หลังจากถูกเสิ่นจื่อโยวทำให้หวั่นสะพรึงอย่างยิ่งยวดเสิ่นอี้กวงก็เงียบสงบลงไม่น้อย
ั้แ่ที่สติของเสิ่นจื่อโยวกลับมาสมประดีนางก็ราวกับเปลี่ยนเป็ศิลาเหล็กนิลที่ทั้งเ็าและแข็งแกร่ง ตีไม่สะท้านบดไม่แหลกลาญ เผาไม่ละลาย ทั้งยังจุกอยู่ใน่ปอดทำให้เสิ่นอี้กวงหายใจติดขัด
กอปรกับที่ระยะนี้ในราชสำนักมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นไม่น้อยที่คิดอยากกำจัดเขาอย่างน่าประหลาดใจเสิ่นอี้กวงยุ่งวุ่นวายทั้งวันจนหัวแทบะเิ เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาจัดการเื่ภายในจวนแล้วดังนั้นกับเื่ของเสิ่นจื่อโยว เขาจึงทำได้เพียงหลับตาข้างลืมตาข้างรอจนเมื่อผ่านพ้น่วิกฤตนี้ไปแล้วเขาค่อยมาคิดบัญชีกับนาง
ทว่าเสิ่นเชียนซีกลับตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเสียแล้วนางที่ั้แ่เล็กถูกผู้อื่นประคองโอบอุ้มไว้กลางฝ่ามือจนเติบใหญ่จะเคยพบเห็นภาพนองเืมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร
ดังนั้นั้แ่ที่กลับมาจากห้องโถงกลางนางก็ล้มป่วยนอนฝันร้ายไปถึงสามวันในภวังค์ฝันนั้นเสิ่นจื่อโยวเปลี่ยนเป็สัตว์ประหลาดรูปลักษณ์ดุร้ายน่าสะพรึงมันอ้าปากที่มีเืแดงฉานกว้างกล่าวว่า้าเขมือบนาง
ประจวบเหมาะที่วันนั้นพันไป๋เหอมีธุระต้องออกนอกจวนดังนั้นนางจึงไม่ได้เห็นภาพเหตุการณ์นองเืประหนึ่งพิรุณโปรยปรายนี้ดังนั้นเมื่อนางทราบข่าวว่าเสิ่นจื่อโยวทำให้เสิ่นเชียนซีใกลัวจนล้มป่วยจึงโมโหนัก!
บุตรสาวสุดที่รักที่ั้แ่เล็กก็ถูกนางฟูมฟักอยู่ในอ้อมอกจนเติบใหญ่กระทั่งคำตำหนิติเตียนใด ๆ นางก็ยังทำใจว่ากล่าวไม่ลงนี่เพิ่งกลับมาจากวังหลวงบุตรสาวสุดที่รักก็ถูกลูกของนางเพศยานั่นทำให้ใจนล้มป่วย?!
แต่ไรมาพันไป๋เหอก็ไม่ใช่ผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางอยู่แล้ว‘ความใจกว้าง’ ที่แสดงออกเ่าั้ล้วนเป็การเสแสร้งปั้นแต่งนางเพียง้ารักษาภาพลักษณ์เมตตาไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนต่อหน้าเสิ่นอี้กวงก็เท่านั้น
ทว่าครานี้เมื่อบุตรสาวสุดที่รักของนางได้รับาเ็ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรนางก็ไม่สามารถแสร้งปั้นท่าต่อไปแล้ว
นางต้องไปพบเสิ่นจื่อโยวเพื่อทวงคืนความยุติธรรม!
