั้นจ่านจือใช้ท่วงท่าะโไม่กี่คราพาร่างลงสู่เชิงเขาเบื้องล่างอย่างสวยงาม
เมื่อมาถึงเชิงเขาเบื้องล่าง จ่านจือรีบเดินทางกลับไปยังที่พักทันที ระหว่างทางก่อนบรรลุถึงที่พักราวครึ่งลี้เหลือบแลเห็นเงาหลังของร่างคนผู้หนึ่ง มองเห็นไม่ถนัดชัดเจนนักเงานั้นพุ่งร่างออกจากไปรวดเร็ว จ่านจือจึงเร่งฝีเท้าติดตามไปเพื่อพิสูจน์ดูว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่ เพราะั้แ่เขาอาศัยอยู่ที่หุบเขาสายรุ้งที่ผ่านมามิเคยมีผู้ใด ก้าวล่วงเข้ามาในบริเวณนี้แม้แต่ผู้เดียว
มีเพียงแต่เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเท่านั้นซึ่งท่านเดินทางเข้าออกจากหุบเขาไปหลายครา บางครั้งท่านเดินทางออกจากหุบเขาเป็เวลาสองสัปดาห์ถึงครึ่งเดือน บางคราวเนิ่นนานเป็เดือนปล่อยให้จ่านจืออาศัยอยู่ภายในหุบเขา เพื่อฝึกฝนวิชาฝ่ามือโดยลำพังเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน กล่าวกับจ่านจือแต่เพียงว่าท่านจะออกจากหุบเขาไปทำธุระประการหนึ่งเท่านั้นเอง
จ่านจือสลัดศีรษะไปมา คิดว่าตนเองคงตาฝาดไปเอง เมื่อไม่เห็นผู้ใด ดังนั้นจึงหันหลังกลับเร่งฝีเท้าสู่ที่พักเมื่อกลับมาถึง พบเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนท่านยืนอยู่บริเวณลานกว้างด้านหน้าที่พัก ครั้นท่านเห็นเขากลับมารีบบอกให้เขานำสมุนไพรเข้าไปเก็บด้านใน
“จ่านจือ เ้ากลับมาพอดี รีบนำตัวยาไปเก็บด้านแล้วออกมาหาอาจารย์”
จ่านจือรีบกล่าวรับคำ พร้อมบอกเล่าต่อผู้เป็อาจารย์ว่า
“เรียนอาจารย์ วันนี้ข้าพเ้าขึ้นเขาเสาะหาสมุนไพรได้หลายชนิดอีกทั้งจำนวนมากมายยิ่ง”
กล่าวจบจ่านจือรีบวิ่งเข้าไปด้านในเมื่อวางห่อผ้าบรรจุสมุนไพรไว้บนแคร่ไม้ไผ่แล้ว เขารีบวิ่งกลับออกมาโดยทันทีขณะที่ก้าวเท้าออกมา ความคิดหนึ่งใคร่เอ่ยถามเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนว่าท่านพบเห็นผู้ใดเข้ามาในหุบเขาสายรุ้งหรือไม่ แต่อีกใจหนึ่งเกรงว่าท่านจะกล่าวหาว่าเขาตาฝาดดังนั้นจ่านจือจึงเก็บคำถามนี้ไว้ พอดีเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเอ่ยกล่าวกับเขาขึ้นก่อนว่า
“จ่านจือ เ้าหายเหน็ดเหนื่อยแล้วหรือไม่? วันนี้อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาดาวดึงส์ให้กับเ้าวิชาชุดนี้รวบรวมเอาจุดเด่นของสี่ธาตุ นั้นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟเข้าด้วยกันถือว่าเป็สุดยอดวิชา ที่ปรมาจารย์บัญญัติขึ้นจุดเด่นของวิชาชุดนี้อาศัยความแข็งแกร่งดุดัน ของธาตุดิน ผสมผสานกับธาตุไฟอันร้อนแรงผนวกกับความอ่อนหยุ่นเยือกเย็นของธาตุน้ำ อีกทั้งยังมีความพลิ้วไหวของธาตุลมดังนั้นเ้าจงตั้งใจจดจำกระบวนท่าเอาไว้ให้ดี”
ระยะเวลาที่ผ่านมาห้าปี จ่านจือปรับพื้นฐานกำลังภายในจนแข็งแกร่งทุกค่ำคืนก่อนเข้านอน เขาจะนั่งโคจรพลังลมปราณภายในครึ่งชั่วยามทุกเช้าเย็นจ่านจือยังฝึกกระบวนท่าพื้นฐานวิชาบู๊จนแตกฉาน ได้ยินว่าวันนี้เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนผู้เป็อาจารย์ท่านจะถ่ายทอดสุดยอดวิชาดาวดึงส์ของท่านให้กับเขาจึงรีบประสานมือกล่าวคำขอบคุณต่อเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนจากนั้นส่งเสียงกล่าวอย่างยินดีว่า
“ขอบคุณอาจารย์ที่กรุณาสอนสั่งศิษย์จ่านจือทราบว่าวิชาชุดนี้เป็สุดยอดวิชาที่อาจารย์หวงแหนถึงแม้ข้าพเ้าจะยังไม่เคยชมท่านแสดงวิชาฝ่ามือกับตามาก่อน แต่พอจะคาดเดาได้ว่าวิชาดาวดึงส์ของท่าน ชุดนี้ต้องร้ายกาจลึกล้ำ อีกทั้งยังพิสดารอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาอาจารย์เหน็ดเหนื่อยไม่น้อยอบรมศิษย์ดังนั้นศิษย์จะไม่สร้างความเสื่อมเสียหน้าให้กับอาจารย์ เพื่อมิให้อาจารย์ผิดหวังข้าพเ้าจะตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มความสามารถ”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเมื่อเห็นศิษย์ของตนรับปากอย่างแข็งขัน จึงเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ พร้อมกับเรียกจ่านจือให้เข้ามาใกล้ๆ จากนั้นท่านจึงเริ่มถ่ายทอด สุดยอดวิชาดาวดึงส์ให้กับเขา
“วิชาดาวดึงส์ชุดนี้ มีอยู่ด้วยกันเก้าท่าในแต่ละท่าแปรเปลี่ยนได้สิบสองกระบวนท่า รวมเป็ร้อยแปดกระบวนท่า เพลงยุทธ์ชุดนี้เน้นกำลังภายในเป็หลัก ลมปราณต่อเนื่อง ทุกกระบวนท่าแข็งแกร่งดุดันอีกทั้งยังผันแปรรวดเร็ว เน้นฝ่ามือเป็หลัก เท้าเป็รองเปลี่ยนรุกเป็รับเปลี่ยนรับเป็รุกได้อย่างแยบยล หากฝึกฝนสำเร็จ สามารถโค่นต้นไม้ทลายหินผา ได้โดยง่ายดายดั่งใจปรารถนา วิชาฝ่ามือนี้สามารถทำลายล้างอาวุธสารพัดชนิดได้ในพริบตา อาจารย์จะเริ่มสอนท่าที่หนึ่งซึ่งเรียกว่า ‘ดาวเย้ยเดือน’ จ่านจือเ้าตั้งใจดูให้ดี ท่าที่สอง ‘ดาวเกลื่อนนภา’ ท่าที่สาม ‘ดาวเคลื่อนเดือนคล้อย’ ท่าที่สี่ ‘ขยี้ดาวใต้แสงจันทร์’ ท่าที่ห้า ‘ดาวทะยานฟ้า’ท่าที่หก...”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ปากกล่าววาจา ฝ่ามือกับเท้านั้นร่ายรำกรีดกรายสลับซ้ายไปขวาเผยกระบวนท่าให้จ่านจือดู ทุกท่วงท่าก้าวย่าง รวดเร็วดุดันผันแปรพิสดาร ในความดุดันอันเกรี้ยวกราด ยังมีความร้อนแรงอีกทั้งยังแฝงความอ่อนหยุ่นเยือกเย็นแผ่ซ่าน
ผ่านไปหลายกระบวนท่า จ่านจือชมดูสายตาจนแทบละลานตา พร่าพรายเขาจับจ้องทุกท่วงท่าเคลื่อนไหวโดยไม่กะพริบตา ดังนั้นเขาจึงจดจำกระบวนท่าของเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนได้โดยมิตกหล่น มองเห็นร่างของอาจารย์ท่านพลิ้วไหวไปมา คล้ายดั่งสายลมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพัดหอบอยู่ไปมาในอากาศปานฉะนั้น
ทุกครั้งที่เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ท่านวาดมือวางเท้าก้าวะโล้วนเกิดเป็เสียงหวืดหวือของฝ่ามือ และเท้าแหวกพุ่งฝ่าอากาศสลับสับเปลี่ยนกับเสียงทึบทึบหนัก ๆ คละเคล้ากันไปในเวลาเดียวกัน
