
วันรุ่งขึ้นหลังจากรีบรับอาหารเช้าแข่งกับแสงทองที่ทอทาบฟ้าปู่หลวงก็พาพิธาน แสงพรายน้าหมานและช่างของสำนักอีกสองคนขึ้นม้าซึ่งพาดถุงผ้าบรรจุสัมภาระอยู่ข้างลำตัวทั้งยังนำม้าที่ไม่มีคนขี่อีกหนึ่งตัวออกจากสำนัก มุ่งสู่วัดเชตุพนเป็นลำดับแรก
จากสำนักบ้านเงินบ้านทองเดินม้าย้อนแสงเข้าหาพระอาทิตย์เลียบตามคูแม่โจนมาจนถึงประตูศาลหลวงซึ่งเป็นประตูเข้าเมืองทางทิศเหนือขณะผ่านเข้าไปแสงพรายสังเกตเห็นกำแพงเมืองที่ก่อขึ้นสามชั้นมีคูน้ำขุดกั้นกลางระหว่างกำแพงแต่ละชั้น จากประตูศาลหลวงเดินตรงเข้าสู่กลางเมืองด้านขวามือเป็นดงตาลใหญ่ซึ่งองค์พ่อขุนใช้สำหรับประชุมชาวเมืองถัดไปสักระยะหนึ่งจึงเป็นวัดมหาธาตุวัดใหญ่ประจำกรุงสุโขทัย ใจกลางเมืองเป็นเขตวังปู่หลวงจึงพาคณะลงจากหลังม้าแล้วจูงอ้อมไปทางทิศตะวันออกซึ่งปู่หลวงบอกแสงพรายว่ามีวัดตระพังทองที่สำนักบ้านเงินบ้านทองกำลังดำเนินงานบูรณะซ่อมแซมอยู่แต่เดินไปไม่ถึงวัดดังกล่าวก็วกเลี้ยวกลับลงสู่ทิศใต้ไปออกประตูนะโมอันเป็นประตูเมืองทิศนั้นหลังออกจากเมืองแล้วก็ควบม้าตรงไปอีกราว ๒๕ เส้น (๑ กิโลเมตร)จึงถึงวัดเชตุพนอยู่ทางฝั่งขวามือ
ปู่หลวงให้ทุกคนผูกม้าไว้ที่ลานนอกวัดไหว้วานฝากม้าและสัมภาระไว้กับผู้คนที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นเมื่อเดินผ่านกำแพงชั้นนอกที่ก่อด้วยอิฐถือปูนเข้าไปสักระยะจึงเป็นซุ้มประตูหินชนวนขนาดใหญ่เมื่อลอดช่องประตูไปจึงเห็นคูที่ล้อมรอบทั้งสี่ทิศพร้อมหินชนวนแผ่นใหญ่ที่ทอดเป็นสะพานข้ามคูเข้าสู่บริเวณภายในเบื้องหน้าปรากฏพระวิหารก่อด้วยหินชนวน ยกเสาศิลาแลง
แสงพรายยังจำติดตาเมื่อครั้งไปไหว้พระวัดพระพายหลวงฉากหลังของพระวิหารคือพระปรางค์ใหญ่ ๓ องค์แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตายามนี้คือพระมณฑปองค์ใหญ่โผล่พ้นยอดพระวิหารขึ้นมาเห็นพระเศียรขนาดใหญ่ของพระพุทธรูปลอยเด่นอยู่
เมื่อเดินอ้อมไปยังมณฑปที่อยู่ด้านหลังพระวิหารจึงเห็นพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ประทับยืนอยู่ทางมณฑปด้านทิศตะวันออกที่แท้เป็นพระเศียรที่เมื่อครู่เห็นลอยเด่นอยู่พ้นยอดพระวิหาร..ทุกทิศรอบพระมณฑปรายล้อมด้วยพระพุทธรูปลักษณะสวยงามขนาดใหญ่มีพระพุทธรูปประทับนั่งอยู่ทางทิศเหนือ พระพุทธรูปประทับยืนอยู่ทางทิศตะวันตกและพระพุทธรูปนอนอยู่ทางทิศใต้ แสงพรายจึงเข้าใจคำกล่าวของปู่หลวงที่บอกว่าจะมาไหว้พระเจ้าสี่พระองค์คงหมายถึงพระพุทธรูปสี่อิริยาบถรอบพระมณฑปของวัดเชตุพน
“ปู่หลวงขอรับข้าพเจ้าสังเกตลักษณะการสร้างพระวิหารของวัดที่สุโขทัยมักจะสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือรูปเคารพขนาดใหญ่ไว้เป็นฉากหลังขององค์พระวิหารเป็นเช่นนั้นโดยทั่วไปหรือขอรับ”
