ครั้งบรรพกาล มนุษย์ยังคงหนาวเหน็บ เนื่องจากไม่มีดวงอาทิตย์ บนขอบฟ้า พวกเขาต่างนอนคลุกอยู่ในถ้ำ โดยไม่ทำงานทำการกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง เทพธิดา อารัคเน่ ผ่านมา เธอเป็นเทพธิดาแห่งสายฝน คนรักของมหาเทพ โปซาปุ
เทพธิดา อารัคเน่ สงสารมนุษย์ยิ่งนัก จึงไปทูลขอดวงอาทิตย์ จากมหาเทพโปซาปุ และให้พระองค์กำเนิด เทพแห่งดวงอาทิตย์ นามว่า ซามะ ขึ้นมา
ระยะแรก เมื่อ เทพ ซามะเกิดมา เขาก็บันดาลให้เกิดดวงอาทิตย์ขึ้น ในยามเช้า เขาทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและลงไปช่วยเหลือ มนุษย์ตามโอกาส ทำให้มนุษย์พากันตื่นออกมาทำงานทำการกัน โดยมีเทพธิดา อารัคเน่ คอยสอนวิธีเพาะปลูก
นานวันเข้ามนุษย์ก็สนิทกับ เทพธิดา อารัคเน่ และ ซามะ เทพแห่งดวงอาทิตย์ และดอกรักของพวกเทพทั้งสองทั้ง ซามะ เทพแห่งดวงอาทิตย์ และ เทพธิดา อารัคเน่ ก็เริ่มเบ่งบาน
วันหนึ่ง ซามะ ก็ขอ เทพธิดา อารัคเน่แต่งงาน ต่อหน้ามนุษย์ทุกผู้ สร้างเสียงตบมือดังกระหึ่มไปทั่ว เทพธิดา อารัคเน่ รับรัก ซามะ และสัญญาว่าจะแต่งงานด้วย แต่อีกใจหนึ่งก็กลัว มหาเทพโปซาปุ จะรุ้เรื่องเพราะ พระองค์เป็นคนใจแคบ ทั้งๆที่มีคนรักเป็นเทพธิดาถึง 500 องค์แล้วแต่กลับไม่ยอมปล่อยเธอไป ซึ่งแต่ละองค์ก็หน้าตาสะสลวยราวกับนางฟ้าอยู่แล้ว
เหล่ามนุษย์ที่สนิทกับ ซามะ และ เทพธิดา อารัคเน่ ต่างพากันหยิบอาวุธขึ้นต่อต้าน มหาเทพโปซาปุ เพื่อให้ความรักของเทพทั้งสองลงเอยกันด้วยดี เหล่าเลาห์คอน ที่อยู่ข้าง ซามะ และเทพธิดา อารัคเน่ พากันนำทหารเข้าสู่สมรภูมินี้ เพื่อขับไล่ มหาเทพ โปซาปุ
มหาเทพโปซาปุ เมื่อทราบเรื่องก็พิโรธอย่างมาก เสด็จลงมา ขว้างสายฟ้าออกไป จนพิภพสะเทือน ลาวาทะลัก กองทัพของเหล่ามนุษย์พ่ายแพ้ใน 3นาที พระองค์ทรงจับซามะไปขัง เพื่อทำโทษ ทำให้ บรรยากาศของโลกกลับเป็นกลางคืนและหนาวเหน็บอีกครั้ง เทพธิดา อารัคเน่ ร้องไห้ จนหยาดน้ำตากลายเป็นสายฝนตกลงไปยังโลกมนุษย์ สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งดินแดน
เหล่ามนุษย์ได้จัดพิธีบวงสรวงอ้อนวอน มหาเทพโปซาปุ เป็นเวลาถึง 7 วัน 7คืน จนมหาเทพโปซาปุ ยอมใจอ่อน ปล่อย ซามะออกมาทำหน้าที่ในเวลากลางวัน และจับกลับไปขังในเวลากลางคืน ซามะ และ เทพธิดาอารัคเน่ เมื่อ พบกันครั้งใด จะทำให้ฝนตก เนื่องจากเธอร้องไห้ออกมาทุกครั้งที่พบหน้า ซามะ ไม่ว่าจะเป็น เวลากลางวัน หรือ กลางคืน
