ยามพลบค่ำ... หลังศึกสงบ
ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ค่ายทหารที่เมื่อ่บ่ายยังจอแจเต็มไปด้วยเสียงะโสั่งการและเสียงฝีเท้าวิ่งวุ่นของม้าศึก บัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบสงัดที่น่าอึดอัด... เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง และเสียงไม้ฟืนที่แตกปะทุในกองไฟ
กลิ่นคาวเืจากสมรภูมิที่อยู่ไม่ไกลยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ มันเป็กลิ่นสนิมเหล็กเค็มๆ ผสมกับกลิ่นดินโคลนที่ถูกพลิกฟื้นจากการต่อสู้ และที่เลวร้ายที่สุดคือกลิ่นเหม็นไหม้ฉุนจมูก... กลิ่นของไขมันและเนื้อสดๆ ที่ถูกไฟเลีย มันมาจาก "กองฟอน" ที่กำลังเผาศพทหารผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติมารับศพ ควันไฟสีเทาหม่นลอยเอื่อยๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังแสงดาว ราวกับิญญาเ่าั้กำลังล่องลอยจากไปพร้อมกับความโศกเศร้า
กันต์ นั่งคู้ตัวอยู่หน้ากองไฟกองเล็กๆ ข้างเพิงพักมุงจาก เปลวไฟสีส้มเต้นระริกสะท้อนวูบวาบในดวงตาที่ฉายแววเหนื่อยล้า เด็กหนุ่มในชุดตะเบงมานเปื้อนฝุ่นและคราบเืแห้งกรัง ใช้มือข้างหนึ่งถือผ้าดิบเก่าๆ เช็ดคราบเืออกจาก ดาบเก่า คู่ใจอย่างเบามือ ทุกครั้งที่ผ้าััเนื้อเหล็ก เขาทำด้วยความเคารพยำเกรง ผิดกับเมื่อก่อนที่มองมันเป็แค่เศษเหล็กสนิมเขรอะ
ส่วนมืออีกข้าง... วางประคอง ฝักดาบฟ้าฟื้น ไว้บนตักอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็ะเิเวลาที่พร้อมจะทำงาน หรือไม่ก็เป็ไข่ทองคำล้ำค่าที่ห้ามมีรอยขีดข่วน
"ขอบใจนะลุง..." กันต์กระซิบเบาๆ กับดาบเก่าในมือ ลมหนาวพัดกรรโชกมาวูบหนึ่งจนขนลุกซู่ "ถ้าเมื่อเย็นไม่ได้ลุงเตือนสติ ป่านนี้ผมคงหัวขาด ลงไปนอนคุยกับรากมะม่วง... เอ้ย รากต้นสักไปแล้ว... ไม่นึกเลยว่าเทคโนโลยี AI ยังสู้ระบบ OS ในดาบโบราณไม่ได้"
วิ้ง...
ทันทีที่สิ้นเสียงกระซิบ ดาบเก่าในมือก็สั่นตอบรับเบาๆ แรงสั่นะเืนั้นละเอียดอ่อนเหมือนโทรศัพท์มือถือที่เปิดระบบสั่นไว้ในกระเป๋ากางเกง สนิมกรังสีแดงอมส้มที่เคยเกาะหนาเตอะเมื่อตอนเช้า บัดนี้ร่อนหลุดติดผ้าออกมาเกือบหมด เผยให้เห็นเนื้อเหล็กสีดำด้านที่ซ่อนอยู่ภายใน... มันดูดุดัน ลึกลับ และแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด ผิดวิสัยดาบเก่าเก็บที่ควรจะผุพังไปตามกาลเวลา
ความรู้สึกอุ่นวาบสายหนึ่งแล่นผ่านด้ามดาบไม้พันเชือก เข้าสู่ฝ่ามือของกันต์ ไหลเวียนขึ้นมาตามแขนจนถึงหัวใจ... มันไม่ใช่ความร้อนดั่งไฟนรกเหมือนตอนที่เขาแทงดาบเข้าเบ้าตาศัตรู แต่คราวนี้มันเป็ความอุ่นใจ... อบอุ่นเหมือนมีมือหยาบกร้านของผู้ใหญ่ตบลงบนไหล่เบาๆ เพื่อให้กำลังใจลูกหลาน
"เออ... รอดมาได้ก็ดีแล้ว"
เสียงชายแก่ดังก้องขึ้นในหัวของกันต์ชัดเจนราวกับใส่หูฟังระบบ Surround ตัดเสียงรบกวนภายนอก น้ำเสียงนั้นฟังดูเหนื่อยหน่ายเหมือนคนแก่ขี้บ่น แต่ลึกๆ แล้วแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจและเอ็นดู "ข้าชื่อ 'ทิดมั่น'... จำชื่อข้าไว้ ดูแลข้าให้ดี แล้วข้าจะดูแลหัวเอ็ง... อย่าเอาข้าไปฟันฟืนเล่นก็พอ"
เสียงนั้นเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนโทนเป็เคร่งเครียดและจริงจังขึ้น ราวกับััได้ถึงอันตรายบางอย่าง
"ส่วนไอ้ฝักดาบไม้นั่น... ที่เอ็งวางบนตักน่ะ รีบเอาไปคืนเ้าของมันซะ ก่อนที่ 'ของ' ในนั้นจะกินเอ็งแทน"
กันต์สะดุ้งโหยง ขนอ่อนท้ายทอยลุกชัน ก้มลงมองฝักดาบฟ้าฟื้นที่วางสงบนิ่งอยู่บนตัก... ภายใต้แสงไฟสลัว ลวดลายยันต์ที่ลงรักปิดทองบนไม้ตะเคียนพันสายสิญจน์ดูเหมือนจะขยับได้ มันดูเหมือนกำลัง เต้นตุบๆ เป็จังหวะเดียวกับชีพจรของเขา ราวกับว่ามันมีชีวิตและกำลังหิวกระหายพลังงานชีวิตจากผู้ถือครองที่ไม่ใช่เ้านาย
'เออจริง... ของระดับเทพทรูขนาดนี้ ขืนคนธรรมดาเลเวล 1 อย่างเราถือไว้นานๆ คงโดนดูดมานา (Mana) จนแห้งตายแน่... Safety First เว้ยกันต์'
กันต์กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ สูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากก้น เหน็บดาบของทิดมั่นไว้ที่เอว แล้วประคองฝักดาบฟ้าฟื้นเดินมุ่งหน้าไปยังกระโจมแม่ทัพที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางค่าย
...
กระโจมมรณะ... และกลิ่นไอแห่งความตาย
บรรยากาศรอบกระโจมของขุนแผนเงียบผิดปกติ ทหารยามหน้ากระโจมยืนก้มหน้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แววตาของพวกเขามีแต่ความวิตกกังวล กันต์เดินเข้าไปใกล้ รู้สึกได้ถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากภายในกระโจม
"ขออนุญาตจ้ะท่านขุน... หนูเอาฝักดาบมาคืน..."
กันต์ส่งเสียงเรียกเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่ลอดออกมา ราวกับเสียงเครื่องจักรที่กำลังจะพัง กันต์ตัดสินใจค่อยๆ แหวกม่านกระโจมเข้าไป
วูบ...
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป กลิ่นสมุนไพรฉุนกึกพุ่งเข้าปะทะจมูกทันที ผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนหนูตายที่ซ่อนอยู่ใต้ฝ้าเพดาน กลิ่นนั้นรุนแรงจนกันต์ต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ก่อนจะกวาดสายตามองไปที่แคร่ไม้ไผ่กลางกระโจม
ภาพที่เห็นทำเอาเขาชะงักกึก ขาแข็งทื่อก้าวไม่ออก
ขุนแผน... แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่เมื่อตอนบ่ายยังขี่ม้าไล่ล่าข้าศึกราวกับเทพา บัดนี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เคยตึงแน่น แต่ตอนนี้กลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬที่ไหลพรากท่วมตัวราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยเหมือนคนจับไข้หนาวสั่น ใบหน้าที่เคยคมเข้ม หล่อเหลา และเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง บัดนี้ซีดเผือดจนขาวราวกระดาษ ริมฝีปากแห้งผากแตกเป็ขุยเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำอย่างน่ากลัว
แต่สิ่งที่สยองที่สุดคือ... หน้าอกด้านซ้าย
เหนือตำแหน่งหัวใจ มีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนถูกกรงเล็บสัตว์ร้ายตะปบ หรือถูกของมีคมแทงลึก เนื้อรอบปากแผลไหม้เกรียมเป็สีดำสนิท ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวล และที่น่าขนลุกคือ มี เส้นเืสีม่วงคล้ำ ปูดโปนแผ่ขยายออกมาจากแผลดำๆ นั่น ราวกับรากไม้ปีศาจ หรือพยาธิร้ายที่กำลังชอนไชดิ้นพล่านอยู่ใต้ิั มุ่งหน้าเข้าสู่หัวใจ!
