ทันทีที่ครูรินลดาเดินผ่าน กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ แบบเดียวกับเมื่อวานก็ลอยมาแตะจมูกผม ครูวางหนังสือลงบนโต๊ะ สายตากวาดมองไปรอบห้องสำรวจดูความเรียบร้อย ก่อนจะยิ้มให้พวกเราอย่างพึงพอใจ
หัวหน้าห้องไม่รอช้าลุกขึ้นสั่ง “นักเรียนเคารพ”
เสียงนักเรียนทั้งห้องประสานกันอย่างพร้อมเพรียง “ซาหวาดดีครับ/ค่ะ คุณครู”
“สวัสดีค่ะนักเรียนทุกคน เอาล่ะ นั่งสมาธิกันก่อน”
ผมหลับตา เสียงในห้องค่อย ๆ เงียบลง
สามนาทีผ่านไป “โอเค ทุกคนลืมตาได้”
“วันนี้มากันครบใช่มั้ย ไหน… ใครไม่มาบ้างให้ยกมือขึ้น” ครูพูดพร้อมกับยกมือ “อ้าว… ไม่มีเลยเหรอ” มุกตลกของครูสร้างเสียงหัวเราะได้นิดหน่อย
ครูตบมือเบา ๆ ให้ทุกคนเงียบ แต่ก็มีเสียงนักเรียนหลายคนที่ยังกระซิบกระซาบ กระทั่งเมย์ยกมือขึ้นถามอย่างลังเล
“จริงหรือเปล่าคะที่ครูเป็หลานของคนที่สร้างโรงเรียนนี้”
“ไม่ใช่หลานหรอกค่ะ” ครูรินยิ้ม “อันที่จริงครูเป็เหลน พ่อเลี้ยงจักรคำเป็คุณทวดของครูเอง ถ้านับทางพ่อนะคะ” ผมมั่นใจว่าครูตอบคำถามนี้มาแล้วเป็ร้อย ๆ ครั้ง
“งั้นครูก็รู้เื่ขุมทรัพย์ใช่มั้ยคะ” เมย์ถามอย่างตื่นเต้น
“เื่นั้นเขารู้กันทั้งเมืองแล้วค่ะ” ครูพูดพร้อมกับเดินวนไปตามทางเดินระหว่างแถวโต๊ะนักเรียน
“แล้วมีสมบัติซ่อนอยู่ในโรงเรียนจริงหรือเปล่าคะ” คำถามยังดำเนินต่อ เมย์ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดไป
“ก็น่าจะจริง เพราะที่บ้านครูไม่มีสมบัติอะไรเลย สงสัยคุณทวดจะเอามาซ่อนไว้ที่นี่จนหมด” เสียงนักเรียนหัวเราะครืนทันทีที่ครูพูดจบ
“แล้วครูมีแผนที่หรือลายแทงสมบัติมั้ยคะ”
“แผนที่อะไรไม่มีหรอกค่ะ” ครูหยุดคิด “แต่มีคำกลอนที่คุณทวดท่านแต่งไว้ ไม่แน่นะมันอาจจะพาไปหาที่ซ่อนสมบัติก็ได้” คำว่าที่ซ่อนสมบัติทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักมากขึ้น
“แบบว่า เป็ความลับของตระกูลงั้นเหรอคะ”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก กลอนนี้ก็ติดอยู่ใกล้ ๆ ป้ายชื่อโรงเรียนตรงหน้าประตูนั่นไง ใครผ่านไปผ่านมาก็เห็น” ครูรินเดินไปหยุดที่โต๊ะกลางห้องและมองไปรอบ ๆ
“อะไรคะ ไม่เคยอ่านกันเลยเหรอ” น้ำเสียงของครูผิดหวังเล็กน้อย “งั้นครูจะท่องแค่รอบเดียวตั้งใจฟังนะ”
“ความดีย่อมนำใจให้เจริญ
รู้เผชิญปัญหาไม่หวาดหวั่น
คงวิชาศาสตร์ศิลป์ส่องชีวัน
คุณอนันต์ล้ำเกินพรรณนา
ค่าความรู้ประเสริฐเลิศคณานับ
กว่าสินทรัพย์ศฤงคารและยศฐา
เงินมากมายหากสิ้นไร้ปัญญา
ทองนักหนายังสูญไปไม่ยั่งยืน”
ผมฟังครูรินท่องกลอนอย่างตั้งใจ ก่อนที่เด็กหญิงเมย์จะร้องถามขึ้น “แล้วมันซ่อนปริศนาอะไรไว้คะ”
“ไม่มีปริศนาหรอกค่ะ ความหมายของกลอนนี้ก็คือ ความรู้มีค่ามากกว่าเงินทอง” คำตอบของครูทำให้หลายคนผิดหวัง
“ครูครับ สมมติถ้าครูเจอสมบัติแล้วจะเอาไปทำอะไรครับ” เสียงมาจากเด็กผู้ชายโต๊ะหลังห้อง
“ไม่รู้สิคะ ติดแอร์ในห้องเรียนมั้ง” ครูพูดเหมือนอ่านใจผมออก
“งั้นที่ครูมาสอนโรงเรียนนี้เพราะอยากหาสมบัติด้วยใช่มั้ยครับ” เด็กชายคนนั้นยังคงคาดคั้น
“ไม่หรอกค่ะ ที่ครูมาสอนก็เพราะว่าอยากให้นักเรียนทุกคนมีความรู้ต่างหาก” ผมเชื่อว่าคำตอบของครูคงเรียกคะแนนจากเวทีประกวดนางงามได้เลย
“เอาจริง ๆ สิครับครู”
“อยากรู้จริง ๆ เหรอว่าทำไมครูถึงมาสอนที่นี่” ครูเดินกลับมาหน้าห้อง นักเรียนรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“เพราะครูต้องทำงานยังไงล่ะคะ สักวันพอโตขึ้นเป็ผู้ใหญ่ พวกเธอทุกคนก็ต้องทำงานเหมือนกัน ดังนั้นตั้งใจเรียนนะคะ จบมาจะได้ทำงานที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคม” ครูพูดพลางยิ้มให้นักเรียน
“เอาล่ะ ๆ เื่ขุมทรัพย์พักเอาไว้ก่อน อย่าลืมว่าความรู้มีค่ามากกว่าเงินทองนะคะ” จากนั้นครูรินก็พาเราย้อนกลับสู่กรุงศรีอยุธยาอย่างรวดเร็ว
“ใครพอจะบอกครูได้บ้างว่าช้างทรงของพระนเรศวรชื่ออะไร”
“ก้านกล้วยครับ!” นักเรียนคนหนึ่งยกมือขึ้นตอบอย่างมั่นใจ ต้องโทษกันตนาที่ทำให้เด็กเข้าใจผิดกันทั้งประเทศ
แล้วการเรียนการสอนในคาบวิชาประวัติศาสตร์ก็เริ่มต้นขึ้น ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนคุยเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายวิชาอีกจนหมดคาบ