สามวันต่อมาโจวหยางนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของชั้นที่สองในโรงฝึกด้วยท่าทางครุ่นคิด บนโต๊ะนั้นมีกระดาษวางอยู่สองแผ่น หนึ่งเป็รายงานการจัดอันดับภายในและอีกแผ่นเป็จดหมายที่ส่งมาจากจวนแม่ทัพ
รายงานฉบับแรกเป็รายชื่อและลำดับของสมาชิกในชั้นที่หนึ่ง ปีนี้ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของทั้งสี่ห้องเรียนได้แก่ มู่เซียวจากห้องเรียนกระบี่ โหลวหลานจากห้องเรียนค่ายกล จิ้งเจิ้นจากห้องเรียนปรุงยา และเลี่ยหยางจากห้องเรียนหลอมศาสตรา อย่างไรก็ตามในจำนวนทั้งสี่คนนี้มีเพียงสองคนที่สามารถสอบเลื่อนขึ้นมาสู่ชั้นที่สองได้
“มู่เซียวกับโหลวหลาน...พร์ของทั้งสองคนนี้ไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะจากสำนักต่อสู้เลย ถือเป็เื่ดีที่โรงฝึกของเราคนพบเพชรเม็ดงามเช่นนี้”
โจวหยางกล่าวออกมาพลางดูข้อมูลของทั้งสองคน นี่เป็ความจริงข้อหนึ่งที่โจวหยางเข้าใจและใช้เป็หลักเกณฑ์ในการเปิดโรงฝึกใบไม้์ ในโลกนี้เต็มไปด้วยอัจฉริยะมากมาย เพียงแต่สายตาของผู้คนนั้นจะถูกดึงดูดไปยังเหล่าผู้มีชาติกำเนิดที่ดีกว่าเท่านั้นเอง
ในความเป็จริงแล้วยังมีอัจฉริยะอีกมากที่ไม่ได้มีโอกาสเฉิดฉาย ลูกพ่อค้า ลูกทหารยาม ลูกคนรับใช้ พวกเขาเหล่านี้เพียง้าโอกาสเท่านั้น ในโรงฝึกใบไม้์นั้นมีมากกว่าครึ่งที่เป็คนยากจน แต่ความจริงแล้วพร์ของพวกเขาไม่ได้อ่อนด้อยกว่าลูกหลานตระกูลใหญ่เลย
โรงฝึกใบไม้์นั้นเป็เพียงโรงฝึกเล็กๆดังนั้นย่อมไม่มีทางไปแย่งชิงคนจากอิทธิพลอื่นได้ ทว่าด้วยการฝึกสอนของโจวหยางเขามั่นใจว่าคนเหล่านี้จะกลายเป็ขุมกำลังที่สั่นคลอนทั้งประเทศอวิ้นจูแน่นอน!
โจวหยางมองดูรายงานอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยเวลาที่บีบครั้นกับผลการทดสอบที่เป็ไปตามแผนเช่นนี้ก็คงไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้ว
“เวลาสามปีไม่มากไม่น้อยแต่ก็พอที่จะทำอะไรได้หลายอย่าง...เอาตามนี้ก็แล้วกัน!”
โจวหยางที่พึมพำอยู่คนเดียวมานานก็หันไปมองเตาเหวินเทียนที่รออยู่ด้านข้างอย่างสงบ
“บอกให้พวกเขาเริ่มลงมือทันที อีกสามวันข้าจะปรุงเม็ดยาสะกดพิษอย่างปล่อยให้เกิดเื่ผิดพลาดขึ้นเด็ดขาด!”
“ขอรับ! แล้วเื่งานชุมนุม...”
“เราอยู่ใต้จมูกของพวกเขามานานย่อมต้องเกิดเื่แบบนี้ขึ้นอยู่แล้วในสักวันหนึ่ง แต่ก็ดี! ยังไงพวกเราก็กำลังจะเคลื่อนไหวอยู่แล้วก็ใช้โอกาสนี้เปิดตัวไปเสียเลย! ยังมีเวลาอีกสามเดือนก่อนจะถึงกำหนดงานชุมนุมพวกเราจะต้องเตรียมตัวอย่างให้พร้อม หลังจบงานชุมนุมโรงฝึกใบไม้์จะก้าวขึ้นเป็หนึ่งในสำนักต่อสู้!”
หลังจากกำชับหลายๆเื่เสร็จเหวินเตาเทียนก็จากไปส่วนโจวหยางก็เริ่มเตรียมการในส่วนของตัวเอง เม็ดยาสะกดพิษนั้นจัดเป็โอสถระดับทองขั้นต่ำซึ่งในประเทศอวิ้นจูนั้นเคยปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์เท่านั้น! แม้แต่ในสำนักเต๋าอย่างมากที่สุดก็มีเพียงแค่ศาสตร์ยุทธ์ระดับเงิน
ระดับของผู้สร้างศาสตร์ยุทธ์นั้นแบ่งเป็ระดับตามศาสตร์ที่สร้างขึ้นมาได้อย่างไรก็ตามการจะสร้างศาสตร์ยุทธ์ต่างๆขึ้นมานั้นก็ต้องใช้ปัจจัยสำคัญก็คือพลังปราณ ผู้สร้างศาสตร์ยุทธ์ระดับเหล็กดำนั้นจะต้องมีพลังยุทธ์ในระดับผู้ฝึกยุทธ์เป็พื้นฐาน ระดับทองแดงต้องพลังยุทธ์พื้นฐานขั้นปรมาจารย์ดิน และการจะสร้างศาสตร์ยุทธ์ระดับเงินก็ต้องเป็ถึงปรมาจารย์ฟ้า!
ด้วยเพราะประเทศอวิ้นจูนั้นไม่เคยปรากฏผู้ฝึกพลังยุทธ์ที่เหนือกว่าปรมาจารย์ฟ้าจึงทำให้ไม่เคยปรากฏศาสตร์ยุทธ์ระดับทองขึ้นมาด้วยเช่นกัน!
ทว่ากฎพื้นฐานเหล่านี้ไม่อาจนำมาใช้ได้กับโจวหยาง! ในหัวของชายหนุ่มผู้นี้เต็มไปด้วยความรู้มากมายที่ผู้คนไม่อาจจินตนาการถึง แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของเขาจะไม่ถึงขั้นแต่ก็ยังสามารถสร้างสรรค์วิธีการทดแทนต่างๆขึ้นมาได้ นี่จึงเป็เหตุผลที่แท้จริงในการจัดตั้งห้องเรียนทั้งสี่ขึ้นมา!
ยังไงซะโอสถระดับทองก็ยังเป็โอสถระดับทอง! ต่อให้โจวหยางจะมีวิธีการมากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ด้วยพลังยุทธ์ของเขาตอนนี้ต่อให้ถอนการควบคุมทั้งหมดที่สะกดปรสิตกลืนใจออกมาใช้ก็สามารถปรุงยาขั้นสุดท้ายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น! และนี่ก็คือสิ่งที่เขาได้และเตรียมการมาเป็ปี!
ด้วยการดัดแปลงของโจวหยางทำให้กระบวนการในการปรุงยามาขึ้นหลายเท่าตัว เตาปรุงยาถูกแบ่งออกเป็เจ็ดชิ้นส่วนและค่ายกลที่สลักภายในก็ถูกแบ่งย่อยถึงสามสิบหกค่ายกล! สุดท้ายเนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบทดแทนจึงทำให้ก่อนจะได้วัตถุดิบหลักทั้งหมดมาจะต้องหลอมกลั่นวัตถุดิบรองถึงเก้าชนิดเพื่อใช้แทนวัตถุดิบหลักที่ขาดหายไป!
และทั้งหมดนี้เองจึงกลายมาเป็ที่มาของบทเรียนในสี่ห้องเรียนของโรงฝึกใบไม้์ ยกเว้นห้องเรียนกระบี่แล้วห้องเรียนทั้งหมดก็เพื่อเตรียมการให้โจวหยางสามารถหลอมเม็ดยาสะกดพิษที่เป็โอสถระดับทองได้สำเร็จ!
หลังจากคำสั่งถูกประกาศออกไปทั่วทั้งโรงฝึกก็กลายเป็ยุ่งวุ่นวาย แต่ละคนล้วนต้องรับผิดชอบหน้าที่ที่ผู้ฝึกสอนแต่ละคนมอบให้ ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปก็คือพวกเขาทุกคนไม่ได้รู้สึกเหมือนตอนที่กำลังร่ำเรียนฝึกฝนในห้องเรียนแต่กลับรู้สึกว่าพวกเขาได้กลายเป็ผู้ช่วยของปรมาจารย์ที่กำลังจะรังสรรค์บางสิ่งที่ยอดเยี่ยม!
ผู้ฝึกสอนแต่ละคนทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะภาระทุกอย่างล้วนตกอยู่ที่พวกเขา หลังจากสมาชิกเตรียมการทุกอย่างแล้วก็ล้วนเป็หน้าที่พวกเขาที่จะต้องจัดการขั้นสุดท้ายเพื่อเตรียมพร้อมให้กับโจวหยาง และงานนี้ห้องเรียนที่หนักหนาที่สุดก็คือห้องเรียนค่ายกล
นอกจากต้องเตรียมค่ายกลย่อยเพื่อสลักลงในเตาหลอมแล้วพวกเขายังต้องสร้างค่ายกลปิดกั้นรอบโรงฝึกซึ่งเป็งานที่ยากลำบากกว่าหลายเท่านั้น!
จะอย่างไรนี่ก็คือการปรุงเม็ดยาระดับทอง! มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คนจากภายนอกรับรู้ได้!
โจวหยางเฝ้ามองการทำงานหนักของทุกคนด้วยความซาบซึ้ง สำหรับคนที่ติดตามเขาเหล่านี้แน่นอนว่าต้องได้รับอนาคตที่ดี! เขาไม่เคยเอาเปรียบผู้ใดและผลตอบแทนที่จะมอบให้ย่อมต้องทำให้พวกเขาพอใจอย่างแน่นอน!
คิดมาถึงตอนนี้โจวหยางก็พลันยิ้มออกมาอย่างขมขื่น
“ข้าใช้เวลาและเรี่ยวแรงมากมายเพื่อเตรียมการหลอมเม็ดยาระดับทองอย่างยากลำบาก แต่ไม่รู้ว่าว่า์จงใจหรือไม่ ศัตรูจึงใช้ยาพิษระดับทองกับข้าในตอนที่เป็เพียงเด็กอายุหกขวบเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ของประเทศเล็กๆอย่างประเทศอวิ้นจู…คิดๆดูแล้วยาพิษระดับทองนี่เกรงว่าจะมีค่ามากกว่าประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ!”
สุดท้ายแล้วเื่ที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ชายหนุ่มทำได้เพียงส่ายหัวให้กับเื่ที่เกิดขึ้นก่อนจะกลับไปมุ่งเน้นเตรียมพร้อมกับภารกิจสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จ
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว การเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นไปอย่างราบรื่น สมาชิกของชั้นที่หนึ่งถูกสั่งให้หยุดพักหนึ่งวันไม่ต้องมาโรงฝึกเหลือเพียงแค่สมาชิกของชั้นที่สองเท่านั้นที่มารวมตัวกันที่โรงฝึกใบไม้์
การปรากฏตัวของโวหยางนั้นทำให้มู่เซียวกับโหลวหลานตกตะลึงไปไม่น้อยว่าแท้จริงแล้วหัวหน้าโรงฝึกที่ลึกลับและน่าเกรงขามนั้นกลับเป็เพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง! อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของผู้ฝึกสอนแต่ละคนก็ทำให้ทั้งสองคนไม่กล้าที่จะแสดงกริยาหยาบคาย
โจวหยางทักทายทั้งสองคนเล็กน้อยก่อนจะตรงไปยังเตาหลอมที่ประกอบขึ้นมาใหม่ตรงกลางลานฝึก รอบๆนั้นมีวัตถุดิบมากมายถูกจัดเรียงเอาไว้อย่างดีบนโต๊ะ หากสำนักเต๋ามาเห็นของเหล่านี้เกรงว่าคงไม่สนใจศักดิ์ศรีเข้ามาแย่งชิงไปอย่างแน่นอน!
ทุกอย่างเตรียมการพร้อมสรรพทุกคนก็นิ่งเงียบยืนล้อมลานฝึกเอาไว้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เวลานี้รอเพียงให้โจวหยางลงมือเท่านั้น! แน่นอนว่านอกจากหน้าใหม่สองคนแล้วคนอื่นๆล้วนรู้ดีว่านี่เป็การหลอมโอสถระดับทอง! เป็สิ่งที่จะจารึกลงในประวัติศาสตร์ของประเทศอวิ้นจูเป็ครั้งแรก!
โจวหยางยืนหลับตาอยู่นานก่อจะสูดหายใจเข้าลึกแล้วเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ พริบตานั้นบรรยากาศรอบกายของเขาพลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
จากชายหนุ่มที่มีสภาพผอมบางผิวซีดพลันเปลี่ยนเป็ชายหนุ่มผู้องอาจกลิ่นอายรอบกายผสานรวมกับฟ้าดิน! แรงกดดันที่กระจายออกมาทำให้คนอื่นๆที่มองดูอยู่หายใจไม่ออกหน้าซีดเผือดในทันที
อย่างไรก็ตามยังไม่หมดเพียงแค่นั้น พริบตาต่อมาพลังปราณระรอกหนึ่งได้กระจายออกมากลายเป็แรงกดดันที่สยบลงได้ทุกสรรพสิ่ง! พวกคนที่อยู่เพียงระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสิบลงไปนั้นลืมไปได้เลย! เวลานี้ในหัวของพวกเขาราวกับมีเสียงดังก้องสมองขาวโพลนอย่างน่าตระหนก!
มีเพียงสองปรมาจารย์ดินอย่างเซี่ยหงและเตาเหวินเทียนเท่านั้นที่พอจะคงสติอยู่ได้ ร่างกายของทั้งสองคนสั่นสะท้านอย่างรุนแรงดวงตาเบิกกว้างริมฝีปากที่แห้งผากค่อยๆขยับอย่างช้าๆ
“ปรมาจารย์ฟ้า!”