แสงพรายเอ่ยถามผู้อาวุโสหลังจากกราบไหว้สักการะพระพุทธรูปทั้งสี่องค์เสร็จแล้ว
“เจ้าคงเทียบเคียงกับวัดพระพายหลวงที่ไปมาเมื่อสามสี่วันก่อนละสิก็ไม่ใช่ทุกวัดที่เป็นเช่นนั้นเสมอไปหรอก” ชายชรากล่าวตอบด้วยใจเอ็นดู
“ทำไมที่วัดพระพายหลวงจึงปลูกสร้างเป็นพระปรางค์อยู่หลังองค์พระวิหารหรือว่าวัดนั้นจะเคยเป็นวัดในนิกายมหายานแบบพราหมณ์มาก่อน”
“อืม เจ้าเข้าใจถูกแล้วบริเวณวัดพระพายหลวงคือเขตชุมชนเมืองสุโขทัยในสมัยโบราณมีคูแม่โจนเป็นคูเมืองล้อมรอบทั้งสี่ทิศ สมัยก่อนนั้นชาวเมืองยังนับถือพระพุทธศาสนาในนิกายมหายานปนด้วยวัฒนธรรมพราหมณ์เจ้าจึงเห็นปรางค์องค์ใหญ่สร้างปรากฏอยู่ ณ ที่นั้น”
“ถ้าอย่างนั้นพวกพราหมณ์แต่ก่อนก็พำนักกันอยู่แถวนั้น”
“ถูกต้องพวกพราหมณ์ร่ายพระเวทย์ต่างๆ ก็มีอาศรมพำนักกันอยู่ภายในคูแม่โจนนั่นแหละ”
แสงพรายได้ฟังแล้วนิ่งไปชั่วครู่คล้ายชั่งใจในสิ่งที่จะกล่าวต่อ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาว่ามีพราหมณ์คนหนึ่งนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดจากแดนใต้มาประทับซ่อนอยู่บนขื่อคาในวิหารพระพายหลวงไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร..”
ร่างของปู่หลวงสะท้านขึ้นพลันเพ่งสายตาจับจ้องใบหน้าของชายหนุ่มก่อนถามกลับไปว่า
“ที่เจ้ากล่าวมาเขาโจษจันกันในแดนใต้หรืออย่างไร”
แสงพรายตอบด้วยท่าทีระมัดระวังว่า
“ข้าพเจ้าอยู่สำนักช่างหลวงที่เมืองนครศรีธรรมราชได้ยินมาว่าเมื่อครั้งองค์พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้ข้าราชบริพารผู้ใหญ่ไปอาราธนาพระเถระเจ้าจากเมืองนครฯมาประกาศพระพุทธศาสนาเถรวาทตามต้นแบบลังกาวงศ์ยังกรุงสุโขทัย มีพราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งติดตามไปในคณะเกรงว่าต่อไปลัทธิพราหมณ์ฮินดูจะไม่ได้รับการยกย่องเชิดชูจึงล่อลวงพราหมณ์ผู้หนึ่งจากเมืองปตานีให้แอบขโมยองค์ตุมพะทะนานทองที่เคยใช้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าครั้งปรินิพพานมาถวายแด่องค์พ่อขุนรามคำแหงตัวพราหมณ์จากปตานีปรารถนาในลาภสรรเสริญที่คาดว่าจะได้รับจากกรุงสุโขทัยด้วยเมืองปตานียกย่องแต่เหล่าพราหมณ์จากตระกูลโทณพราหมณ์ที่สืบทอดเชื้อสายต่อกันมาและมีหน้าที่บูชารักษาองค์ตุมพะทะนานทอง
เมื่อพราหมณ์ทั้งสองได้องค์ตุมพะทะนานทองมาแล้วก็ลักลอบหนีหายไปทางคณะอาราธนาพระเถระเจ้าจึงใช้นกพิราบส่งสารแจ้งมายังกรุงสุโขทัยแต่สุดท้ายสองพราหมณ์ก็ไม่ได้กลับมายังกรุงสุโขทัย ทั้งพราหมณ์และองค์ตุมพะทะนานทองต่างอันตรธานสาบสูญ..มีผู้ทราบภายหลังว่าครั้งหนึ่งองค์ตุมพะทะนานทองเคยมาประดิษฐานซ่อนอยู่บนขื่อคาใหญ่ในวิหารวัดพระพายหลวงก่อนจะอันตรธานหายไปอีกครั้ง”