กาลเวลาผ่านไป เทพธิดา อารัคเน่ เห็นว่าตนเพียงคนเดียวไม่อาจช่วยเหลือมนุษย์ทุกผู้ได้ จึงได้สร้างเทพบุตรคนหนึ่งขึ้นมานามว่า ไรชิน
ไรชิน เมื่อแรกได้ทำงานก็ปฏิบัติตนเป็นอย่างดี ทั้งช่วยมนุษย์เพาะปลูก และสร้างปราสาทพระราชวังขึ้น เป็นที่รักใคร่ของมนุษย์ ทว่า....ความดีงามของเทพบุตร ไรชินอยู่ได้ไม่นาน เขาเริ่มทำตัวขี้เกียจ เมื่อเห็นมนุษย์มัวแต่ยกยอตน ทำให้คิดว่าเอามนุษย์มาทำเป็นทาสดีกว่า จึงวางแผนที่จะทำให้ตนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป เขาไปเข้าพบเทพธิดา อารัคเน่ และขอให้สร้างเทพบุตรมาอีก 3องค์ คือ ฟูจิน ไคจิน และมาจิน
เทพธิดาอารัคเน่ปฏิบัติตามคำขอของ เทพบุตรไรชิน แล้วสร้างเทพบุตรทั้งสามขึ้นมาเทพบุตรทั้งสามในตอนแรกก็ทำงานได้เป้นอย่างดี แต่เมื่อเห็นไรชิน ขี้เกียจจับมนุษย์มาเป็นทาสทำงานให้ตน ก็เอาอย่างบ้าง สร้างความเดือดร้อนไปทั่วผืนพิภพ จนข่าวเรื่องนี้แว่วไปเข้าหู เทพธิดา อารัคเน่
เทพธิดา อารัคเน่ไม่อาจทนอยู่เฉยอีกต่อไปได้ จึงได้มาเตือน เทพบุตรทั้งสี่ให้ตั้งใจทำงานเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ แต่เทพบุตรทั้งสี่กลับไม่ฟัง พวกเขาได้ชักอาวุธออกมาหมายประหัตประหาร เทพธิดา อารัคเน่ให้ตาย
การต่อสุ้เป็นไปด้วยความทรหด จนเวลาผ่านมา 7วัน 7คืน การต่อสู้ก็ไม่ยุติ เรื่องของเทพบุตรทั้งสี่ต่อสู้กับ เทพธิดา อารัคเน่ ทำให้เกิดสงคราม โรคระบาด และความตายไปเยือนทุกหย่อมหญ้า จนมหาเทพ โปซาปุ ไม่อาจทนเฉยอยู่ต่อไปได้ พระองค์ได้เสด็จลงมาปราบ เทพบุตรทั้งสี่ด้วยตนเอง
ตูมมมมมมมมมมมมมมมม เปรี๊ยงงงงงงงงงงงงงงงง
เสียงของสายฟ้าดังก้องกัมปนาท ทำให้เทพบุตรทั้งสาม ถึงแก่ความตายในทันที เหลือแต่เทพบุตรไรชินเพียงคนเดียวที่ยังรอดอยู่ เทพบุตรไรชินได้ก้มลง คุกเข่าขอร้องมหาเทพ โปซาปุ ว่าจะกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ทำให้ มหาเทพ โปซาปุ ส่งไรชินไปเกิดใหม่เพื่อชดใช้กรรม
และตำนานบทใหม่ก็ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว.....จบ
ตอนพิเศษ ตำนานโลก โปปุรอน 2.....
