เทียนหลง อัดอั้นตันใจเื่การเรียนท่าเท้าเทวราชข้ามลำธาร เขาไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิงว่า ความยากและระดับที่อาจารย์ผู้สอน อธิบายให้ฟังคืออะไรกันแน่ ั้แ่เขาเริ่มฝึกจนถึงตอนนี้เวลาผ่านไปเพียง หนึ่งฤดูหนาว บรรลุถึงขั้น สองร้อยห้าสิบหกความแปรเปลี่ยนอีกทั้งหลักไม้สำหรับฝึกในสถานศึกษา ยังมีความสูงเท่ากันหมด ห้า เิเแล้วจะฝึกเคล็ด “บน ล่าง สูง ต่ำ” ได้อย่างไรคิดไปคิดมาอัดอั้นใจจนหลับไป ตื่นออกมาฝึกวิชาบนหลักั้แ่เช้ามืดถ้าหากหานกุยมาเห็นตอนนี้คงตะลึงชักกระตุกใ กลับบ้านเก่าเป็แน่ร่างของเทียนหลง ขยับบนหลักแปดทิศ เคลื่อนไหววูบวาบว่องไวจนมองไม่ทันดูผ่านๆเหมือนมีเทียนหลงแปดคน ขยับตัวกระโจนทะยานในท่วงท่าที่แตกต่างกัน
หากปู่จางอยู่บ้านเขาสามารถสอบถามเื่ความก้าวหน้าได้ แต่นี่ไม่รู้จะไปสอบถามใครเพื่อระบายความอัดอั้นเขาออกแรงขยับร่างตามเคล็ดวิชาอย่างบ้าคลั่งผ่านไปหลายสิบอึดใจ เขามีความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง เทียนหลงหยุดร่างบนหลักที่เจ็ดแล้วกวาดตามองไปยังแนวป่าหลังบ้าน “ตัวอะไร..” เขาะโลงจากหลักฝึกคว้าพลองยาวเมตรครึ่ง ขึ้นมามองไปในป่า คำรามแค่นเสียงเบาๆ “มาสิ..”
หลังจากผ่านการถูกโจมตีจากปลาไหลหิมะธนูเพลิงแล้ว เขาไม่เคยกลัวการโจมตีใดๆ จากสัตว์วิเศษอีกเลยไม่ว่าจะเป็กลางวันหรือกลางคืน บนบกหรือในน้ำ หากมันกล้ากัดเขา เขาก็กล้าตีมันจะกินเขา เขาก็จะกินมัน หากสู้ไม่ได้ก็วิ่งหนีด้วยระดับความสำเร็จของวิชาตัวเบาตอนนี้ เขามั่นใจต่อให้เป็สัตว์วิเศษที่วิ่งเร็วราวม้าวิเศษติดปีก ก็ตามเขาไม่ทัน ยังไม่ทันขยับตัวก็ได้คิดที่ผ่านมาเขาฝึกวิชาตามเคล็ดวิชากำลังภายนอกมาตลอดวิชาตัวเบานี้ไม่ต้องใช้พลังวัตร แต่ตอนนี้เขาสำเร็จวิชาวิถีัขนดแล้ว ทำไมไม่ลองผสานใช้ละ เร็วเท่าความคิด โคจรพลังพร้อมขยับตัว พุ่งไปทันที
เปรียบเหมือน ลูกธนูพุ่งจากแหล่งเขาพุ่งเข้าไปในแนวป่าอย่างรวดเร็ว พึ่งผ่านเข้าแนวป่าได้ สองร้อยเมตรก็ได้ยินเสียงใบไม้ไหว แตกกระจาย พร้อมเสียงคล้ายเสียงหมาป่าหนีออกไปไกลๆ เขาหยุดไม่ตามต่อ “หมาป่าออกจากป่ามาถึงนี่ หากเจอชาวบ้านเข้าคงเกิดเื่ใหญ่แน่ต้องบอกลุงฟานโหว ให้มาวางกับดักในป่านี้แล้ว” หลังบ่นพึมพำก็หันมาสำรวจตัวเอง “พึ่งหัดประสานพลังกับวิชาตัวเบายังติดขัดมากนัก รู้สึกเวลาขยับตัว ยังเก้ๆกังๆขัดไปหมด นับแต่นี้ต่อไปข้าต้องฝึกการผสานพลังในขณะฝึกวิชาตัวเบา” พูดกับตัวเอง แล้วเดินกลับไปเริ่มฝึกบนหลักแปดทิศต่อ...
