ตอนที่ 5 อย่ารังเกียจข้า
ภาพหญิงสาวที่มีใบหน้าแดงก่ำไปจนถึงหูทำให้รอยยิ้มที่มุมปากของชายหนุ่มดูกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาเท้าคางมองดูหญิงสาวตรงหน้าและอดเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อขึ้นมาไม่ได้ “ลู่จิว นั่นเ้ากำลังทำอะไรอยู่”
“ขะ ข้า กำลังซักผ้าอยู่” ลู่จิวตอบอย่างตะกุกตะกักโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมา มือทั้งสองข้างยังคงง่วนอยู่ในกะละมังที่เติมน้ำจนล้น แต่กลับควานหาเสื้อผ้าไม่เจอสักตัว
“ตอนนี้?” เฮ่าตู๋เอนกายพิงอ่างไม้อย่างสบายใจ พลางเลิกคิ้วมองดูภรรยาที่กำลังทำท่าทางซักผ้าอย่างขะมักเขม้นแต่ทว่าในมือกลับไม่มีผ้าสักชิ้นด้วยความขบขัน
นางมักจะทำเื่ที่เขาคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ท่าทางโง่งมของนางไม่เพียงแต่ทำให้เขารู้สึกขบขัน ยังทำให้รู้สึกเอ็นดูอีกด้วย ฉับพลันนั้นความเคร่งเครียดที่มีอยู่ในใจก็พลันจางหายไปจนหมด ยามนี้สายตาของเขามีแค่เพียงสตรีน่าเอ็นดูตรงหน้านี้เท่านั้น
“อะ อืม” ลู่จิวตอบรับในลำคอ ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกเสียใจภายหลังขึ้นมาแล้วสิ ถอยตอนนี้ยังทันหรือไม่นะ
“หากเ้ายังคงซักเสื้อผ้ามือเปล่าอยู่เช่นนั้น ข้าคิดว่าวันนี้ซักอย่างไรก็คงจะไม่เสร็จหรอก มารับเสื้อผ้าไปสิ” เฮ่าตู๋เหยียดลำตัวท่อนบนที่เปลือยเปล่าขึ้นมาโดยไม่บอกกล่าว
ลู่จิวรีบยกมือขึ้นปิดตาอย่างรวดเร็ว ท่าทางไร้เดียงสานั้นทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะโน้มตัวลงไปหยิบเสื้อผ้าที่วางกองอยู่บนพื้น แล้วยื่นให้ภรรยาตัวน้อยขี้อายตรงหน้าอย่างใจดี
ลู่จิวพยายามก้มหน้าลงไม่มองดูหยดน้ำพร่างพราวที่เกาะอยู่บนแผงอกแกร่งขาวเนียนชวนมอง รอยแผลเป็จากการถูกแส้เฆี่ยนที่กระจายอยู่บนแผงอกนั้นไม่ได้ทำให้เขาดูแย่แต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับช่วยเผยเสน่ห์ของบุรุษเพศออกมาได้อย่างลงตัว
แม้ว่านางจะพยายามหายามารักษารอยแผลเป็เ่าั้มากเพียงไร ทว่ามันก็ยังคงติดตัวชายหนุ่มไม่จางหายไปไหน
หญิงสาวข่มความเขินอายในใจลง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เขาอย่างเชื่องช้า นางก้มหน้างุดไม่กล้าสบตากับเขา ด้วยกลัวว่าเขาจะล่วงรู้ถึงความคิดอันน่าอายของนาง
ลู่จิวได้แต่ทอดถอนใจให้กับตัวเอง ก่อนหน้านี้นางอุตส่าห์เรียกกำลังใจให้ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายนางก็ยังเป็แค่คนขี้ขลาดไม่เอาไหนอยู่ดี
ยามนี้นางตัดสินใจที่จะเลื่อนวันเผด็จศึกสามีไปก่อน รอจนเมื่อนางพร้อมมากกว่านี้คอยตัดสินใจลงมืออีกครั้ง ถึงอย่างไร สามีก็ไม่หนีนางไปไหนอยู่แล้ว อีกทั้งบรรยากาศในตอนนี้ก็น่าอับอายเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้ด้วย...
เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว ลู่จิวจึงเอื้อมมือเข้าไปหยิบเสื้อผ้าที่เขายื่นให้ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะปล่อยมือกะทันหัน เป็เหตุให้เสื้อผ้าตกลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว
ตุบ!