นานมาแล้ว นานแสนนาน นานน๊านนาน นานจนแทบจำไม่ได้ ที่โลกเต็มไปด้วยความความหนาวเหน็บ จนเทพเจ้า อาราชิน บินผ่านมาในคืนวันวาเลนไทน์
เทพเจ้าอาราชิน ทรงเห็นความทุกข์ของมนุษย์ที่อยู่เบื้องล่าง พระองค์จึงทรงบันดาลแสงอาทิตย์ให้ส่องลงมา พร้อมกับเลือกหญิงสาวคนหนึ่ง ให้กลายเป็นเทพธิดา เธอเป็นคนที่สวยมาก เธอมีนามว่า มิเรน่า
เทพธิดา มิเรน่ามีหน้าที่ มารายงานความทุกข์ของมนุษย์ ในคืนวันวาเลนไทน์ แก่เทพเจ้าอาราชิน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุข
แต่นานวันเข้าเธอก็เริ่มเบื่อ เธอจึงสร้างเทพบุตรขึ้นมาองค์หนึ่ง นามว่า มีกัน
เมื่อแรกมีกัน ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนเป็นที่เคารพรักจากมนุษย์ ทั้งขุดแม่น้ำ สร้างสะพาน ก่อสร้างเมือง ตัดถนน มีกัน ล้วนทำไปด้วยความยินดี แต่นานวันเข้า มีกัน ก็เริ่มเบื่อ และเห็นเทพธิดา มิเรน่า ไปตกหลุมรักมนุษย์หนุ่มคนหนึ่ง ทำให้ความอดทนที่มีจำกัดของเขาหมดสิ้น มีกันขอให้ เทพธิดา มิเรน่า สร้างเทพบุตรขึ้นมาอีก 3ตน
ทั้งสามมีนามว่า อาซัน ทุมบา และ ฮากึน
เมื่อแรกทั้งสามก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่เมื่อเห็นพฤติกรรมของ มีกัน ที่เอาแต่ขี้เกียจ ไม่ช่วยเหลือมนุษย์เลย ประกอบกับเทพธิดา มิเรน่า มัวแต่ จู๋จี๋กับมนุษย์หนุ่ม ไม่ได้มาดูแลเหล่าเทพบุตร ทำให้เทพบุตรทั้งสาม ตั้งตัวเป็นใหญ่ ใช้มนุษย์ยังกะทาส แถมบ้ากามอย่างมาก วันๆมัวแต่เสพสมกับมนุษย์สาว ไม่ทำการทำงาน
มีกัน เห็นเทพบุตรทั้งสามทำดังนั้น ก็เอาอย่างบ้าง จากเดิมที่ขี้เกียจอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับใช้มนุษย์ทำงานแทนตนอย่างเมามันส์ จนเหล่ามนุษย์พากันเดือดร้อน
อยู่มาวันหนึ่ง เรื่องก็แดงขึ้นมา เทพธิดา มิเรน่าโกรธอย่างมาก เมื่อชุ้รักชาวมนุษย์นำข่าวมาแจ้ง ว่าเทพบุตรทั้งสี่ต่างพากันช่วงใช้มนุษย์ ราวกับพวกเขาไม่ใช่คน เป็นเพียงทาสเท่านั้น
เทพธิดามิเรน่า ถึงกับบินมาตักเตือน เหล่าเทพบุตรทั้งสี่ด้วยตนเอง แต่ตอนนี้เหล่าเทพบุตรกลับไม่ฟังคำสั่งของเธอแล้ว แต่ละคนต่างชูอาวุธขึ้นมาหมายสังหารเทพธิดามิเรน่า
การต่อสู้ของเหล่าเทพจึงเกิดขึ้น นานนับปี จนฝนไม่ตกต้องฤดูกาล ภัยแล้งถามหาเหล่ามนุษย์ ทั้งสงคราม โรคระบาด และความตาย มีอยู่ทุกที่ที่มนุษย์เดินผ่าน ผู้คนต่างต่อสุ้กันเพื่อแย่งอาหารที่มีอยู่น้อยนิด จนความทราบไปถึง เทพ อาราชิน เมื่อคืนวันวาเลนไทน์มาถึง แต่เทพธิดา มิเรน่า ไม่ได้มารายงานตามปกติ
เทพอาราชินได้บินลงมาจากสวรรค์ แล้วขว้างจักร สังหารเทพบุตรทั้งสี่ ที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด และสาป เทพธิดามิเรน่า ให้กลายเป็นต้นไม้โลก ยืนร้องไห้ อย่างเดียวดาย ตลอดกาล ในฐานะที่มัวแต่ลุ่มหลงมนุษย์หนุ่ม ทำให้ไม่ได้ดูแล ควบคุม เหล่าเทพบุตร จนเหล่าเทพบุตรต่างทำตามใจของตน
เมื่อชู้รักของมิเรน่า รุ้ข่าวเข้าก็ร้องไห้ไปวิงวอนร้องขอแก่เทพอาราชิน ให้ทรงมีเมตตา ขอให้สาปเขาเป็นต้นหญ้า ยืนร้องไห้ อยู่ข้างๆ ต้นไม้โลกด้วยเถิด
เทพอาราชิน ผุ้มีเมตตา จึงสาปให้ชู้รักของมิเรน่าเป็น ต้นหญ้า ยืนร้องไห้ อยู่ข้างๆต้นไม้โลก จนถึงปัจจุบัน
ตอนพิเศษ ตำนานเทพ โปปุรอน 3.....
