Supreme Dark lord ราชันทมิฬครองภพ

    ความจริงที่น่าตกตะลึง

    เมอร์ริสปรายตามองสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่ในอุปกรณ์ที่ทำขึ้นจากเหล็กและกระจกแก้วรูปร่างแปลกตา แล้วคิดว่าอย่างน้อยตัวเองก็ยังมีสภาพดีกว่าเจ้าพวกนี้ ทุกสิ่งในห้องยกเว้นสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นซากแห้งๆ ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ต่างจากเมื่อสองปีก่อน แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
    ‘ดูเหมือนว่า ทรีริตี้หายตัวไปที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ใช้งาน เธอไม่แม้แต่จะทำลายหลักฐานพวกนี้ทิ้ง เธอไม่กลัวจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีตเลยรึไงถ้ามีคนมาพบเข้า.....’ เมอร์ริสส่ายหัว ครั้งหนึ่งเมอร์ริสเคยคิดจะบอกเรื่องนี้แก่ไวเคาทต์ลูแคสแต่ก็ไม่ทำ เพราะตอนนั้นเมอร์ริสยังคงรักและเถิดทูนทรีริตี้สุดหัวใจ ทว่าหลังจากที่รอยคำสาปสีดำปรากฏ ความรักและความเคารพก้เปลี่ยนเป็นเกลียดแค้นชิงชัง
    ผลที่ตามมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมันหนักหนาเกินไปสำหรับเมอร์ริสจะยอมรับได้
    แน่นอนว่าเรื่องการทดลองที่ผิดมนุษย์นี้ถูกเผยแพร่ออกไปบุคคลระดับสูงหรือผู้มีอำนาจจะต้องลงมาดูแลเรื่องนี้เอง กระทั้งตามไล่ล่าผู้กระทำ แต่เมอร์ริสรู้สาเหตุที่เธอไม่สนใจที่จะเก็บกวาดห้องนี้ก็เพราะว่า คงไม่มีใครสามารถทำอะไรเธอได้อยู่แล้วแม้แต่ลูแคสที่เป็นมหาอัศวิน แต่ว่าตอนที่เขาคิดได้มันก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว...
    ตัวเขาจึงเลือกที่จะเก็บงำความลับนี่ไว้ ขณะนั้นเมอร์ริสแอบครุ่นคิด ต้องเป็นตัวตนแบบไหนที่มหาอัศวินไม่สามารถอยู่ในสายตาได้
    อัศวินมีร่างกายที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ไม่เพียงพละกำลังและความเร็วแค่นั้น อัศวินยังมีภูมิต้านทานโรคร้ายต่างที่เหนือกว่าคนอื่นรวมถึงการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่รวดเร็ว ต่อให้เจอชายฉกรรจ์รุมหลายสิบคนก็สามารถเอาชนะได้โดยไม่เสียเหงื่อสักนิด ฉะนั้นอัศวินจึงเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างยอมรับนับถือเพราะว่าไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเป็นได้! นั้นก็เพราะว่าเทคนิคการฝึกฝนลมหายใจนั้นถูกผูกขาดโดยตระกูลขุนนางเท่านั้น
    ส่วนมหาอัศวิน พวกเขาถูกเรียกว่าเป็นวีรบุรุษ! ในสงครามเพียงกวาดดาบยักษ์ก็สามารถสังหารอัศวินหลายคนได้ในครั้งเดียว อีกทั้งยังสามารถเรียกใช้งานพลังชีวิตเพื่อเสริมความแข็งแกร่งได้อีกมหาศาลแตกต่างจากอัศวินที่มีเพียงร่างกายที่โดดเด่น มหาอัศวินจึงเป็นผู้มีฐานะสูงส่งและมีอำนาจมากในทุกๆที่ของอาณาจักรบูลสกาย และมหาอัศวินยังเป็นความฝันของเขาอีกด้วย...
    เขาต้องการเป็นวีรบุรุษที่ผู้คนกล่าวสรรเสริญและจบลงด้วยการแต่งการกับเจ้าหญิงสักองค์..