ในป่า ห่างจากเทียนหลง ถึงห้าร้อยเมตรมีเงาร่างสองสาย แอบแฝงกายเงียบอยู่บนต้นสนขนาดใหญ่ พอเทียนหลงเดินพ้นแนวป่ารออยู่ชั่วขณะ "คิดไม่ถึง มันถึงกลับรู้สึกตัว ว่าโดนลอบมอง" ว่าแล้วทั้งสองคนก็ขยับร่างพุ่งลึกหายไปในแนวป่า ...
ยามเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็เวลาที่มืดมิดที่สุด นายทหารยามประจำจวนเ้าเมือง ตั้งใจทำหน้าที่ อย่างเคร่งครัดไม่หย่อนยานพาทหารผู้ติดตามห้าคน เดินตรวจรอบบริเวณ ริมกำแพงได้ยินเสียงผิดปรกติก็ตวาดเสียงดัง “ใคร!...ออกมาเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงที่นี่จวนเ้าเมืองสุ่ย คิดลอบเข้ามา มันไม่ง่ายเช่นนั้น..!” พร้อมเสียงตวาด ทหารทุกคนชักดาบออกมาโดยพร้อมเพรียงแสดงให้เห็นถึงวินัยทหารอันขัมแข็งเข้มงวด
“ข้าเอง...ไม่ต้องวุ่นวายไปเ้าทำหน้าที่ได้ดีมาก..” ปรากฏร่างเ้าเมืองสุ่ยเฟิงซีหมิน กับ ตงชิงหาน ทั้งสองใส่ชุดดำที่ใช้เคลื่อนไหวยามราตรี เหล่าทหารทำท่าคารวะเฟิงซีหมานโบกมือไล่ ให้ทหารรักษาการณ์จากไป แล้วหันไปคุยกับตงชิงหาน “เ้าคิดเห็นว่าไง...”
ที่แท้หลัง เฟิงซีหมินได้รับรายงานจาก ตงชิงหาน ตัดสินใจไปตรวจสอบเทียนหลงเป็ครั้งสุดท้ายด้วยตนเองก่อนที่จะเลิกให้คนติดตาม ตงชิงหาน “คนของข้ารายงานว่า เด็กน้อยจางเทียนหลงสำเร็จขั้นสูง ของวิชาท่าเท้าเทวราชแต่สิ่งที่ข้าเห็นนี่มัน..ไม่ใช่บรรลุขั้นสูงแล้วแต่..นี่ถึงกับบรรลุขั้นพิสดารล้ำในตำนาน เล่าลือกันถึงตำนานของวัดเว่ยต้าหลงซู่มีเพียง พระเถระชั้นผู้ใหญ่ไม่กี่คนที่สามารถบรรลุถึงขั้นพิสดารล้ำวิชาท่าเท้าเทวราชข้ามลำธารเป็วิชาที่รู้จักและฝึกฝนไปทั่วแผ่นดินข้าเองก็เคยฝึกมา แต่เมื่อเทียบกับ ตัวเบาของเ้าเด็กประหลาดนั้นระดับที่บรรลุต่างชั้นกับข้าราวฟ้ากับก้นเหวข้าเป็แค่เต่าจะเด็กนั่นเป็พญาอินทรี ทั้งๆที่เห็นได้ชัดเจนว่าที่เ้าเด็กนั้นฝึกเป็วิชากำลังภายนอก อย่างแท้จริง แต่ยังมีอานุภาพถึงเพียงนี้ถ้าเกิดมันผสานกำลังวัตรโคจรใช้ออก คงจะเกิดตัวเบาระดับภูติผีปีศาจปรากฏร่างไม่สามารถจับต้องเงาของมันแน่นอน วันนี้หากไม่ได้รองแม่ทัพไช่เลียนเสียงหมาป่าจากไป เกิดไล่ล่าขึ้นมาจริงๆข้าว่าพวกเราคงหนีไม่พ้นมือเ้าเด็กน้อยนั่นแน่ จะกระอักกะอ่วนกันไปใหญ่”
