บทที่ 11 ความฝันของใครบางคน 1 (2)
"อีเซ ซื้อเค้กข้าวให้ฉันหน่อยสิ"
เด็กชายตัวเตี้ยคนหนึ่งที่น่าจะอยู่ชั้นประถมหนึ่งพูดขึ้น เขาสูงเพียง 100 เิเ เขาดูเป็เด็กน้อยมาก ๆ
"ฉันอยากกินคอร์นด็อกอะ"
เด็กพวกนั้นที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับชอนอีเซต่างก็แย่งกันพูดว่าตนเองอยากกินอะไรบ้าง ชอนอีเซได้แต่ยืนส่ายหน้าด้วยความสับสนอยู่ตรงนั้น
"โอ๊ะ! ฉันต้องรีบไปโรงเรียน! ฉันไม่มีเวลาแล้ว! ฉันไม่มีเวลาจริง ๆ!"
เมื่อชอนอีเซตอบกลับไปอย่างตะกุกตะกักและลำบากใจ เด็กชายที่ตัวสูงที่สุดในกลุ่มก็หัวเราะ และตอบกลับมาว่า
"ถ้านายไม่มีเวลา ก็แค่เอาเงินมาให้พวกเราก็ได้"
เด็กชายที่ท่าทางยากจนคนหนึ่งไม่ปล่อยให้โอกาสลอยผ่านไป ก่อนจะช่วยพูดว่า
"ใช่แล้ว นายบอกว่าที่บ้านรวยมากไม่ใช่เหรอ เอาเงินมาเลี้ยงขนมเพื่อนสักหน่อยจะเป็อะไรไป?"
เมื่อจ้องมองไปที่กิริยาไร้ยางอายพวกนี้ ก็เห็นได้ชัดว่านี่คงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก
ผมเดาะลิ้นของตัวเอง ผมไม่สามารถแตะต้องตัวพวกเขาได้ แต่ถึงทำได้ ผมก็ต้องอดทนเอาไว้ เพราะการทำร้ายเด็กไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ดี ๆ เขาจะทำกัน
"ก็ใช่หรอก แต่ว่าไม่ได้แล้ว! ฉันต้องไปโรงเรียน ฉันไปก่อนนะ!"
ชอนอีเซพยายามวิ่งหนีจากกลุ่มเพื่อน แต่เด็กผู้ชายตัวใหญ่ใส่เสื้อสีเหลืองก็ขยับเข้ามาขวางทาง ชอนอีเซมีรูปร่างที่เล็กจ้อยกว่าเขามาก
"นายจะไปไหน?"
เด็กประถมตัวสูงยืนกางแขนขวางทางไว้
ชอนอีเซในวัยเด็กไม่มีพละกำลังมากพอที่จะสลัดหลุด และวิ่งหนีออกไปได้
ในที่สุดคนรับใช้ก็มาพบตัวชอนอีเซ หลังจากส่งเสียงโห่ฮาเย้ยหยันกันจนพอใจแล้ว กลุ่มเด็กตัวแสบเ่าั้ก็แยกย้ายกันไป
"คุณหนู ไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ?"
หลังจากนั้น ชอนอีเซในวัยเด็กก็กัดริมฝีปากของตนเองเพื่อสะกดกลั้นความเศร้าใจ ก่อนจะยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา
เ้าขนปุ๋ยพยายามจะเข้าไปเห่าปลอบโยนชอนอีเซในวัยเด็ก เหมือนตอนที่ผมรับชมคลิปวิดีโอเมื่อครั้งก่อนไม่มีผิด
แต่ดูเหมือนชอนอีเซในวัยเด็กจะไม่รับรู้ถึงเสียงเห่าของมันเลย
"เ้าเด็กพวกนี้ ให้ตายเถอะ นิสัยไม่ดีกันเลยสักนิด คุณหนูอย่าไปสนใจเลยนะครับ..."
