พวกนายเคยเห็นเมืองที่ทั้งรวยและมีผู้คนพลุกพล่านแต่ก็แอบหลอนในเวลาเดียวกันไหม?
ถ้ายัง..
ขอแนะนำ 'เมืองนพบุรี' เมืองท่าที่ร่ำรวยที่สุดของอาณาจักรปัญจมิตร และตอนนี้มันคึกคักยิ่งกว่าเทศกาลลดราคาปลาทูน่าหน้าท่าเรือ
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะที่ปลายยอดเขาซื่อซานนั่นน่ะ..
มีสิ่งที่ทุกคนในยุทธภพหมายตาอยู่..
'สำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรี'
ใช่แล้ว..
ที่นั่นคือหนึ่งในสี่สาขาย่อยของสำนักที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่และคุณธรรมสูงส่งที่สุดในทวีป
แน่นอน..
เมื่อนำว่าสำนักมารวมเขากับคุณธรรมสูง
ผมเองก็เคยคิดว่าสำนักที่ดีขนาดนั้นควรจะมีแต่นักพรตใส่ชุดขาว นั่งสมาธิปากพึมพำสัจธรรมมุมมิมใช่ไหม
แต่เอาเข้าจริง..
พวกนั้นใช้กระบี่กันเก่งไม่เบา และฆ่าพรรคมารไปกองเท่าูเาในศึกเมื่อเกือบยี่สิบกว่าปีก่อน
แล้วด้วยผลงานชิ้นโบแดงแบบนั้น..
สำนักสี่ขุนเขาก็เลยได้แต้มบุญจากอาณาจักรอื่น ๆ ราชสำนักของทั้งสี่อาณาจักรจึงอนุญาตให้ตั้งสาขาย่อยในดินแดนตนได้
ผลที่ตามมาคือ..
เศรษฐกิจเมืองบูมแบบไม่เกรงใจใคร โรงเตี๊ยมราคาขึ้น อาหารธรรมดากลายเป็อาหารเลิศรส (แค่เพราะมี 'เยาวชนผู้มากับความหวัง' หลั่งไหลมาจากสารทิศ)
ส่วนร้านของฝากเหรอ?
พวกนายเคยเห็นผ้าเช็ดหน้าที่ปักลาย 'ูเาสี่ลูก' ผืนละสองเหรียญทองนั่นไหม?
ใช่เลย..
นั่นแหละของดีประจำเมือง
แต่ความวุ่นวายทั้งหมดมันก็มีเื้ัที่เป็ระเบียบอยู่นะ
เพราะเ้าเมืองซุนต้าชิง (หรือที่ผมแอบเรียกในใจว่า 'ตาลุงหน้าขน' อย่าไปบอกเขาล่ะ) ได้ส่งทหารมาดูแลความสงบเรียบร้อยรอบเขาซื่อซาน
เพราะวันนี้..
มันคือวันเปิดรับสมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรี
และใช่..
ผมก็มาที่นี่เหมือนกัน
แต่เดี๋ยว..
เดี๋ยวก่อน..
ยังไม่ใช่ฉากผมเดินหล่อกลางงานหรอก..
พักไว้ก่อน บรรยากาศมันสำคัญ..
แล้วพวกนายจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงเกลียดวันแบบนี้ที่สุด..
ท่ามกลางผู้สมัครเข้าทดสอบนับพันนับหมื่น
ใช่แล้ว..
พวกนายฟังไม่ผิดหรอก 'หมื่น'
ระหว่างเลขศูนย์สี่ตัว ก็มีกระผมเองนี่แหละที่ยืนแทรกอยู่ท่ามกลางพวกเขา
หลิวเจี้ยนบุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีผมยาวมัดหางม้าตามตำรา 'พระเอกกำลังภายใน' เป๊ะ ๆ
แต่แค่ในชื่อเท่านั้น..
เพราะสภาพตอนนี้..
