บทที่ 11 ความหวาดระแวง
ตอนเที่ยง พี่สะใภ้ต้วนทำซาลาเปาข้าวโพดสิบลูก และทำโจ๊กแป้งขาวใส่น้ำนิดหน่อยอีกหนึ่งหม้อ จากนั้นก็ทำไข่เจียวสามฟอง ผัดผักกาดขาวใส่น้ำส้มสายชู และผักดองสามจานเล็ก ๆ
ซ่งเฉียวเมื่อมองดูอาหารจืดชืดบนโต๊ะ ก็รู้สึกว่าชีวิตบนเกาะช่างยากลำบากจริง ๆ แม้แต่บ้านผู้บัญชาการยังกินอาหารเรียบง่ายขนาดนี้
"เสี่ยวซ่ง มานั่งกินข้าวเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ!" พี่สะใภ้ต้วนต้อนรับเธออย่างกระตือรือร้น ลูกชายคนโตที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยื่นชามโจ๊กให้เธอ
ลูกชายคนโตของตระกูลหลิว หลิวซ่งหัว กับลูกสาวคนโต หลิวเจีย อายุห่างกันไม่มาก คนหนึ่งอายุยี่สิบ อีกคนสิบเก้า ลูกชายคนโตเรียนจบมัธยมปลายมาปีหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเที่ยวเล่นอยู่พักหนึ่ง แต่ตอนนี้ตั้งใจจะเข้ากองทัพ กำลังรอการเกณฑ์ทหารอยู่ที่บ้าน ส่วนลูกสาวคนโตทำงานเป็พยาบาลที่สถานพยาบาลในกองทัพ ตอนนี้เป็ฤดูไต้ฝุ่น สถานพยาบาลนอกจากคนที่เข้าเวรแล้ว พวกที่อยู่บ้านก็จะพยายามไม่ออกไปไหน
ส่วนลูกชายคนที่สอง หลิวเจี้ยนจวิน เพิ่งจบมัธยมต้นก็อยากเข้ากองทัพในทันที แต่ตระกูลหลิวคิดว่าเขายังเด็กเกินไป ต้องเรียนรู้ทฤษฎีทางวัฒนธรรมให้มากขึ้นก่อน
สืบเนื่องมาจากที่ผู้บัญชาการหลิวได้พบกับซูจงจวินซึ่งเป็ทหารที่มีความรู้ ก็ยิ่งเห็นด้วยกับแิการเรียนรู้ทฤษฎีทางวัฒนธรรม ใช้ความรู้ในการเสริมสร้างกองทัพ เริ่มจากการปลุกกระแสการเรียนรู้ในบ้านของตัวเองก่อน ทุกคืนนอกจากตัวเองจะเรียนรู้แล้ว ยัง้าให้ลูก ๆ ในบ้านเรียนด้วย
ตอนนี้แม้แต่หลิวซ่งหัวก็ถูกบังคับให้เรียนเสริมความรู้มัธยมปลาย
ดังนั้นเด็ก ๆ ในบ้านจึงคิดว่าซ่งเฉียวภรรยาใหม่ของซูจงจวินก็ต้องเป็คนมีความรู้เช่นกัน
"คุณอาคะ คุณจะมาเป็ครูที่เกาะนี้เหรอคะ"
หลิวเจียกับซ่งเฉียวมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่เพราะลำดับาุโของที่นี่ เธอจึงต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอาอย่างเก้อเขิน
ซ่งเฉียวงุนงงในทันที "ฉันไม่เคยได้ยินเื่นี้นะ"
ทุกคนในบ้านต่างสงสัยเกี่ยวกับท่าทีของสะใภ้ใหม่คนนี้ แม้แต่หลิวซ่งหัวที่ไม่ค่อยพูดก็ยังเอ่ยปากขึ้นมาว่า "พวกสะใภ้ที่ติดตามทหารมาอยู่ที่นี่ ต่างก็ไปเป็ครูที่โรงเรียนบนเกาะกันทั้งนั้น บนเกาะของเรามีทั้งโรงเรียนประถมและมัธยมต้นเลยนะ"
"ดูแล้วคุณน่าจะสอนชั้นมัธยมต้นได้อย่างไม่มีปัญหา"
พี่สะใภ้ต้วนยิ้มแหย ๆ ซ่งเฉียวที่จบแค่ชั้นมัธยมต้น คงไม่มีคุณสมบัติพอจะสอนแม้แต่ชั้นประถมหนึ่ง
บนเกาะนี้มีครูไม่มาก บ่อยครั้งครูคนเดียวต้องสอนหลายชั้นเรียน แม้จะเป็แบบนี้ แต่ผู้อำนวยการก็ยังคงมีมาตรฐานที่สูง คนเป็ครูอย่างน้อยต้องจบมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็มัธยมปลาย อย่างหลิวเยว่ ภรรยาของผู้กองจาง จบชั้นมัธยมปลายและอยู่บนเกาะมาเกือบสองปีแล้ว ก็ยังได้สอนแค่ชั้นประถมหนึ่งและสอง
ซ่งเฉียวหัวเราะแก้เก้อสองสามที ตามหลักแล้วเธอสามารถสอนชั้นสูง ๆ ได้สบาย ๆ แต่จะให้บอกคนอื่นว่าชาติที่แล้วเธอเคยเรียนจบมหาวิทยาลัยก็คงไม่ได้