เฟิงซีหมินตัดสินใจในทันที “เลิกติดตามเ้าเด็กน้อยนี่ได้แล้วมันฝึกวิชาตัวเบากำลังภายนอกเช่นนี้ สวนทางกับวิชาตัวเบาเงาภูติแสดงว่าไม่ใช่กลุ่มมือสังหารมืดที่เราต้องป้องกัน แค่พลังเสียงที่มันแค่นออกมายามไม่ตั้งใจถึงกลับสามารถะเืชีพจหัวใจข้านี่ไม่ใช้แนวทางวิชาพลังผนึกภูตโลกันต์แน่นอน แต่กลับเป็เฒ่าสมุนไพรจางเหว่ยสามารถสอนเด็กประหลาดนี่ออกมาได้ เขาไม่ธรรมดาแน่นอน ลองสืบเสาะจากทำเนียบยุทธ์โดยพาะ ทำเนียบตำหนักโอสถเทพ!”
ตงชิงหานตาโปนเท่ากระดิ่ง ส่งเสียงสูง “…ทำเนียบตำหนักโอสถเทพ!..ทำเนียบตำหนักโอสถเทพ!ในตำนาน เชียวรึ ..ท่านคิดว่า เฒ่าหาสมุนไพรซอมซ่อนี่จะเป็คนในทำเนียบตำหนักโอสถเทพ! นั่นมัน..ทำเนียบยอดเซียนนักปรุงโอสถเชียวนะ! ..ตัวตนระดับนั้น ผู้มีโอกาสได้พบอย่างน้อยก็ต้องระดับท่านอ๋อง”
เฟิงซีหมิน ”แล้วเ้าคิดว่า ตัวตนระดับใด จึงจะอบรมเด็กประหลาดแบบเทียนหลงออกมาได้ นี่แค่วิชาตัวเบาขั้นพื้นฐานเองนะพวกเรายังไม่รู้เลยว่าเ้าเด็กนั้นมีอะไรซ่อนไว้อีก แค่พลังธาตุในตัวยังระบุไม่ได้..นี่มันพิสดารเกินไปแล้ว
นี่เป็คำสั่ง! นับแต่นี้ไม่ต้องสอดแนมปู่หลานคู่นี้กลับต้องคอยดูแลพวกมันโดยเฉพาะเทียนหลง ่ที่ปู่ของมันไม่อยู่พวกเ้าต้องดูแลให้ดี..ไม่แน่หากผูกมิตรกับเซียนโอสถได้พวกเราจะมีต้นทุนสำคัญในการ..ช่วยท่านผู้เฒ่า” พูดจบเ้าเมืองสุ่ย ก็โบกมือตัดบท เดินจากไป
เมื่อฟ้าสางเทียนหลงก็พุ่งลงน้ำฝึกวิถึัขนดในทันที เขายังไม่เริ่มฝึกวิชาัพสุธาคิดว่าต้องทำให้ปราณัขนดเสถียรมากกว่านี้อีกสักหน่อย อีกอย่างคงต้องรอให้เขาฝึกผสานวิถีัขนดเข้ากับวิชาตัวเบาได้ระดับหนึ่งก่อน ฝึกปราณใต้น้ำเพียงสี่ชั่วโมง
‘เฮอะ!หากตงชิงหานพบว่าเทียนหลงถึงกับฝึกปราณใต้น้ำได้นานถึงสี่ชั่วโมงจวนเมืองสุ่ยต้องแตกตื่นจนจวนแตกแน่ๆ...’