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนร่ายรำกระบวนท่าทั้งรวดเร็วทั้งรุนแรงดุดันทุกครั้งที่ท่านผลักฝ่ามือหรือต่อยหมัดออกไปก่อเกิดเป็เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกันนั้นรอบกายยังก่อเกิดเป็พลังไร้สภาพม้วนตัวเป็เส้นสายเคลื่อนย้ายตามท่วงท่าการวาดมือวางเท้า ทำเอาเศษกิ่งไม้ใบหญ้าโดยรอบปลิดปลิวกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ
จนกระทั่งมาถึงกระบวนท่าสุดท้าย เรียกว่าย้ายเดือนดับตะวันผันจักรวาลรอบด้านก่อเกิดเป็ขุมพลัง กระแทกสะท้อนย้อนไปมา เสียงตูมเมื่อดังต้นไม้ด้านข้างหักโค่นล้มครืนลงเมื่อสิ้นเสียง พร้อมกับก้อนหินผาขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ถัดไปแตกละเอียดปลิวเวียนว่อน กระจัดกระจายไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
เมื่อเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน ร่ายรำกระบวนท่าจบลงแล้วท่านสั่งให้จ่านจือร่ายรำกระบวนท่าให้ท่านดูเขามิรอช้าก้าวออกมาพร้อมกับร่ายรำกระบวนท่า ที่เห็นมาอย่างคล่องแคล่วทุกกระบวนท่าของอาจารย์จดจำแม่นยำมิผิดพลาด คล้ายกับ์ส่งเขามาเพื่อเป็ผู้กล้าฝึกวิชาบู๊ก็มิปาน
จ่านจือฝึกฝนอยู่หนึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วยามมีสองชั่วโมงในหนึ่งวันมีสิบสองชั่วยาม) หลังจากนั้นเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนเรียกเขามานั่งลงตรงแผ่นหินราบเรียบแผ่นหนึ่งแล้วชี้แนะเคล็ดการเคลื่อนย้ายจุดชีพจรให้จ่านจือท่องจำ พร้อมกับอธิบายเคล็ดวิชาดาวดึงส์อย่างละเอียดจ่านจือเป็คนหัวไวเฉลียวฉลาด ท่องเพียงแค่สองเที่ยวจดจำได้ขึ้นใจพร้อมกับเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเคล็ดวิชาดาวดึงส์ได้ไม่ยากเย็น
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนบอกให้จ่านจือทำความเข้าใจกับเคล็ดการเปลี่ยนแปลงให้ดี เมื่อเขาเข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้วต่างกลับเข้าที่พัก หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนบอกกล่าวต่อจ่านจือว่า พรุ่งนี้เช้าท่านจะเดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้งซึ่งท่านต้องไปทำธุระอีกหลายประการก่อนที่จะเดินทางไปงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินอีกหกเดือนข้างหน้า
“อาจารย์จะออกเดินทางไปก่อน เนื่องด้วยยังมีธุระสำคัญที่จะต้องสะสางสำหรับอยู่ภายในหุบเขาสายรุ้ง อย่าได้เกียจคร้านเป็อันขาด หมั่นฝึกปรือกระบวนท่าทำความเข้าใจเคล็ดวิชาดาวดึงส์ เ้าจึงจะสำเร็จก้าวหน้าดั่งที่อาจารย์ตั้งใจ”
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน บอกว่าท่านจะล่วงหน้าไปก่อนอีกทั้งยังต้องเสาะหาสหายเก่าหลายคนของท่านสั่งกำชับให้จ่านจือฝึกปรือวิชาอยู่ในหุบเขา หลังจากวันนี้อีกสี่ห้าเดือนให้เขาเดินทางออกจากหุบเขาสายรุ้ง แล้วนัดพบเจอกันที่โรงเตี้ยมต้าเหอชุนในนครหลวงลั่วหยาง