คนรับใช้ลูบศีรษะของชอนอีเซซึ่งนั่งอยู่บนเบาะหลัง และกระซิบอย่างปลอบประโลม
"พวกเพื่อนแย่ ๆ แบบนี้ ผมว่าคุณหนูน่าจะทำอะไรบางอย่างให้พวกเขาไม่กล้าดูถูกคุณหนูอีกต่อไป การเลียนแบบท่าเต้นดัง ๆ ก็น่าจะเข้าท่าดีนะครับ"
คนรับใช้คนนั้นอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองพูดอะไรออกมา
แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็คำพูดที่กระแทกใจชอนอีเซอย่างรุนแรง
นับจากวันนั้นมา ชอนอีเซก็เริ่มเลียนแบบท่าเต้นของนักร้องในโทรทัศน์อย่างตั้งอกตั้งใจ
เด็กชายที่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบกำลังเต้นอยู่ในห้องที่มีแสงไฟและเสียงดนตรีที่ดังออกมาจากหน้าจอขนาดใหญ่
"ฝึกเต้นหนักั้แ่ตอนอายุเท่านี้เลยเหรอเนี่ย...แล้วตอน 10 ขวบฉันกำลังทำอะไรอยู่นะ?"
ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าที่มีห้องน้ำแยกอยู่นอกตัวบ้าน อย่าว่าแต่ผมจะมีคอมพิวเตอร์สักเครื่องเลย ความบันเทิงเดียวที่ผมมีในตอนนั้นก็คือร้านตู้เกมที่ตั้งอยู่หน้าร้านค้าประจำชุมชนเท่านั้น
ผมต้องเดินทางออกไปนอกเมือง
ผมมีเพื่อนบ้านที่ต้องย้ายบ้านหนีตอนกลางคืน เพราะว่าจ่ายหนี้นอกระบบไม่ไหว
และถึงแม้ว่าแม่ผมจะจากไป แต่ธุรกิจของพ่อผมไปได้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมก็น่าจะดีขึ้น
แต่ผมก็คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อบังเกิดเกล้าที่เป็คนในครอบครัวเดียวที่ผมเหลืออยู่กลับแต่งงานใหม่อย่างไม่คาดฝัน และทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่รู้จบ
"สุดท้ายเราก็ต้องดร็อปเรียน่มัธยมและออกไปทำงานเป็ผู้ช่วยพ่อครัวในร้านอาหาร..."
หลังจากนั้นผมก็นึกว่าตนเองจะได้มีชีวิตใหม่จากการลงสู่ถนนสายธุรกิจอาหารเกาหลี
แต่ผมก็ต้องมาตายอย่างน่าอนาถใจอยู่ดี
"แต่ช่างมันเถอะ วัยเด็กอันเลวร้ายของเราไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตในปัจจุบันนี้อีกแล้ว"
ผมจ้องมองภาพความทรงจำในวัยเด็กของชอนอีเซที่กำลังฝึกเต้นอย่างหนักหน่วงต่อไป
ในไม่ช้า หลังจากที่เติบโตขึ้นมาอีกเล็กน้อย ผมก็ได้พบว่าชอนอีเซไม่มีหัวในการเรียนภาษาอังกฤษเลย แม้ว่าครอบครัวของเขาจะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
หลังจากฝึกเต้นอย่างหนักหน่วงจนถึงตีหนึ่ง ผมนึกว่าชอนอีเซจะนอนหลับด้วยความเหนื่อย...
แต่หลังจากที่พ่อแม่ของเขาหลับไปแล้ว ชอนอีเซก็แอบออกมาเปิดวิดีโอสอนเต้นและฝึกเต้นอยู่ในห้องตามลำพังต่อไป
หลังจากที่เขาถูกจับได้และทะเลาะกับพ่อใหญ่โต ฉากที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือชอนอีเซเกือบจะต้องโกนหัวตัวเองแล้ว
"แต่ก็ผ่านพ้นมาด้วยดีไม่ใช่หรือไง?"
ผมจ้องมองการดำเนินชีวิตของชอนอีเซเคลื่อนผ่านตามกาลเวลาต่อไป และผมก็พบว่าชอนอีเซกลายเป็เด็กนักเรียนมัธยมแล้ว
"ดูเหมือนจะได้เรียนโรงเรียนดีเลยนี่"
ชุดเครื่องแบบของโรงเรียนเอกชน ผมเคยเห็นโฆษณาในชาติที่แล้วว่ามันเป็โรงเรียนที่มีแต่ครอบครัวเศรษฐีเท่านั้นถึงจะส่งลูก ๆ เข้าไปเรียนได้
ชอนอีเซกำลังแสดงท่าเต้นของตนเองออกมาในห้องออดิชั่น
"ตกลงว่าพ่อแม่อยากให้เขาเรียนต่อหรืออยากให้เข้าวงการบันเทิงกันแน่"
ในไม่ช้าผมก็ได้เห็นภาพของท่านประธานบริษัทชอนซูกรุ๊ปปรากฏตัวขึ้นที่ห้องออดิชั่น และฉุดลากลูกชายออกไปหน้าตาเฉย
"พ่อของเขาไม่ยอมปล่อยให้ลูกตัวเองไปอยู่บริษัทอื่นสินะ!"
"พ่อของเขาเปิดบริษัทเพื่อสร้างซิงเกิลเดบิวต์ให้ลูกชาย ลูกชายจะได้อยู่ในบริษัทของตัวเอง เขาจะได้คอยเข้ามาบงการตลอดเวลา!?"
ประธานบริษัทชอนซูกรุ๊ปคงคิดว่าให้ลูกชายทำงานอยู่ในบริษัทของตัวเองดีกว่าให้ไปทำงานกับบริษัทของคนอื่นใช่ไหม?
หลังจากนั้น เหตุการณ์ที่ตามมาก็คือชอนอีเซได้เข้าร่วมวงที่สมาชิกแต่ละคนต่างก็ผ่านการคัดเลือกจากพ่อแม่ของเขามาแล้วเท่านั้น
แต่จุดพลิกผันในชีวิตของชอนอีเซไม่ได้จบลงที่ตรงนี้
กลุ่มเด็กที่เป็เพื่อนร่วมวงของเขานั้นชื่นชอบในตัวของชอนอีเซเป็อย่างมาก พวกเขาขอร้องให้ชอนอีเซช่วยสอนท่าเต้นนั้นท่าเต้นนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ชอนอีเซภูมิใจเป็อย่างมาก เขาไม่ได้ร้องขอสิ่งอำนวยความสะดวกจากพ่อแม่ เขากัดฟันอดทนกับความยากลำบากและฝึกหนักต่อไป
ชอนอีเซบอกกับทุกคนว่าเขาจะไม่ทำตัวเป็เหมือนดอกไม้ที่อยู่ในเรือนกระจกเด็ดขาด...
ดูเหมือนว่าความฝันของเขากำลังจะได้กลายเป็ความจริง
ชอนอีเซยอมอดหลับอดนอนเพื่อเอาเวลามาฝึกเต้น และการฝึกหนักของเขาก็ช่วยยกระดับให้ชอนอีเซกลายเป็ผู้สอนเต้นให้แก่เด็กฝึกคนอื่น ๆ ได้อย่างเต็มตัว
แต่่เวลาของการเป็เด็กฝึกก็ยุติลง กลุ่มเด็กฝึกที่มีความสนิทสนมและชื่นชมในตัวของชอนอีเซถูกบังคับให้ออกจากบริษัทไป
ตำแหน่งเดิมถูกแทนที่ด้วยสมาชิกใหม่ในวงเดบิวต์
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อต้องยอมรับกับผลการเดบิวต์ที่ไม่เปรี้ยงปร้างตามที่ฝัน ชอนอีเซก็เริ่มแสดงสีหน้าหมดหวังออกมา
แล้วนรกขุมใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากการเดบิวต์ครั้งนี้เอง