ใต้ตาผมหมองคล้ำคล้ายคนแบกหินมาสามวันติด แถมใบหน้ายังซีดเหมือนเพิ่งวิ่งหนีผีมา
แน่นอนว่าไอ้หมอนั่น..ซุนโหวหวัง เ้าเพื่อนหน้าขนของผม มันสังเกตเห็นทันที
“เอ็งไปอดนอนที่ไหนมาฤา?
ฤาว่าตื่นเต้นเพราะการสอบของสำนัก?”
มันถามพลางทำหน้าทะเล้นราวกับตื่นมาด้วยร่างกายสดชื่นเหมือนดอกไม้หลังฝน
ผมหันไปทางมันใช้ตาแพนด้ามองขวาง ใจอยากจะสาดน้ำมนต์ใส่เผื่อมันจะเข้าใจ
“เ้าก็รู้ดี..
ว่าตลอดเจ็ดวันนี้ข้าต้องเจอกับอะไรบ้าง
ยิ่งเมื่อคืน..
ให้ตายเถอะ..
ท่านย่าเห็นว่าเป็คืนสุดท้ายที่ข้าจะอยู่บ้านตระกูล ท่านก็เลยจัดหนัก!!
ส่งหลินซินมาหาข้าแบบเวียนมาหาข้า
ข้าไม่รู้ว่าข้าไปทำเวรทำกรรม อะไรไว้
เล่นไม่ได้นอนทั้งคืน”
ถ้าให้ผมอธิบายง่าย ๆ
ก็คือ..
สถานการณ์ที่ผมเจอ มันไม่ได้ต่างจากถูกไล่ล่าด้วยโซ่ที่ส่งเสียง 'กรุ้งกริ้ง' ได้ทุกห้านาที!
“ข้าถึงขั้นลากตู้เสื้อผ้ามาบังประตู แล้วเอาหลังพิงหน้าต่างไว้กันไม่ให้นางโผล่หัวมาอีก
ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองหลับไปตอนไหน...”
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่..
ใจนึงก็สงสารตัวเอง อีกใจก็สงสารหลินซิน เพราะเอาจริง ๆ เธอก็คงไม่ได้อยากถูกสั่งให้ทำแบบนั้นนักหรอก
และแน่นอนว่าซุนโหวหวังมันไม่เข้าใจความเศร้าอันลึกล้ำของผมเลยสักนิด
“ฮ่าๆๆๆๆๆ
เอ็งก็ยอมนางสักคราจักเป็ไรไป!”
มันหัวเราะพลางโน้มตัวมากระซิบกระซาบใส่ผมเหมือนพ่อค้าขายของผิดกฎหมายที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ
“ไม่แน่นะ..
เอ็งอาจติดใจจนถอนตัวไม่ออกแล้วก็ได้ อย่าได้ทรมานเจี้ยนน้อยไปเลยเกลอเอ๋ย”
“...”
คำพูดของไอ้เพื่อนหน้าขนถึงกับทำให้ผมพูดไม่ออก
ใช่..
ผมรู้ว่าพวกนายก็คงอยากจะเห็นด้วยกับมันแหละ
ผมไม่ได้โกรธนะ..
แต่ช่วยเข้าใจด้วยว่าทั้งหมดมันไม่ได้เป็อย่างที่คิด!
นี่มันคุกคามทางเพศนะพวกนาย!!
ในตอนนั้นผมพยายามจะไม่คิดถึงเื่เมื่อคืน
แต่พอได้ยินไอ้เพื่อนตัวดีเปิดประเด็น ภาพจ้าวปีศาจหลินซินก็ผุดขึ้นมาในหัวของผม
เอาล่ะ..
พอเลย!
ผมยังอยากสอบติดโดยไม่หัวแตกกลางทางนะ!
“พอเลยพอ!!
จะให้เป็แบบนี้ก็ไม่ไหว
ขอบายดีกว่า...”