ลู่จิวคว้าเสื้อผ้าเ่าั้เอาไว้ไม่ทัน นางเงยหน้ามองสามีด้วยความไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถาม นางก็ถูกคว้าข้อมือเข้าไปหา
ภาพตรงหน้าเกิดขึ้นเร็วเสียจนนางตั้งตัวแทบไม่ทัน ลู่จิวหลับตาปี๋เมื่อมีหยดน้ำกระเด็นใส่หน้านาง พอรู้ตัวอีกทีนางก็เซล้มลงไปอยู่ในอ่างน้ำเสียเอง มือบางรีบปัดป่ายหาที่ยึดเกาะอย่างลนลาน ก่อนจะหยุดลงเมื่อััได้ถึงฝ่ามืออบอุ่นที่ช่วยพยุงเอวนางเอาไว้ให้นั่งอยู่บนต้นขาแข็งแรงที่เปลือยเปล่า
เสียงน้ำในอ่างที่กระเพื่อมออกมาตกกระทบลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ ยามนี้ร่างของหญิงสาวที่เปียกปอนไปทั้งตัวแล้ว นางใช้มือลูบหยดน้ำที่เกาะอยู่บนใบหน้าออกไป แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ก็ต้องใเมื่อััได้ว่ามีปลายจมูกโด่งแตะโดนที่แก้มนวลแ่เบา
“ท่าน...” ลู่จิวกุมแก้มที่เห่อร้อนของตัวเองเอาไว้ นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นประกายความปรารถนาร้อนแรงในดวงตาที่นุ่มลึกของเขาแล้ว นางก็พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะหลับตาลงอย่างเชื่องช้า
ยามนี้นางกำลังนั่งอยู่บนตัวของเขา มือเล็กทั้งสองข้างเกาะเกี่ยวไหล่กว้างของเขาราวกับเป็ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว ปลายนิ้วมือของนางััได้ถึงผิวกายที่อบอุ่นเรียบลื่นและแน่นตึง ผิวกายนั้นส่งกลิ่นหอมสะอาดสดชื่นอันเป็เอกลักษณ์น่าหลงใหลเฉพาะตัว ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้มากกว่าที่เคย ใกล้มากเสียจนระหว่างพวกเขามีเพียงลมหายใจอันแ่เบากั้นขวางไว้เท่านั้น
นางเผยอปากขึ้นอย่างรอคอยโดยไม่รู้ตัว...
ลมหายใจอุ่นร้อนที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดใบหน้าและลำคอทำให้ลู่จิวจั๊กจี้เบาๆ นางจิกปลายนิ้วลงบนหัวไหล่ที่ตึงแน่นนั้นด้วยความตื่นเต้น
แต่แล้วก็มีผ้าผืนหนึ่งทับลงมาบนใบหน้าของนางเสียก่อน ตามด้วยเสียงชายหนุ่มลุกขึ้นจากน้ำอย่างรวดเร็ว พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเขาสวมเสื้อคลุมเรียบร้อยแล้ว หยาดน้ำที่หยดลงมาไหลซึมไปตามเสื้อคลุมเนื้อบางเบาเผยให้เห็นเรือนร่างแข็งแกร่งนั้นอย่างเลือนราง เสน่ห์ของบุรุษเพศที่แผ่ออกมาจากเรือนร่างที่น่าหลงใหลตรงหน้าทำให้ดวงตาของหญิงสาวพร่ามัวเล็กน้อย
“ข้าอาบเสร็จแล้ว เ้าอาบต่อเถอะ” เฮ่าตู๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าจากนั้นก็เดินออกจากห้องอาบน้ำไปโดยไม่หันกลับมามองนางอีกเลย เขาทำเหมือนกับว่าเื่เมื่อครู่นี้ไม่ใช่ความจริง
ฉับพลันนั้นความรู้สึกผิดหวังก็บังเกิดขึ้นมาภายในจิตใจของลู่จิวอย่างท่วมท้น หญิงสาวก้มลงมองกลีบดอกไม้สีอ่อนหวานที่อยู่ในอ่างน้ำอย่างเหม่อลอย ภาพบรรยากาศที่แสนอบอุ่นนั้นจางหายไปในพริบตา หลงเหลือไว้แค่เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
ลู่จิวนั่งเหม่อลอยอยู่ในถังน้ำอยู่เนิ่นนานกว่าที่จะได้สติคืนกลับมา นางปลุกกำลังใจของตัวเองให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง แล้วลุกขึ้นจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ราตรีที่หนาวเหน็บนี้ไม่มีใครพูดอะไรกันเลยสักคำ ทุกอย่างดูนิ่งเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงร้องออดอ้อนก่อนนอนเหมือนอย่างเช่นเคย
เป็ครั้งแรกที่ลู่จิวนอนหันหลังให้สามี ก่อนหน้านี้ทุกคืนนางมักจะเป็ฝ่ายขยับเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนที่แสนอบอุ่นของเขาเสมอ ทว่าคืนนี้จิตใจของนางไม่สงบเหมือนอย่างที่เคย ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ นางเอาแต่ครุ่นคิดวนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ พร้อมทั้งพิจารณาถึงท่าทางสงบนิ่งของสามีอย่างจริงจังเป็ครั้งแรก
เขาแทบไม่เคยเป็ฝ่ายแตะต้องนางก่อน ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนเขาก็ไม่เคยคิดฉวยโอกาสกับนาง ทั้งในอดีตหรือว่าตอนนี้เขาก็ยังคงเป็สุภาพบุรุษอยู่เสมอ แม้จะอยู่ในสถานะสามีแล้วก็ตาม...