“ศิษย์จ่านจือจะมิลืมคำสอนสั่งท่านอาจารย์ข้าพเ้าจะหมั่นฝึกซ้อมกระบวนท่าอีกทั้งทำความเข้าใจกับเคล็ดวิชาดาวดึงส์ให้กระจ่างจะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวังเด็ดขาด”
เมื่อท่านสั่งจ่านจือ พร้อมนัดหมายวันเวลา และสถานที่เรียบร้อยแล้วเ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียน บอกให้เขาเข้านอนพักผ่อน ท่านเองจะไปเก็บเสื้อผ้าสัมภาระแล้วเข้านอนพักผ่อนเช่นกัน จ่านจือตอบรับคำอย่างมั่นเหมาะ แล้วแยกย้ายกลับห้องพักหลังจากทำธุระส่วนตัวแล้ว เขารีบทิ้งตัวลงลงนอน ในใจกลับตื่นเต้นมิได้ที่ขาจะกลับไปจงหยวนบ้านเกิดอีกครั้ง
จ่านจือตั้งใจไว้ว่า เมื่อเดินทางไปถึง ก่อนอื่นจะต้องกลับไปหมู่บ้านเย้ยอรุณเพื่อกราบเคารพหลุมศพมารดาบุญธรรม ที่ผ่านมาเขามิเคยลืมบุญคุณท่านอีกทั้งความรักของมารดาบุญธรรมที่มีต่อตนเอง หากดวงิญญาท่านรับรู้คงปลาบปลื้มปีติยินดีกับเขาแน่นอน ซึ่งในวันนี้จ่านจือไม่ลำบากเช่นกาลก่อนแถมยังมีความสำเร็จขั้นหนึ่ง เขาตั้งใจว่าจะไปบอกต่อหน้าหลุมฝังศพมารดาบุญธรรมว่าเขาจะแก้แค้นคนชั่วสามคน ที่พวกมันทำร้ายท่านเพื่อให้ิญญาของท่านไปสู่ปรภพอย่างสงบ
ก่อนจะหลับใหล จ่านจือกลับนึกถึงใบหน้าดุดันและดวงตาเ้าเล่ห์คู่หนึ่งขึ้นมามิได้ การกลับไปจงหยวนครานี้ เขาจะเจอคนผู้นั้นอีกหรือไม่คิดถึงตอนนี้กลับหลับใหลไปอย่างสุขใจ
สำนักมาร์เขาหมางซาน
สำนักมาร์ ตั้งอยู่ด้านหนึ่งของเขาหมางซานเ้าสำนักเป็สตรีฉายานางมารเยือกเย็น นามเหยาเยี๊ยะเหยียนบุรุษหนุ่มสำอางลึกลับซึ่งเคยปรากฏตัวอยู่หลายครั้ง แท้จริงเป็สตรีหาใช่บุรุษไม่นางเป็ทายาทของสำนักมาร์ นามว่าเหยาเยี่ยนผิงมีฐานะเป็นายน้อยแห่งสำนักมาร์แห่งนี้เป็บุตรีของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนนั้นเอง
ส่วนอีกผู้หนึ่งซึ่งเคยปลอมเป็แม่ชีนิรนาม ร่วมกับนางมารเยือกเย็นนางมีนามว่าอั้งเซี๊ยะเปา เป็ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็กุนซือของสำนักมาร์เป็ผู้ช่วยอันเข้มแข็งของเ้าสำนักมาร์แห่งนี้ นางมารเยือกเย็นรักใคร่ในตัวอั้งเซี๊ยะเปาดุจน้องสาว ส่วนนายน้อยเหยาเยี่ยนผิง นับถือนางเป็ดั่งน้าสาวเช่นกัน
วันนี้นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน อยู่ในชุดยาวสดใสสีแสดแถบม่วงสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีแดงเพลิง ร่างสูงระหงองเอวได้สัดส่วนดูมีสง่าราศีแต่สีหน้ากลับเยือกเย็นไร้เื่ราว อายุประมาณสี่สิบเศษแต่ทว่ายังดูเปล่งปลั่งผิวพรรณยังเต่งตึงมิหย่อนยาน แสดงว่านางมารเยือกเย็นคงดูแลตนเองเป็พิเศษหรือไม่ก็ฝึกวิชามารจนทำให้ิัเต่งตึงไม่เหี่ยวหย่อนยาน
ส่วนอั้งเซี๊ยะเปานางแต่งชุดสีเทาเข้ม อายุราวสี่สิบปีวันนี้ทั้งคู่สลัดคราบนางชีออกจนหมดสิ้น เหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนจะถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน ดังนั้นทั้งสองจึงกลับมายังที่ตั้งของสำนักมาร์เพื่อมากำหนดแผนการกันอีกที
