ตอนที่ 26 เมืองเซนต์จูรี่ VS กองกำลังเมืองแซนดี่ (3)
ตึง ตึง ตึง!!
“พวกมันตั้งขบวนโล่เตรียมตัวใช้ของหนัก!!” เจมส์วิชะโสั่งการหน่วยของเขาทันทีหลังจากที่เห็นกระบวนทัพของศัตรู.......
โอ้ววววว!!
ทันทีที่เจมส์วิชสั่งการออกไปทหารในหน่วยของเขาทั้งหนึ่งพันนายก็ได้นำของสิ่งของบางอย่างออกมาตั้งไว้หากมองๆ ดูแล้วคล้ายกับเครื่องยิงหินเลยแต่มีขนาดเล็กกว่าหลายสิบเท่า ซึ่งเ้าสิ่งประดิษฐ์นี้เป็ความคิดของนายช่างใหญ่คิดค้นขึ้นมา.....
มันคือเครื่องยิงหินขนาดเล็กแต่มีแรกในการเหวี่ยงหินที่มากพอๆกับเครื่องขนาดใหญ่เลยแถมความเร็วในการยิงและบรรจุหินยังมากกว่าเครื่องยิงหินขนาดใหญ่ด้วยซึ่งเ้าเครื่องยิงหินขนาดเล็กนี้มันเหมาะกับการใช้ทำลายกระบวนทัพโล่แบบนี้มาก......
ระยะห่างของกองทัพเมืองแซนดี่นั้นอยู่ห่างประมาณหนึ่งกิโลเมตรได้ส่วนระยะยิงของเครื่องยิงหินขนาดเล็กนั้นอยู่ที่ห้าถึงหกร้อยเมตรดังนั้นแล้วเจมส์วิชจะต้องรอให้ศัตรูเข้ามาอยู่ในระยะยิงก่อนเขาถึงจะสั่งให้คนของเขายิงหินได้......
ส่วนเครื่องยิงหินขนาดใหญ่ที่เมืองแซนดี่เอามาด้วยนั้นพวกเขาจำเป็ต้องขยับเข้ามาใกล้ในระยะแปดถึงเก้าร้อยเมตรก่อนถึงจะสามารถยิงได้แต่ในระยะนั้นเป็ระดับที่เครื่องบาริสต้าบนหอคอยสามารถยิงถึงได้พอดีหากเครื่องยิงหินขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้มันจะถูกทำลายในทันที......
ดังนั้นแล้วมันจึงช่วยไม่ได้ที่แม่ทัพโลแกรนจะไม่สามารถส่งเครื่องยิงหินออกมาช่วยทหารของพวกเขาได้จนกว่าจะสามารถตีกำแพงเมืองชั้นที่สองของเมืองเซนต์จูรี่ลงได้เสียก่อน.....
ย๊า!!!
ระยะห่างระหว่างกองทัพรอบแรกของเมืองแซนดี่อยู่ห่างจากกำแพงเมืองแค่เจ็ดร้อยเมตรเท่านั้นและกำลังเคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ และระมัดระวังอย่างมากซึ่งทางฝ่ายเมืองเซนต์จูรี่นั้นยังไม่มีท่าทีที่จะโจมตีหรือสั่งการอย่างใด.....
หกร้อยเมตร......
ห้าร้อยเมตร.......
สี่ร้อยเมตร........
“ยิงหินได้!!”
ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!ฟิ้ว!!
ทันทีที่กองกำลังฝ่ายศัตรูเข้ามาในระยะสี่ร้อยเมตรแล้วเจมส์วิชก็สั่งการให้คนของเขายิงเครื่องยิงหินขนาดเล็กออกไปทันทีซึ่งในรอบหนึ่งของการยิงนั้นมีหินถูกยิงออกไปไม่ต่ำกว่าห้าร้อยก้อนเลยทีเดียวหินแต่ละก้อนนั้นมีขนาดที่ใหญ่เท่ากับหัวคนบวกกับแรงเหวี่ยงด้วยแล้วมันสามารถบดให้ร่างคนเละได้เลยโดยการเหวี่ยงหนึ่งครั้ง......
แต่โอกาสแม่นยำของเครื่องยิงหินนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะแม่นยำเต็มร้อยยิงออกไปห้าร้อยก้อนอาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่ร้อยก้อนเท่านั้นที่ถูกเป้าหมายแต่ถึงอย่างนั้นเจมส์วิชก็ยังสั่งให้ยิงต่อไปเพื่อทำลายกระบวนทัพโล่ของฝ่ายศัตรู......
หลังจากที่เริ่มยิงหินออกไปก้อนหินจำนวนมากก็ได้ลอยไปกระทบเข้ากับขบวนโล่อย่างจังจนทำให้ทหารที่ถือโล่บางคนถึงกับมือไม้สั่นและปล่อยโล่ของตนออกซึ่งในขณะที่โล่ถูกเปิดออกมานั้นพลธนูของเมืองเซนต์จูรี่ก็จะยิงธนูเข้าไปในจุดนั้นทันที......
ฟิ้ว!!!
สวบ!!
อ้า!!
หนึ่งดอกต่อหนึ่งชีวิตเรียกได้ว่าความแม่นยำของพลธนูเมืองเซนต์จูรี่นั้นสูงมากและเมื่อแม่ทัพหน่วยทะลวงฟันเห็นอย่างนั้นเขาก็รีบสั่งให้ทหารอุดช่องว่างนั้นทันที.....
“รีบปิดช่องโหว่นั้นแล้วเข้า!!”หัวหน้ากองทะลวงฟันะโขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่สู้ดีออกมานักเพราะในตอนนี้มีทหารตายไปมากกว่าร้อยคนแล้วและขบวนโล่เองก็ได้รับความเสียหายไปมากด้วยเช่นกันและหากยังเป็แบบนี้ต่อไปกระบวนทัพโล่ได้แตกแน่......
แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้ากองทะลวงฟันจะได้พูดจบระลอกฝูงก้อนหินอีกห้าร้อยก้อนก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็วและตกลงมากระทบกับกระบวนทัพโล่ของเขาอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าในตอนแรกเสียอีกยิ่งพวกเขาเข้ามาใกล้ความแรงของมันยิ่งเพิ่มขึ้น.....
ตุบ ตุบ ตุบ!!
ปัง!! ปัง!!ปัง!!
การยิงหินในรอบที่สองนี้มีความแม่นยำมากกว่าครั้งแรกมากและถูกเป้าหมายถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวเพราะระยะที่ใกล้ขึ้นการเล็งก็ดีขึ้นและยิ่งง่ายขึ้นดังนั้นแล้วการยิงในรอบนี้จึงสร้างผลเสียหายให้กับอีกฝ่ายอย่างมากมากเสียจนมีทหารโล่มากกว่าครึ่งที่ปล่อยโล่หลุดจากมือ.....
และใน่จังหวะนั้นเองเสียงของเรเว่นก็ดังขึ้นมาว่า“เครื่องยิงธนูชุดยิงได้!!”เมื่อเขาพูดจบทหารที่อยู่เบื้องหน้าของเขาก็ส่งสัญญาณธงให้กับเครื่องยิงธนูชุดที่อยู่ตามหอคอยต่างๆให้เริ่มยิงธนูออกไปได้ซึ่งเครื่องยิงธนูชุดนั้นสามารถยิงธนูออกไปได้มากกว่าสามถึงสี่ร้อยลูกเลย......
ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!ฟิ้ว!!
ฉึบ!! สวบ!!ฉึบ!!
อ้า!!
ม่ายยยยยยย!!
ทันทีที่เครื่องยิงธนูชุดจากหอคอยทั้งสิบสองหอคอยแรกถูกยิงออกไปลูกธนูมากกว่าหกถึงสี่พันดอกก็ถูกปล่อยออกไปจนทำให้ท้องฟ้านั้นมืดครึ้มไปหมดเพราะฝูงลูกธนูทั้งสี่พันดอกนี้และตกลงไปใส่กองทัพของฝ่ายศัตรู ซึ่งมีช่องโหว่เกิดขึ้นเพราะเครื่องยิงหิน......
และในการยิงธนูชุดครั้งนี้ก็สังหารทหารของเมืองแซนดี่ไปได้มากถึงสองพันคนเลยทีเดียวเรียกได้ว่าเสียหายหนักมากและหากพวกเขายังดึงดันที่จะบุกต่อไปนั้นพวกเขาอาจจะไม่เหลือใครสักคนกลับไปเลยก็เป็ได้......
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาทหารที่เหลือและเหล่าหัวหน้านายกองถึงกับดวงตาเบิกโตหายใจเข้าออกอย่างรุนแรงด้วยความไม่อยากเชื่อพวกเขาไม่คิดว่าเมืองเซนต์จูรี่จะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้นี่ขนาดยังไม่ได้ปะทะกันเลยพวกเขาก็เสียทหารไปมากกว่าสองพันห้าร้อยคนแล้ว......
และยังมีคนที่ได้รับาเ็อีกจำนวนไม่น้อยโลแกรนที่มองดูภาพเบื้องหน้าของเขาและเห็นเช่นนั้นเขาก็ถึงกับส่ายหัวไปมาอย่างช่วยไม่ได้ทันทีเพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะชำนาญการศึกไม่แพ้กับตนเองเลยดีไม่ดีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ......
และในตอนนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เกี่ยวกับข่าวลือเื่กองกำลังอิสระกองกำลังหนึ่งที่กำลังดังใน่เวลาก่อนหน้านี้ที่ว่ากันว่ากองกำลังนี้มีคนเพียงแค่สองพันคนเท่านั้นแต่กับสามารถทลายกองกำลังนับหมื่นหรือครึ่งแสนลงได้โดยที่ไม่มีใครตายเลย......
แต่ว่ากองกำลังที่ว่านั้นเป็กองกำลังที่ไม่มีใครทราบรายละเอียดมากนักเพราะมักจะถูกทางการเก็บเป็ความลับแต่หลังจากนั้นข่าวที่เกี่ยวกับกองกำลังนี้ก็ได้หายไปบางพูดกันว่าพวกเขาได้ถูกฆ่าไปแล้วเพราะไปเจอกับกองกำลังศัตรูที่แข็งแกร่งเข้าบ้างก็ว่าพวกเขาถูกเก็บกวาดไป......
แต่ยังไงโลแกรนก็ยังไม่เชื่อเต็มร้อยว่ากองกำลังที่ว่านั้นอยู่ตรงหน้าเขาเพราะดูจากหน้าตาและอายุของอากอร์นแล้วมันไม่น่าจะเป็ไปได้เลยแต่อัศวินรอบกายขอเขามันกับทำให้โลแกรนคิดเช่นนั้นว่าใช่พวกเขาแน่ๆสองความคิดที่ขัดแย้งกันนี้เกิดขึ้นมาภายในหัวของเขา.......
“ท่านแม่ทัพโลแกรนกองกำลังบุกรอบแรกของเราดูเหมือนจะเสียเปรียบอย่างมากข้าว่าพวกเราถอยกลับมาตั้งหลักก่อนดีไหม?” หัวหน้ากองทัพม้าพูดขึ้นด้วยสีหน้าเครียดๆ........
“อือ.....สั่งให้คนของเราถอยกลับมาก่อน”โลแกรนพูดขึ้นด้วยเสียงที่เบาๆ .......
ขอรับ!!
“สั่งให้ทัพหน้าถอยกลับมา!!”หัวหน้ากองกำลังทัพม้าะโสั่งการขึ้น.......
ปูนนนนนนนนนน!!
เมื่อได้รับคำสั่งทหารที่รับหน้าที่ส่งสัญญาณก็เป้าแตรส่งสัญญาณให้ทัพหน้าที่บุกอยู่ถอยกลับในทันที......
ณ สนามรบ......
‘สัญญาณถอยทัพ?บ้าจริงเลย อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงกำแพงเมืองอยู่แล้ว’
“ทุกคนถอยทัพกลับไปที่ค่าย!!”ถึงจะไม่อยากถอยแต่เขาก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของแม่ทัพโลแกรนได้เขาจึงต้องสั่งกองกำลังของเขาถอยทัพกลับ.......
เมื่อเห็นว่าศัตรูกำลังจะถอยทัพกลับสีหน้าของแรมโบ้วิลเลี่ยมและฮอล์สันก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากของพวกเขาก่อนที่แรมโบ้จะะโขึ้นมาว่า“ยิงธนูชุดที่สองออกไป”ก่อนจะเดินลงไปยังหลังประตูเมืองและขึ้นม้าสีดำตัวใหญ่ของเขา.....
ซึ่งวิลเลี่ยมและฮอล์สันเองก็เดินตามลงไปขึ้นมาสีดำของพวกเขาเช่นกันที่หลังประตูเมืองมีทหารม้าสีดำมากถึงสองพันนายรอพวกเขาอยู่ ทหารม้าเหล่านี้ล้วนเป็หน่วยทหารม้าดำที่ฝึกขึ้นโดยแรมโบ้และวิลเลี่ยมโดยเฉพาะในหน่วยมีทั้งทหารเก่าและทหารใหม่รวมกัน......
ในคราแรกนั้นหน่วยนี้มีเพียงแค่สองร้อยคนแต่หลังจากที่ได้เพิ่มทหารใหม่เข้ามาพวกเขาถึงได้มีมากถึงสองพันคนและทุกคนล้วนแล้วแต่เป็คนประเภทเดียวกันหมดนั้นก็คือพวกกระหายบ้าาและชอบการรบเป็ชีวิตจิตใจ.......
ห่าฝนธนูในชุดที่สองได้ถูกยิงออกไปและทิ่มแทงร่างของศัตรูล้มตายไปจำนวนมากในขณะที่พวกมันถอยแต่กระนั้นการถอยของกองทัพเมืองแซนดี่ก็ยังเป็ไปอย่างเป็ระเบียบและมีขบวนทัพโล่คุ้มกันหลังเอาไว้ให้พวกที่เหลือถอยกลับไป......
แต่เป็เพราะจำนวนลูกธนูมีมากเกินไปเลยทำให้มีทหารบางนายถูกสังหารบ้างก็ถูกลูกธนูเสียบที่ขา บ้างก็ที่แขน บางคนก็ถูกแทงทะลุผ่านลูกกระตาไปเลยก็มีและในเวลานั้นเองประตูเมืองที่สองของเมืองเซนต์จูรี่ก็เปิดออกพร้อมกับเสียงโห่ร้องที่ดังก้องอย่างน่ากลัว......
โอ้ววววววว!!
ฮี่!!!!!!
กองทัพม้าสีดำจำนวนทั้งสองพันนายได้ควบม้าวิ่งออกมาจากหลังประตูเมืองในทันกองทัพม้าดำนี้เปรียบได้ดังมัจจุราชที่จะมาไล่ฆ่าชีวิตของผู้คนเลย แม้แต่โลแกรนเองยังรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวและความกระหายเืจากกองทัพม้าข้างหน้าของเขา.....
ไม่ว่าใครในกองทัพเมืองแซนดี่ล้วนตกอยู่ในความกลัวทั้งสิ้นเพราะไม่เพียงทหารม้าเหล่านี้จะมีจำนวนมากแล้วม้าของพวกเขาก็มีขนาดที่ใหญ่และดูดุดันมากด้วย แถมม้าเหล่านี้ยังสวมเกราะป้องกันที่ดูน่าเกรงขามเข้าไปอีกนี่ยังไม่รวมถึงทหารที่ขี่พวกมันเลย.......
“นั่นมันกองทัพบ้าบออะไรกันวะ!!?”
“ทัพม้าสีดำนี้มันอะไรกัน?”
“ดูม้าของพวกมันซิ?ม้าพวกนั้นต้องเป็ม้าดำสายเืสัตว์ร้ายแน่ๆ !!”
“เมืองเซนต์จูรี่มีของแบบนี้ด้วยเหรอ?ม้าดำสายเืสัตว์ร้ายนั้นตัวหนึ่งราคาหายหมื่นเหรียญเงินเลยนะบางที่อาจจะตัวละเป็แสนเหรียญเงินเลยก็ได้”
เสียงของเหล่าทหารที่ยืนอยู่ที่ค่ายต่างพากันพูดสนทนาเกี่ยวกับภาพที่พวกเขาเห็นอย่างหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะคิดเลยว่าหากพวกเขาต้องปะทะกับกองกำลังม้าสีดำพวกนี้พวกเขาจะเป็อย่างไรบ้างและต่อให้มีทัพโล่อยู่ก็เถอะด้วยแรงวิ่งของม้าแล้วทัพโล่ก็ไม่อาจต้านทานได้......