ผมสะบัดหน้าใส่มัน เสียงอ่อนระอาจนคนฟังคงคิดว่าผมอกหัก
แต่จริง ๆ แล้วผมแค่ 'กลัวตาย'
“ก็จริงของเอ็งล่ะเกลอเอ๋ย..
แม่หลินซินดูหมองหม่นเกินไป”
ไอ้หมอนั่นส่ายหัวทันที
ซึ่งผมก็เข้าใจในมุมมองของซุนโหวหวังนะ
หลินซินน่ะ..
เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ยิ้มแล้วโลกสดใสอะไรแบบนั้น
เธออาจเป็ประเภทที่ยืนเฉย ๆ แล้วอากาศรอบข้างจะหนาวลง 3 องศาโดยอัตโนมัติในความคิดของเพื่อนหน้าขนของผม
แต่สำหรับผมนั้นไม่ใช่..
เพราะคนเราการที่จะมีท่าทางแบบนั้นได้ ต้องผ่านเื่ราวที่ทำให้เจ็บช้ำมาบ้าง..
แม้ในตอนนั้นผมจะไม่รู้ว่าหลินซินต้องพบเจออะไรมา..
แต่ในตอนที่ฟังจากปากของยี่ฟู่ในภายหลัง
มันก็ได้ทำให้ผมมองเธอในมุมมองที่แตกต่าง..
“แล้วอีกอย่าง.
เ้าก็รู้ว่าตัวข้านั้นมีอันตรายรออยู่รอบตัว
จะให้ผูกพันกับใครเพิ่มไม่ได้จริง ๆ
ข้ายังไม่แข็งแรงพอจะปกป้องคนที่ข้าห่วงได้เลย”
ผมถอนหายใจพลางเดินต่ออย่างเบื่อหน่าย
ขอสารภาพตามตรง มันไม่ใช่แค่ความกลัว
แต่เป็ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
คนพรรคมารน่ะยังไม่เท่าไหร่หรอก
แต่ถ้าาาจากอีกสองอาณาจักรเข้ามาเล่นด้วย..
หลิวเจี้ยนคนนี้ก็คงไม่ได้มีเวลานอนแช่อ่างเงียบ ๆ อีกเลยไปทั้งชีวิต
อาจได้นอนในที่แคบ ๆ ที่เรียกว่า 'โลง' แทน
“จริงอย่างที่เอ็งพูด..
เอ็งมันเป็ชนวนเคลื่อนที่..ที่พร้อมก่อความวายวอดไปทั่ว”
หมอนั่นพูดเหมือนจะชม..
แต่พวกนายก็น่าจะรู้..
มันคือการด่าแบบกลาย ๆ ชัด ๆ
“แต่ช่างเถิดเกลอเอ๋ย”
มันพูดพลางกอดคอผมอย่างอารมณ์ดี
“ในเมืองนี้อย่างไร ๆ เอ็งก็ปลอดภัย
มีฉันอยู่ด้วยทั้งคน..
ไหนจะเ้าคุณพ่อของฉันอีก..
เอ็งไม่ต้องห่วง..
ไปเถิด.. หากรั้งรออยู่ตรงนี้ก็ไร้ความ พวกเราไปที่โต๊ะลงทะเบียนก่อนเสียดีกว่า”
ผมมองมันแล้วยิ้มบาง ๆ
บางที..
บนเส้นทางที่อันตรายสุด ๆ นี้
การมีสหายที่บ้าบอแต่อยู่ข้าง ๆ อาจเป็เกราะป้องกันที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
อ้อใช่..
พวกนายอาจสงสัย..
ว่าผมกับโหวหวังไปสนิทกันตอนไหน..
พูดตามตรง..
ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดหรอกว่าไอ้หมอนั่นจะมาหาผมทุกวันแบบนี้
ใช่ครับ..