    แน่นอนความหวังนั้นถูกดับลง ณ ห้องๆนี้
    “มันต้องมีอะไรสักอย่างที่สามารถอธิบายความจริงได้ ข้าไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีเบาะแสงเกี่ยวกับทรีริตี้เลย”เมอร์ริสกล่าวพร้อมใช้มือหยิบหนังสือและสมุดบันทึกที่มีอยู่บนโต๊ะไม่กี่เล่มขึ้นมาอ่าน ในตอนแรกเขาก็ยังเป็นปกติแต่หลังจากอ่านไปสามสี่หน้า สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดราวกับกำลังอ่านอะไรบางอย่างที่อันตรายขึ้นมาจากนั้นเริ่มลงมืออ่านมันด้วยใบหน้าจริงจังที่สุดเท่าที่เคยทำมาในชีวิตราวกับว่าเขาไม่ต้องการพลาดตัวอักษรไปสักตัวเดียว
    “การทดลองทางชีววิทยา การแปรเปลี่ยนวิญญาณ”เมอร์ริสพึมพำสีหน้าเริ่มฉายแววตกตะลึงราวกับ แม้จะไม่เข้าใจเนื้อหาในหนังสือซะส่วนใหญ่ แต่บทความในหนังสือพวกนี้มันเหลือเชื่อเกินไป ตัวเขาไม่ใช่ไม่เคยอ่านหนังสือการทดลองแปลกๆของแพทย์หรือนักวิจัยมาก่อนมันมีอยู่ที่ห้องสมุดของเมือง แต่ส่วนใหญ่เขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อ แต่ว่าบทความในหนังสือเล่มกลับมีทฤษฏีรองได้สมเหตุมาก่อน
    ‘อาจจะเป็นเพราะความทรงจำที่ถูกแทรกเข้ามาในสมองของข้าทำให้ข้าเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็นหนังสือที่สามารถเชื่อถือได้’
    เขาเริ่มที่จะคิดว่าหนังสือพวกนี้อาจจะไม่ได้เขียนด้วยฝีมือมนุษย์ แม้จะมีความทรงจำของคนอื่นแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรในการทำความเข้าใจเนื้อหาสักเท่าไหร่ ทว่าช่วยทำให้เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคาว่าหนังสือพวกนี้เป็นหนังสือปกติธรรมดาเท่านั้น เขาทิ้งหนังสือในมือที่เขียนด้วยภาษาเซเนียร์โบราณ ก่อนจะรีบหยิบเล่มอื่นๆออกมาเมอร์ริสจมจ่อเข้าสู่ภวังค์การอ่านหนัง ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเป็นระยะๆ จนเวลาผ่านไป1ชั่วโมง
    เมอร์ริสวางสมุดบันทึกเล่มสุดท้ายเบาๆ สีหน้านิ่งเฉยเงียบงัดราวกลับกำลังประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมา “ข้าไม่ได้ถูกทดลองแค่วันที่ข้าได้รับคำสาป แต่ข้าถูกทดลองตั้งแต่เข้ามาอาศัยที่บ้านหลังนี้ กระทั้งพรสวรรค์ของข้าส่วนหนึ่งก็มาจากการทดลอง..”ใบหน้าของเมอร์ริสซีดขาวหลังจากตะหนักได้ถึงบางอย่าง ดวงตาสั่นไหวคล้ายไม่อยากยอมรับความจริง ในหนังสือทั้งหมดมันมีเล่มที่กล่าวถึงการทดลองทฤษฎีศักยภาพของร่างกายมนุษย์ และสมุดสมุดบันทึกที่เขาพึ่งวางลงเมื่อกี้คือบันทึกความเปลี่ยนแปลงของร่างเมอร์ริสตั้งวันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เธอหายตัวไป นั้นหมายความว่าทรีริตี้มองเขาเป็นหนูทดลองตั้งแต่ต้นเมอร์ริสกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดดปน
    เนื้อหาในสมุดบันกล่าวถึงรายละเอียดที่ชัดเจน ตัวเขานั้นถูกทำให้หลับไหลไม่รู้สึกตัว ก่อนทรีริตี้จะทำการทดลองร่างของเขาอย่างลับๆโดยที่เขาไม่รู้สึกตัว การทดลองนั้นค่อยๆเปลี่ยนร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งและทรงพลังมากขึ้น และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาสามารถใช้เทคนิคฝึกลมหายใจของตระกูลไซเรนชาดก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะ
    “สุดท้ายตัวข้าไม่ได้แตกต่างจากผู้อื่น”เมอร์ริสกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือ สมองอื้ออึงอลเหมือนโดนฝ้าผ่าเข้าอย่างจัง เขาเคยคิดว่าเป็นเพราะพรสรรค์ที่ฟ้าส่งมาเพื่อที่ให้เขากลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่อัจฉริยะอีกต่อไป แต่ความภาคภูมิใจความหยิ่งทระนงในอดีตก็ยังคงอยู่ แต่ทั้งหมดกลับเป็นฝีมือของคนผู้หนึ่ง และก็ถูกทำลายลงในด้วยฝีมือคนๆเดียวกัน เมอร์ริสรู้สึกกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรง ก้มหน้าลงด้วยความเศร้าโศกไม่อยากจะยอมรับความจริง แต่ทันไดนั้นเข้าก็พบสิ่งหนึ่งตกอยู่บนพื้น ถ้าไม่ใช่ว่ามันอยู่ไกล้ๆกับปรายเท้าเขาคงจะไม่สังเหตเพราะสีของมันกลมกลืนไปกับพื้นห้องเบื้องล่างและขนาดของมันเล็กนิดเดียว
    “นี่มัน...แผ่นบันทึกภาพ”ในความจริงเมอร์ริสไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ทว่าตามความทรงจำที่ได้รับมา ชื่อของมันและสรรพคุณกลับปรากฏขึ้นมาในสมองเองอย่างอัตโนมัติ เจ้าสิ่งนี้มันคือสิ่งที่ใช่จดจำภาพเหตุการณ์ โดยการใช้งานจะต้องใช้อณุภาคพลังงานจำนวนหนึ่ง แต่ในความทรงจำที่ถูกเสริมเข้ามาไม่มีสิ่งไหนบอกเขาได้ว่า อณุภาคพลังงานคืออะไร และใช้ยังไง

    เมอร์ริสส่ายหัวและคิดว่าตัวตนของหญิงสาวที่เลี้ยงดูเขามาชักจะลึกลับมากขึ้นไปทุกที และเริ่มรู้สึกว่าทรีริตี้นั้นเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับตัวเขาเป็นระยะเวลาสี่ปี....
    'บางทีข้างในนี้อาจจะเบาะแสสำคัญก็ได้'
    เด็กหนุ่มเก็บสิ่งที่เรียกว่า แผ่นบันทึกภาพใส่กระเป้ากางเกง ตอนนั้นท้องของเขาก็ส่งเสียงประท้วงออกมาเสียงดัง
    “ ข้าควรออกไปได้แล้ว”เมอร์ริสกล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งลูบท้องเบาๆ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเขายังไม่ได้กินอะไรลงท้องสักชิน เขาจึงหิวมากเป็นพิเศษ ขนาดที่ว่าเหมือนไม่ได้กินมาหลายวันยังไงอย่างนั้น เมอร์จึงหันกายกลับเดินตรงไปที่บันไดและออกจากห้องไต้ดินไปโดยไม่ลืมที่จะใช้เตียงนอนปิดบังทางเข้าเหมือนเดิม



    ในเวลาเดียวกัน เขตพื้นที่ตระกูลไซเรนชาตด์
    ปกติโจเซฟมักจะที่นี้ทุกวันเพื่อที่จะได้รับการฝึกสอนของอัศวินประจำตระกูลไซเรนชาดต์โดยแต่งกายที่เหมาะสมกับการออกแรงและความคล่องตัว แต่วันนี้ต่างออกไป เนื่องจากเขามาที่นี้กับพ่อของเขามีเรื่องที่จะปรึกษากับไวเคาทต์ลูแคสหรือเจ้าเมือง แต่ทว่าสาเหตุจริงๆของพ่อของเขาก็เรื่องของเขานั้นเอง โจเซฟ ฮิลล์ จึงต้องแต่งกายให้ดูสมกับฐานะตระกูลขุนนางท้องถิ่นเก่าแก่
    บริเวณรอบๆปราสาทใกล้ลานฝึกอัศวิน มีร่างคนสองคนเดินเคียงคู่กัน โจเซฟค่อนข้างมีความสุขในเวลานี้ ข้างๆ โจเซรีนที่แต่งตัวด้วยชุดเดรสสีขาวบริสุทธ์
    “โจเซรีน วันนี้เจ้างดงามยิ่งนัก เปล่งประกายยิ่งกว่าดวงตะวันในยามสายเช่นนี้”
    “ คิก ท่านโจเซฟเป็นคนมีอารมณ์ขันเหมือนกันนะคะเนี่ย ข้านึกว่าท่านเป็นพวกบ้าฝึกวิชาดาบซะอีก”โจเซรีนใช้มือป้องปากข้างหนึ่งและหัวเราะด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า โจเซฟเผลอมองใบหน้านั้นด้วยความหลงใหล ถึงเขาอายุแค่16ปีแต่ก็ผ่านผู้หญิงมาก โจเซรีนแม้ไม่นับว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แต่ทว่าเธอกับมีเสน่ห์บางอย่างที่เหนือกว่าผู้หญิงพวกนั้น
    “เป็นเพราะข้าตั้งเป้าหมายไว้ว่า ข้าจะเป็นมหาอัศวิน เจ้าจึงมักเห็นข้าอยู่กับดาบเสมอนั้นแหละ”โจเซฟทอดสายตาไปยังลานฝึกอัศวินที่อยู่ไม่ไกล้เขาเห็นเด็กหนุ่มหลายคนกำลังจับดาบแกว่งขึ้นแกว่งลงตามคำแนะนำของอัศวินประจำตระกูลไซเรนชาตด์ที่คอยมองดูอยู่ใกล้ๆ
    “ช่างเป็นเป้าหมายที่น่ายกย่อง”โจเซรีนพยักหน้าอย่างชื่นชมมองตามโจเซฟไป โจเซฟเห็นแบบนั้นก็รู้สึกยินดีจนหน้าบาน หลายวันมานี่โจเซรีนทำตัวดีกับเขามากไม่ปฏิเสธหรือเฉยชาเหมือนแต่ก่อน
    ‘ถ้าเจ้าเมอร์ริสมาเห็นภาพนี้คงมันจะรู้สึกยังนะ เมื่อผู้หญิงที่เคยเป็นของมันมาก่อนตอนนี้กลับกำลังจะเป็นของข้า หึ หึ’โจเซฟหัวเราะเยาะในใจ
    “เราเดินไปที่สวนด้านหลังกันเถอะ ”โจเซรีนชี้ไปทางหนึ่ง มันเป็นสวนพืชพันธ์ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม
    “ท่านจะต้องชอบแน่ๆ ที่นั้นมีดอกไม้ที่สวยงาม บรรยากาศก็สงบเย็นราบรื่น ที่สำคัญที่นั้นไม่ค่อยมีคนอยู่ด้วย”เธอยิ้มกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน โจเซฟถึงกลับหัวใจกระตุกไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วคิดว่านี่ไม่ใช่ว่าเธอเปิดใจกับเขาแล้วงั้นเหรอ ตระกูลไซเรนชาดต์มีสวนอยู่สองแห่ง แห่งแรกอยู่ที่ด้านหนังปราสาท ส่วนอีกที่อยู่ด้านหลัง และสวนดอกไม้ด้านหลังตระกูลโจเซฟไม่อณุญาติให้คนนอกเขาไปเยี่ยมชมเพราะเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับตระกูลไซเรนชาดต์เท่านั้น
    “ไปสิ ข้าไม่เกี่ยงเสมอ ฮ่าๆ ”โจเซฟกล่าวหัวเราะกล่าวและเดินตามหลังไป
    ตลอดระยะเวลาเวลาที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ตกเป็นเป้าหมายสายตาสองคู่ที่จ้องมองลงมาจากชั้นสองของปราสาท
    “ท่านคิดว่าเด็กทั้งคู่เหมาะสมกันดีหรือไม่ ท่านลูแคส”ร่างอ้วนถ้วนสมบรูณ์กล่าว เขาเป็นชายที่สวมเสื้อผ้าที่ตกแต่งไปเครื่องประดับหรูหรา ใบหน้ามีรอยย่นตามอายุและมักมีรอยยิ้มอยู่เสมอ เขาคือพ่อของโจเซฟ ขุนนางโดมินิค