เด็ก ๆ ในบ้านตระกูลหลิวจ้องมองเธออย่างสงสัย ไม่นานหลิวซ่งหัวก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เขาถามอย่างลังเลว่า "คุณคงไม่ได้จบแค่มัธยมต้นใช่ไหม"
"พอได้แล้ว กินข้าวอยู่ยังพูดกันไม่หยุดอีก!" พี่สะใภ้ต้วนเคาะโต๊ะด้วยตะเกียบ สั่งให้ทั้งสี่คนรีบกินข้าว
ในตอนนั้นเอง ซ่งเฉียวก็เห็นสีหน้าดูถูกที่ปรากฏบนใบหน้าของเด็กทั้งสามคน
ลูก ๆ ของผู้บัญชาการหลิวช่างเป็พวกวัตถุนิยมเกินไปหน่อยแล้ว
"ทำไมผู้พันซูถึงได้แต่งงานกับเธอกันนะ" หลิวเจียพูดอย่างผิดหวัง ตอนเป็เด็กสาวเธอก็เคยหวั่นไหวกับซูจงจวินเหมือนกัน แต่เพราะเกิดในครอบครัวทหาร เธอจึงไม่ชอบที่พ่อแม่ต้องอยู่ห่างกัน และต้องคอยกังวลถึงความปลอดภัยของสามีทุกวัน จึงค่อย ๆ เลิกล้มความคิดนั้นไป
พี่สะใภ้ต้วนไม่พอใจจึงเหลือบมองหลิวเจียอย่างตำหนิ แต่พอดีที่เด็กคนนี้พูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งสอง พี่สะใภ้ต้วนจึงถือโอกาสนี้ถามต่อ
"เสี่ยวซ่ง เธอกับจงจวินเป็คนบ้านเดียวกันเหรอ?"
ในที่สุดก็เปลี่ยนไปคุยเื่อื่น ซ่งเฉียวถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ
"ใช่ค่ะ ฉันกับเขาอยู่บ้านติดกัน"
"งั้นก็รู้จักกันมาั้แ่เด็กสินะ?" นี่ก็อธิบายได้ว่าทำไมซูจงจวินที่ลากลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ถึงแต่งงานได้ทันที
ซ่งเฉียวเดิมทีจะอธิบายว่าตอนแรกทั้งสองคนไม่รู้จักกัน แต่เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องมาของพี่สะใภ้ต้วน หัวใจเธอก็กระตุกทันที คนคนนี้คงไม่ได้สังเกตเห็นว่าความรักระหว่างเธอกับซูจงจวินเป็ของปลอมหรอกนะ
เธอรีบกลืนคำอธิบายกลับลงไป
"ใช่ค่ะ ถึงเขาจะแก่กว่าฉัน แต่โรงเรียนของพวกเราก็อยู่ติดกัน ตอนเรียนก็เดินไปกลับด้วยกัน คราวนี้เขากลับมา พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ให้พวกเราได้เจอกัน คิดว่ารู้จักหน้าค่าตากันดีอยู่แล้วก็ดี"
ยุคนี้คนที่ได้รักกันอย่างอิสระมีไม่มาก ส่วนใหญ่ก็ยังเป็พ่อแม่จับคู่ให้ ดูตัวกัน ถ้าเห็นว่าเหมาะสมก็ตกลงแต่งงาน
พี่สะใภ้ต้วนครุ่นคิดถึงคำพูดของเธออย่างละเอียด มองแบบนี้ทั้งสองคนก็ถือว่าเป็เพื่อนเล่นกันั้แ่เด็กแล้ว
เหล่าหลิวที่บ้านเธอช่างชอบสงสัยอะไรไปเสียทุกเื่ เห็นแค่โคมไฟตั้งโต๊ะเปิดอยู่ก็เดาว่าสามีภรรยาไม่ได้นอนห้องเดียวกันแล้ว
บางทีเสี่ยวซ่งอาจจะไม่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกับเธอก็ได้
หลิวเจียที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินความหมายแฝงในคำพูดของซ่งเฉียว เธอตาโตด้วยความประหลาดใจ พูดอย่างไม่อยากเชื่อ "พวกคุณแต่งงานกันทั้งที่ไม่มีความรักเหรอ?"
"เื่ของผู้ใหญ่ เธอไม่ต้องยุ่ง!" พี่สะใภ้ต้วนรู้ทันความคิดวัยรุ่นของเด็กสาวดี คิดว่าเด็กคนนี้กำลังดื้อดึงอีกแล้ว ตอนนี้เสี่ยวซ่งเป็ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของซูจงจวินแล้ว เธอจะมายุ่งอะไรด้วย
หลิวเจียแสดงท่าทีไม่ยอมรับ กำลังจะชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในคำพูดของซ่งเฉียว ตอนนั้นซ่งเฉียวรีบพูดเสริมว่า "ตอนที่เราสองคนเจอกัน ก็นึกถึงความสุขในสมัยเรียนได้ทันที อีกอย่างก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาถามฉันว่าฉันยินดีไหม..."