หลังจัดการภารกิจส่วนตัว เทียนหลงเข้าป่าเพื่อค้นหาสมุนไพร “หญ้าหยาดน้ำค้าง” เขาไม่กล้าเข้าไปลึกมาก ยิ่งเขตป่าต้องห้ามไม่ต้องพูดถึงถึงแม้มีพลองไม้ติดตัวมีวิชาตัวเบายอดเยี่ยมแต่เขาเองยังไม่เป็วิชายุทธ์การต่อสู้สักอย่างหนึ่งวันนี้เขาโชคดีเข้าป่ามาไม่นานเจอสมุนไพรวิเศษต้นหนึ่ง เป็บัวปรโลกดอกใหญ่เท่ากระโถนแตรใบใหญ่ มันขึ้นอยู่ตรงกลางซอกหินขนาดย่อยสามก้อนแต่ละก้อนสูงเกือบเท่าหัว เขาเดินผ่านไปแล้ว แต่ได้กลิ่นถึงรู้ว่ามันอยู่แถวนั้น
วนหาอยู่พักใหญ่ถึงเจอกลิ่นของมันจำเพาะอย่างยิ่ง กลิ่นเหมือนศพเน่าแต่แฝงความเปรี้ยว ดอกสีแดงเป็ชั้นๆจัดอยู่ในกระสายยา แก้โรคลมมืด* หายากยิ่งนักตำแหน่งที่ต้นขึ้นอยู่อยู่ตรงกลางซอกหินพอดี ช่องแคบมาก ตัวแทรกลงไปไม่ได้ เทียนหลงขึ้นไปนอนราบบนโขดหินยังยื่นมือลงไปไม่ถึง พยามอยู่หลายที ขัดใจ!จึงพลักโขดหินด้านหนึ่งไปข้างๆความรู้สึกที่มือััได้ เหมือนโขดหินขยับวูป “เอ๊ะ.. มันขยับได้” ไวเท่าความคิดเขาโคจรส่งพลังวัตรไปที่แขน ออกแรงพลักเต็มแรง
“เปรี้ยบ..เปรี้ยง..ปัง...ขลุก..ๆๆๆ” โขคหินสูงเท่าตัวเขากว้างเกินโอบ แตกกระจายออกเสียงดังสนั่นก้อนที่แตกออกกลิ้งหลุนๆ ไปไกล ก้มมองดูเห็นรอยแตกบนหินลึกลงไปในดินกว้างร่วม หนึ่งตารางเมตรตรงผิวดินยังมีรากบางส่วนของต้นบัวปรโลกลอยติดดินอยู่ “ใช่...ทำไมลืมไปได้พ่ะเรามีแรงเป็ตันเมื่อโคจรพลังวัตร นี่..คงต้องฝึกฝน ไม่งั้นยามคับขันจะใช้ไม่ได้ ..ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๋ย..” ด่าตัวเองเสร็จ ก็รีบเก็บบัวปรโลกท่องไปในป่าราวสี่ชั่วโมงยังไม่พบ สมุนไพร “หญ้าหยาดน้ำค้าง” ที่้า ฉุกคิด "ท่าทีไม่เจอแน่ กลับไปทดสอบวิธีกลั่นธาตุโอสถน่าจะดีกว่า"
ตอนนี้เขาอยู่หน้าเตาหลอมโอสถหลังจากกลั่นเย็นธาตุโอสถของ “ว่านหางัลาย” เขากำลังกลั่นหลอมอีกครั้งด้วยวิธีหลอมแก่นธาตุแบบเดิมด้วยความร้อนผลออกมาเป็อย่างที่คิด ไม่ว่าสีสรรคุณภาพ การกลั่นเย็นให้แก่นธาตุที่ดีกว่าเทียบการกลั่นร้อนกับการกลั่นเย็น
