บทที่ 25 คุกเข่าเสีย
พอเห็นสายตานั้น เท้าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็ซวนเซโดยไม่รู้ตัว จนเกือบจะล้มลง
“เ้ามั่นใจหรือ ว่านางทำความผิดก่อน?”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวถูกน้ำเสียงที่น่าเกรงขามและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งนี้ทำให้หวาดกลัวจนสั่นสะท้าน ริมฝีปากก็สั่นเทาจนพูดไม่ออก
เมื่อเห็นนางไม่ตอบ เซวียนเหยียนฟู่จึงเงยหน้าขึ้น มองอวิ๋นเหยาเหยาที่หลบอยู่ด้านหลังอวิ๋นพิ่นถิงมาโดยตลอด
“อาต้า ไปค้นดู”
อาต้ารับคำ เดินไปยังอวิ๋นเหยาเหยาทันที
อวิ๋นเหยาเหยาที่มีสีหน้าลนลาน สายตาเหลือบมองไปยังจุดที่ทิ้งเข็มเงินไว้ก่อนหน้านี้โดยไม่รู้ตัว อาต้าเห็นเช่นนั้น จึงเดินผ่านนางตรงไปยังพุ่มไม้เตี้ยด้านหลังก้อนหิน ใช้กระบี่ปัดดูสองสามครั้ง ก็พบเข็มเงินเล่มบางที่กำลังเรืองแสงสีเงินอยู่
อาต้าหยิบเข็มขึ้นมา ส่งไปเบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่
“องค์หญิงแปด ยามนี้เ้าลองกล่าวมาดูสิว่า ที่แท้เื่เป็เช่นใด”
อวิ๋นเหยาเหยาตัวสั่น นางตระหนักถึงการเตือนในน้ำเสียงเย็นะเืที่น่ายำเกรงนี้ นางหันศีรษะไปมองอวิ๋นพิ่นถิงอย่างขอความช่วยเหลือ เซวียนเหยียนฟู่เองก็มองไปตามสายตาของนาง และมองไปยังอวิ๋นพิ่นถิงเช่นเดียวกัน
“น้องแปด เสด็จอาถามเ้านะ เ้ามองข้าด้วยเหตุใดกัน?” อวิ๋นพิ่นถิงถลึงตาใส่อวิ๋นเหยาเหยา เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะสารภาพเื่ตนออกมา “ยามนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น มีเพียงเ้าผู้เดียวที่รู้ชัด เ้ากล่าวไปตามความจริงเถิด”
อวิ๋นเหยาเหยาร้อนใจจนใกล้จะร้องไห้ออกมา ผู้หนึ่งจะปกป้องคนของตน ส่วนผู้หนึ่งก็จะปัดความเกี่ยวข้องให้พ้นตัว
“พี่แปด ท่านพูดสิ ท่านใช้เข็มเงินแทงข้าใช่หรือไม่ และเพราะแบบนั้นข้าจึงได้พลั้งมือผลักท่าน?” อวิ๋นอินอินที่รอจนร้อนใจ เดินไปยังข้างกายของเซวียนเหยียนฟู่ คาดคั้นอวิ๋นเหยาเหยาที่อยู่ตรงหน้า
อวิ๋นเหยาเหยาก้มศีรษะ กล่าวอย่างเสิ้นหวังคำหนึ่งว่า “ใช่”
“ที่ท่านใช้มือตัวเองฟาดหิน ก็จงใจเช่นกัน?”
“ใช่”
อวิ๋นอินอินหันศีรษะกลับมามองอวิ๋นเหยาเหยาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวอีกว่า “พี่แปด ยามปกติข้าไม่มีเื่บาดหมางใดกับท่าน เหตุใดท่านมาทำร้ายข้า? หรือว่า มีคนขอร้องให้ท่านทำ?”
