บทที่ 1 สุสานเทพเ้า
ประเทศหลง ภูมิภาคฉู่หนาน
เมืองเอส เขตสิบสาม
พื้นที่อยู่อาศัยเจ็ด อาคารหมายเลขสิบสอง ห้อง 2601
หลี่มู่เชื่อมต่อกับไลต์เบรน
[หลี่มู่ ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมาแล้ว!]
"นายสอบไปแล้วกี่วิชา? ตื่นเต้นมากเลยเหรอ?"
[คะแนนรวมวิชาทางวิชาการคือ 441 คะแนน ส่วนคะแนนวิชาศิลปะการต่อสู้คือ 573 คะแนน!]
"ขอแสดงความยินดีด้วย ดูเหมือนนายคงไม่มีปัญหาในการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนักรบที่นายคาดหวังเอาไว้แล้วล่ะ"
[...หลี่มู่ ฉันได้ตรวจสอบคะแนนของนายแล้ว นายอย่าผิดหวังมากเกินไปเลยนะ]
"ไม่เป็ไร บอกมาเถอะ ฉันไม่ใช่คนที่จะรับมือไม่ไหวหรอก"
[คะแนนรวมวิชาทางวิชาการคือ 632 คะแนน ส่วนคะแนนวิชาศิลปะการต่อสู้คือ 343 คะแนน หลี่มู่ อย่าท้อแท้ไปเลย อย่างน้อยคะแนนวิชาการของนายก็ดีมาก! ในอนาคต การเป็อาจารย์สอนวิชาการก็เป็เส้นทางที่ไม่เลวเลยทีเดียว]
สำหรับคะแนนเหล่านี้ หลี่มู่คาดการณ์เอาไว้แล้ว เขาเพียงเงียบไปสองถึงสามวินาที ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า
"ไม่เป็ไรหรอก อย่างน้อยผลการเรียนนี้ก็เป็ความจริง เอาละ รีบไปบอกพ่อแม่ของนายเถอะ"
…
หลี่มู่ตัดการเชื่อมต่อกับไลต์เบรน ก่อนจะกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจ
บ้าเอ๊ย!
เป็เวลาเกือบสิบแปดปีแล้วที่เขามายังโลกใบนี้ นานจนความทรงจำในชาติก่อนเริ่มเลือนรางลงไปบ้าง และจำได้เพียงว่าโลกในอดีตไม่มีนักรบ ไม่มีสัตว์อสูร และการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่มีการทดสอบวิชาการต่อสู้
แต่โลกในปัจจุบันนี้มีสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหมือนในภาพยนตร์มากมาย พวกมันคุกคามมนุษยชาติอย่างร้ายแรง
อีกทั้งโลกใบนี้ก็มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก
มีคอมพิวเตอร์แบบสวมที่ข้อมือซึ่งเรียกว่าไลต์เบรน รถลอยได้ อาวุธเลเซอร์ ชุดเกราะนาโน… แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนธรรมดามากนัก
ชีวิตในประจำวันไม่ได้เป็นวนิยายวิทยาศาสตร์มากเท่าไหร่
เทคโนโลยีเ่าั้เป็ของเล่นของคนรวย และขณะที่เผชิญหน้ากับสัตว์อสูร อาวุธทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับดูไร้พลังเป็อย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงมีวิถีแห่งการต่อสู้!
ฝึกฝนการต่อสู้กลายเป็นักรบ และสังหารสัตว์อสูร!
มีเพียงนักรบชั้นยอดเท่านั้น ที่มีโอกาสเอาชนะเหล่าสัตว์อสูรได้
ภายใต้สภาพแวดล้อมอันยิ่งใหญ่นี้ การต่อสู้กลายเป็สิ่งสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ
สำหรับคนธรรมดา โอกาสเดียวที่จะพลิกชีวิต เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเอง และก้าวเข้าสู่ชนชั้นสูงสุดของสังคม คือการเป็นักรบเท่านั้น
กลายเป็นักรบผู้ทรงพลัง!
เมื่อข้ามมิติมาถึง เขาย่อมไม่ปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา
เขา้าจะกลายเป็นักรบผู้ทรงพลัง!