- กลั่นร้อนได้สีเขียวธรรมดากลั่นเย็นได้ธาตุสีเขียวมรกต
- กลั่นร้อน ได้กลิ่น..หอมเข้มแตะจมูกกลั่นเย็น ได้กลิ่นหอมเย็นสดชื่นกระจายไปทั่วปอด
- กลั่นร้อนได้ธาตุสมุนไพรเข้มข้นน้อยกว่าการกลั่นเย็นมาก
ส่วนประสิทธิภาพของธาตุสมุนไพรคงต้องลองหลอมโอสถมาเทียบดู
ตกเย็นลุงฟางแวะมาเยี่ยมพร้อมเนื้อหมูป่าเทียนหลงบอกเื่หมาป่าเมื่อเช้า ลุงฟางสงสัยยิ่ง ถ้ามีหมาป่าจริงทำไมเ้าเหลืองใหญ่ที่บ้านไม่เห่าหากหมาป่าออกมาจากจากทิศทางของป่าลึก มันต้องอ้อมผ่านบ้านเขาก่อนส่วนอีกทางต้องผ่านหมู่บ้านยิ่งไม่น่าเป็ไปได้ คิดอยู่พักหนึ่ง “สงสัยจะเป็บ่างสามสีตัวมันใหญ่เท่ากระรอก อยู่บนต้นไม้ไม่เคยลงพื้น มันบินสั้นๆได้เสียงมันคล้ายหมาป่า เสียงดังมากเอาไว้ขู่ศัตรู”
หลังจากที่ลุงฟางเห็นเตาหลอมโอสถข้างบ้านก็สนใจพอรู้ว่าเตาถึงกับหลอมโลหะได้ก็ดีใจ บอกเทียนหลงว่าวันหลังจะมายืมใช้ซ่อมอาวุธที่เสียหาย เทียนหลงบอกว่าเขาไม่มีอุปกรณ์ตีเหล็กขนไปขนมาไม่สะดวกยิ่ง มิสู้ให้เขาไปทำเตาใหม่ ที่บ้านลุงฟาง น่าจะง่ายกว่า ใช้เวลาสร้างเตาจนใช้งานได้ไม่เกินสามวันลุงฟางกลับไปด้วยความดีใจ
เช้าวันนี้เทียนหลงไปเรียนเรียนวิชาคำนวณเป็ครั้งแรกคนสอนวิชาคำนวณคืออาจารย์หมงต้าซื่อ เขาท่าทางคงแก่เรียนร่างผอมสูบหน้าเรียวเคร่งขรึม ผมหงอกทั้งหัว คราขาวยาวจรดอก ปีนี้อายุแค่สี่สิบห้าแต่ดูเหมือนผู้เฒ่าวัยเจ็ดสิบปี เล่ากันว่าเขาทุ่มเทคำนวณมุมของดวงดาวบนท้องฟ้าในการประลองใหญ่ครั้งหนึ่งในเมืองหลวง ต่อสู้ห่ำหั่นกันสามวันสามคืนไม่ได้พักจนผมขาวโพลน มีความรู้และทักษะเหนือผู้คน เขาเป็หนึ่งในเจ็ดปราญช์ของอาณาจักรหยกขาวหลายปีก่อนได้ยินว่าไปล่วงเกินเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ท่านหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ เขาหลบปัญหาลี้ภัยออกจากเมืองหลวงถึงกลับหลบมาไกลสุดตะวันตก ชาวเมืองสุ่ย มีแต่ความยินดีต้อนรับคนยิ่งใหญ่มีความรู้ระดับนี้มาเป็อาจารย์ สอนลูกหลานในสำนักศึกษาในเมืองสุ่ยมีใครในเมืองสุ่ยบ้างที่ไม่ยินดี
ในห้องเรียนวันนี้เงียบเชียบผิดปรกติแม้กระทั่งสองพี่น้องตัวแสบตระกูลกู้ยังไม่มีกำลังขวัญกล้าตอแยอาจารย์ท่านนี้ บิดามันถึงกับกำชับเป็หนักหนาว่าห้ามก่อก่วนใดๆ แม้แต่บิดามันเอง มายืนต่อหน้าหมงต้าซื่อ ยังไม่กล้าหายใจแรงทุกคนรู้ดีว่าคนที่เคยอยู่ในเมืองหลวงและมีความเป็มายิ่งใหญ่นี้มีพลังอำนาจล้นฟ้ามากแค่ไหน ถึงแม้จะตกยากแค่บรรดาลูกศิษย์ของเขามีหลายคนที่เป็ถึงอ๋องครองมณฑล* รวมถึงท่านอ๋องที่ปกครองมลฑลตะวันตกที่สี่แห่งนี้ยังเป็ศิษย์สายตรงของเขา ขอเพียงเขาแค่นลมหายใจทีเดียวก็ส่งตระกูลลำดับหนึ่งประจำเมืองสุ่ย ไปถึงนรกขุมที่แปด ได้โดยง่ายดาย
ในบรรดานักเรียนทั้งหลายนอกจากบรรดาโคถึกไม่กลัวพยัคฆ์อย่างสองพี่น้องตระกุลกู้แล้วพวกกบน้อยในรอยตีนโคก็มีไม่น้อยอีกหลายๆคนไม่รู้ที่มาและความประวัติของอาจารย์หมงต้าซื่อ ในชั้นเรียนหลังจากฟังอาจารย์สอนวิธีการทางตัวเลขขั้นพื้นฐานผ่านไป แล้วให้คนที่ไม่เข้าใจถาม
เซียวผาน ก็ถามทะลุปล้องขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์...ท่านอย่าว่าข้าน้อยไม่รู้ความเลย การบวกเลขลบเลขนั้นข้าเข้าใจว่าต้องใช้ในชีวิตประจำวันพวกเราทุกคนล้วนทำได้ ขนาดจางเทียนหลง ลำดับท้ายสุดยังบวกเลขคิดเลขทอนเงินได้ฉับไว คนทั่วตลาดเมืองสุ่ยรู้เื่นี้ดี ขอให้ท่านช่วยยกตัวอย่างการใช้วิชาคำนวณนอกเหนือจากที่พวกข้ารู้ สักหน่อยได้ไหมครับ เพื่อที่พวกข้าจะได้ตั้งเป้ามีจุดหมายในการเรียนตอนนี้ในหัวพวกข้า” หยุดพูดแล้วมองไปทั่วห้องเรียน “ นอกจากค้าขายแล้วในตลาดแล้ว ไม่เห็นประโยชน์ ในวิชาคำนวณด้านอื่นเลย” หมงต้าซื่อได้ยิน ก็โกรธจนหน้าแดงหันรีหันขวาง มองเหล่าเด็กน้อยถึงโกรธแต่ก็รู้ว่า เด็กๆไม่รู้จริงๆว่าจะเอาวิชาคำนวณไปใช้อะไร
เอาละพวกเ้าตอบคำถามข้าก่อน “หากมีาหรือเกิดปล้นสดมจากกองโจรเ้าจะรับมืออย่างไร ความหมายคือหากเ้าเป็นายทัพ จะรับมือกองโจรอย่างไรถึงไม่พ่ายแพ้ลองตอบข้าดู ห้ามตอบมั่วๆเด็ดขาดใครตอบมั่ว ข้าจะลงโทษ
สถานการณ์เกิดขึ้นกลางทุ่งร้างหน่วยสอดแนมแจ้งว่ากองโจรกำลังจะบุกเข้าโจมตีเสบียงในชั่วสิบอึดใจ ในฐานะแม่ทัพ พวกเ้ารู้ว่า ทหารเลวหนึ่งคน สามารถสู้โจรได้สองคน นายกองคนหนึ่ง สู้โจรได้สามคน ถ้ามีโจรเข้าปล้น สามร้อยคน มีนายกองแปดคน คิดจำนวนง่ายๆ ไม่คำนึงถึงกลยุทธ์ใดๆต้องใช้ทหารกี่คนจัดกำลังอย่างไรแค่ยันให้เสมอ พวกเ้ามีเวลาห้าอึดใจในการคิดเพื่อเตรียมกำลังรับศึก ก่อนที่กองโจรจะเข้าโจมตี”
เทียนหลง คำนวณสมการในใจได้คำตอบในสามวินาทีจึงนั่งเงียบยิ้มกริ่ม ภายใต้สายตาที่จับจ้องมายังเหล่านักเรียนของหมงต้าซื่อในขณะที่เด็กน้อยทั้งหมด เริ่มคิด งอนิ้วนับเลขบางคนนำลูกคิดขึ้นมาตั้งท่าจะลงนิ้วคำนวณ กลับเห็นเทียนหลงทำหน้าทะเล้นไม่คิดคำนวณจึงชี้มาที่เทียนหลง แล้วตวาดเสียงดัง “เ้า!..ตอบมาเดี๋ยวนี้ “
เทียนหลงสะดุ้งเฮือก! แทนที่จะตอบว่า "ข้าไม่รู้"กลับตอบไปในทันทีว่า “หนึ่งร้อยสามสิบแปดคน” หมงต้าซื่อ อึ้งไปเสี้ยววินาที ก่อนที่จะตวาดถามต่อทันที “ถ้าโจรมีหนึ่งร้อยยี่สิบสี่คน ต้องใช้ทหารเท่าไร?” เทียนหลง ตอบกลับแทบจะในทันทีว่า ห้าสิบคน” หมงต้าซื่อยิ่งตะลึงนิ่งไปอึดใจใหญ่ พี่น้องตระกูลกู้ แอบซุบซิบ “ไอ้ก้อนหินโง่มันหายที่ตาย บังอาญตอบมั่วๆ นี่ท่าน อาจารย์หมงต้าซื่อนะ ว่ากันว่าขนาดราชบุตรตอบมั่วๆ ยังโดนลงโทษหนัก แต่เ้าโง่นี่ ..แค่คิดข้าก็หนาวแทนแล้ว.” พวกเขาไม่รู้ว่าภายในใจของ หมงต้าซื่อ มีแต่คำว่า “บังเอิญ!..เ้านี่ตอบได้..ต้องบังเอิญๆ..แน่ๆ”ผ่านไปชั่วอึดใจ
หมงต้าซื่อเน้นคำถามถามต่อด้วยเสียงอันดัง “แล้วถ้าต้องใช้นายกอง ห้าคน ต้องใช้ทหาร สองร้อยสี่สิบคนละโจรมีกี่คน” ผ่านไปไม่ถึงเสี้ยววินาที เทียนหลงก็ตอบมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า ทันทีว่ามีโจรสี่ร้อยเก้าสิบห้าคน หลังผ่าน ไปหลายอึดใจอาจารย์หมงต้าซื่อ มองหน้าเทียนหลง แล้วตะกุกตะกักถามเสียงสั่นๆ “เ้า...เ้า..ชื่อว่าอะไร..?”
”ข้าชื่อจาง..เทียน..หลง”
โรคลมมืด*(โรค หยินลอย...คือโลกความดันต่ำ)
มณฑล*(อาณาเขตุที่ปรกครองเมืองหลายเมือง)