“ไม่มีผู้ใดให้ข้าทำ เป็ข้า้าทำด้วยตัวเอง” อวิ๋นเหยาเหยาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย พูดด้วยสีหน้าไม่ยินยอมว่า “ที่จริงแล้วข้าไม่ชอบเ้ามาโดยตลอด ั้แ่เด็กก็เกลียดเ้า เ้าที่เป็คนปัญญาอ่อนกลับครองตำแหน่งตี๋กงจู่ไว้ เ้ารู้หรือไม่ว่า หลังจากที่เ้าไปตำหนักเย็น ในใจของข้ายินดีมากเพียงใด? ข้าคิดไม่ถึงเลยว่า จู่ ๆ อาการป่วยของเ้าจะหาย ในใจของข้าไม่เป็สุข จึงได้คิดวิธีนี้มาเล่นงานเ้า”
“น้องแปด พวกเรามาช่วยเ้าด้วยความปรารถนาดี คิดไม่ถึงว่าเ้าจะหลอกแม้กระทั่งพวกเรา” อวิ๋นพิ่นถิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง แสร้งกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
เซวียนเหยียนฟู่มองคนที่เพิ่งพูดขึ้นอย่างประหลาดใจ ในดวงตาที่ล้ำลึกแฝงความโกรธเกรี้ยวเอาไว้
“ทำราชอุทยานเสียบรรยากาศเช่นนี้ พวกเ้าคุกเข่าอยู่ที่นี่สองชั่วยามสำนึกตนเสีย”
อวิ๋นเหยาเหยามองอวิ๋นสีิ่หลายครั้ง และดึงนางคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง นางกำนัลทั้งกลุ่มก็ถอยไปอยู่แถวหลังสุดคุกเข่าลงเช่นกัน สุดท้าย เซวียนเหยียนฟู่มองไปยังอวิ๋นพิ่นถิงและอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่ยังคงยืนเฉย
“เสด็จอา เื่นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกเรานะเพคะ พวกเราก็ถูกหลอกใช้เช่นกันเพคะ” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกล่าวด้วยความหวาดกลัวและไม่ยินยอม
“องค์หญิงรองไม่ยอมเชื่อฟัง คุกเข่าเพิ่มอีกหนึ่งชั่วยาม”
กล่าวจบ เขาก็หมุนกายจากไปทันที เมื่ออวิ๋นอินอินเห็นเช่นนั้น นางก็รีบะโโลดเต้นตามไป พลางหันศีรษะกลับมาทำหน้าทะเล้นใส่พวกอวิ๋นพิ่นถิง อีกทั้งยังยกนิ้วกลางเป็การดูถูกให้ด้วย
อาเอ้อร์ที่รั้งหลังอยู่ เดินไปทางอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว กล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกว่า “องค์หญิงใหญ่ องค์หญิงรอง เชิญเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นพิ่นถิงมองดูเงาหลังที่หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย นางก็กัดริมฝีปาก คุกเข่าลงไปด้วยสีหน้าเคียดแค้น อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวเมื่อเห็นดังนั้น จึงได้แต่แค่นเสียงไม่พอใจคุกเข่าลงไปเช่นกัน
ด้านอาเอ้อร์โอบกระบี่ เดินไปนั่งลงในศาลารับลม ดื่มน้ำชา คอยจับตาพวกนาง สกัดกั้นความคิดของพวกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่จะหลบเลี่ยงไปโดยสิ้นเชิง
“เสด็จอา หากท่านไม่บังเอิญผ่านมาพอดี ข้าจะต้องถูกอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวตีตายแล้วเป็แน่” อวิ๋นอินอินเดินตามเขาไปพร้อมแหงนหน้ามองอีกฝ่าย ในดวงตาฉายความซาบซึ้งอย่างจริงใจ “เสด็จอา ข้าจะเป็วัวเป็ม้าตอบแทนท่าน…”
เซวียนเหยียนฟู่หันสายตาไปด้านข้าง กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าไม่ขาดแคลนวัวม้า”
“เอิ่ม…” อวิ๋นอินอินกระตุกมุมปากทีหนึ่ง ถามอย่างจริงจังเช่นกันว่า “เช่นนั้น… เสด็จอา ทรงขาดแคลนสิ่งใดหรือเพคะ?”
ั์ตาดวงกลมโตของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับแมวน้อย
เซวียนเหยียนฟู่ยกมือขึ้น เคาะหน้าผากเรียบเนียนดังป๊อก “ยามนี้ ข้ายังไม่ขาดสิ่งใดเป็การชั่วคราว”
น้ำเสียงที่ปกติเ็ากลับดูอารมรณ์ดีอย่างหาได้ยากยิ่ง แต่ตัวเขามิได้สังเกต ทว่าอาต้าที่อยู่ด้านข้างกลับตกตะลึง สายตาที่มองอวิ๋นอินอินก็เปลี่ยนไป
“เช่นนั้นข้าติดไว้ก่อน รอวันหน้าหากเสด็จอาขาดสิ่งใดแล้ว ข้าจะชดเชยให้” อวิ๋นอินอินมีความสุขจนแม้แต่คิ้วนางก็กำลังหัวเราะ
เซวียนเหยียนฟู่ฟังเสียงหวานนุ่มนวลนี้ อดนึกถึงของที่เรียกว่าสือปาเมื่อวานไม่ได้ มันนุ่มนิ่มแบบนี้ไม่มีผิด
กลับมาถึงตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง อวิ๋นอินอินบังเอิญไปเห็นดินโคลนสีเหลืองบนชายเสื้อของเซวียนเหยียนฟู่ จึงคิดว่าทางเดินในวังหลวงไม่มีดินโคลนสีเหลือง อย่างนั้นมันน่าจะติดมาจากทางชานเมือง แต่เสด็จอาผู้ที่รักความสะอาดเช่นนี้ไม่น่าจะสวมเสื้อผ้าสกปรก เว้นแต่เร่งร้อนอย่างมากจนไม่มีเวลาเปลี่ยน
“เสด็จอาเพคะ เมื่อครู่ท่านทรงผ่านไปอย่างบังเอิญจริง ๆ หรือเพคะ?”