นี่มันเป็เพราะอะไรกัน?
หรือเพราะว่านางมีเสน่ห์ไม่พอ? เขาถึงได้ดูนิ่งเฉยเช่นนี้
ทุกครั้งที่นางเข้าใกล้เขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งห่างไกลออกไปทุกที
หรือว่านางยังพยายามไม่พอ...
ทันใดนั้นลู่จิวก็ปลุกความกล้าหาญในตัวขึ้นมาอีกครา นางขยับกายอย่างแ่เบาและมองดูใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนอนหลับอย่างสงบนิ่งตรงหน้าแวบหนึ่ง เรือนร่างหอมกรุ่นแบบบางค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เขา มือเล็กเอื้อมออกไปโอบเอวเขาและซบหน้าลงบนแผงอกแกร่งอย่างแ่เบา พร้อมหลับตาแน่นด้วยความตื่นเต้น
“…”
ลู่จิวซบใบหน้าลงบนแผงอกนั้นอยู่เนิ่นนาน แต่สุดท้ายชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าก็ยังคงไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ฉับพลันนั้นลู่จิวจึงเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างผิดหวังเมื่อพบว่าเขายังคงนอนหลับสนิทดังเดิม
“…”
มือเล็กบอบบางเอื้อมขึ้นไปลูบไล้ปลายจมูกโด่งของเขา ก่อนจะกุมแนวคางแกร่งนั้นเอาไว้ แล้วเป็ฝ่ายขยับตัวเข้าไปจุมพิตลงบนริมฝีปากหยักอย่างแ่เบา วินาทีนั้นนางรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ผิดจังหวะของเขา สิ่งนั้นเพียงพอที่จะทำให้นางรับรู้ว่าเขาไม่ได้นอนหลับอยู่
หลังจากที่ได้ร่วมเตียงกันมานางรู้ดีว่าขอแค่มีเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อย เขาก็จะสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาทันที เขามักเป็เช่นนี้อยู่เสมอ ทว่าพอมาวันนี้เขากลับแสร้งทำเป็นอนหลับสนิทเสียได้
ทั้งที่นางเข้าหาเขาถึงขนาดนี้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมาเผชิญหน้ากับนาง การที่เขานอนหลับตาและทำตัวเพิกเฉยเช่นนี้ มีเพียงความหมายเดียวเท่านั้นคือ เขาไม่อยากเผชิญหน้า…
ต่อให้ลู่จิวจะโง่เง่ามากแค่ไหน แต่นางก็รับรู้ได้ถึงความจริงในข้อนี้
ฉับพลันนั้นนางก็ผละตัวออกจากเขาทันที ก่อนที่น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจจะหลั่งไหลออกมาอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่
สามีรังเกียจนาง เขาไม่อยากแตะต้องตัวนาง
ความจริงในข้อนี้ทำให้หญิงสาวปิดปากแล้วร้องไห้อยู่เงียบๆ นางพยายามบังคับหัวไหล่ที่สั่นเทาอยู่นี้ให้สงบลง แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ดีขึ้น น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากขึ้นทุกที
จนในที่สุดร่างบางก็ตัดสินใจลุกขึ้น นางยังไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาในเวลานี้และเตรียมที่จะออกไปจากห้องนอนเพื่อหาที่สงบให้ตัวเองได้ระบายความอัดอั้นตันใจ
ทว่าฝ่าเท้าเล็กยังไม่ทันแตะลงบนพื้น ก็มีฝ่ามือแกร่งเอื้อมออกมาหยุดยั้งการกระทำของนางเอาไว้เสียก่อน เขาดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่จะลูบหลังนางราวกับ้าปลอบโยนก็มิปาน
ความอ่อนโยนที่ได้รับนี้ทำให้หญิงสาวกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ แล้วส่งเสียงร้องไห้ออกมาทันที
นางร้องไห้เสียจนแผงอกของเขาเปียกชุ่มไปหมด จนในที่สุดนางก็ค้นหาเสียงของตัวเองเจอ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือไปว่า “เพราะเหตุใด...”