"ท่านขุน!"
กันต์ร้องลั่นด้วยความใ ลืมความกลัวทั้งหมดแล้วถลาเข้าไปดูใกล้ๆ วางฝักดาบลงข้างตัว "นี่มันแผลอะไรจ๊ะเนี่ย!? ทำไมมันเน่าเร็วขนาดนี้!? ติดเชื้อในกระแสเืเหรอจ๊ะ (Sepsis) !? หรือว่าเป็แผลเนื้อตาย (Gangrene) !?"
ขุนแผนค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เปลือกตาของเขาดูหนักอึ้ง แววตาพยัคฆ์ร้ายบัดนี้ดูอ่อนล้าเต็มที เขาพยายามฝืนยิ้มมุมปาก แต่มันดูเหมือนการแยกเขี้ยวด้วยความเ็ปทรมานมากกว่า
"แผลถลอก... ไกลหัวใจ..." ขุนแผนกัดฟันตอบเสียงรอดไรฟัน เหงื่อเม็ดโป้งหยดติ๋งจากปลายจมูกลงสู่หน้าตัก "ไอ้หมอผีเชียงใหม่... 'พ่อหนานอิน'... มันตายยากชิบหาย ข้าฟันคอมันขาดกระเด็นแล้ว แต่มันยังเสือกซัด 'ตะปูตอกฝาโลง' สวนกลับมาได้ก่อนหัวจะหลุดจากบ่า"
"ตะปู!?" กันต์ตาโตเท่าไข่ห่าน เพ่งมองไปที่แผลดำๆ นั่นอีกครั้ง "มันฝังอยู่เหรอจ๊ะ? ต้องผ่าออกไหม? ผมเคยเรียนปฐมพยาบาลเบื้องต้นตอนเข้าค่ายลูกเสือ... หรือต้องใช้แม่เหล็กดูด?"
"มันไม่ใช่ตะปูธรรมดาไอ้โง่!"
ขุนแผนตะคอกใส่ แม้เสียงจะสั่นพร่าแต่ก็ยังทรงอำนาจจนกันต์หดคอ "มันคือ คุณไสยสั่งตาย... ตัวตะปูมันละลายกลายเป็พิษิญญาวิ่งเข้าเส้นเืข้าไปแล้ว... ยาหม้อไหนในค่าย หมอหลวงคนไหน ก็เอาไม่อยู่"
ทันใดนั้น อากาศข้างตัวขุนแผนก็เย็นวูบลง พร้อมกับกลุ่มควันจางๆ ที่ก่อตัวขึ้น
พรายชุมพล ปรากฏตัวขึ้นนั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่พ่อ สีหน้าของกุมารทองตัวน้อยดูไม่ขี้เล่นซุกซนเหมือนเคย เด็กน้อยมองาแที่หน้าอกพ่อด้วยแววตาหวาดวิตกสุดขีด น้ำตาใสๆ คลอเบ้า
"พี่ชาย... พ่อแย่แล้ว... พรายกระซิบของหนูบอกว่า พิษมันกินลึกถึงกระดูกดำ"
นิ้วป้อมๆ ของพรายชุมพลชี้ไปที่เส้นเืสีม่วงคล้ำที่กำลังกระตุกและคืบคลานเข้าใกล้หัวใจทีละนิดๆ เหมือนนาฬิกานับถอยหลัง "ถ้าเส้นเืดำนี่วิ่งเข้าถึงหัวใจเมื่อไหร่... หัวใจพ่อจะหยุดเต้น... พ่อตายแน่"
"แล้วมันจะถึงเมื่อไหร่?" กันต์ถามเสียงเครียด รู้สึกกดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง สมองเริ่มคำนวณเวลาตามความเร็วในการลุกลาม
ขุนแผนเงยหน้าขึ้นมองเพดานกระโจมที่วูบไหวตามแสงตะเกียง สายตาว่างเปล่าเหมือนกำลังมองทะลุออกไปไกลแสนไกล เขาคำนวณเวลาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับปลงตกในสังขาร
"เจ็ดราตรี..."
