จ้าวลู่ชิงปลอบมารดาที่ร่ำไห้อยู่บนรถม้า ด้านหลังเป็ประตูเมืองมีท่านยายกับท่านป้าสะใภ้ยืนร่ำไห้ส่งคนตระกูลจ้าวกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษ
ยามเช้ามืดพวกนางกำลังนอนหลับอยู่ในห้องขังก็ถูกปลุก จากนั้นผู้คุมก็พาตัวพวกนางออกจากห้องขัง ขึ้นรถม้าเพื่อส่งกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษ
“เ้าเป็มารดาแทนที่จะทำตัวให้เข้มแข็ง แต่กลับให้บุตรีปลอบ” หญิงชราที่เคยเป็ฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งบัดนี้ถูกถอดยศกลายเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเอ็ดลูกสะใภ้ที่ร่ำไห้ฟูมฟาย
“ขออภัยเ้าค่ะ ข้าเพียงโศกเศร้าที่ต้องจากลามารดา” มารดายืนร่ำไห้หนักเช่นนั้น นางจะทำใจแข็งได้อย่างไร พอเห็นแม่สามีนั่งตัวตรงหน้าเชิดก็รีบเช็ดน้ำตา
“เ้านึกว่าข้าไม่เสียใจรึ” ปรายตามองลูกสะใภ้ “กว่าข้ากับสามีจะปีนป่ายขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ต้องใช้ความพยายามหลีกหนีจากความอดยากมากเพียงใด บัดนี้ทุกอย่างพังทะลายลง ถ้าบอกว่าไม่เสียใจก็คงมิใช่”
“เหตุใดท่านพี่ต้องเอาจวนฝู่กั๋วกงไปแลกกับชีวิตของคนจวนเหยียโหวด้วยล่ะเ้าคะ”
“เ้าจะไปรู้อะไร รู้จักแต่ความสบาย” หญิงชราหาใช่คนโง่ กว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้นางร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีหลบหลีกอุบายต่าง ๆ จากคนปองร้ายมามากเท่าใด เหตุใดจะคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ มีแต่ลูกสะใภ้ที่อ่อนแอจนทำให้นางเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้า [1] หลายปีที่ผ่านมาช่างสูญเปล่านัก
จ้าวฮูหยินเห็นแม่สามีค้อนให้ก็เงียบปาก นางเป็บุตรีคนเล็กของจวนฝางมีพี่ชายเป็ถึงอัครเสนาบดีถูกประคบประหงมมาอย่างดี ไม่เคยตกระกำลำบาก
หลังจากนี้ชีวิตนาง……….
จ้าวลู่ชิงนั่งเงียบฟังทั้งสองสนทนากัน นางนับถือคนตระกูลจ้าวเป็อย่างมากที่ละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อแลกกับชีวิตของคนตระกูลเมิ่ง
บ่าวในจวนต่างถูกขายไปเป็ทาสหลวง รถม้าคั้นนี้มีเพียงนางท่านแม่และท่านย่า ส่วนรถม้าคันด้านหน้ามีท่านปู่ ท่านพ่อ และพี่รอง ส่วนพี่ใหญ่ของนางติดตามฉีอ๋องอยู่ที่โยวโจว
จ้าวลู่ชิงย้อนความทรงจำจึงรับรู้ว่าท่านปู่มีท่านพ่อเป็บุตรชายเพียงคนเดียว และมีบุตรสาวอีกสองคน บุตรสาวคนโตคือท่านป้าของนางแต่งงานไปไกลถึงทางใต้ บุตรสาวคนเล็กแต่งงานออกไปอยู่ทางเหนือ
ด้วยระลึกถึงคุณูปการที่ผ่านมาของท่านปู่กับท่านพ่อการกลับสู่บ้านเกิดครั้งนี้ฮ่องเต้จึงส่งทหารม้าจำนวนห้าสิบนายอารักขาตลอดการเดินทางมุ่งสู่อำเภอชิงเหอที่ตั้งอยู่ทางเหนือของต้าถัง
“ท่านย่าเ้าคะ ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้านหน้าสุดคือผู้ใด”
“ซ่างซู [1] กลาโหมหลี่จิ้ง”