ทว่าเขาไม่ได้มีพร์ที่เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด เมืองเอสมีทั้งหมดสิบแปดเขต โดยสามเขตแรกเป็เขตของนักรบ อีกสามเขตถัดมาเป็เขตของคนรวย ส่วนสิบสองเขตที่เหลือเป็เขตของคนธรรมดา
เขาสูญเสียพ่อและแม่ั้แ่ยังเด็ก ทั้งสองทิ้งเอาไว้เพียงบ้านหลังหนึ่งและเงินเก็บไม่มากนักให้เขา
โชคดีที่นโยบายสวัสดิการของประเทศหลงทำให้เขาได้เรียนหนังสือ ที่โรงเรียนจะสอนวิชาต่าง ๆ และวิชาการต่อสู้ โดยวิชาการต่อสู้มีความสำคัญมากกว่าวิชาต่าง ๆ เป็อย่างมาก
ั้แ่ชั้นอนุบาล หลี่มู่เรียนวิชาการต่าง ๆ และวิชาการต่อสู้อย่างตั้งใจ
แต่เหมือนสุภาษิตที่ว่า คนจนเรียนหนังสือ คนรวยฝึกวิชาการต่อสู้
หลี่มู่เป็เด็กกำพร้าที่ไม่มีญาติพี่น้องคอยสนับสนุน จึงไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรใด ๆ ในวิชาการต่อสู้ได้เลย แม้ประเทศหลงจะมีนโยบายให้ทุนสนับสนุน แต่ก็มีข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับพร์ของผู้รับทุน
และดูเหมือนหลี่มู่จะไม่มีพร์ที่โดดเด่นในด้านการต่อสู้ เขาห่างไกลจากมาตรฐานของนโยบายการให้ทุนสนับสนุนของประเทศหลงเป็อย่างมาก
ดังนั้นแม้จะทุ่มเทความพยายามในการต่อสู้มากกว่าคนทั่วไปถึงสิบหรือร้อยเท่า ผลลัพธ์ด้านการต่อสู้ก็ยังน่าผิดหวัง และขณะนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สิ้นสุดลงแล้ว ด้วยคะแนนของหลี่มู่ เขาไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนักรบที่มีชื่อเสียงได้เลย
ด้วยคะแนนของหลี่มู่ เขาต้องเลือกระหว่างเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้านวิชาการ หรือไม่ก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยนักรบที่ไม่มีคุณภาพ คล้ายกับเป็มหาวิทยาลัยเถื่อน
"อย่างน้อยคะแนนของฉันก็ยังไม่ถึงขั้นที่ไม่มีมหาวิทยาลัยรับเลย แม้จะเป็มหาวิทยาลัยนักรบชั้นสาม แต่แล้วอย่างไรล่ะ?"
"หากความพยายามสิบเท่าไม่เพียงพอ ก็ต้องร้อยเท่า หรือไม่ก็พันเท่า ฉันไม่เชื่อหรอกว่าตัวเองจะไม่สามารถกลายเป็นักรบที่แท้จริงได้"
หลังจากได้ตั้งปณิธานอีกครั้ง หลี่มู่ก็เริ่มฝึกฝนในห้องออกกำลังกายที่จัดเอาไว้ในหอพัก เริ่มต้นด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดูแปลกประหลาดไปบ้าง
บางท่าคล้ายกับโยคะ แต่บางท่าก็ดูเกินจริงกว่าโยคะ ในขณะที่บางท่าดูแข็งทื่อเป็พิเศษ
นี่คือ ‘การเสริมสร้างร่างกายขั้นพื้นฐาน’ ที่สอนในการต่อสู้ของโรงเรียน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และการตอบสนองของร่างกาย
หลังจากฝึกฝนร่างกายเป็เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง หลี่มู่ก็เริ่มฝึกยกน้ำหนักต่อ จนกระทั่งหมดเรี่ยวแรงหลี่มู่จึงหยุดพัก
เมื่อพักผ่อนสักครู่และฟื้นฟูพละกำลังได้บ้าง หลี่มู่ก็อาบน้ำอย่างลวก ๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
"ตราบใดที่ฉันมีความมุ่งมั่นและพยายามเพียงพอย่อมมีความหวังเสมอ..." หลี่มู่ที่เหน็ดเหนื่อยเกินไปเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
...
ผืนดินสีน้ำตาลแตกระแหง ท้องฟ้าสีขาวซีด
"นี่คือ..."
หลี่มู่ชะงักงัน
ฝันไปเหรอ?
แต่ทำไมความฝันถึงสมจริงขนาดนี้ล่ะ?
หลี่มู่ยืนอยู่กับที่ สายตาทอดมองไปยังสถานที่ไกลห่าง
ท้องฟ้าสีขาวกว้างไกลสุดสายตา ไร้เมฆหมอก ไร้ดวงอาทิตย์ ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไม่มีแม้แต่หญ้าสักต้นงอกขึ้นมา
ระหว่างท้องฟ้าและผืนดินเงียบสงัดไร้สรรพเสียง
"นั่นคือ..."
หัวใจของเขาเต้นรัวแรง
ณ สถานที่ห่างไกล... บนผืนดินอันรกร้างว่างเปล่าและทอดยาวไม่สิ้นสุด มีสุสานมากมายนับไม่ถ้วน!!!