เสียงของขุนแผนเบาหวิวเหมือนสายลม แต่กลับหนักอึ้งในความรู้สึกของคนฟัง "ข้ามีเวลาเหลืออีกแค่ ๗ ราตรี... หากพ้นกำหนดนี้ ต่อให้เทวดาองค์อินทร์ลงมาโปรด ก็เก็บิญญาข้าไว้ไม่ได้"
"เจ็ดวัน!?" กันต์อุทานเสียงหลง ยกมือกุมขมับ "บ้าไปแล้ว! นี่มัน Deadline นรกชัดๆ! งานเร่งยิ่งกว่าส่งโปรเจกต์อาจารย์อีก! แถมไม่มีหมอ ไม่มีเครื่องมือแพทย์... แล้วจะรอดได้ไงวะเนี่ย!"
บรรยากาศในกระโจมเย็นะเืขึ้นทันที ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงเนื้อเน่าที่แผลส่งเสียง ฉ่า เบาๆ กันต์รู้ทันทีว่าสถานการณ์วิกฤตกว่าที่คิดร้อยเท่า แม่ทัพใหญ่... เสาหลักของกองทัพกำลังจะตาย และถ้าขุนแผนตาย... กองทัพแตกพ่าย และเขาก็คงไม่รอดจากยุคานี้แน่ๆ ไม่มีใครคุ้มกะลาหัวเขาได้อีกแล้ว
"ไอ้จุก..."
ขุนแผนเรียกเสียงแหบแห้ง พยายามยันตัวขึ้นนั่งตัวตรง แม้ร่างกายจะโงนเงน "มานี่... นั่งลงข้างหน้าข้า"
"ท่านขุนจะให้ผมทำอะไร บอกมาเลยจ้ะ! จะให้ไปตามหมอหลวงไหม? หรือจะให้ผมช่วยประคอง?" กันต์ละล่ำละลักถาม ขยับตัวเข้าไปใกล้
"กราบข้าซะ..."
"หา?" กันต์ชะงัก งงเป็ไก่ตาแตก "กราบ? ตอนนี้เนี่ยนะ?"
"กราบข้า! เดี๋ยวนี้!"
ขุนแผนสั่งเสียงเข้ม ดวงตาเริ่มแดงก่ำเพราะพิษไข้ที่ขึ้นสูง แต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยวและน่าเกรงขาม "ข้าจะรับเอ็งเป็ศิษย์... เดี๋ยวนี้!"
เขากัดฟันข่มความเ็ป พูดต่อ "ข้าอาจจะอยู่ไม่ถึงถ่ายทอดวิชาดาบหรือมนต์คาถาให้เอ็งจนหมด... แต่อย่างน้อย ข้าต้องฝาก 'ครู' ไว้คุ้มกะลาหัวเอ็งก่อนตาย... เอ็งมันคนดวงแข็ง จิตแข็ง... ต้องรับครูได้แน่"
กันต์ไม่รอช้า ไม่ถามซ้ำ เขารีบนั่งพับเพียบลงกับพื้นดิน ก้มกราบแทบตักขุนแผนโดยไม่รังเกียจคราบเืหรือเหงื่อไคล ความรู้สึกจุกแน่นในอกทำให้เขาพูดไม่ออก น้ำตาแห่งความซาบซึ้งและความกลัวปนเปกันไปหมด
ขุนแผนรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ยกมือที่สั่นเทาขึ้นวางบนศีรษะของกันต์ ััจากมือหนานั้นร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟ ปากพึมพำบทสวดภาษาบาลีผสมเขมรโบราณที่ฟังดูขลังและทรงพลัง เสียงสวดนั้นทุ้มต่ำ กังวานไปทั่วกระโจมจนตะเกียงน้ำมันสั่นไหว
"โอม... อิมัสมิง... พระประโคนธรรพ... พระวิศวกรรม... จงมาประสิทธิ์ประสาท..."
วูบ!
กระแสความร้อนมหาศาลแล่นจากฝ่ามือขุนแผน พุ่งตรงเข้าสู่กลางกระหม่อมของกันต์ ไหลผ่านสมองลงสู่ไขสันหลัง ราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกปล่อยลงสู่สายดิน กันต์รู้สึกเหมือนสมองโล่งขึ้นฉับพลันราวกับถูกล้างด้วยน้ำเย็นจัด ความกลัวและความวิตกกังวลต่างๆ หายวับไป แทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง และฮึกเหิม เหมือนมีเกราะกำบังที่มองไม่เห็นมาห่อหุ้มิญญาของเขาเอาไว้
"จำไว้..."
ขุนแผนหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายโงนเงนเหมือนจะล้มหลังจากถ่ายทอดพลัง "วิชาของข้า... ไม่ว่าจะเป็ดาบ หรืออาคม... มีไว้ปกป้องแผ่นดิน... ปกป้องพวกพ้อง... ห้ามเนรคุณแผ่นดิน... ห้ามใช้รังแกคนไม่มีทางสู้..."
"สาบานจ้ะ! ผมสาบาน!" กันต์รับคำเสียงดังฟังชัด ทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ยกมือพนมรับคำครู
ขุนแผนค่อยๆ ลดมือลง ทิ้งตัวพิงหมอนขวานอย่างหมดแรง เส้นเืสีม่วงที่หน้าอกขยับวูบวาบเหมือนงูเลื้อยรุนแรงขึ้น ราวกับมันโกรธเกรี้ยวที่เหยื่อของมันกำลังถ่ายทอดพลังให้คนอื่น
"เอาล่ะ... ทีนี้ฟังข้าให้ดี..."
ขุนแผนรวบรวมสติ จ้องตากันต์เขม็ง "ยาที่จะแก้คุณไสยพ่อหนานอินได้... มีอยู่อย่างเดียวในโลก... หมอหลวงไม่มีปัญญาหามาได้หรอก"
"มันคือ 'ดอกบัว์'... แต่ดอกบัวนี้ มันไม่ได้ขึ้นตามหนองน้ำหรือป่าทั่วไป"
"มันอยู่ที่ไหนจ๊ะ?" กันต์ถามแทรกขึ้นมาทันที เช็ดน้ำตาด้วยหลังมือ แววตาเปลี่ยนเป็มุ่งมั่น "ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ปีนเขาลงห้วย ผมจะไปเอามาให้! ภายใน 7 วัน ผมซิ่งมอไซค์... เอ้ย ขี่ม้าไปทันแน่! ผมทำได้! บอกพิกัด GPS มาเลย!"
ขุนแผนแสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ดูเย้ยหยันโชคชะตา
"มันอยู่ที่... เมืองลับแล"
"เมืองลับแล?" กันต์ทวนคำ คิ้วขมวดเข้าหากัน คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินในนิทานพื้นบ้านหรือละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า "เมืองแม่บังบดน่ะเหรอจ๊ะ? ที่เขาว่าห้ามโกหก? ที่ผู้ชายเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา?"
"เออ... นั่นแหละ" ขุนแผนพยักหน้าเบาๆ "เมืองที่ซ่อนอยู่ในมิติที่ซ้อนทับกับโลกเรา ทางเข้าอยู่ลึกเข้าไปใน ป่าดงพญาไฟ ทางทิศอุดร... ที่นั่นเต็มไปด้วยอาถรรพ์ ผู้ชายอกสามศอกคนไหนหลงเข้าไป ไม่เคยมีใครได้กลับออกมา..."