“หลี่จิ้ง!” จ้าวลู่ชิงตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าบุรุษท่าทางองอาจผู้นั้นคือท่านแม่ทัพที่มีผลงานในการรบทัพจับศึกเป็อันมากและเป็บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ต้าถัง
จ้าวลู่ชิงขยับจมูกอย่างกับสุนัขกำลังดมกลิ่น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมจมูกของนางถึงได้กลิ่นเื ั้แ่ฟื้นขึ้นมาจมูกนางจะไวต่อกลิ่นเป็พิเศษ
“ชิงเอ๋อร์ยังรู้สึกไม่สบายอยู่ไหม” เห็นบุตรสาวมีท่าทีแปลกไปจ้าวฮูหยินจึงถามด้วยความห่วงใย
“หากไม่สบายเ้าเอนกายพักผ่อนเถิด” หลานสาวของนางเพิ่งถูกลอบปองร้าย ฟื้นขึ้นมาได้เพียงไม่กี่วันก็ต้องเดินทางไกล รถม้าะเืจนคนชราอย่างนางแทบทนไม่ไหวกับความลำบาก นับประสาอันใดกับหลานสาวที่เพิ่งหายป่วย
“ข้าไม่ได้เป็อันใดหรอกเ้าค่ะ แค่เพียงรู้สึกแสบจมูกเล็กน้อย” กลิ่นเืที่โชยเข้ามาในจมูกเริ่มจะจางหายไป
ด้านหลังขบวนรถม้าที่เพิ่งผ่านพ้นหุบเขาไป เหล่ามือสังหารถูกพลเงาที่จวนฝู่กั๋วกงแอบเลี้ยงไว้สังหารจนหมดสิ้น มือสังหารจำนวนสามสิบนายถูกทิ้งศพลงไปในหุบเขาลึกเพื่อเป็อาหารของสัตว์ป่า
ชั่วยามนี้ภายในเมืองฉางอันต่างเกิดความโกลาหลเมื่อรู้ว่าจวนเหยียโหวกับจวนฝู่กั๋วกงล้มลงเพียงชั่วพริบตา ข่าวลือต่างออกมาในทิศทางเดียวกันว่าเพื่อช่วยจวนเหยียโหวไม่ให้ถูกฝ่าาลงโทษ จวนฝู่กั๋วกงจึงต้องยอมให้ฮ่องเต้ยึดทรัพย์และปลดคนในตระกูลจ้าวออกจากตำแหน่งขุนนางในราชสำนักแล้วส่งตัวกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษ
เสียงเล่าลือต่างบอกว่าหลี่ซื่อหมิน้าล้มจวนฝู่กั๋วกงสาเหตุมาจากบุตรตรีคนเดียวของเสนาบดีกรมพระคลังเป็คู่หมายกับฉีอ๋อง
ทำให้ฝ่าาระแวงว่าถ้าฉีอ๋องมีอำนาจมากยิ่งขึ้นบัลลังก์เืที่สังเวยชีวิตพี่น้องขึ้นมานั่งจะสั่นคลอน
ชาวเมืองบางคนก่นด่าหลี่ซื่อหมินผู้ใจดำ เหยียโหวกับฝู่กั๋วกงเคียงบ่าเคียงไหล่ออกรบกับไท่ซ่างหวงจนสามารถสถาปนาต้าถังขึ้นมา แต่ผลสุดท้ายบั้นปลายชีวิตต้องตกอับถูกยึดทรัพย์ส่งกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น
ชาวเมืองบางส่วนก็โต้เถียงว่าหลี่ซือหมินเป็ฮ่องเต้ที่เที่ยงธรรมแยกความดีความชอบกับความผิดได้อย่างชัดเจน ถ้าจะโทษก็โทษเหยียโหวซื่อจื่อที่ยักยอกเงินภาษีของราษฎรจนทำให้คนในจวนเดือดร้อน ผู้ใดทำผิดต้องได้รับโทษอย่างไม่มีข้อยกเว้น ถ้าไม่ได้สร้างคุณูปการและได้รับความช่วยเหลือจากจวนฝู่กั๋วกงป่านนี้ศีรษะบุรุษในจวนคงหลุดออกจากบ่า สตรีในจวนคงต้องถูกส่งไปยังกองสังคีต
-------------------
ระหว่างการเดินทางกลับสู่บ้านเดิมของบรรพบุรุษ จ้าวลู่ชิงเห็นชาวบ้านพลัดถิ่นกันเป็จำนวนมาก ความอดอยากของผู้ที่หลีกหนีจากภัยาทำให้ร่างกายผอมโซ เด็กน้อยหน้าตามอมแมม หัวโตตัวเหลืองผอมจนเหลือแต่หนังติดกระดูก สภาพพวกนี้บ่งบอกได้ว่าพวกเขาขาดสารอาหาร