ครั้งบรรพกาลมาแล้ว เคยมีเทพผู้หนึ่งลุ่มหลงในพลังที่ได้จากสิ่งมีชีวิต เขาสะสมก้อน ศิลาปราชญ์ไว้เป็นจำนวนมาก เทพผู้นั้นชื่ออานุส
เทพอานุส ฆ่าผู้คนเป็น จำนวนมาก ทั้ง ยูฉะ และ วีรบุรุษ ทำให้สวรรค์สะเทือน จนเดือดร้อนถึง เทพธิดา วีออร่า ผู้ดูแลดวงอาทิตย์ต้องลงมาปราบ
แต่แล้วเทพธิดาวีออร่า ก็พลาดท่าถูก เทพอานุส ฆ่าตายจนได้ ก่อนที่เธอจะสูญสลายไป เทพอานุส ได้ควักหัวใจของเธอออกมา แล้วเอามาทำเป็นศิลาปราชญ์ สิ่งนั้นเองทำให้เทพ อานุส สามารถควบคุมดวงอาทิตย์ได้ ราวกับเขาเป็น เทพธิดาวีออร่า เอง
นับแต่นั้นมา มนุษย์ก็อยู่ในความเหน็บหนาว ปลูกพืชผลกินไม่ได้ เพราะ พระอาทิตย์ไม่เคยฉายแสงสู่พื้นดินอีกเลย เหล่ามนุษย์ได้ถวายหญิงสาวเพื่อบรรเทาความโกรธของเทพอานุส จนซื้อเวลาที่พระอาทิตย์จะฉายแสงไว้ได้วันละ สองชั่วโมง
ณ ขณะนั้นเองมีผู้กล้า นามว่า อากาเนะ เธอได้อุทิศตัวเพื่อปราบ เทพอานุสผู้ละโมบ โดย การยอมถวายตัว เป็น หญิงรับใช้
และในคืนนั้นเอง ที่เธอได้เสียกับเทพอานุส อย่าง อะปาราเห้ ( การมีอะไรกับเทพอย่างเมามันส์ ) เธอก็ได้แย่งชิงศิลาปราชญ์ ของเทพธิดา วีออร่ามาได้ และด้วยศิลาปราชญ์นั้นทำให้เธอได้พลังของเทพธิดา วีออร่า
เธอได้ใช้พลังนั้นของเทพธิดาวีออร่า ฉายแสงพระอาทิตย์อันแรงกล้ามาแผดเผา เทพอานุสไปพร้อมกับเธอ ถ้าหากเธอไม่ทำเช่นนี้ เทพ อานุสอาจจะรู้ตัวแล้วหลบหนีไปก็เป็นได้
ด้วยการเสียสละของ อากาเนะ ยูฉะ ทำให้มนุษย์สามารถปราบเทพอานุส ผู้ชั่วร้ายลงได้
หญิงสาวที่ถูกจับมาก็ได้รับการปลดปล่อย และเป็นตำนานเล่าขานอยู่ถึงทุกวันนี้
ตอนพิเศษ ตำนานเทพ โปปุรอน 4 ....
นานละครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นานแสนนาน นาน น้าน นาน นานจนแทบจะลืมไปแล้ว ยังมีเทพอยู่องค์หนึ่งนามว่าอาราชิน ในสงครามปราบจอมมารปีศาจมืดครั้งหนึ่ง เขาได้ทำผลงานยิ่งกว่าใคร ในการรบครั้งนั้น โดยการช่วยเหล่ามนุษย์ขจัดปีศาจ จนเป็นที่พอใจของ มหาเทพไคชิน จนได้รับประทานอาวุธเป็นดาบอัสนีบาตมา แต่เพราะเรื่องนี้ทำให้ เทพ อาราชิน เป็นที่อิจฉาของเหล่าเทพ และเทพที่อิจฉา อาราชิน ยิ่งกว่าใครคือเทพ ดันกอล
มันรู้ว่า เทพอาราชิน มีคนรักอยู่ เป็นเทพธิดาน้อยนางหนึ่ง มันจึงรวมหัวกับเทพที่อิจฉาอาราชิน องค์อื่นๆ เข้าทำการลักพาตัว เทพธิดาน้อยนางนี้ นามของเธอคือ มิซูยะ
เมื่อ มิซูยะ ถูกลักพาตัวไป เทพอาราชิน ไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ เขาได้ทำการสู้รบกับ กลุ่มเทพที่อิจฉาเขาจน สวรรค์แทบพังทลาย เป็นเวลา 7วัน 7คืน
สายฟ้าหลายสายได้ ฟาดเหล่าทวยเทพดับสูญไปหลายองค์ ร้อนถึง มหาเทพไคชิน ต้องลงมาจัดการ เมื่อ เทพ ดันกอลเข้ากราบทูลเหตุด่วนเหตุร้าย ว่าเทพ อาราชิน ถือดีว่าตนเองเป็นเทพที่ใกล้ชิดองค์มหาเทพมากที่สุด เลยถือ ทิฐิมาอาละวาดบนสวรรค์
มหาเทพไคชิน มาถึงก็ไม่ได้พูดพล่ามทำเพลงถามถึงสาเหตุที่ เทพอาราชินลงมือ กระทำการอย่างอุกอาจเช่นนี้ พระองค์ ทรงแผลงศร กลายเป็น นกอินทรีย์เพลิงตัวใหญ่ เข้าจิกกัด เทพอาราชินในทันที และสาปเขาให้กลายเป็นครึ่งเทพครึ่งปีศาจ เนรเทศจากสวรรค์ให้ไปเฝ้าบ่อน้ำ อมฤทธิ์
เทพอาราชิน เสียใจมาก ที่ องค์มหาเทพ มิได้ตรัสถามถึงสาเหตุกลับลงโทษเขาให้ไปเฝ้า บ่อน้ำอมฤทธิ์ โดยสาปให้ เขากลายเป็นครึ่งเทพ ครึ่งปีศาจ
นับตั้งแต่วันนั้น เทพ อาราชินต้องเศร้าเสียใจอยู่หน้าบ่อน้ำอมฤทธิ์ และเพ้อถึงเทพธิดา มิซูยะอยู่ทุกวันคืน
ทว่า.......
เทพดันกอลยังไม่สาแก่ใจ มันได้แอบนำข่าวเรื่องบ่อน้ำอมฤทธิ์ไปบอกแก่ พวกมนุษย์ ว่าที่เหล่าเทพมีอายุมากกว่ามนุษย์ เพราะได้ดื่มกิน น้ำอมฤทธิ์นั้น ทำให้ เหล่าเลาห์คอน(ราชา) ของมนุษย์เกิดความโลภ และส่งคนไปค้นหาแหล่งน้ำอมฤทธิ์นั้น
เมื่อกลุ่มคนพบบ่อน้ำ อมฤทธิ์ ในภูเขาลับแห่งหนึ่งตามแผนของ เทพขี้อิจฉาอย่าง ดันกอล ที่แอบขายความลับของที่ตั้งของแหล่งน้ำนี้ให้กับมนุษย์ได้ล่วงรู้ มันก็เริ่มแผนการต่อไป ด้วยการหลอก เทพธิดา มิซูยะ มายังบ่อน้ำอมฤทธิ์นี้
เมื่อผุ้คนมาที่บ่อน้ำ อมฤทธิ์มากขึ้น ทำให้เทพ อาราชิน โกรธมาก ตามหน้าที่แล้วเขาจำเป็นต้องฆ่า ผู้คนที่หลงมาที่นี่ ไม่ให้เหลือซักคน