ปู่หลวงถอนหายใจแรงสีหน้าคล้ายใคร่ครวญเรื่องราว แต่กลับกล่าวตัดบทสั้นๆ ว่า
“เราอย่าพักพูดถึงเลย..เรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงสองราชวงศ์ของสุโขทัยและอโยธยาเราเร่งเดินทางไปเขาหลวงเถิด เดี๋ยวจะกลับลงจากเขาไม่ทันก่อนมืดค่ำ”
แสงพรายเก็บอาการเป็นปกตินอบน้อมรับคำ เหมือนมิได้ติดใจสงสัยเรื่องที่ตนกล่าวเล่าไปเมื่อครู่
ทั้งหมดเร่งห้อม้าเดินทางไปถึงเชิงเขาหลวงเอาจวนเที่ยงจึงหยุดพักนำอาหารที่พกติดตัวออกมากินกันเสร็จแล้วจึงเดินม้าขึ้นเขาไปตามทางสู่ตำหนักพระขพุงแม้เนินเขาจะเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์แต่ก็ได้ถากถางเป็นทางเส้นเล็กๆสำหรับช้างม้าและขบวนเสด็จขององค์พ่อขุนแห่งเมืองสุโขทัยซึ่งเสด็จมาบวงสรวงบูชาประจำทุกปี
เมื่อขึ้นมาถึงจุดสูงแห่งหนึ่งบนยอดเขาเห็นลานหินกว้างใต้เงื้อมชะง่อนผา ดูไปคล้ายถ้ำขนาดเล็กใต้เพิงหินด้านหน้ามีแท่นสักการะ ทิ้งเกลื่อนไว้ด้วยเศษซากเครื่องหอมบูชาต่างๆมองเข้าไปใต้เพิงหินเห็นรูปสลักคล้ายองค์พระอวโลกิเตศวร(พระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน) ประดิษฐานอยู่ภายใน
ครูพิธานสั่งให้น้าหมานพร้อมช่างที่มาด้วยสองคนลงมือเตรียมถาดเครื่องของบูชาทันทีเมื่อพร้อมแล้วทุกคนจึงคุกเข่ากราบไหว้ปู่หลวงเป็นผู้กล่าวนำถวายเครื่องสักการบูชาและกล่าวขอธาตุดินจากเขาหลวงไปปั้นรูปหล่อองค์พระพุทธรูปขึ้นถวายแด่องค์พ่อขุนแห่งเมืองสุโขทัย
หลังจากปักธูปเซ่นสรวงแล้วปู่หลวงจึงนั่งบริกรรมภาวนา จนก้านธูปไหม้ไปเกือบครึ่งท่านจึงลืมตากล่าวสั่งกับครูพิธานว่า
“ควันธูปลอยเอียงไปทางเบื้องตะวันออกเฉียงใต้พระขพุงชี้นำทางแล้ว..พ่อพิธานจงนำช่างเดินต่อขึ้นเขาไปทางทิศใต้แล้วอ้อมไปทางทิศตะวันออก กะระยะสัก ๑เส้น จากนั้นให้หาจอมปลวกในบริเวณนั้นไล่ขึ้นไปเมื่อเจอแล้วให้ขุดเอาดินตรงนั้นขึ้นมา.. อย่าลืมจุดธูปขอธาตุดินด้วย”
นอกจากปู่หลวงที่นั่งบริกรรมต่อแล้วครูพิธานและทุกคนต่างหยิบฉวยเครื่องมือจากถุงผ้าที่ผูกกระชับอยู่กับสีข้างม้าเพื่อเตรียมนำติดตัวเข้าป่าทึบส่วนม้าทั้ง ๖ ตัวยังคงถูกผูกล่ามไว้กับต้นไม้
“พ่อพราย เจ้าอยู่กับข้าที่นี่แหละ”
เสียงปู่หลวงรั้งชายหนุ่มไว้เจ้าหนุ่มจึงแยกตัวออกจากกลุ่มที่บัดนี้ค่อยๆ เคลื่อนกายหายลับไปในดงป่า
“ปู่หลวงมีสิ่งใดให้ข้าพเจ้ากระทำหรือขอรับ”
ชายหนุ่มกล่าวนอบน้อมเมื่อเดินมาทรุดนั่งอยู่ข้างกายชายชรา
“เจ้าอยากฟังตำนานเรื่ององค์ตุมพะทะนานทองจากแดนใต้ไม่ใช่หรือ..ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง”
--------------------------------------------------