เซวียนเหยียนฟู่ไม่ได้ตอบกลับ หากแต่ตรงเข้าตำหนักชั้นใน ทำให้อวิ๋นอินอินเบะปาก ไม่ตอบก็ส่งเสียงสักคำก็ได้กระมัง ช่างเ็าเกินไปแล้ว
“องค์หญิงเก้าไปพบพวกหลานเยว่ ก็จะทราบคำตอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอินอินนำพาความไม่เข้าใจเดินออกจากศาลาสวนสน เมื่อถึงสวนเสือ นางที่ยังไม่ทันยืนได้อย่างมั่นคง ก็ถูกหลานเยว่กับหงรื่อพุ่งเข้ามา จนใไม่น้อย
“องค์หญิงเก้า ไม่เป็ไรใช่หรือไม่เพคะ ถูกรังแกหรือไม่เพคะ?”
“รีบให้บ่าวดูเร็วเข้า มีที่ใดที่ได้รับาเ็หรือไม่เพคะ?”
“หา?” สีหน้าของอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “พวกเ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีคนรังแกข้า?”
“ก็ตอนเช้าท่านไม่เสด็จมาเสียที เยว่หยาก็ไม่ยอมกินข้าว บ่าวจึงได้ไปหาที่ตำหนักเย็น คิดไม่ถึงว่าระหว่างทางจะเห็นพระองค์ไปกับนางกำนัลสองนาง บ่าวสงสัย จึงได้ตามไปดู เห็นว่าเป็พวกองค์หญิงแปด บ่าวก็รู้ว่าต้องมิใช่เื่ดีแน่เพคะ แต่หม่อมฉันก็มิอาจช่วยสิ่งใดได้ จึงได้แต่กลับมาหาท่านขันทีฉี แต่คิดไม่ถึงว่าจะได้พบนายท่านที่เพิ่งเสด็จกลับมาตรงประตูวังพอดี”
หลานเยว่พูดติดต่อกันในลมหายใจเดียว จนอวิ๋นอินอินจับจุดสำคัญได้จุดหนึ่ง
นั่นก็คือ เสด็จอาไปที่ราชอุทยานเพื่อช่วยนาง
อวิ๋นอินอินเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อารมณ์พลุ่งพล่านในใจเป็อย่างมาก ดูท่า ข้ากำลังจะได้กอดขาทองคำท่อนใหญ่นั่นแล้ว ขอเพียงแค่ข้าทำงานหนัก อนาคตที่งดงามนั้นก็อยู่เพียงแค่เอื้อมมือ
“โฮก!”
เยว่หยาที่ถูกเมินส่งเสียงคำรามต่ำออกมาอย่างไม่พอใจ ร่างกายที่ใหญ่โตดันหลานเยว่และหงรื่อออกไป และเอาหัวแนบกับหลังมือของอวิ๋นอินอินคลอเคลียไปมา เพื่อแสดงตน
“ไอ้หยา วันนี้ที่ต้องขอบคุณมากที่สุดยังคงเป็เยว่หยาที่น่ารักของข้า หากมิใช่เ้าคิดถึงข้า ข้าจะถูกช่วยเหลือได้อย่างไร เยว่หยา ข้าชอบเ้ามาก มาก มากเหลือเกิน”
อวิ๋นอินอินนั่งลง สองมือออกแรงบีบเคล้นหัวอันใหญ่โตของเยว่หยา หากมิใช่เพราะกลัวขนจะติดเต็มปาก นางคงจะจูบหัวปุกปุยนี้แล้ว
…
“พระสนมเหมย เกิดเื่แล้วเพคะ…”
“เ้าว่าอันใดนะ!” เหมยเฟยตบโต๊ะ ในดวงเนตรเต็มไปด้วยความกริ้วโกรธ หันศีรษะไปกล่าวต่อขันทีที่อยู่ข้างกาย “ไปเชิญฝ่าาไปที่ราชอุทยานเดี๋ยวนี้”