    “ก็ไม่เลว”ลูแคสกล่าวเหมือนไม่ใส่จ้องมองร่างของโจเซฟและลูกสาวของเขาอย่างไม่วางตา ครุ่นคิดบางเรื่องในใจ ลูแคสเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าคมเข้มได้รูปดวงตาแหลมคมดูอันตราย
    “นั้นสินะ แม้ว่าลูกชายของข้าจะเป็นคนไม่เอาไหนสักเท่าไหร่ แต่อย่างไรข้าหวังว่าท่านคงจะไม่ปฏิเสธ ”ขุนนางร่างท้วมกล่าวยิ้มๆ
    “โดมินิคนี้เจ้ากำลังกดดันข้า งั้น..เหรอ”ทั้นไดนั้นสายตาแข็งก้าวหันหน้าพูดอย่างช้าๆ โดมินิคเห็นสายตานั้นก็พลันกลัวขึ้นมา
    “ไม่.. ไม่ใช่เช่นนั้นท่านลูแคส นี่เป็นเพียงนิสัยที่ไม่ค่อยดีของข้าเท่านั้น”เขารีบแก้ตัว มันไม่ใช่เรื่องดีที่จะทำให้อีกฝ่ายโกรธ ลูแคสคือหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดไม่กี่คนในดินแดนทางตอนล่างของอาณาจักรบลูสกาย เคยผ่านการต่อสู้มานับไม่ถ้วนและที่สำคัญยังสามารถมีชีวิตรอดจากสงครามเรดคลิฟ ระหว่างอาณาจักรบูลสกายและประเทศข้างเคียงจนได้รับการขนานนามว่าปราการหินผาเมื่อ20ปีก่อน ลูแคสได้ต้านทานและฆ่าอัศวินเกราะหนักที่มีพละกำลังสูงส่งสิบกว่าคนด้วยตัวคนเดียวโดยทักษะดาบตระกูลไซเรนชาดต์ของตน นั้นเป็นเรื่องก่อนที่เขาจะเป็นมหาอัศวินด้วยซ้ำไป ฉะนั้นเขาไม่สามารถรองรับอารมณ์ของมหาอัศวินได้เฉกเช่นลูแคสได้

    ในโลกนี้ไม่มีการจัดอันดับอัศวินว่าใครแข็งแกร่งกว่าใคร มีเพียงวิธีเดียวสำหรับอัศวินก็คือ การต่อสู้ในสงครามเท่านั้น
    เมื่อเห็นลูแคสที่นิ่งเงียบไม่พูดจา โดมินิคก็แทบอยากจะตบปากตัวเองสักสามร้อยที เพื่อลงโทษตัวเองที่ปากพล่อย เขากังวลว่าคำพูดของเขาจะทำให้เสียเรื่องได้
    “ข้ารับปากเรื่องการหมั่นหมายของ แม้ว่าข้าจะไม่ค่อยชอบลูกชายของเจ้านักแต่เขาก็ถือว่าเป็นเมล็ดพันธ์ที่ดี” เมื่อครุ่นคิดถึงผลประโยชน์ที่จากได้รับจากเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว ลูแคสจึงตอบกลับไปอย่างว่าง่าย อย่างไรตระกูลเบอร์โนว่า ก็จัดว่าเป็นขุนนางเก่าแก่กว่าตระกูลไซเรนชาดต์ทั้งครั้งหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อนจะเคยเป็นถึงตระกูลมาสควิสซึ่งอยู่สูงกว่าไวเคาทต์อย่างเขา แม้ตอนนี้จะไม่ใช่แล้วแต่ก็ยังเป็นตระกูลที่ร่ำรวยแต่มีอำนาจมากพอตัว
    “ขอบคุณท่านมาก ถึงแม้ว่าความสามารถของเขาจะไม่เท่าเจ้าเด็กที่ชื่อว่า เมอร์ริสในสมัยก่อน แต่ข้าเชื่อว่าเขาจะเป็นมหาอัศวินก่อนอายุ30ปีด้วยการสั่งสอนของท่าน”โดมินิคกล่าวยิ้มและถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูแคสพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ โจเซฟแม้ว่าจะไม่ได้มีพรสวรรค์เท่ากับเมอร์ริสอดีตลูกศิษย์ของเขา แต่ก็ถือว่าดีกว่าคนอื่นกระทั้งสามารถเทียบเคียงตัวเขาในครั้งอดีต เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็อดเสียดายไม่จึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ถ้าเมอร์ริสไม่ประสบโรคร้ายเขาจะต้องนำพาตระกูลไซเรนชาดต์ผงาดขึ้นมาอย่างแน่นอน
    “ส่วนเรื่องพิธีหมั่นหมาย...”
