บทที่142
ปรับความเข้าใจ
บริเวณโต๊ะสี่เหลี่ยมใจกลางห้องโถงหนึ่งบิดาหนึ่งบุตรสาวกำลังนั่งประเชิญหน้ากันอยู่คนละฟากฝั่งด้วยแสดงท่าทางที่เป็นทางการเป็นอย่างมาก
หนิงหนิงที่กำลังนั่งอยู่เป็นฝ่ายที่กล่าวขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ มีอันใดจะพูดเจ้าคะ… ”
นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมแต่นี้เองก็เป็นประโยคแรกที่นางนั้นได้สนทนากับเขาในช่วงสามวัน
“ พ่อ…ตอนนี้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าโกรธอันใด? ” ลู่หยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาดวงตาของเขาเศร้าหมองเล็กน้อย
ได้ยินเช่นนั้นบุตรสาวของตนเองแสดงใบหน้าแดงก่ำแก้มทั้งสองข้างบวมปูดขึ้นมาราวกับว่ากำลังแสดงท่าทางขุ่นเคือง
“ แต่ว่าไม่รู้ว่าเจ้าโกรธพ่อเรื่องอะไรแต่ว่าพ่อเองก็พอจะเข้าใจได้ว่าเรื่องราวและสาเหตุน่าจะเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ตัวของพ่อพูดออกไปก่อนหน้านี้”
“ อันที่จริงแล้วมันเองก็มีเรื่องราวมากมายให้ตัวของพ่อนั้นคิดและไตร่ตรองแต่ว่าเมื่อมาลองคิดดูแล้วก่อนหน้านี้ที่เจ้าพูดออกมาก็ดูเหมือนว่าจะหนักแน่นเป็นอย่างมาก”
“ เมื่อลองคิดดูแล้วสิ่งที่พ่อควรเชื่อมันจะเป็นความคิดของตนเองที่เกิดขึ้นมาจากความรู้สึกด้านลบหรือว่าเป็นความคิดของเจ้าดี”
“ แต่หลังจากในวันนี้ที่พ่อได้พบเจอเรื่องราวต่างๆมากมายมามันเองก็ทำได้แค่นั้นคิดได้แล้วสิ่งที่ตัวของพ่อนั้นควรจะเชื่อมันไม่ใช่ความคิดที่มันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกด้านลบเพียงแค่ชั่วขณะพ่อคงจะเชื่อเจ้า” ลู่หยางเปล่าออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง
หลังจากที่เขาพูดออกมาเช่นนั้นใบหน้าของบุตรสาวที่บวมปูดและแดงก่ำมันเองก็ได้ค่อยๆจางหายไป
หนิงหนิงการแสดงใบหน้ากลับคืนมาเช่นเดิมนางกระพริบตาปริบๆจ้องมองที่บิดาที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตนเอง
ลู่หยางเมื่อเขาพูดจบเขาก็ได้ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองไปที่บุตรสาวที่อยู่บริเวณด้านหน้า“ ว่าอย่างไรคำตอบที่พ่อให้เจ้าได้ในวันนี้คงจะมีเพียงแค่นี้? พอใจหรือไม่ ”
“ แล้วทีนี้เจ้าจะบอกพ่อได้หรือยังว่าเหตุใดเจ้าถึงโกรธพ่อ? ”
หนิงหนิงที่อยู่เบื้องหน้าที่ในตอนนี้กำลังแสดงใบหน้าเรียบเฉยนางค่อยๆแสดงรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างจากนั้นก็ทำการกล่าวขึ้นมา“ไม่จำเป็นแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อไม่จำเป็นจะต้องรู้แล้วว่าข้าโกรธท่านเรื่องอันใดคำตอบในวันนี้ที่ข้าได้รับข้าพอใจเป็นอย่างมาก”
“ ขอเพียงแค่ท่านพ่อเชื่อข้าก็พอ!!! ”
เรื่องทุกอย่างมันดูเหมือนว่าจะผ่านพ้นไปง่ายดายกว่าที่ตัวของเขานั้นคิดเอาไว้เสียอีก
เพียงแค่พูดคุยกันด้วยหลักการและเหตุผลทุกอย่างมันจะจบลงอย่างง่ายดายโดยที่ลู่หยางยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้บุตรสาวของเขานั้นโกรธเคืองเขาด้วยเหตุอันใดแล้วก็รู้เรื่องอะไรกันแน่
ล่าสุดท้ายดูเหมือนว่าตอนนี้คำตอบที่เขานั้นมอบให้กับนางมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้นางนั้นเลิกโกรธเคืองเขาไปเรียบร้อยแล้ว
บรรยากาศทุกอย่างภายในครอบครัวเริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมเมื่ออาหารมื้อเย็นมื้อนั้นมันเป็นมื้ออาหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
บรรยากาศตึงเครียดหรืออึดอัดในรอบสามวันที่ผ่านมามันเองก็ค่อยๆจางหายไป
