บทที่ 3 รู้สึกผิด
จวนอ๋องรุ่ย
อ๋องรุ่ย หรือชิวหลินรุ่ยยังคงใช้ชีวิตตามปกติ หลังกลับจากการเข้าเฝ้าตอนเช้า ก็มานั่งดื่มชา อ่านหนังสือ และรับฟังรายงาน แต่ข่าวในวันนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดา ทำให้ตู้เฟิงลังเลที่จะพูดต่อหลังจากรายงานเื่ประจำวันเสร็จสิ้น
“หืม?” ชิวหลินรุ่ยหรี่ตาเล็กน้อย มองอย่างสงสัย ใบหน้าที่สง่างามแสดงออกถึงความเด็ดขาด
ตู้เฟิงขมวดคิ้วนึกถึงพระชายาที่จากไปหลายปีแล้ว ข้างกายท่านอ๋องก็ไม่มีสตรีใดอีก สาเหตุนั้นไม่ต้องพูดก็เข้าใจ ครั้งนี้เพียงพบผู้ที่มีใบหน้าคล้ายคลึงเท่านั้น ควรจะรายงานดีหรือไม่? คนผู้นั้นอาจไม่ใช่พระชายาที่ตายไปแล้วก็ได้ หากกราบทูลไปลอย ๆ เกรงว่าท่านอ๋องจะเศร้าใจอยู่ไม่น้อย...
“พูดมา!” ชิวหลินรุ่ยพูดเสียงเข้ม เห็นได้ชัดว่าท่าทางของตู้เฟิงทำให้เขาสนใจได้
ตู้เฟิงพยายามข่มใจ ทำใจดีสู้เสือแล้วค่อย ๆ กล่าวรายงาน
“ท่านอ๋อง ่นี้ในเมืองหลวงมีข่าวลือว่า...มีสตรีผู้หนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับพระชายารุ่ยราวกับแกะขอรับ!”
ชิวหลินรุ่ยได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ ทว่ากลับมองไปทางอื่น แล้วพูดว่า “ข่าวนี้ ควรสอบสวนให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยมารายงานข้า”
“สตรีผู้นั้นปรากฏตัวเมื่อสองวันก่อน แต่ก็ทำให้คนทั้งเมืองรู้กันหมดแล้วว่ามีคนที่หน้าตาเหมือนพระชายารุ่ย ว่ากันว่าเมื่อวานมีคนเห็นฮูหยินรองติดต่อกับสตรีผู้นั้น ส่วนเื่หลังจากนั้นก็ไม่ทราบแล้ว”
ในตอนแรกชิวหลินรุ่ยมีสีหน้าเรียบเฉย พอได้ยินว่าเื่นี้เกี่ยว
ข้องกับฮูหยินรองก็เกิดความสงสัยขึ้นทันที แล้วหันไปพูดกับตู้เฟิงว่า
“ครั้งนี้เ้าทำเื่โดยไม่คิดไตร่ตรอง แต่ก็พอเข้าใจได้ ตอนนี้ส่งคนไปสืบมา สืบให้แน่ชัดว่าสตรีผู้นั้นเป็ใครกันแน่”
อ๋องรุ่ยพูดจบก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “หากมีแผนการร้ายอยู่เื้ั จะต้องมีคนโยงและกล่าวหาจวนอ๋องรุ่ยของข้าอย่างแน่นอน!”
พูดจบชิวหลินรุ่ยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก สายตาจับจ้องไปยังที่ใดที่หนึ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ตู้เฟิงรู้ดีว่าเขากำลังใช้ความคิด จึงไม่ได้รายงานอะไรอีกเพียงรับคำสั่งแล้วก็ไปปฏิบัติภารกิจ
ชิวหลินรุ่ยไม่เชื่อเื่คนตายแล้วฟื้น คำอธิบายเดียวก็คือมีคนอยู่เื้ักำลังวางแผนอะไรบางอย่าง แต่วิธีการที่ดูโง่เง่าเช่นนี้ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็ความคิดของใครและจุดประสงค์ก็ไม่ชัดเจน
หรือว่าจะเป็รัชทายาท?
คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่ารัชทายาทคนปัจจุบันชิวหลินเหม่า ถึงแม้จะได้ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทแล้ว แต่ก็ไม่อาจนั่งได้อย่างมั่นคง ก็เพราะท่านอ๋องรุ่ย ชิวหลินรุ่ยผู้ที่เชี่ยวชาญทั้งด้านบุ๋นและด้านบู๊ หากไม่ใช่เพราะมารดาของชิวหลินรุ่ยไม่เป็ที่โปรดปราน ตำแหน่งองค์รัชทายาทจะตกเป็ของชิวหลินเหม่าได้อย่างไร ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงมองว่าอ๋องรุ่ยเป็หนามยอกอกอยู่ตลอดเวลา!
ชิวหลินรุ่ยครุ่นคิดอย่างใจลอย มือของเขาเผลอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว เมื่อห้าปีก่อนตอนที่ลู่จือฉิงตายอย่างกะทันหัน เขาเองก็สงสัยว่าเป็ฝีมือขององค์รัชทายาทหรือไม่ ราชวงศ์นี้ถือว่ามีทายาทน้อยนัก บรรดาองค์ชายกลับไม่มีบุตรชายสักคน เมื่อลู่จือฉิงกำลังตั้งครรภ์ก็ดันมาเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้นจนทำให้ตายทั้งแม่ทั้งลูก!
น่าเสียดายที่หาหลักฐานไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหากชิวหลินรุ่ยรู้ว่าใครเป็ตัวการเื้ั เขาจะไม่มีวันปล่อยให้รอดไปได้แน่!
สำหรับลู่จือฉิง ชิวหลินรุ่ยรู้สึกผิดมาก แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจชดเชยสิ่งใดได้อีกแล้ว...
นางเป็สตรีที่อ่อนหวานและสง่างาม อดทนต่อทุกสิ่ง รวมถึงการแต่งงานเพื่อสะเดาะเคราะห์ระหว่างพวกเขา
ทุกครั้งที่นึกถึงเื่นี้ หัวใจก็รู้สึกเ็ปเสมอและกดดันอยู่ตลอด
เมื่อห้าปีก่อน มารดาของเขาป่วยหนักและจากเขาไป น่าเสียดายที่นางไม่ทันเห็นเขาแต่งงานและมีลูก ชิวหลินรุ่ยผู้ไม่เคยใกล้ชิดสตรีจึงจำใจต้องแต่งงาน
ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงหลายตระกูลกลับพยายามหลีกเลี่ยง ไม่มีใครอยากจะยกบุตรสาวให้เขา สุดท้ายจึงได้แต่งงานกับลู่จือฉิง บุตรสาวคนโตของตระกูลลู่ที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดีในเมืองหลวง ตอนนั้นเขามีความดีความชอบมากมายแต่กลับถูกปลดออก ยิ่งมารดาป่วยหนัก ยิ่งทำให้เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีและเป็กังวลมาก จึงทำให้เขาปฏิบัติต่อพระชายาอย่างเ็า ตอนนี้พอนึกถึงความดีของนาง ก็ยิ่งรู้สึกผิดจนไม่อาจทำใจได้
ภายใต้การเร่งรัดของมารดา คู่สามีภรรยาใหม่ก็ร่วมหอในคืนวิวาห์ และในเวลาไม่กี่เดือน ลู่จือฉิงก็ตั้งครรภ์จริง ๆ มารดาของเขาดีใจมาก ทำให้อาการของนางดีขึ้น แม้ตอนแรกลู่จือฉิงจะมีชื่อเสียงไม่ดีเพียงใด แต่นางก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นดีเสมอ อยู่ด้วยกันเกือบปี นางก็ภักดีต่อมารดาของเขา เป็ลูกสะใภ้ที่ดี และยังทราบด้วยว่าชื่อเสียงอันเลวร้ายในตอนแรกนั้น ล้วนมาจากป้าของนาง
เขาดีใจที่ได้ค้นพบสมบัติล้ำค่ากลางทะเลทราย
มารดาของชิวหลินรุ่ยคิดว่าในที่สุดเขาก็มีครอบครัวแล้ว ถึงนางจะตายไปก็คงตายตาหลับ แต่ใครจะคิดว่าตอนที่ลู่จือฉิงตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนและกำลังเดินทางไปจุดธูปขอพรที่วัดเสาซาน เพียงออกไปเดินเล่นครั้งเดียว ก็เกิดเหตุการณ์รถม้าเสียหลักตกหน้าผา...
่เวลาห้าปีก่อน เป็่เวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของชิวหลินรุ่ย มืดมนจนฝังลึกในความทรงจำ และยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้!
เขาใช้เื่นี้เตือนตัวเอง ว่าต้องทำให้ตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องคนที่อยู่ข้างกายไม่ให้เ็ปอีก!
หลายปีมานี้เขาไม่กล้าคิดถึงนาง นางเป็าแที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับเขา ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นทุกที ย้ำเตือนให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อเข้มแข็งขึ้น
นางปรากฏในความฝันบ่อยครั้ง ทำให้เขาตื่นขึ้นมากลางดึก ต่อมาเมื่อนึกถึงนาง ใบหน้านางก็กลับเลือนราง เหลือเพียงรอยยิ้มหวานและอ่อนโยน
คิ้วของชิวหลินรุ่ยขมวดเข้าหากันอีกครั้ง สตรีที่ปรากฏตัวในเมืองหลวงนั้น มีใบหน้าเหมือนนางจริงหรือ? ควรไปดูสักหน่อยดีหรือไม่? เขาจำหน้านางได้
แค่ได้มองเพียงแวบเดียวก็พอ คิดถึงนางเหลือเกิน...
ความคิดและความรู้สึกต่อสู้กันอย่างเงียบงัน ชิวหลินรุ่ยยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ดังที่เคยเป็มา เส้นขอบใบหน้าด้านข้างเผยให้เห็นถึงความคมเข้มและเด็ดเดี่ยว ทว่าในใจของเขากลับเริ่มปั่นป่วนเล็กน้อย
บัดนี้ไม่อาจแยกแยะได้ว่าใจของเขานั้นนิ่งเงียบดั่งน้ำนิ่ง หรือดับสูญดั่งขี้เถ้า แต่กลับกลายเป็ปั่นป่วนได้...
พอดีกับที่ตู้เฟิงรีบร้อนมาถึง คารวะเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างร้อนรน “ผู้น้อยเพิ่งได้รับข่าวมาว่า สตรีผู้นั้นและเด็กถูกฮูหยินรองลู่รับตัวเข้าจวนตระกูลลู่แล้วขอรับ!”
ชิวหลินรุ่ยขมวดคิ้ว “เด็ก?”
“สตรีผู้นั้นมีเด็กอายุสี่ห้าขวบติดตามมาด้วย ตอนนี้ยังคงสืบหาที่มาของพวกนางอยู่ ขอให้ท่านอ๋องอภัยด้วยขอรับ!” ตู้เฟิงเองก็ร้อนใจ แต่กลัวชิวหลินรุ่ยจะโกรธมากกว่า
แววตาของชิวหลินรุ่ยฉายแววเย็นเยียบลึกลงไปอีกหลายส่วน จวนตระกูลลู่กลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้ด้วย เขารู้ดีว่าหลี่หวานเป็คนฉลาด และรู้ว่านางปฏิบัติต่อลู่จือฉิงไม่ค่อยดีนัก การกระทำของนางในครั้งนี้มีแผนอะไรกันแน่?
“ไปกัน ตามข้าไปจวนตระกูลลู่สักหน่อย!”