เ้าเพื่อนหน้าขนคนนี้ของผม ตอนแรกมันก็มาตามคำสั่งของพ่อของมัน
แต่หลัง ๆ ดูเหมือนมันจะมาตามใจตัวเองมากกว่า
จะว่าไปผมก็ไม่แปลกใจหรอก
เพราะผมน่ะ.. หล่อ ฉลาด และมีเื่เล่าเยอะ
โอเค..
ก็ได้ ๆ ผมยอมรับ..
ผมก็แค่เป็คนที่มาจาก 'นอกทวีป' เลยมีเื่แปลก ๆ เล่าให้มันฟังเยอะ โดยเฉพาะเื่ที่เรียกว่า 'เทคโนโลยี'
ไอ้หมอนี่สนใจเทคโนโลยีมากเป็พิเศษ เพราะพี่แกเกิดและโตในเมืองท่า ได้ยินเื่ราวจากโลกภายนอกมาั้แ่เด็ก
พอมาเจอคนที่พูดถึงพวกนั้นได้จริง ๆ อย่างผม ก็เลยติดใจน่ะนะ
แต่รู้ไหมว่าอะไรที่มันสนใจมากที่สุด?
สาว!!
โดยเฉพาะสาวในอินเทอร์เน็ต คลังรูปภาพไร้ขอบเขตที่มันอยากได้มาไว้ใน
โปรดเชื่อผมเถอะ..
ว่าผมพยายามอธิบายไปหลายครั้งแล้วว่ามันไม่ใช่ของที่เอามายัดใส่กระเป๋าได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะโหลดใส่แหวนมิติได้ด้วย
แต่หมอนี่ก็ไม่เคยเข้าใจ!!
มันบอกว่าถ้าผมหา 'อินเทอร์เน็ต' มาให้มันได้ มันจะยอมถวายสมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลให้ผมเลยด้วยซ้ำ
ระหว่างเดินทางไปยังโต๊ะลงทะเบียน มันก็ทำตัวอย่างกับเทพบุตรสายเปย์แห่งยุทธภพ
เจอสาวคนไหน.. มันก็เดินปรี่ไปยื่นดอกไม้ให้ ปากก็หยอดคำหวานจนผมต้องเดินเบี่ยงหลบฉากออกมาทุกครั้ง
ผมนับเล่น ๆ ั้แ่เดินออกจากบ้านมาถึงตรงนี้ มันแจกดอกไม้ไปเกือบยี่สิบดอกแล้ว
และพวกคุณอยากรู้ใช่ไหมครับว่ามันไปเอามาจากไหน?
ผมก็อยากรู้เหมือนกัน!
มันไม่ได้หยิบออกจากแหวนมิติแน่นอน ผมจับตามองอยู่
แล้วพอถามไปตรง ๆ ว่า 'เ้าซ่อนไว้ตรงไหน?'
มันก็ตอบหน้าตาเฉยว่า 'นักมายากล เขาไม่บอกเคล็ดลับกันหรอกเกลอเอ๋ย..'
ให้ตายสิ..
ขี้งกชะมัด..
“บุปผางาม..ย่อมคู่กับคนงาม มิทราบว่าแม่หญิงเป็คนบ้านใดหรือ?
ฉัน..ซุน..โหว..หวัง..จึงมิเคยได้เห็นความงามเลิศล้ำของแม่มาก่อนเลย?”
ทันทีที่เสียงทุ้มกระเส่าในสไตล์ที่เ้าตัวคิดว่าเท่เปล่งออกมา ผมก็รู้ทันทีว่าเพื่อนของผมกำลังปฏิบัติภารกิจประจำวันอีกแล้ว
ภารกิจที่ชื่อว่า 'หว่านเสน่ห์ใส่หญิงสาวไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ยางอาย'
ครับ.. นั่นแหละ..
เพื่อนคนแรกของผมบนยุทธทวีป..
ผมดันซุ่มกาชาได้ไอ้หูดำคนหนึ่งมา..
เกลือชัด ๆ . . .
และแน่นอน..