ลู่หยางรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกภายในใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความโล่งใจ
แต่เรื่องนี้ที่เกิดขึ้นมันเองก็เป็นเหมือนกับสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจของเขามันจางหายไปด้วยเช่นเดียวกัน
รู้สึกก่อนหน้านี้ความรู้สึกด้านลบที่มันบังเกิดขึ้นมาภายในจิตใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องของแม่ทัพใหญ่ที่เขานั้นคิดว่าตนเองนั้นไม่เหมาะสมกับนาง
ในครั้งนี้หลังจากที่จัดการปัญหากับบุตรสาวได้เรียบร้อยแล้วเขาเองก็สามารถไต่ตรองและก็ครุ่นคิดได้หลายๆอย่าง
เมื่อก่อนเขาเคยเป็นหน่วยรบพิเศษของเขานั้นใช้กระบวนการความคิดและหลักการความเป็นจริงมาคิดคำนวณมากกว่าจะใช้ความรู้สึก
แต่ในตอนนี้มันไม่ใช่แล้วสิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้มันคือใช้ความรู้สึกของตนเองให้มากที่สุด
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ก็เพียงแค่ใช้ความรู้สึกก็พอไม่จำเป็นจะต้องคิดถึงเรื่องอันใดทั้งสิ้น
…
สถานการณ์ทุกอย่างมันดูจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีตอนนี้ทุกๆอย่างมันดำเนินไปในทิศทางที่ดีทั้งหมด
สองพ่อลูกสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่อย่างยากลำบากเพราะว่าลู่หยางก็มีโรงหมอที่ตอนนี้ก็ใหญ่โตสวนชาที่มีต้นชาสวรรค์ปลูกอยู่ก็สามารถได้เงินมากมายจากการค้าขายในทุกๆเดือน
ตอนนี้เงินที่เขาได้มาส่วนนึงแบ่งเอาไว้เป็นค่าเล่าเรียนและศึกษาในสถานศึกษาของบุตรสาว
เมื่อแบ่งเงินส่วนนั้นเอาไว้เรียบร้อยแล้วเขาเองก็ใช้เงินส่วนหนึ่งที่เป็นเงินที่เหลือจากส่วนนั้นมาใช้ซื้อที่ดินบริเวณรอบๆสถานที่แห่งนั้นเอาไว้เพื่อรอการขยับขยาย
จากคำแนะนำของคุณชายเว่ยทำให้เขาตัดสินใจรีบซื้อที่ดินบริเวณรอบๆให้รวดเร็วมากขึ้น
โดยที่เขาใช้เงินส่วนหนึ่งของตนเองซื้อที่ดินบริเวณรอบๆเพิ่มประมาณยี่สิบหมู่หรือว่าเป็นที่ดินที่พื้นที่ขว้างเป็นอย่างมาก
เขาเองก็สูญเสียเงินจำนวนไม่ใช่น้อยในการซื้อขายมันแต่การที่ตัวของเขานั้นต้องรีบตัดสินใจในการซื้อที่ดินส่วนนี้เก็บเอาไว้เพราะคำแนะนำของขอคุณชายเว่ยที่ว่าตอนนี้ผู้คนกำลังหลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้มากขึ้น
อย่างนี้มันจะใหญ่โตมากขึ้นถ้ามีผู้คนที่เข้ามาใส่มากขึ้นแสดงว่าทรัพย์สินภายในเมืองแห่งนี้มันจะมีมูลค่าที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก
มูลค่าของทรัพย์สินภายในเมืองแห่งนี้ที่สูงขึ้นไม่ได้เพียงแค่ของต่างๆเท่านั้นมันจะรวมไปถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างเช่นที่ดินตอนนี้ไปในเมืองแห่งนี้ยังมีที่ดินบริเวณชานเมืองมากที่ยังไม่ได้โดนซื้อขายไปแต่ถ้ามีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มากขึ้นจะต้องมองหาที่ดินและก็ซื้อมันเอาไว้ปลูกเรือนของตนเองอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นถ้ามีผู้คนเข้ามามากขึ้นมองถึงจำนวนและราคาของที่ดินภายในเมืองแห่งนี้มันเองก็จะมีมูลค่าที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว
ลู่หยางเลยตัดสินใจใช้เงินส่วนหนึ่งของตนเองในการซื้อที่ดินบริเวณรอบๆไม่ถึงประมาณยี่สิบหมู่
อย่างไรก็ซื้อเก็บเอาไว้ก่อนแล้วเขาเองก็มีความคิดว่าจะซื้อที่ดินเพิ่มอีกด้วยถ้าได้เงินจากการค้าขายชาสวรรค์ในรอบหน้า
…
วันเวลานั้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาดำเนินผ่านพ้นไปอย่างไม่มีย้อนกลับผู้คนหลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้มากขึ้นจริงๆอย่างที่ผู้คนนั้นคาดการณ์เอาไว้
ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่ตระกูลเว่ยขยับขยายเข้าไปตั้งรกรากการค้าขายในส่วนกลางได้
ในตอนนี้เมืองแห่งนี้มันก็กลายเป็นเมืองแห่งหนึ่งที่มีการค้าขายขนาดใหญ่และมีการเชื่อมโยงการค้าขายกับส่วนกลางอย่างผูกขาด
ผู้คนมากมายก็เลยเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้มากขึ้นจำนวนผู้คนภายในเมืองเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ไม่เพียงเท่านั้นรายละเอียดอย่างภายในเมืองเองก็ดูเฟื่องฟูเป็นอย่างมากกลายเป็นเมืองแห่งนี้เป็นเมืองแห่งหนึ่งที่น่าจะเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแล้ว
ในช่วงระยะเวลานับปีที่ผ่านมามีผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าหลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติเกี่ยวกับโรคระบาดในครั้งนั้นมาได้เมืองแห่งนี้มันจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้
ตระกูลเว่ยหลังจากที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลสวีพวกเขาเองก็ราวกับว่าเป็นพยัคฆ์ติดปีกสามารถบินได้อย่างอิสระ
ตอนนี้นับจากเวลาในตอนนั้นมันเองก็ผ่านมาร่วมหลายเดือน
บรรยากาศเริ่มเย็นตัวลงอย่างเห็นได้ชัดฤดูหนาวเข้ามาย่างกายในช่วงเดือนปลายเดือนสิบ
บรรยากาศนั้นหนาวเย็นหิมะสีขาวเริ่มโปรยปรายก้อนกลมๆที่ดุจดั่งปุยนุ่นเมื่อสัมผัสเข้ามันก็ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบค่อยๆตกลงมาจากท้องนภาลมหนาวพัดโชย สิ่งมีชีวิตหลายๆอย่างเริ่มเข้าสู่การจำศีล
ในตอนนี้ดินแดนแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยฤดูเหมันต์ที่เข้ามาย่างกายโปรยปรายลงมาจากบนท้องนภาความหนาวเย็นเข้ามาย่างกายเมืองตี้หนานปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลนหลังจากที่ช่วงเวลานั้นผ่านพ้นมาประมาณสองวันที่เข้าฤดูหนาว
เรืิอนไม้ของลู่หยางที่มันตั้งอยู่บนที่ดินของเขาตอนนี้ถูกซ่อมแซมเป็นอย่างดีไม่มีรอยผุพังและไม่มีรอยรั่วแถมมันยังถูกตกแต่งเพิ่มเติมจากไม้ชั้นดีที่ป้องกันความหนาวได้ดีกว่าเดิม
ภายในเรือนมันเองก็มีเตาหินขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้ใช้จุดกองเพลิงให้ความอบอุ่นภายในบ้านเครื่องนุ่งห่มรวมไปถึงเครื่องป้องกันความหนาวเย็นตอนนี้ก็มียังไม่ขาด
เพราะแบบนั้นฤดูหนาวที่เดินทางมาถึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาลู่หยางที่นั่งอยู่ภายในห้องโถงเล็กๆภายในเรือนไม้ของตนเองเขากำลังนั่งเขียนบางอย่างอยู่บนโต๊ะ
พู่กันที่แต้มน้ำหมึกสีดำกำลังตวัดวาดลงไปบนแผ่นกระดาษบุตรสาวชะโงกหน้าจ้องมองบิดาของตนเองที่กำลังจริงจังกับการเขียนบางอย่างลงบนกระดาษอย่างฉงน
หนิงหนิงสวมใส่ด้วยเครื่องแบบป้องกันความหนาวเป็นชุดขนสัตว์สีแดงดูน่ารักน่าเอ็นดูจ้องมองบิดาของตนเองกลางกับเอ่ยถาม“ ท่านพ่อกำลังทำอันใดอยู่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ”
“ นี่งั้นหรือ? มันคือเทียบยาน่ะ!!พอจำเป็นจะต้องเตรียมการเอาไว้ตอนนี้ภัยหนาวเข้ามาแล้วหน้าหนาวนี้มีอากาศที่หนาวเย็นกว่าทุกๆครั้งเกรงว่าจะมีโรคต่างๆที่ตามมาด้วยกำลังเตรียมการว่ามีโรคอันใดที่ผู้คนน่าจะป่วยเป็นได้บาง”
“ จำเป็นจะต้องเตรียมการขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือเจ้าค่ะ? ”
“ แน่นอนสิหน้าหนาวในครั้งนี้ตามตำราแล้วมีความหนาวเย็นมากกว่าหน้าหนาวทุกๆครั้งมีโอกาสที่ผู้คนนั้นจะป่วยเป็นโรคได้หลายหลายมากขึ้นพ่อเองก็จำเป็นจะต้องเตรียมการเอาไว้ ”ลู่หยางตอบกลับบุตรสาวด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่น
จบบท