ในขณะที่เขากำลังทำการฆ่าคนอยู่นั้น เทพธิดา มิซูยะ ก็ได้เหาะลงมา และเห็นภาพอันโหดร้ายของ เทพ อาราชิน ชายคนรัก เธอสบถ ด่าเทพ อาราชินในทันที ว่าทำเกินหน้าที่ และพยายามปกป้องมนุษย์ที่เหลือ รวมทั้งเด็กน้อย ที่มีนามว่า ฮิมาวาริ
เรื่องนี้ไปถึงหูของ มหาเทพไคชินในทันที โดยเทพ ดันกอล พระองค์ทรงพิโรธมาก ทรงเสด็จลงจากสรวงสวรรค์ มายังบ่อน้ำอมฤทธิ์ เพื่อจะจัดการเทพธิดา มิซูยะ ให้ กลายเป็นปีศาจ อยู่เฝ้าบ่อน้ำอมฤทธิ์ตลอดไป
เทพอาราชิน ช่วยหญิงคนรัก ด้วยการกระโดดเข้าไปรับคำสาปแทนเธอ ในที่สุดเขาก็กลายเป็น ปีศาจทั้งร่าง ไม่อาจกลับเป็นเทพได้อีกแล้ว
เทพดันกอล หัวเราะด้วยความสะใจ เมื่อได้ยินเรื่องนี้จากเทพขี้อิจฉาองค์อื่น
เทพธิดา มิซูยะ โดนให้ไปเฝ้าพระจันทน์ จนกว่าจะตาย ในขณะที่ เทพอาราชิน ต้องกลายเป็นปีศาจ อยู่เฝ้าบ่อน้ำอมฤทธิ์จนกว่าจะตาย และพวกเขาทั้งสองคนจะสามารถพบกันได้ปีละครั้งเท่านั้น
เทพดันกอลหัวเราะอย่างผู้มีชัย และแอบปิดเรื่องนี้ ไม่ให้มหาเทพไคชินรับรุ้ว่าเป็นฝีมือของตน จนกาลเวลาผ่านไป และมนุษย์ได้หลงลืมไปแล้วว่า เคยมีเทพผุ้ยิ่งใหญ่นามว่า อาราชิน ที่เคยช่วยกู้โลก จากน้ำมือ ปีศาจ
"ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ใจขื่นขมระทมทุกข์ ทุกชาติไป" นั่นคือคำกลอนที่ตกทอดมาในอาณาจักร โปปุรอน ถึงทุกวันนี้
ตอนพิเศษ 5 นิทานพื้นบ้านโปปุรอน
เรื่องมีอยู่ว่า อูซาร์ส เกิดมาเป็นชาวอาดาร์ส ตั้งแต่เด็กเขาหมั่นฝึกยุทธทุกวัน จนกระทั่งเมื่อเขาโตจนอายุได้ ยี่สิบปี เขาก็ขอแฟนแต่งงาน แต่แฟนของเขากล่าวว่า " ข้าต้องการสามี เป็นวีรบุรุษ " ทำให้อูซาร์ส อดแต่งงาน เขาเลยต้องไปรับราชการทหาร โดยขอคำมั่นจากแฟนของเขาว่า จะรอเขาตลอดไป จนกว่าเขาจะได้เป็นวีรบุรุษตอนพิเศษ 6 ต้นไม้โลก....
เสียงกระซิบของต้นไม้โลก ที่ใกล้จะตายแล้ว เหล่าใบไม้ได้ลาจากไป เหลือแต่ดอกไม้ ที่อยู่กับต้นไม้โลกที่กำลังจะตาย
ข้าคือ จอมปราชญ์ อามีร่า ผู้ดูแลต้นไม้โลก ทุกวันจะมีองค์หญิงตัวน้อยนามว่า ซินเดีย แห่งอาณาจักรคลาวแลนด์ มาเล่น โอฮาโอ้ (เครื่องเล่นดนตรีชนิดหนึ่งแพร่หลายในอาณาจักรโปปุรอน) และขับขานบทเพลงให้เหล่า ใบไม้ และดอกไม้ฟัง
แสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องฝูงนกบินร่อนในเวหาต้นไม้ดอกไม้นานาเป็นที่ปกปักษ์รักษาของเหล่าภูตพราย......
องค์หญิงน้อย ซินเดีย เพิ่งจะอายุ 14 ปี เธอมาเยี่ยมข้าทุกวัน พร้อมกับมารดน้ำ ให้กับต้นไม้โลก สร้างความสดใสให้กับ ใบไม้ และดอกไม้ จนต้นไม้โลก คาย อาติแฟกซ์ หนึ่งมันเป็น อาติแฟกซ์ ระดับเวิร์ลไอเทม ชื่อว่า The world leaf tear ซึ่งผู้ใช้จะกลายเป็นต้นไม้โลกคนต่อไป สืบต่อจากต้นไม้โลกคนเก่า มันมีเงื่อนไขพิเศษ 3 ข้อที่ต้องเคลียร์
1. คือ ต้องมีระดับความสัมพันธ์ กับใบไม้ และดอกไม้ อย่างสูง2. ดอกไม้ และใบไม้ที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่แรกต้องไม่เคยตาย3. จะเป็นอะไรข้าก็ไม่รู้มันยังเป็นความลับอยู่
" จะเป็นอะไรรึไม่ ถ้าต้นไม้โลกตาย ท่านจอมปราชญ์ อามีร่า " องค์หญิงน้อยตรัสถาม
" มันจะทำให้สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง เพค่ะ เพราะกลิ่นหอมของมันคอยช่วยให้สัตว์อสูรไม่คลุ้มคลั่งเหมือนช้างตกมัน"
องค์หญิงน้อย ทรงตรัสถามข้าทุกวัน จนทำให้ข้าเหนื่อยใจ
อยู่มาวันหนึ่ง..........
ต้นไม้โลกก็ได้ตายจากไปจริงๆ เหล่าใบไม้ พากันละทิ้ง ถิ่นฐาน เพื่อแสวงหา ต้นไม้โลกต้นใหม่ เหลือทิ้งไว้แต่ดอกไม้ที่ไม่ยอมไป เพื่อรอพบ องค์หญิงซินเดีย
ดอกไม้มีรุปลักษณ์ภายนอกเหมือนเด็กผู้หญิงตัวน้อย แต่ไม่มีอวัยวะเพศ จึงทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นเด็กผู้ชาย หรือเด็กผู้หญิงกันแน่
เมื่อองค์หญิง ซินเดียมาพบ ทำให้ดอกไม้ดีใจ และได้มอบ อาติแฟกซ์ แรร์ นี้ให้กับองค์หญิงซินเดีย
" ข้าดีใจที่ท่านมา องค์หญิง" ดอกไม้กล่าว เมื่อเห็นใบไม้คนสุดท้ายจากไป ทำให้ใจของดอกไม้เหี่ยวเฉา เธอไม่มีความสุขเลย จนองค์หญิงซินเดียมา และขับขานบทเพลงอันไพเราะให้ฟังอีกครั้ง
ดอกไม้ได้ทำนายถึงคราวเคราะห์ ของมนุษย์ ที่จะต้องเจอกับภัยรุกรานของสัตว์อสูร ที่พากันคลุ้มคลั่ง
" แล้วเราจะต้องทำอย่างไรจึงจะหยุดยั้งหมันตภัยนี้ได้ " องค์หญิงน้อยซินเดียกล่าว
" ท่านก็จะต้องกิน อาติแฟกซ์ The world leaf tear นี้เข้าไป และกลายเป็นต้นไม้โลกคนต่อไป " ดอกไม้บอกตามที่ตำนานกล่าวไว้ ก่อนที่จะจากองค์หญิงซินเดียไป
ในตอนแรกองค์หญิงซินเดีย ทรงตัดสินใจไม่ได้ จึงปล่อยเรื่องนี้ไว้ จนเวลาผ่านล่วงเลยไป จนมีพระชนย์ 18 พรรษา
ก็ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ในทวีปแห่งสรรพชีวิตแห่งนี้ เหล่าสัตว์อสูรได้พากันคลุ้มคลั่ง ออกมาทำร้ายมนุษย์ เหล่าสัตว์อสูร จำนวนนับแสนหลั่งไหลเข้ามาในอาณาจักรคลาวด์แลนด์ หลังจากการตายของต้นไม้โลก
ทำให้ เลาห์คอน โกไทรอน และ 13 จอมปราชญ์ ต้องออกไปต่อต้านและช่วยเหลือชาวบ้าน