แต่มันไม่ได้เป็เพียงสุสานธรรมดา ๆ เท่านั้น
เพียงแค่มองออกไปก็ััได้ถึงความยิ่งใหญ่
ในความรู้สึกคลุมเครือนั้น เขาสามารถรับรู้ได้ถึงสุสานที่แตกต่างกัน แต่ละแห่งแผ่กลิ่นอายที่ไม่เหมือนกันออกมา
ดวงตาของเขาไม่อาจห้ามความรู้สึกตื่นตะลึงที่ผุดขึ้นมาได้
สุสานเหล่านี้ตั้งอยู่เรียงราย ราวกับถูกแบ่งออกเป็หลายพื้นที่อย่างคลุมเครือ ยิ่งทางด้านหลัง สุสานเ่าั้ก็ยิ่งใหญ่โตมากขึ้นเรื่อย ๆ
ณ จุดสุดลับตาในพื้นที่ห่างไกล มีสุสานขนาดใหญ่อยู่สองถึงสามแห่ง มันใหญ่โตราวกับูเาสูงตระหง่าน พวกมันตั้งอยู่ห่างไกลกันราวกับต่างอาณาเขตของตนเอง
ยิ่งมองแววตาตื่นตะลึงของหลี่มู่ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้คนต่างพูดถึงูเาหมื่นลูก แต่สถานที่แห่งนี้กลับเป็ดั่ง ‘หมื่นสุสาน!’
ภาพเช่นนี้จะไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวได้อย่างไร!
หลังเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่มู่พลันได้สติกลับคืนมา เขากลืนน้ำลายหลายอึกลงไปในลำคอ แล้วเดินไปข้างหน้าอย่างห้ามใจไม่ไหว
แถวหน้าสุดเป็แนวสุสานที่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ เมื่อเทียบกับสุสานที่อยู่ถัดไป สุสานเหล่านี้ดูมีขนาดปกติกว่ามาก
ขณะที่หลี่มู่เดินเข้าใกล้สุสานแรกในแถวหน้า ทันใดนั้นบรรยากาศดุเดือดราวกับอยู่ในสนามรบที่เต็มไปด้วยเสียงอาวุธกระทบกันและม้าศึก ก็กระแทกเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง
หลี่มู่ชะงักฝีเท้าทันที เขาถูกบรรยากาศกดทับจนแทบจะหายใจไม่ออก
เขาเห็นเพียงสุสานตรงหน้าและป้ายสุสาน
ตัวอักษรบนป้ายดูเหมือนจะเป็ตัวอักษรแบบดั้งเดิม หลี่มู่ไม่รู้จักตัวอักษรแบบนี้ แต่กลับเข้าใจความหมายได้อย่างประหลาด
[สุสานของหลงเฉี่ย]
[หลงเฉี่ย : เกิดในปี 341 เสียชีวิตในปี 399 นักรบระดับสิบห้า]
[ตลอดชีวิตได้สังหารอสูรร้ายสามตน าาอสูรสิบแปดตน และตัดหัวสัตว์อสูรนับแสนตัว]
[ในศึกสุดท้าย เขาสิ้นชีพจากการถูกสี่จักรพรรดิอสูรล้อมโจมตีจนร่างกายแหลกสลาย ไร้ชิ้นส่วนที่สมบูรณ์ จึงได้สร้างสุสานเสื้อเกราะขึ้นแทนศพ โดยใช้หอกประจำกาย ‘หอกัทะยานฟ้า’ เป็สัญลักษณ์แทนตัวเขา]
[หลงเฉี่ย? แม่ทัพอันดับหนึ่งของเซี่ยงอวี่?]
หลี่มู่หรี่ตาลงเล็กน้อย
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่มู่ประหลาดใจยิ่งกว่านั้นไม่ใช่ชื่อของหลงเฉี่ย แต่เป็ ‘นักรบระดับสิบห้า!’
นักรบสิบสามระดับ
คือระบบพลังที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ระดับ 1 ถึง 3 คือ นักรบ
ระดับ 4 ถึง 6 คือ แม่ทัพ
ระดับ 7 ถึง 9 คือ าาแห่งนักรบ
ระดับ 10 ถึง 12 คือ ผู้กล้าแห่งการต่อสู้!
ส่วนผู้แข็งแกร่งระดับสิบสาม แปดคนที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศหลงได้รับการยกย่องว่าเป็ ‘แปดเทพแห่งการต่อสู้!’
‘เทพแห่งธนู’
‘เทพแห่งหมัด’
‘เทพแห่งดาบ’
...
เขาเคยเห็นภาพการต่อสู้ของ ‘เทพแห่งดาบ’ และ ‘เทพแห่งหอก’ บนเครือข่ายมาก่อน
หนึ่งดาบตัดแม่น้ำ!
หนึ่งหอกทะลวงูเา!
…
ยิ่งระดับของนักรบสูงขึ้น ช่องว่างระหว่างแต่ละระดับก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น
และหลังจากระดับสิบสามก็ยังมีหนทางข้างหน้าอีก!
หากข่าวนี้แพร่ออกไป เกรงว่าทั้งโลกจะต้องตกตะลึง!
สิบสามระดับก็เกือบจะเป็เทพเ้าแล้ว ทว่านักรบระดับสิบห้า...
หลี่มู่แทบไม่กล้าจินตนาการแล้ว
นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้พบ!
หัวใจของหลี่มู่เต้นรัวอย่างรุนแรง!
เขามีนิสัยสงบเสงี่ยม แต่เมื่อเผชิญกับโอกาสเช่นนี้ อย่าว่าแต่เขาเลย
แม้แต่เทพแห่งการต่อสู้มาเจอก็ต้องเป็เช่นนี้เหมือนกัน!