่เริ่มต้นฟื้นฟูบ้านเมืองเช่นนี้ไม่อดตายก็ดีมากโข จะให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ก็คงเป็ไปมิได้ มีาที่ใดชาวบ้านที่นั่นต้องหลั่งน้ำตากับความโหดร้าย
ตลอดการเดินทางพวกนางได้รับการคุ้มกันเป็อย่างดี นางเพิ่งรู้มาว่าเหตุผลที่ซ่างซูกลาโหมหลี่จิ้งเดินทางมาส่งคนตระกูลจ้าวกลับบ้านเกิดด้วยตนเองเพราะว่านับถือท่านปู่ของนางเป็อย่างมาก
รถม้าวิ่งผ่านตำบลหลงซีมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีชื่อว่าซานเป่ยระยะทางอีกยี่สิบลี้ก็จะถึงบ้านเดิมของบรรพบุรุษตระกูลจ้าว
เกือบปีแล้วที่นางโบกมือลาหมู่บ้านซานเป่ยเพื่อกลับไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ที่ฉางอันดังเดิม หลังคาบ้านเรือนที่มุงด้วยหญ้าคาปรากฏให้เห็นเมื่อรถม้าวิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านขึ้นเรื่อย ๆ ในความทรงจำร่างเดิมหมู่บ้านแห่งนี้ยากจนข้นแค้น บ้านเรือนสร้างขึ้นจากดินเหนียว บ้านที่ก่อจากอิฐมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมีแค่สามหลัง
ชาวบ้านนั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เห็นม้าจำนวนหลายสิบตัววิ่งมาก็แตกตื่น กลัวว่าคนพวกนี้จะเป็โจร เพราะภัยจากาทำให้คนอดอยากผลันตัวเป็โจรมากโข
“รีบไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านเร็วเข้า” หญิงชราบอกพวกเด็กที่กำลังวิ่งเล่นด้วยน้ำเสียงแตกตื่นใ
“อย่าได้ใไป พวกข้าเพียงแค่มาส่งคนในหมู่บ้านพวกเ้า” หลี่จิ้งหยุดม้าต่อหน้าพวกชาวบ้านที่พากันแตกตื่น
“พวกท่านมาส่งผู้ใดหรือเ้าคะ” หญิงชรารูปร่างผอมแห้งเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยปะชุนถามบุรุษหน้าโหดที่อยู่บนหลังม้าด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
หลี่จิ้งเงียบไปชั่วครู่ หากบอกว่ามาส่งคนจวนฝู่กั๋วกงก็มิได้จึงกล่าวออกไปว่า “มาส่งคนตระกูลจ้าว”
จ้าวเฉิงรู้ถึงความหนักใจของหลี่จิ้งจึงแหวกม่านโผล่หน้าออกมาจากรถม้าเพื่อนสนทนากับพวกชาวบ้าน
“พวกเขามาส่งข้า” โผล่หน้าออกไปให้ชาวบ้านเห็น “ตรงไป” บอกคนขับรถม้าให้ตรงเข้าไปในหมู่บ้าน
บ้านหลังใหญ่ถูกล้อมด้วยกำแพงอิฐมีเรือนอยู่ด้านในหลายหลังตั้งอยู่ติดกับูเาทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านซานเป่ย
จ้าวลู่ชิงช่วยพยุงเหล่าฮูหยินลงจากรถม้า
“ข้าและเหล่าทหารขอตัวลา” หลี่จิ้งคารวะบุคคลที่ตนนับถือในความสามารถก่อนจาก
“ขอบคุณใต้เท้าหลี่และเหล่าทหารกล้าทุกท่านเป็อย่างมากที่คอยคุ้มกันพวกเราตระกูลจ้าวมาจนถึงหมู่บ้าน” จ้าวเฉิงคารวะกลับ
“เส้นทางนับพันลี้เต็มไปด้วยอันตรายถ้าไม่ได้พวกท่านคอยดูแล พวกเราคงไม่มีทางรอดมาจนถึงซานเป่ย ข้าขอขอบคุณผู้มีพระคุณทุกท่าน บุญคุณครั้งนี้พวกเราคนตระกูลจ้าวจะมิลืมเด็ดขาด” จ้าวหยางคารวะต่อหลี่จิ้งและบรรดาทหารที่บากบั่นมาส่งพวกตน