ก่อนหน้านั้น ทั้งคู่ปลอมเป็แม่ชีออกไปก่อกวนยุทธภพด้วยกันทำให้ชาวยุทธ์เข้าใจผิด คิดว่าเป็คนของอารามอเทวตา จนมีบรรดาชาวยุทธ์มากมายบุกรุกขึ้นไปยังอารามอเทวตา แต่ไม่สามารถบุกขึ้นไปได้ ล้วนถูกนางชีในอารามสกัดขัดขวางสืบเนื่องด้วยแม่ชีทุกนาง ต่างมีฝีมืออันร้ายกาจน่ากลัวจนผู้บุกรุกไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่ปลายขน
ชาวยุทธ์ทุกคนที่บุกขึ้นไป ล้วนพบแต่เพียงแม่ชีแปดนางเท่านั้นหาได้พบกับนางชีเทวราชชิ้วโส่วเ้าสำนักไม่ สาเหตุที่นางชีเทวราชชิ้วโส่วมิได้ออกมาเนื่องจากนางเก็บตัวอยู่ในอาราม ซึ่งเป็ห้องลับฝึกวิชาเก้าชโลทรขั้นสุดท้ายเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือน นางจะฝึกสำเร็จขั้นสูงสุดแล้วคิดว่าก่อนถึงวันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลิน นางชีเทวราชชิ้วโส่วนางต้องออกมาตอบโต้ชาวยุทธ์อย่างแน่นอน
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมบุด้วยขนเตียวนุ่มนิ่มสีขาวโดยมีเหยาเยี่ยนผิงนั่งอยู่ไม่ห่าง ด้านข้างยืนอยู่ด้วยอั้งเซี๊ยะเปาด้านหน้าห่างออกไปราวห้าหกวา ยืนอยู่ด้วยผู้คนสิบกว่าคนล้วนแล้วแต่เป็มือดีของสำนักมาร์ สิบห้าปีที่ผ่านมานี้ แม้สำนักมาร์จะไม่เคยปรากฏตัวต่อยุทธภพ แต่นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยีนได้วางคนไว้ตามสถานที่ต่าง ๆและส่งข่าวคราวกลับมาจากทั่วสารทิศทุกอย่างล้วนเป็ความลับสุดยอด
ส่วนนายน้อยเหยาเยี่ยนผิง วันนี้อยู่ในชุดรัดกุมสีขาวสลับดำ รวบผมตึงสวมรัดเกล้าสีเงินไว้กึ่งกลางศีรษะถึงแม้จะเป็สตรี แต่นางชื่นชอบการแต่งกายเช่นบุรุษมาั้แ่เด็ก ั้แ่นางออกท่องเที่ยวยุทธภพมิเคยแต่งกายเช่นสตรีแม้แต่ครั้งเดียว
ด้านนิสัยใจคอ เหยาเยี่ยนผิงได้ความเยือกเย็นเ้าเล่ห์มาจากนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน แต่อีกด้านหนึ่งนางกลับมีความคิดเป็ของตนเองและกระทำการใดโดยมิยอมให้ผู้ใดขัดใจบงการ แม้แต่มารดาของนางเองก็ตาม
เหยาเยี่ยนผิงด้านรูปโฉมโนมพรรณของนาง หากนางแต่งกายเป็สตรีแล้วคิดว่าในใต้หล้ายากหาผู้ใดงามเทียบเปรียบได้ความงามของนางดุจดั่งเทพธิดาเหินลงมาจากสรวง์มิปานรูปร่างของนางอ้อนแอ้นอรชรดูระหง ผิวขาวนวลเนียนผุดผ่องอมชมพูเปล่งปลั่งทรวดทรงองค์เอวได้สัดส่วน ส่วนไหนควรเว้าก็เว้า ส่วนไหนควรนูนก็นูนไร้ที่ติวงพักตร์เรียวรีดั่งไข่หงส์ ขนงวงคิ้วเรียวก่งโค้งปานวงจันทร์เดือนเสี้ยวสองเนตรกลมโตดำขลับดุจนิล ภายใต้แผงขนตาหนางอนอย่างตั้งใจจมูกเรียวโด่งรับกับริมฝีปากบางอวบอิ่มระเรื่อยามแย้มยิ้มพรายเผยเห็นฟันซี่ขาวดั่งไข่มุก เรียงร้อยอย่างเป็ระเบียบแต่ด้านพลังฝีมือนับว่าร้ายกาจนัก
บางครั้งนางเกิดมีความเห็นขัดแย้งกับนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน แต่ได้อั้งเซี๊ยะเปาคอยไกล่เกลี่ยให้ระหว่างแม่ลูกเหยาเยี่ยนผิงนางจะขัดคำสั่งของมารดา หากคำสั่งนั้นนางเห็นว่าไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังไม่ถูกใจนางแต่ถึงเช่นไรเหยาเยี่ยนผิง นางเป็ทายาทของสำนักมาร์เื่ราวที่นางออกไปกระทำ ล้วนส่งผลดีให้กับสำนักมาร์แห่งนี้
ครั้งก่อนนางได้รับคำสั่งจากมารดา ให้ติดตามสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นแต่เมื่อนางติดตามไปถึงหุบเขาสายรุ้ง นางกลับหาเส้นทางเข้าหุบเขาสายรุ้งเขาไม่เจอจึงได้ล่าถอยกลับมา บัดนี้ล่วงเลยผ่านไปห้าปีกว่าแล้วทุกครั้งที่นางออกไปก่อกวนชาวยุทธ์
เหตุผลหนึ่งที่นางออกไปสร้างเื่ราวมากมายให้ยุทธภพปั่นป่วนวุ่นวาย ด้านหนึ่งนางกลับเสาะหาคนผู้หนึ่งเป็เด็กหนุ่มธรรมดาไร้วรยุทธ์ นางเองยังไม่ทราบเช่นกันว่านาง้าเสาะหาเขาเพื่ออะไร คิดแต่เพียงเหตุผลเดียวนางอยากทราบว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่ที่ใด ทำสิ่งใดอยู่ในเวลานี้หรือว่าถูกสองเทวทูตซ้ายขวาเจียฮุยกับเจียจิ้ง ฆ่าตายไปแล้วก็อาจจะเป็ไปได้
บางครั้งนางยังพึมพำกับตนเองว่า
“เ้าทึ่ม หรือว่าเ้าตายไปแล้วจริง ๆ โง่งมเช่นท่านแถมยังมิเอาไหนปานนั้น หากมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้นับเป็เื่ราวอันแปลกประหลาดไปแล้ว”
เมื่อครั้งที่เหยาเยี่ยนผิง พร้อมกับมารดาพร้อมทั้งอั้งเซี๊ยะเปากลับจากกังหนำ พอกลับมาถึงสำนักมาร์นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน ได้สอบถามเื่ราวกับนางว่าครั้งก่อนที่ให้นางออกติดตามร่องรอย ของพี่น้องแซ่เฟิ่นได้เบาะแสอะไรบ้าง
เหยาเยี่ยนผิงตอบกลับไปว่า
“ข้าพเ้าไล่ติดตามไปไม่ห่าง แต่มิทราบว่าพวกมันทั้งสองใช้เส้นทางอันใดวกวน ข้าพเ้าจึงคลาดจากพวกมันทั้งสองไปร่องรอยของพวกมันทั้งสองหายไปบริเวณหุบเขาสายรุ้ง”
ข่าวที่นางทราบมา ล้วนไม่อาจรอดพ้นหูตาของนางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียน ดังนั้นนางจึงได้แต่กล่าวว่า ส่วนใหญ่นางจะออกไปหาความสำราญสนุกสนานเสียมากกว่าครั้งแรกเข้าไปในงานอวยพรของหลิวซุ่นกงกง โดยมิได้รับเทียบเชิญบังเอิญคืนนั้นเกิดมีคนถูกฆ่าตายภายในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าของหลิวซุ่นกงกง
นางมารเยือกเย็นเหยาเยี๊ยะเหยียนกล่าวถามว่า
“ค่ำคืนนั้นในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าเกิดเื่ราวใดขึ้น?”
ค่ำคืนนั้นก่อนที่นางจะเร้นกายออกมาจากหมู่ตึกกระเรียนฟ้านางพบเห็นคนชุดดำผู้หนึ่ง ปิดหน้าปิดตามิดชิด มิได้พกพาอาวุธเห็นมันผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ในซอกมือมุมหนึ่ง ซึ่งลับสายตาผู้คนด้วยนางกลัวฐานะที่แท้จริงของนาง จะถูกผู้คนพบเห็นเช่นกันดังนั้นจึงมิได้ใส่ใจคนลึกลับผู้นั้น นางรีบเร้นกายจากมาภายหลังถึงทราบข่าวว่ามีคนตายในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า จึงคิดว่าคนชุดดำผู้นั้นต้องเป็คนลงมือแน่นอน
หยกเหินลม/ชลชโลทร