วิ้ว ตูม ตูม
ณ อาณาจักรคลาวด์แลนด์ นอกกำแพงเมือง อาจิส
เหล่าจอมปราชญ์ ทั้ง 13 ต่างพาทหารกล้าแห่งคลาวด์แลนด์ และเหล่าจอมเวทย์ชั้นสูงออกต่อต้านการรุกรานของสัตว์อสูรที่พากันคลุ้มคลั่ง แต่จำนวนที่ตายของสัตว์อสูร มีจำนวนน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับ กองทัพสัตว์อสูรทั้งหมด
ฆ่ามัน ฆ่ามัน ฆ่ามัน
สัตว์อสูร ตีฆ้อง ร้องเป่า อย่างคึกคะนอง และดูเหมือนว่ากองทัพมนุษย์อันกระจ้อยร่อยที่มีเพียงแค่ไม่กี่หมื่นคนจะทานการโจมตีของเหล่าสัตว์อสูรไม่ไหว
องค์หญิง ซินเดียมองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเธอได้ร้องไห้ออกมาที่พสกนิกรคนแล้วคนเล่าของเธอต้องล้มตายลง พระองค์จึงตัดสินใจที่จะเป็นต้นไม้โลกคนต่อไป
วิ้ง วิ้ง วิ้ง
" พาข้าไปที อามีร่า ก่อนที่มันจะสายเกินไป " องค์หญิงน้อยในวัย 18 ปีตัดสินใจด้วยจิตอันมุ่งมั่น ที่จะช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้
จอมปราชญ์ อามีร่าจึงได้พาเธอเหาะเหินมาที่ต้นไม้โลก แล้วองค์หญิงซินเดียก็ได้ขับขานบทเพลงอันไพเราะเหมือนเสียงแก้วกังวาลออกมา พร้อมกับ กิน อาติแฟกซ์ แรร์ The world leaf tear เข้าไป
ร่างกายเธอได้เปลี่ยนกลายเป็นต้นไม้ทีละนิด ทีละนิด แต่เธอยังไม่หยุดขับขานบทเพลง เธอยังคงเล่น โอฮาโอ้ ต่อไป
ต้นไม้อันตระการตาสูงสง่าดุจตะวันพฤกษางามอำพันดุจดั่งดวงตะวันฉายแสงมา......
หลังจากเธอร้องเพลงจบเธอก็ได้กลายเป็นต้นไม้โลกโดยสมบูรณ์ และหยดน้ำตาหยดสุดท้ายของเธอก็หยาดหยดลงไปที่ผืนดิน กลายเป็น เหล่า ใบไม้ และดอกไม้ ความหอมอบอวล ขจรขจายไปทั่วทั้งผืนพิภพ มันเป็นน้ำตาแห่งความดีใจที่ตนได้เสียสละเพื่อช่วยมวลมนุษย์
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
เสียงสายลมอันแผ่วเย็นพัดผ่านกลางสมรภูมิเดือด ที่เหล่ามนุษย์ และอสูรได้ฆ่าฟันกัน
ความหอมกลิ่นของดอกไม้ทำให้เหล่าอสูรได้สติ และถอยกลับไปหยั่งที่ๆมันมา สร้างความโล่งอกให้กับ 13 จอมปราชญ์ และเหล่าทหารทั้งหลาย
เลาห์คอน โกไทรอน ได้มอบพวงดอกไม้ให้กับต้นไม้โลกที่เคยเป็นลูกสาวของตน
"ซินเดีย เจ้าได้ทำสิ่งที่ประเสิรฐที่สุดในการกระทำของมนุษย์ แล้ว ข้าขอขอบใจเจ้า "
เลาห์คอน โกไทรอนได้หลั่งน้ำตาออกมากลางงานพิธี
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
เสียงลมพัดหวน
"ลูกสบายดี เสด็จพ่อ ขอให้ลูกได้นอนหลับอย่างสงบเถิด " เสียงของเจ้าหญิงซินเดียได้ลอยผ่านสายลมมา.........จบ
( หากสนุกช่วยซื้อตอนพิเศษ ด้วยนะ )