“พวกข้าต้องรีบกลับฉางอัน ขอให้พวกท่านโชคดี”
ทหารม้าจำนวนห้าสิบนายควบม้าออกไปจากหมู่บ้านพร้อมกับรถม้าสองคัน ชาวบ้านที่มามุงอยู่หน้าประตูสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น ทำไมขุนนางสูงศักดิ์อย่างจ้าวเฉิงและครอบครัวถึงได้แต่งกายด้วยผ้าป่านหยาบ ไม่เหมือนการแต่งกายของขุนนางชั้นสูงที่นุ่งห่มอาวรณ์แพรไหม
“พวกเ้ากลับไปก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านรีบไล่ชาวบ้านที่มามุงอยู่หน้าประตูให้กลับไป แล้วบอกลูกชายให้ปิดประตูด้านหน้า
“เกิดอันใดขึ้น ทำไมพวกเ้าถึงได้มีสภาพเช่นนี้” หัวหน้าหมู่บ้านมองสหายที่มีความสามารถจนได้แต่งตั้งยศถาบันดาศักดิ์ชั้นกง
ทว่าชายชราตรงหน้าทำไมถึงได้มีสภาพแตกต่างจากที่กลับมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษครั้งล่าสุด แล้วบรรดาบ่าวรับใช้ล่ะ
“หลานขอคารวะท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านลุง และท่านอาเ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงรีบทักทายหัวหน้าหมู่บ้านและลูกชายทั้งสองของเขา เห็นความโศกเศร้าในแววตาท่านปู่กับมือที่กอดป้ายบรรพบุรุษแล้ว นางผู้เป็หลานจะไม่รู้ได้เยี่ยงไรว่าท่านปู่ไม่อยากเอ่ยถึง
“ท่านพ่อ” จ้าวหนิงอันดึงแขนบิดาเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศมันช่างอึกครึ้ม
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ ท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ เข้าไปพักในเรือนก่อนเถิด” จ้าวลู่ชิงรีบเบี่ยงประเด็น
“ใช่ ๆ พวกท่านเดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักในเรือนก่อนเถิด” จ้าวหนิงเอ๋อเห็นด้วยกับที่จ้าวลู่ชิงเอ่ยขึ้น
“บ้านท่านลุงหลานและพี่น้องคอยดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ” พวกตนถูกจ้างให้คอยดูแลบ้านหลังนี้ ทุกอย่างจึงดูสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนอยู่ตลอดเวลา
“ขอบใจพวกเ้ามาก”
“ไม่เป็ไรขอรับท่านลุง” จ้าวหนิงเอ๋อให้ความเคารพบุรุษเก่งกาจตรงหน้าเป็อย่างมาก ที่ครอบครัวของพวกตนไม่ต้องอดยากเป็เพราะได้รับการสนับสนุนจากท่านลุงจ้าวเฉิง มองสัมภาระที่เป็ห่อผ้าที่อยู่ในมือของแต่ละคนก็เก็บความสงสัยเอาไว้ข้างใน
จ้าวเฉิงนำป้ายิญญาบิดาและมารดามาตั้งไว้ในห้องที่จะทำเป็หอบรรพชน
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าพาพวกท่านกลับมายังบ้านเกิดแล้วนะขอรับ” จ้าวเฉิงคำนับป้ายิญญาบิดามารดา
บุตรหลานต่างทยอยคำนับบรรพบุรุษ ทุกคนนั่งเงียบอยู่ภายในห้องประมาณหนึ่งเค่อก่อนจะแยกย้ายกันไปจัดการเรือนพักอาศัย
หมายเหตุ
(1) ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้า หมายถึงตั้งความหวังไว้ที่คนคนหนึ่งมาก แต่ต้องเจ็บใจที่คนคนนั้นไม่มีการพัฒนา
(2) ซ่างซู ตำแหน่ง เสนาบดี