ซ่งเฉียวแกล้งก้มหน้าทำท่าเขินอาย
ดูเหมือนทั้งสองคนจะไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ พี่สะใภ้ต้วนหน้าบึ้งมองลูกสาวแวบหนึ่ง บอกให้เธอรีบปิดปาก แล้วหันไปยิ้มมองซ่งเฉียว ชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ
"กินข้าวกันเถอะ"
การมาขออาศัยกินข้าวที่บ้านตระกูลหลิวช่างยากเย็นเหลือเกิน ซ่งเฉียวแอบลอบถอนหายใจ
หลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าท้องฟ้าจะยังมืดครึ้มอยู่ แต่ไม่มีลมแรง ซ่งเฉียวก็ออกมาเก็บขยะในลานบ้านอีกครั้ง พี่สะใภ้ต้วนเห็นว่าเธอดื้อมาก เตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง จึงถอนหายใจแล้วเข้าไปในบ้านหยิบเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ที่เหลือออกมา มีทั้งถั่วฝักยาว แตงกวา และมะเขือเทศ
"เสี่ยวซ่ง เอาไปเพาะต้นกล้าก่อน รอให้อากาศดีแล้วค่อยย้ายลงดิน"
"เธอรู้วิธีเพาะต้นกล้าไหม?" พี่สะใภ้ต้วนถามเพิ่มมาอีก
ซ่งเฉียวพยักหน้า ในชีวิตเดิมเธอก็เคยปลูกผักหลายอย่างที่ระเบียงบ้าน
ตอนนี้พี่สะใภ้ต้วนยิ่งชอบเด็กคนนี้มากขึ้นไปอีก ไม่คิดว่าสาวในเมืองจะรู้จักปลูกผักด้วย
ขณะที่กำลังคุยกันเรื่อยเปื่อย รถของซูจงจวินก็แล่นมาจอดที่หน้าประตูบ้าน
เสี่ยวจางและเสี่ยวหลี่รีบลงมาทักทายพี่สะใภ้ต้วนและซ่งเฉียว
"พวกนายไปขนตู้ไม้สองใบที่บ้านผู้บัญชาการหลิวมา" ซูจงจวินสั่งงานทั้งสองคน
"ทำไมคุณถึงกลับมาเร็วจัง?" ซ่งเฉียวเห็นซูจงจวินมองสำรวจตัวเธอั้แ่หัวจรดเท้า จึงเอามือลูบแก้มโดยไม่รู้ตัว เธอเพิ่งทำงานเสร็จ ตอนนี้คงจะสกปรกมาก
"ไม่ต้องเช็ดแล้ว ยิ่งเช็ดยิ่งสกปรก" เขายื่นมือไปดึงเศษหญ้าบนหัวของซ่งเฉียวออกอย่างเป็ธรรมชาติ พี่สะใภ้ต้วนก็แอบส่งเสียงล้อเลียนมาจากด้านข้าง ทำเอาคู่สามีภรรยาใรีบถอยห่างจากกันทันที
"กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าคืนนี้พายุจะเข้าอีก ผมเลยคิดว่าควรจะกลับมาจัดการข้าวของในบ้านก่อน ถ้าให้ผู้หญิงคนเดียวจัดการคงต้องใช้เวลาหลายวัน" เขาแสร้งทำเป็ใจเย็น
ที่จริงแล้วเขารู้สึกว่าเธอเพิ่งแต่งงานกับเขา จะให้ทำงานไม่หยุดหย่อนแบบนี้ได้อย่างไร
ในตอนนั้น เสี่ยวจางและเสี่ยวหลี่ก็ยกตู้ลิ้นชักออกมา สีของตู้ลอกออกจนหมด และขาตู้ด้านหนึ่งยังหักอีกด้วย
"จงจวิน อันนี้ยังใช้ได้จริงเหรอ" พี่สะใภ้ต้วนรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องให้เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ กับคนอื่น
ซูจงจวินตบตู้สำรวจทั้งบนล่าง โดยรวมยังไม่พัง ยังพอใช้ได้อีกสักพัก อย่างน้อยก็เอาไว้เก็บธัญพืชในบ้าน ไม่อย่างนั้นพอถึงฤดูไต้ฝุ่นก็จะชื้นจนกินไม่ได้
"ใช้ได้ พวกคุณไปเอาสีกันน้ำบนรถมาให้หน่อย" ซูจงจวินเข้าบ้านไปเปลี่ยนจากชุดทหารเป็ชุดฝึก แล้วลงมือขัดผิวตู้ในลานบ้านโดยไม่พูดอะไรอีก
ซ่งเฉียวยืนอยู่ด้านข้าง มองเส้นกล้ามเนื้อที่แขนและรูปร่างที่สมส่วนสมบูรณ์แบบของเขา เธอค่อย ๆ กลืนน้ำลายเบา ๆ
ในชาติที่แล้ว เธอไม่เคยเห็นหนุ่มหล่อที่มีรูปร่างดีขนาดนี้มาก่อนเลย