"เข้าไม่ได้... หรือถ้าเข้าได้ ก็มักจะหลงเสน่ห์ หลงมายา จนลืมวันลืมคืน กลายเป็ผีเฝ้าเมือง" เสียงขุนแผนเริ่มแ่ลง "แต่เอ็ง... เอ็งมันจิตประหลาด... เอ็งไม่ใช่คนยุคนี้ จิตเอ็งมันแปลกแยก... แถมยังมี 'ดาบเก่า' ของทิดมั่นนำทาง... เอ็งอาจจะรอด"
ขุนแผนล้วงมือเข้าไปที่เอว หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันคือ 'มีดหมอเล่มเล็ก' ด้ามและฝักทำจากงาช้างสีขาวนวลแกะสลักเป็ลวดลายท้าวเวสสุวรรณอย่างวิจิตรบรรจง งาช้างชิ้นนี้ดูเก่าและขลัง มันคือ 'งากระเด็น' หรือคองาช้างที่หักคาต้นไม้ขณะช้างตกมัน ซึ่งถือเป็ของทนสิทธิ์มีฤทธิ์ในตัวโดยไม่ต้องปลุกเสก
เขายื่นมันให้กันต์
"เอานี่ไป... มีดหมอเทพศาสตรา... มันจะช่วยคุ้มครองเอ็งจากภูตผีปีศาจระหว่างทาง... มันฟันผีได้ กันคุณไสยได้... จงไปหาทางเข้าเมืองลับแล นำดอกบัว์กลับมาให้ทันก่อนคืนเดือนดับ"
กันต์รับมีดหมอมาถือไว้ มือสั่นเล็กน้อย รู้สึกถึงน้ำหนักของ 'ภาระหน้าที่' ที่หนักอึ้งกว่าน้ำหนักของงาช้างหลายเท่า "ท่านขุนจะให้ผมไปคนเดียวเหรอจ๊ะ?" กันต์หน้าซีดเผือด เริ่มจินตนาการถึงป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและผีสาง
"ข้าไปไม่ไหว..." ขุนแผนไอโขลกๆ ออกมา ลิ่มเืสีดำกระเด็นเปื้อนผ้าปูที่นอน "และทหารคนอื่นในค่ายนี้... ก็ไม่มีใครมีบุญหรือมีจิตที่เหมาะสมพอจะหาทางเข้าเมืองลับแลเจอ... มีแต่เอ็ง... ไอ้จุก... เอ็งคือความหวังเดียวของข้า"
ขุนแผนหันไปมองลูกชายที่ลอยตัวอยู่ข้างๆ "ไอ้ชุมพล!"
"จ้ะพ่อ!" กุมารทองขานรับ
"เอ็งตามไปคุ้มกันพี่มัน... อย่าให้ตายกลางทาง! ดูแลมันแทนพ่อ!"
"ไว้ใจหนูได้เลยจ้ะพ่อ!" พรายชุมพลรับคำแข็งขัน ใบหน้าเด็กน้อยดูมุ่งมั่นเกินวัย ร่างิญญาลอยมาเกาะที่ไหล่ของกันต์ ยิ้มแป้นแล้น "ไม่ต้องห่วงนะพ่อ เดี๋ยวหนูพาพี่ชายไปซิ่งเอง! ใครขวางเดี๋ยวหนูหักคอจิ้มน้ำพริกกินให้หมด!"
กันต์ก้มมองมีดหมอในมือ สลับกับมองสภาพของขุนแผนที่นอนหายใจรวยริน หน้าอกกระเพื่อมอย่างยากลำบาก แล้วมองออกไปที่ความมืดมิดนอกกระโจม
เวลา 7 วัน... กับการเดินทางเข้าสู่ดินแดนลี้ลับที่ไม่มีในแผนที่ Google Maps ไม่มี GPS นำทาง และไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต
ภารกิจกู้ชาติ (และกู้ชีพอาจารย์) เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และเดิมพันครั้งนี้คือชีวิตของยอดขุนพลและอนาคตของเขาเอง
"ได้จ้ะท่านขุน..."
กันต์กำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แววตาที่เคยขี้ขลาดเริ่มเปลี่ยนเป็มุ่งมั่น "อดทนไว้นะจ๊ะ... ผมจะเอายามาให้ได้ ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดง หรือต้องจีบสาวทั้งเมืองลับแลเพื่อขอสมุนไพร ผมก็จะทำ! ผมจะไม่ยอมให้ท่านตายเด็ดขาด!"
ขุนแผนหัวเราะในลำคอเบาๆ กับคำพูดทะลึ่งตึงตังของศิษย์คนใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียเกินต้านทาน
"รีบไปซะ... แล้วระวังตัวด้วยไอ้หนู..."
เสียงกระซิบสุดท้ายก่อนที่แม่ทัพใหญ่จะจมดิ่งสู่นิทรา ลอยแ่มาตามลม
"ผู้หญิงเมืองนั้น... สวย... แต่น่ากลัวกว่าผีเชียงใหม่ร้อยเท่า..."