ในขณะที่พันไป๋เหอนำกลุ่มบ่าวไพร่บุกมาถึงเรือนของเสิ่นจื่อโยวด้วยเืลมที่พลุ่งพล่านเสิ่นจื่อโยวกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะศิลาที่ตั้งตรงบริเวณลานกว้างนางกำลังวาดยันต์ด้วยความเงียบสงบ
หลายวันมานี้หลังผ่านการบำเพ็ญเพียรมาระยะหนึ่งระดับการบำเพ็ญของนางก็ก้าวหน้าถึงระดับบำเพ็ญกายแล้วดังนั้นพลังอำนาจของยันต์ที่นางวาดย่อมมีอานุภาพมากขึ้น
ในจวนที่กลืนกินผู้คนแห่งนี้นางจำเป็ต้องวาดยันต์จำนวนมากเพื่อใช้ป้องกันตัว
นางไม่เพียงวาดให้ตนเองเท่านั้นแต่ยังวาดให้ซูหวั่นเยว่ด้วยนางผู้ไม่เคยััถึงความใกล้ชิดของครอบครัวมาก่อน แต่บนร่างของซูหวั่นเยว่ทำให้นางััได้ถึงความรักจากมารดาอย่างเอ่อล้น
ความผูกพันนี้ทำให้นางทะนุถนอมยิ่งกว่าสิ่งใดดังนั้นภายใต้ดวงตาของนาง เสิ่นจื่อโยวไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายซูหวั่นเยว่
ครั้นได้เห็นเสิ่นจื่อโยวในดวงตาของพันไป๋เหอก็ปรากฏร่องรอยแห่งความมึนงงไปชั่วขณะ
นางเห็นภาพลวงหรือ เหตุใดจึงรู้สึกว่าปานบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวคล้ายจะจางไปมาก
ทว่าทันทีที่รู้สึกเช่นนั้นพันไป๋เหอก็ปฏิเสธความคิดนี้อย่างแรง
ไม่มีทางเป็ไปได้!ปานบนใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวเกิดจากสิ่งใดนางตระหนักชัดอย่างยิ่งยวด...
ในปีนั้นเป็นางเองที่ลอบวางยาในอาหารของซูหวั่นเยว่เสิ่นจื่อโยวจึงได้คลอดออกมาเป็คนที่ทั้งอัปลักษณ์และสติวิปลาส
นางจดจำได้อย่างแม่นยำถึงคำกล่าวของคนที่ขายยาให้นางตามกาลเวลาที่เสิ่นจื่อโยวเติบโตขึ้นยาพิษชนิดนี้จะยิ่งซึมลึกเข้าแกนกระดูกมาถึงยามนี้ปานดังกล่าวย่อมไม่มีทางจางหาย นอกเสียจากเสิ่นจื่อโยวจะสามารถกินยาขจัดพิษเจ็ดชนิดได้ครบสิบเม็ดขึ้นไป
ตระกูลซูตกอับไปนานแล้วซูหวั่นเยว่จะหาเงินจากที่ใดมาช่วยเสิ่นจื่อโยวซื้อยาขจัดพิษเจ็ดชนิดจำนวนมาก ดังนั้นที่นางเห็นว่าปานบนใบหน้าเสิ่นจื่อโยวจางลงนั่นต้องเป็เพราะภาพลวงเป็แน่!
พันไป๋เหอครุ่นคิดอย่างชั่วร้ายเหตุเพราะกำลังขบคิดเื่ราวสายตาที่จ้องมองเสิ่นจื่อโยวจึงคมกร้าวเป็อย่างยิ่ง
คล้ายกับว่าเสิ่นจื่อโยวสามารถััได้นางจึงเงยศีรษะขึ้น ในขณะที่นางสบตากับพันไป๋เหอหัวคิ้วก็เลิกขึ้น มุมปากยกคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“มิทราบว่าฮูหยินเสิ่นมายังเรือนหลังเล็กของข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”
ตามหลักการเสิ่นจื่อโยวควรจะเรียกขานว่า‘ท่านแม่’ เพราะพันไป๋เหอถือเป็แม่ใหญ่
ทว่าในใจของเสิ่นจื่อโยว มารดาของนางมีเพียงผู้เดียวเท่านั้นซึ่งก็คือซูหวั่นเยว่ดังนั้นนางจึงเรียกขานพันไป๋เหอว่า ‘ฮูหยินเสิ่น’
พันไป๋เหอมองเสิ่นจื่อโยวอย่างไม่สบอารมณ์นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “ข้ามาหาเ้าเพราะเหตุใดใจเ้าไม่รู้เลยหรือ เชียนซีเป็น้องสาวของเ้าแต่เ้ากลับทำร้ายนางจนล้มป่วยอยู่บนเตียง!”
“คำกล่าวนี้ของฮูหยินน่าขันนักเป็ข้าที่วางยานางหรือโยนนางไปตากลมเย็นข้างถนนกลางดึกกัน? นางล้มป่วยนอนอยู่บนเตียงแล้วเกี่ยวข้องกับข้าอย่างไร”เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะย้อนถาม
“เถียงข้าง ๆ คู ๆ ไร้เหตุผล!หากไม่ใช่เพราะเ้าทำให้นางหวาดกลัวแล้วนางจะล้มป่วยได้อย่างไร?!”
“อ้อ? กล่าวว่าข้าทำให้นางหวาดกลัวหลักฐานเล่า?” เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วเอ่ยถาม
“มีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย!สาวใช้ข้างกายเชียนซีก็กล่าวว่าเ้าเป็คนทำ!”
“หากมีปากแล้วกล่าวอะไรออกมาก็เชื่อทั้งสิ้นเช่นนั้นหากข้ากล่าวบ้างว่าที่ข้าต้องมีสภาพอัปลักษณ์เช่นนี้เป็เพราะฮูหยินเสิ่นประทานให้ข้าท่านเชื่อหรือไม่”
ประโยคสุดท้ายเสิ่นจื่อโยวกล่าวได้อย่างมีนัยล้ำลึกอย่างยิ่งยวด
“เหลวไหล!ปานพิษนี้เป็ปานที่เกิดจากท้องของแม่เ้า เกี่ยวข้องอันใดกับข้าเ้าอย่าได้ใส่ร้ายผู้อื่น!”
หัวใจของพันไป๋เหอพลันกระตุกโต้กลับคำกล่าวของเสิ่นจื่อโยวโดยไม่ต้องตรึกตรอง
รอยโค้งตรงมุมปากของเสิ่นจื่อโยวยิ่งโค้งสูงมากขึ้น“อ้อ?ดูเหมือนในเวลานั้นท่านหมอจะไม่ได้กล่าวว่าข้าถูกพิษั้แ่ในครรภ์?เพียงกล่าวว่าปานนี้ของข้ามาจากครรภ์ของท่านแม่ ไร้หนทางรักษาเช่นนั้นฮูหยินเสิ่นทราบได้อย่างไรว่าข้าได้รับพิษั้แ่อยู่ในครรภ์”
เหงื่อเย็นพลันผุดท่วมแผ่นหลังของพันไป๋เหอเมื่อครู่นางรีบร้อนโต้กลับคำของเสิ่นจื่อโยวคาดไม่ถึงว่าในประโยคจะเผยพิรุธใหญ่ออกมา
นางตัดสินใจปั้นสีหน้าเคร่งขรึมสะกดกลั้นอารมณ์ที่อยู่ภายในแล้วกล่าว “อย่าได้สนใจว่าข้ารู้ได้อย่างไรเ้าทำร้ายลูกสาวของข้า ข้าไม่มีวันปล่อยเ้าไปแน่!”
ในขณะนี้เองน้ำเสียงไพเราะแฝงด้วยร่องรอยโกรธแค้นก็ดังขึ้นตรงประตูทางเข้าเรือน
“พันไป๋เหอบุตรสาวของเ้าถูกทำร้ายเ้ายังปวดใจเช่นนั้นเมื่อลูกสาวของข้าถูกพวกเ้าทำร้ายเล่า?!”
“ท่านแม่?” เสิ่นจื่อโยวคาดไม่ถึงว่าซูหวั่นเยว่จะมาเยือน
“ลูกผู้น่าเวทนาของข้า”แพขนตาของซูหวั่นเยว่สั่นไหว หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นจากปลายหางตา
นางพุ่งตัวเข้าไปกอดเสิ่นจื่อโยวด้วยความปวดใจเสิ่นจื่อโยวเป็บุตรเพียงคนเดียวของนาง คาดไม่ถึงว่าความลำบากที่ลูกสาวได้รับมากมายั้แ่วัยเยาว์จะเป็เพราะน้ำมือของผู้อื่น
เสิ่นอี้กวง! พันไป๋เหอ!นางโกรธแค้นยิ่งนัก!
นางโกรธแค้นตนเองที่ไม่สามารถปกป้องลูกของตนเองให้ดีทั้งยังโกรธแค้นพวกเขาเหล่านี้ที่แม้กระทั่งเด็กคนหนึ่งก็ไม่ยอมละมือ
“พันไป๋เหอ เ้าคอยดูเถิดทุกสิ่งที่เ้าทำกับลูกของข้า สักวันหนึ่งข้าจะคืนให้เ้าอย่างสาสม!”ซูหวั่นเยว่หันไปกล่าวกับพันไป๋เหอด้วยสายตาอาฆาต
ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูลซูซูหวั่นเยว่ในวัยเยาว์ก็ถือเป็คนร้ายกาจคนหนึ่ง
เพียงแต่หลายปีมานี้ชีวิตในเรือนหลังได้ลับมุมคมของนางจนราบเรียบแล้วกอปรกับตระกูลซูที่โค่นล้มทำให้นางจำเป็ต้องอาศัยเบี้ยหวัดที่แทบจะกล่าวได้ว่าเป็เงินการกุศลจากเสิ่นอี้กวงมาใช้ในการเลี้ยงดูลูกของนาง
ดังนั้นนางจึงอดทนอดกลั้นมาโดยตลอดกระทั่งอารมณ์ความรู้สึกก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ด้านชา
มาบัดนี้เมื่อนางได้เห็นยอดของูเาน้ำแข็งของเื่ราวที่นางไม่เคยกระจ่างใน่หลายปีที่ผ่านมาความเป็แม่ของนางแรงกล้า นางจะยอมทนให้อีกฝ่ายรังแกลูกของนางต่อไปได้อย่างไร?!
ความรักของมารดาจากซูหวั่นเยว่ทำให้เสิ่นจื่อโยวเกิดความซาบซึ้งนางลูบแผ่นหลังของซูหวั่นเยว่แล้วกล่าว “ท่านแม่ อย่าได้โมโหไปหากโมโหจนเสียสุขภาพย่อมไม่คุ้มค่า ท่านวางใจเถิด ช้าเร็วต้องมีสักวันข้าจะตอบแทนพวกนางให้สาสม”
ประโยคสุดท้ายเสิ่นจื่อโยวกล่าวพร้อมหันไปมองพันไป๋เหอ
เมื่อพันไป๋เหอเผชิญกับแววตาที่ทั้งเ็าและหนักแน่นคู่นั้นของเสิ่นจื่อโยวก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสันหลังของนางจึงรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
ทว่าการถูกผู้น้อยทำให้ใสำหรับพันไป๋เหอแล้วนี่ถือเป็เื่ที่น่าอับอายยิ่งนัก
ดังนั้นนางจึงฝืนวางท่าน่าเกรงขามของภรรยาห้องหลักของตระกูลเสิ่นขึ้นมาอีกครั้งน้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น “ไร้ซึ่งความสามารถก็อย่าได้พูดจาอวดดี ซูหวั่นเยว่เ้าคิดว่าตนเองยังเป็คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูเช่นก่อนอีกหรือ? ยังมีเ้าเสิ่นจื่อโยว เ้าคิดว่าตนเป็ผู้ใดกัน หากข้าพอใจก็จะมอบอาหารให้พวกเ้าสองแม่ลูกกินแต่หากไม่พอใจแล้วยกเลิกอาหารเครื่องนุ่งห่มของพวกเ้าพวกเ้าก็จงดื่มลมตะวันตกเฉียงเหนือ[1]ไปเถอะ!”
พันไป๋เหอคิดว่าเมื่อนางกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกไปแล้วจะอย่างไรทั้งเสิ่นจื่อโยวและซูหวั่นเยว่ก็จะต้องรู้สึกหวาดกลัวเป็แน่อย่างน้อยต้องไม่มีทางอาจหาญกล่าววาจาโอหังต่อหน้านางอีก
ทว่าท้ายที่สุดแล้วนางกลับประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของเสิ่นจื่อโยวผิดพลาดไปโดยสิ้นเชิง
“เอาสิ ท่านยกเลิกเลย”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยเสียงเนือยสายตาไม่ยี่หระทอดลงบนร่างของพันไป๋เหอ
“ว่าอย่างไรนะ” พันไป๋เหอไม่เชื่อถึงสิ่งที่นางได้ยิน
“ข้ากล่าวว่า...ท่าน-ยก-เลิก-เลยยกเลิกอาหารการกินเครื่องนุ่งห่มของพวกเราได้เลย ข้าไม่ถือสา”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวแล้วใบหน้าก็ปรากฏเป็รอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
[1] สำนวนจีน หมายถึงการอดอยาก ไม่มีอะไรเลี้ยงปากท้องจนใกล้จะอดตาย