คราวนี้เหยื่อของมันคือหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่คุ้นเคยกับเมืองนพบุรีมากนัก
“ซุน? หรือว่าท่านคือนายน้อยซุนโหวหวังแห่งตระกูลพญาวานร?”
หญิงสาวถามกลับด้วยท่าทางใปนประหม่า
แล้วรู้ไหมมันทำอะไรต่อ?
มันรีบก้าวเข้าไป! ใช้มืออีกข้างจับมือหญิงสาวขึ้นมาแบอย่างสุภาพ (หรืออย่างที่มันเข้าใจว่าดูสุภาพ) แล้วก็ยัดดอกคาร์เนชั่นสีแดงลงไปทันที
“ดูจากท่าทางของแม่หญิงแล้ว..
แม่คงมิใช่คนเมืองนี้แน่แท้..
หากแม่ช่อชบาอยากให้ฉันแนะนำเมืองนี้เป็การส่วนตัว..
สามารถมาหาฉันได้ทุกเมื่อ...”
พูดจบ.. มันยังไม่วาย..
ขยิบตาใส่นางอย่างหยาดเยิ้ม
ครับ..
พวกคุณฟังไม่ผิด
มัน..ขยิบ..ตา..!
ถ้าผมมีกระจกผมก็อยากเอาให้มันส่อง ว่าท่าทางของมันไม่ได้ดูดีเลย
แต่เชื่อผมเถอะ..
ว่าต่อให้ผมมีกระจกจริง ๆ มันก็คงไม่เห็นหรอก
ขนาดผู้หญิงคนนั้นที่แสดงออกชัด ๆ ว่า 'กลัว' มันยังมองไม่เห็น
หากมาอยู่บนทวีปปกติ..
มันคงถูกตำรวจลากเข้าซังเตไปแล้ว..
และถ้าคุณสงสัยว่า 'แล้วผมทำอะไรอยู่?'
ผมก็ได้แต่กลอกตาจนปวดเบ้าทุกครั้งที่มันยื่นดอกไม้พร้อมบทกลอนเสี่ยว ๆ ใส่สาว ๆ
อย่าเข้าใจผิดนะครับ..
ผมไม่ได้อิจฉา..
แต่ช่วยรีบเดินสักทีได้ไหม!! จะรีบไปลงทะเบียน!
“ขะ...ขออภัยนายน้อยซุนที่ข้ามิรู้ว่าเป็ท่าน ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่จริง ๆ”
หญิงสาวนางนั้นพูดพร้อมตัวสั่นเทิ้ม ไม่รู้ว่าเพราะความตื่นเต้น หรือว่าอากาศบนเขาซื่อซานมันเย็นกันแน่ (ถ้าถามผมเธอต้องกลัวแน่ ๆ ดูท่าเธอจะลนจนจะกลืนลิ้นอยู่แล้ว)
จะว่าไปก็เข้าใจได้อยู่ ซุนโหวหวังที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอน่ะ ไม่ใช่แค่เ้าหนุ่มหน้าขนผู้ปากหวานอย่างเดียว
มันยังเป็ 'ว่าที่ผู้นำตระกูลซุน' อีกด้วย
ใช่ครับ..
ตระกูลซุน..
หนึ่งในตระกูลห้าเสาหลักของอาณาจักรปัญจมิตร
พูดง่าย ๆ อำนาจของตระกูลซุนบนผืนแผ่นดินปัญจมิตร โดยเฉพาะในเมืองนพบุรีนั้นเรียกได้ว่า 'ยิ่งใหญ่คีบฟ้า'
หญิงสาวคนนั้นทำท่าจะคุกเข่าลง!
แต่ซุนโหวหวังกลับคว้ามือเธอไว้ก่อน พร้อมส่งสายตาราวกับกำลังถ่ายโฆษณาครีมทามือ
“ตรงนี้มีแต่หิน.. มีแต่กรวด..
หากแม่คุกเข่าให้ฉันแล้วเกิดถูกเศษหินพวกนั้นบาดจนเป็แผล..