    “เรื่องพิธีมั่นหมายจะจัดขึ้นหลังจากที่ข้านำกองกำลังไปปรามซ่องโจรที่หุบเขาไร้นามทางตอนเหนือของอาณาเขตก่อนพวกมันเริ่มกำแหงมากขึ้นทุกที”ลูแคสตัดบท
    “โอ้ ข้าได้ยินมาว่า หัวหน้าโจรที่นั้นอาจมีฝีมือเกือบเท่ามหาอัศวิน...”
    “ ฮึ ก็แค่โจรกระจอก……….”ลูแคสพ่นลมหายใจออกจากจมูก จากนั้นทั้งสองก็คุยสัพเพระเรื่อยเปื่อยจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่าย เป็นเวลาที่ตระกูลฮิลล์ต้องกลับแล้ว ลูแคสและโจเซรีนกล่าวรำลาและมาส่งโดมินิคและโจเซฟที่หน้าประตู
    โจเซรีนยิ้มเล็กๆและโบกมือให้โจเซฟที่ยิ้มหน้าบานออกมา จากนั้นตระกูลฮิลล์ก็จากไป
    “เจ้ารู้สึกไม่พอใจหรือไม่”ลูแคสกล่าวขึ้นมาลอยๆ
    “ข้าไม่คัดค้านอะไรระหว่างการหมั่นของข้าและโจเซฟค่ะ ท่านพ่อ”โจเซรีนรู้ว่าพ่อของตนพูดถึงเรื่องอะไร และเข้าใจสาเหตุผลดีพอ
    “งั้นก็ดี ..ข้ารู้ว่าเจ้าเคยหลงรักเมอร์ริส แต่โจเซฟก็ไม่ได้เป็นคนที่แย่สักเท่าไหร่” โจเซรีนได้ยินพ่อของตนของตนพูดเรื่องเมอร์ริสก็เงียบไม่ตอบอะไรกลับไป
    "เข้าบ้านเถอะ”
    “ท่านพ่อเข้าไปก่อนเถอะ ข้าจะขออยู่ตรงนี้สักพัก”ลูแคสได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ มองลูกสาวของตนก่อนจะหันไปมองโดมินิคและโจเซฟจากนั้นพยักหน้าอย่างเรียบง่าย เดินเข้าปราสาทไป
    โดยที่ไม่ทันสังเกตว่าลูกสาวของตนนั้นมีสีหน้าที่ผิดปกติ โจเซรีนยังคงมองตามหลังสองพ่อลูกตระกูลฮิลล์แต่ทว่าสายตาที่มองกลับไม่อ่อนหวานเหมือนเดิมใบหน้าของโจเซรีนกลับกลายเป็นเรียบนิ่งเย็นชา
    ‘ เฮอะ เจ้าคิดจริงๆว่าเจ้าจะได้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ เพียงแค่คำพูดของพ่อข้า’ โจเซรีนกล่าวในใจด้วยความดูถูก
    ทันไดนั้นเธอก็นึกถึงคำพูดของพ่อเธอก่อนที่จะเข้าบ้านไป ใบหน้าเฉยชาซูบผอมของเด็กหนุ่มพลันล่องลอยขึ้นมาในหัว โจเซรีนหันหน้าไปที่ลานฝึกอัศวินที่ตอนนี้เหล่าเด็กหนุ่มกำลังวิ่งรอบสนามโดยสวมเกราะหนักๆ
    ‘ข้าสงสัยว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่นะ เมอร์ริส’ เธอคิด ก่อนจะนึกอดีตของตนกับเมอร์ริสก่อนจะส่ายหัวเบาๆ แม้ว่าจะมีเคยมีอดีตที่หอมหวานร่วมกันกระทั้งความสัมพันธ์ทางกาย แต่อดีตก็ยังคงเป็นอดีต เธอในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนมากนัก โลกทัศน์ทีเคยเล็กจ้อยเปิดกว้างขึ้น กว้างขนาดที่โจเซฟที่มาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่หรือแม้แต่พ่อของตนนั้น ตอนนี้ไม่อยู่ในสายตาของเธอแม้แต่สักนิดเดียว เธอมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

    -----------------------------ช้าหน่อยเพราะดันตื่นเที่ยง5555+ อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจด้วยนะครับ