“ทำไมท่านถึงไม่แตะต้องตัวข้า”
“…”
เมื่อไม่มีคำอธิบายจากชายหนุ่ม สุดท้ายนางก็ได้แต่ร้องไห้และเอ่ยสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา “ท่านรังเกียจข้าใช่หรือไม่ เพราะว่าข้าไม่งดงามเหมือนสตรีที่อยู่ในเมืองพวกนั้น เพราะข้าธรรมดาเกินไปสินะ...”
นางดึงชายเสื้อเขาอย่างอ้อนวอนให้เขาพูดอะไรออกมาสักคำ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไร ดวงตาสีดำลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงนั้นยังคงจ้องมองนางอย่างสงบนิ่ง ทว่าในแววตาที่สงบนิ่งนั้นแฝงไปด้วยความสับสนอยู่เลือนราง
เขาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มนวลออกไปอย่างแ่เบาโดยไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ
ลู่จิวเงยหน้ามองดูสามีทั้งน้ำตาด้วยความไม่เข้าใจ เขามองนางด้วยสายตาเช่นนี้อีกแล้ว สีหน้าอย่างนี้อีกแล้ว สุดท้ายเขาก็จะถอยห่างออกจากนาง…
นางจะไม่ยอมให้เขาทำกับนางเช่นนี้อีกแล้ว ก่อนที่แขนเรียวบางจะโอบรอบลำคอของเขาให้เข้ามาใกล้และเอ่ยอ้อนวอนชายคนนี้ทั้งน้ำตา “ได้โปรด...อย่ารังเกียจข้าอีกเลยนะ”
พอพูดจบแล้ว นางก็ประทับกลีบปากอ่อนนุ่มของตัวเองลงบนริมฝีปากของเขาอย่างนุ่มนวล ต่อให้ร่างของเขาในยามนี้จะแข็งทื่อไร้ซึ่งการตอบสนองมากเพียงไร แต่นางก็ยังคงยืนหยัดที่จะรุกหน้าต่อไปโดยแตะปลายลิ้นอ่อนนุ่มลงบนริมฝีปากที่ปิดสนิทของเขาแ่เบา
หัวใจของเขาอ่อนลงั้แ่ที่เห็นนางอ้อนวอนเขาทั้งน้ำตาแล้ว ทว่าความไม่ประสีประสาของนางในเวลานี้กลับทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการถูกแส้เฆี่ยนตีเสียอีก เฮ่าตู๋ประคองแผ่นเล็กของนางเอาไว้หลวมๆ และปล่อยให้หญิงสาวทลายกำแพงที่มีอยู่ในใจของเขาออกไป
จุมพิตอ่อนหวานที่ซึมลึกเข้ามาทำให้จิตใจพลันเกิดความรู้สึกร้อนผ่าว ก่อนจะค่อยๆ ทรมานเขาอย่างเชื่องช้า จนในที่สุดก็ได้ทำลายป้อมปราการแข็งแกร่งที่ห่อหุ้มหัวใจเขาให้ทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี มีเพียง์เท่านั้นที่รู้ว่าการอดทนไม่แตะต้องนาง เป็เื่ที่ยากมากเพียงไร
ท่ามกลางสติที่เลือนรางนั้น ฝ่ามือแกร่งก็ได้เคลื่อนเข้าไปโอบแผ่นหลังเล็กเข้ามาแนบชิดที่ลำตัวมากขึ้น ก่อนจะเป็ฝ่ายพลิกตัวนางลงไปอยู่ใต้ร่างแทน สีหน้าและแววตาวิงวอนของนางทำให้เขาต้องฝ่าฝืนสิ่งที่พยายามข่มกลั้นมาโดยตลอด แล้วปลดปล่อยสัตว์ป่าที่บ้าคลั่งตัวนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
ลู่จิวได้ยินแค่เพียงเสียงคำรามแหบต่ำในลำคอ ก่อนที่ร่างของนางจะถูกกดลงบนเตียงนุ่ม โดยที่ริมฝีปากอุ่นร้อนนั้นไม่ละห่างไปไหน ตรงกันข้ามกลับขบเม้มริมฝีปากของนางอย่างหนักหน่วงไล่ลงมาจนถึงใบหูเล็กที่ไวต่อความรู้สึก
นางได้ยินแค่เพียงเสียงหุ้มต่ำแหบพร่าที่ดังขึ้นข้างใบหูว่า “ข้าไม่เคยนึกรังเกียจเ้า ไม่เคยเลยสักนิด...”
เมื่อสิ้นเสียงพูดนั้นหัวใจที่หนักอึ้งราวกับถูกก้อนหินถ่วงเอาไว้ก็พลันเบาสบายลง นางรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกราวกับสิ่งที่นางนึกสงสัยอยู่ในใจได้คลี่คลายลงไปแล้ว