ใจของฉันคงปวดร้าวน่าดู”
ครับ...
ถ้ามีประกวดวาทศิลป์ระดับภูมิภาค ผมจะยื่นใบสมัครให้หมอนี่ทันที
แล้วหากพวกนายคิดว่ามันจะจบด้วยมุกเสี่ยว ๆ แบบนั้น
ผมบอกเลยว่าคิดผิด
มันโน้มดอกคาร์เนชั่นในมือไปแตะตรงอกซ้ายของหญิงสาว (ให้ตายเถอะ นี่มันตัวอันตรายชัด ๆ)
“อีกอย่าง..
ฉันมิได้อยากให้แม่จำฉันด้วยสายตา..
ขอเพียงตรงนี้ของแม่..
มีฉันอยู่บ้าง..
รอบหน้าเราจักได้ไม่ลืมกันก็พอแล้ว..
ว่าแต่แม่ชื่อสกุลใดฤา?
ฉันใคร่รู้ยิ่งนักว่าช่อมาลีที่งดงามเช่นแม่..
จะมีชื่อที่ไพเราะสักเพียงใด”
ผมรู้..ผมรู้น่า..
ไอ้หมอนี่มันเสี่ยวใช้ได้..
และผมก็อยากจะหนีจากมัน
แต่ผมทำไม่ได้..
มันคือกาชาเพื่อนที่ผมสุ่มได้มันแค่คนเดียว..
แล้วในตอนที่โหวหวังกำลังหว่านเสน่ห์อยู่นั้น!
จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อมันออกมา
“ซุนโหวหวัง”
ตอนแรกผมนึกว่าหญิงสาวคนที่มันจีบอยู่เป็คนพูดออกมา
แต่ไม่ใช่..
เสียงนั้นมาจากข้างหลัง
พวกเราสองคน..
ผมกับไอ้หมอนั่นก็เลยหันมองไปพร้อมกันแล้วก็เจอกับกลุ่มคนชุดขาวล้วนประมาณแปดคนยืนเรียงกันอย่างมีระเบียบ
และตรงกลาง..
ยืนอยู่คนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็คนที่เรียกโหวหวัง
พอเห็นหน้าเธอ ปฏิกิริยาของซุนโหวหวังเรียกได้ว่าเปลี่ยนไปในทันที
จากที่เคยแผ่รัศมีเทพเ้าแห่งการหว่านเสน่ห์..
กลับเหี่ยวลงอย่างกับมะม่วงสุกที่โดนรถเหยียบ
“แม่ซากิ...”
ซุนโหวหวังพึมพำเบา ๆ แต่ผมได้ยินชัด
และคุณผู้ฟังที่รักครับ..
ผมอยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยว่า..
ถ้ามีใครทำให้หมอนี่หน้าเสียได้ในสามวินาที..
ยิ่งเป็ผู้หญิงที่หน้าตาดีด้วยแล้ว..
คนคนนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน..
โอเค..
ถ้าพวกนายนึกภาพไม่ออก..
ลองนึกสภาพตอนที่พวกนายกำลังต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำดู พอกลับมา กลับเห็นว่าตัวเองลืมเสียบปั๊กกาต้มน้ำ
นั่นแหละ..
ใบหน้าแบบนั้นเลยตอนที่เพื่อนหน้าขนของผมมองไปทางผู้หญิงที่ชื่อซากิอะไรนั่น
เื่หน้าตาของเธอนะเหรอ..
อืม..
จะว่ายังไงดี..
ก็สวยนะ..
แต่สวยแบบน่ากลัวนิด ๆ
ถ้าพูดให้เห็นภาพ..
เธอดูเหมือนจันทร์เพ็ญที่ส่องแสงตอนกลางคืน..
อาจดูว่าสวย..
แต่กลับแฝงกลิ่นอายบางอย่างที่น่ากลัวเอาไว้..
“ไม่เจอกันนาน..
เ้าเองก็ยังคงนิสัยเช่นนี้ไว้เหมือนเก่า
เ้าไม่เปลี่ยนไปเลย ไอ้ลิงมากราคะ! ยังเป็คนที่น่ารังเกียจไม่สร่าง”
ครับ..
คำพูดจากหญิงสาวผู้สง่างามดังสายฟ้าฟาดกลางหน้าผากซุนโหวหวังเป๊ะ ๆ
ผมหันไปมองมัน...
สีหน้าหมอนี่แบบว่า..
ขนบนหน้าของมันทุกเส้นแทบจะหงิกตามสีหน้าของมัน
แล้วด้วยความอยากรู้..
ผมเลยโน้มตัวเข้าไปกระซิบถาม
“นางคือผู้ใด? เหตุใดเ้าถึงทำเหมือนกับเห็นผีเช่นนั้น?”
ซุนโหวหวังไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ เสียงของมันเบาจนแทบต้องแนบหูถึงจะได้ยิน
“อุสางิ..
ซากิ..”
“ตระกูลอุสางิ...?
หรือว่านางคือคนจากตระกูลศศะ?
หนึ่งในห้าตระกูลห้าเสาหลักเหมือนกับเ้า?”
ผมเอ่ยถามเสียงเบา
ซุนโหวหวังพยักหน้า..
ช้า ๆ
อย่างกับกำลังกลืนยาที่ฝืดคอ
สำหรับผม..
ผมไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างพวกมันสองคนเคยมีเื่อะไร
แต่จากออร่าของซากิกับสีหน้าของโหวหวัง..
ผมว่า..
เื่มันต้องใหญ่มากแน่ ๆ
และเดี๋ยวนะ..
ตอนนี้ไอ้หมอนี่ก็ดันเป็เพื่อนคนเดียวของผม!!
นี่ดวงของผมจะทำให้ผมต้องเจออะไรแบบนี้จริง ๆ หรือ
ขอร้องล่ะ..
พลีซ..
"ไม่เพียงแค่นั้น..
เ้าหล่อนยังเป็บุตรสาวของท่านหญิง อุสางิ ยูกิ เ้าเมืองศศะจันทรา
นางคือว่าที่เ้าสกุลเช่นเดียวกับฉัน"
คำพูดของโหวหวังมันดังพอจะได้ยิน
แต่ผมนี่ต้องกลั้นหายใจเงี่ยหูฟังเลย
ให้ตายสิ..
เธอไม่ใช่แค่สตรีสูงศักดิ์ธรรมดา
แต่เธอเป็ 'ทายาทโดยตรงของเ้าเมืองหนึ่งในห้าเสาหลัก'
ผมว่าอีกไม่กี่ลมหายใจข้างหน้า..
อาจจะมีลิงหน้าขนกลิ้งลงเขาก็ได้..
ผมหันไปมองหน้าโหวหวัง แล้วกระซิบเบา ๆ
“ไอ้เกลอเอ๋ย!
นี่เอ็งจีบสตรีทุกคนที่ข้ามผ่านโดยไม่ดูป้ายหน้าร้านเลยหรือไง?”
หมอนั่นถอนหายใจออกมาเสียงยาวแบบคนที่รู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้าหน่วยลงโทษสำนัก
“เื่มัน.. อื่ม..
ข้างข้างจักซับซ้อน..
เอาไว้ฉันจะเล่าให้เอ็งฟังคราวหลัง”
น้ำเสียงของหมอนั่นตอนนี้ไม่เหลือเค้าความกะล่อนเลยสักนิด
เอาจริง ๆ
ผมก็เริ่มอยากฟังแล้วล่ะว่าผู้หญิงอะไรจะมีพลังทำให้จอมเ้าชู้หน้าไม่อายอย่างโหวหวังกลายเป็แค่ลิงหงอย ๆ ได้ขนาดนี้
และผมว่าพวกนายเองก็คงอยากรู้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ...