“ข้าไม่เหนื่อยหรอกขอรับ งานแค่นี้สบายมาก” เย่เฟิงยิ้มตอบ จะให้บอกความจริงได้เช่นไรว่าร่างกายถึงขีดจำกัดแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะต้นท้อเพลิงล้วนเป็ของวิเศษหาใช่ต้นไม้ธรรมดาไม่ ไหนจะต้องตัดแล้วนำมาสร้างเป็บ้านอีก มันไม่ใช่งานง่ายๆ เลยกว่าจะผ่านมันมาได้เล่นเอาลมแทบจับ
แต่พอได้ยินถ้อยคำของเหม่ยอิง ความเหนื่อยล้าของร่างกายพลันหดหาย มีแรงฮึกเหิมดังเช่นบุรุษไร้พ่ายในสมรภูมิ
“พักก่อนเถิด วันนี้ข้าพบมันเทศในที่นาร้อยหมู่ เดี๋ยวจะเอามาเผาเป็อาหารเย็น” เหม่ยอิงไม่อยากใช้งานนักพรตหนุ่มหนักเกินไป จริงอยู่ที่นางเอาเปรียบสวมรอยเป็ท่านเซียนแต่เพราะ้าอยู่รอดจึงต้องทำ อีกอย่างนางมีมโนธรรมเป็ของตัวเองรู้ว่าแค่ไหนควรหยุด
“เอาล่ะ งั้นข้าจะทำต่อวันพรุ่งนี้” เย่เฟิงพยักหน้า เลิกฝืนร่างกายแล้วเดินขึ้นมาจากหลุมลึก
“เ้าพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะไปขุดมันมาเผา”
“ข้าขอไปด้วยนะขอรับ”
“ไม่ต้องหรอกแค่นี้เองใกล้ๆ เ้าอยู่ที่นี่ดูแลความปลอดภัยลูกข้าสามคนก็พอ”
“ตามประสงค์ของท่านเซียน”
เหม่ยอิงทิ้งบุรุษหนุ่มไว้แล้วเดินออกมาจากเนินหลุมที่ถูกขุด
ที่ดินร้อยหมู่ที่ซื้อมายังมีผลผลิตที่ยังไม่ถูกเก็บของชาวบ้าน แต่พวกมันยังไม่สุกดีต้องใช้เวลา เหม่ยอิงบังเอิญพบมันเทศและพริกที่ถูกปลูกโดยชาวบ้านเมื่อ่บ่ายของวัน ตอนนั้นแค่ตรวจสอบเล็กน้อยไม่ได้เข้าไปดูเอาจริงเอาจัง
ใจจริงวันนี้นางก็อยากทำอาหารดีๆ ให้ลูกสามคนทานนะแต่ไม่มีวัตถุดิบเนี่ยสิ ดังนั้นจึงเลือกอะไรที่สามารถหากินง่ายๆ เช่นมันเผา
เดินได้ไม่นานเหม่ยอิงก็เห็นไร่มันเทศอยู่ตรงหน้า นี่เป็ที่ดินของชาวบ้านชื่ออาเล้ง นางเริ่มลงมือขุดหัวมันเทศขึ้นมาจากหลุม สำหรับนางตราบใดที่อยู่ในอาณาเขตก็ถือเป็เื่ง่าย แม้ตอนนี้จะไม่มีเครื่องมือในการขุดก็ตาม
เมื่อหัวมันสีม่วงอยู่ในมือทันใดนั้นนางได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบ
'ติ้ง...มันเทศระดับต่ำ...ถูกอัปเดตโดยอาณาเขตกลายเป็ของวิเศษ มันเทศระดับ 2 อุดมไปด้วยพลังิญญาอันบริสุทธิ์'
“โห...ของดีเลยนะเนี่ย ไม่ต่างจากผลท้อเพลิงิญญาที่เย่เฟิงเอามาเลย” เหม่ยอิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับการค้นพบนี้ “ถ้าเป็แบบนี้ก็ง่ายเลยน่ะสิ วัตถุดิบธรรมดาทุกอย่างแต่หากถูกปลูกในอาณาเขตของฉันก็จะกลายเป็ของวิเศษ ไม่ว่าจะเป็พริก หัวมัน ผลไม้นานาชนิดที่มีอยู่บนโลกนี้ ฉันจะกลายเป็คนรวยที่สุดผ่านการค้าขายของวิเศษ ฮิฮิ”
เหม่ยอิงเพียงแค่คิดเท่านั้นไม่ได้นำไปขายจริงอย่างปากพูดตอนนี้หรอก เพราะขืนนางทำเช่นนั้นจริงมีหวังได้เกิดความโกลาหลขึ้นเป็แน่
ขุดมันเทศขึ้นมาได้ 10 หัวก็เดินกลับบ้าน มองเห็นเ้าตัวเล็กสามคนนั่งเล่นอยู่บนเก๋ง ไม่ไกลเป็เย่เฟิงที่กำลังคุยกับเด็กๆ
ดูเหมือนว่าเขาจะรับมือเด็กๆ ได้ยากพอสมควร เมื่อเห็นเหม่ยอิงกลับมาจึงดีใจเสียยกใหญ่
“ท่านเซียนท่านกลับมาแล้ว ข้านึกว่าจะไม่รอดแล้วเชียว”
“ทำไมหรือ เ้าถูกพวกเขารังแกหรือไร อีกอย่างเ้าเป็ถึงนักพรตที่แสวงหามรรคายิ่งใหญ่มิใช่หรือ ใยจึงกลัวเด็กตัวเล็กแค่นี้เล่า”
หากเป็เด็กคนอื่นเย่เฟิงคงไม่เกรงใจเช่นนี้ แต่นี่คือลูกของท่านเซียนที่ตนเคารพ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดมันออกมา
“ท่านแม่พวกเราหาได้รังแกพี่ชายไม่ แค่ถามเขาเกี่ยวกับนิกายและเื่ราวระหว่างท่านกับเขา” หลี่จุนที่โตสุดตอบ
“ท่านแม่พี่ชายคนนี้คุยโวมาก เขากล่าวว่าแค่หมัดของเขาก็สามารถล้มหมีั์ได้ ข้าอยากให้เขาล้มหมีั์ให้ข้าแต่เขาดันปฏิเสธ แล้วจะให้ข้าเชื่อได้เช่นไร” หลี่กุ้ยตำหนิ มองเย่เฟิงราวนักต้มตุ๋นที่เข้ามาหลอก
“ท่านแม่เ้าคะ พี่ชายท่านนี้บอกว่ายิ่งเป็นักพรตระดับสูงมากเท่าไหร่อายุขัยจะยิ่งยาวนานขึ้น เื่เช่นนี้จริงไหมเ้าคะ อีกอย่างคือทำไมพี่ชายถึงเรียกท่านแม่ว่าเซียน?” หลี่เหนียงถามระคนสงสัย กระพริบตาปริบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น
พยัคฆ์ขาวที่อยู่ในอ้อมกอดของนางสำรวจทุกมุมบ้านด้วยความใคร่รู้
“ที่นี่พลังิญญาหนาแน่นมาก หากบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ละก็ไม่นานข้าจะสามารถสร้างมุกิญญาขึ้นมาได้ ถึงตอนนั้นแปลงกายด้วยรูปโฉมงดงามก็ง่ายดายยิ่ง รวมถึงการหลบหนีออกไปจากที่นี่” พยัคฆ์ขาวครุ่นคิดในใจ
“เด็กน้อยนี่ไม่ระวังตัวเลย แต่เอาเถอะข้าจะไม่กินเ้าแล้วกัน แต่นักพรตหนุ่มกับกับผู้หญิง...” คิดถึงตรงนี้เม็ดเหงื่อปรากฏบนหน้าผากไป๋ไป๋
แม้จะสูญเสียไข่มุกิญญาแต่ััของอสูรยังคงอยู่ มองเห็นชัดเจนว่าเหม่ยอิงถูกล้อมรอบด้วยพลังิญญาสีทอง โดยพลังเ่าั้กระจายไปทั่วอาณาเขตเซียนา ราวกับพวกมันกำลังประจบประแจงเ้านาย
“นี่คือเซียนงั้นหรือ...น่ากลัวชะมัด เป็ไปได้ไหมว่านางรู้แล้วว่าข้าไม่ใช่แมวน้อยแต่เป็พยัคฆ์ ไม่สิต้องรู้แล้วต่างหาก แต่นางแค่แกล้งข้าเท่านั้นเอง คงตั้งใจเมินข้าแล้วให้ลูกสาวของนางเลี้ยงข้าเช่นแมว โถชีวิตข้าอสูรขาว คงต้องอยู่ข้างกายปีศาจร้ายจนสิ้นอายุขัยงั้นหรือ!”
เหม่ยอิงหาได้ยินความในใจของพยัคฆ์ขาวไม่ นางคลี่ยิ้มตอบคำถามลูกสาว “พี่ชายเป็นักพรตจริง เขาสามารถขี่กระบี่บินบนฟ้าได้หลายร้อยลี้ ส่วนเื่อายุขัยของนักพรตก็จริงเช่นกัน พวกเขามีอายุยืนยาวกว่าปุถุชนเช่นเรา ส่วนแม่หาได้เป็เซียนไม่ แม่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาๆ ส่วนทำไมพี่ชายถึงเรียกแม่ว่าเซียนก็เพราะพวกเรา...นับถือกันเท่านั้นเอง ใช่ไหมเย่เฟิง”
“เอ่อ...ใช่ๆ ขอรับ” เย่เฟิงไม่รู้ว่าทำไมเหม่ยอิงถึงต้องปิดบังลูกสามคน แต่สุดท้ายก็ผงกศีรษะยอมรับ
“เป็เช่นนี้นี่เอง ท่านแม่ข้าอยากดูพี่ชายขี่กระบี่บินเ้าค่ะ”
“ข้าเองก็อยาก”
“ข้าด้วย!”
เด็กๆ รบเร้ากันเสียขนาดนี้แต่สุดท้ายก็ถูกเหม่ยอิงปฏิเสธไป
“วันนี้พี่ชายเหนื่อยแล้ว เห็นไหมว่าบ้านที่พวกเราอาศัยอยู่ตอนนี้เป็ฝีมือของพี่ชาย พี่ชายทำงานหนักมาทั้งวันไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ส่วนตอนนี้มาทำมันเผากันดีกว่า ดูสิเนี่ยแม่ได้มันเทศมาสิบผลเชียวนะ” เหม่ยอิงหยิบมันเทศออกมาจากผ้าป่านคาดเอว มันเทศลูกโตๆ จึงร่วงลงพื้น หลี่กุ้ยตอบสนองผู้แรก หยิบหัวมันลูกใหญ่ขึ้นมาด้วยความหิวกระหาย
“วันนี้แม่มีอาหารให้แค่นี้แล พรุ่งนี้เช้าก็ยังเป็เช่นนี้ แต่รับรองว่าข้าวเที่ยงและข้าวเย็นในวันต่อๆ ไปพวกเ้าจะได้กินเนื้อ เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะหลังจากมื้อเช้าแม่จะพาพวกเ้าเข้าเมืองใหญ่!” เหม่ยอิงวางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จำต้องเดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อซื้อของใช้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็กระทะ ตะหลิว หม้อเหล็กไว้ตุ๋นขาหมู นี่คือสิ่งที่ต้องมีสำหรับครอบครัวใหญ่เช่นนาง อีกอย่างคือการเข้าเมืองพรุ่งนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องซื้อ เช่นเครื่องนุ่งห่ม ฟูกนอนนุ่มๆ ทุกวันนี้นอนกับฟางแข็งๆ หลับไม่สบายตัวเลย ไหนจะเสื้อผ้าของนางและเด็กๆ
อีกอย่างคือนางมาโลกนี้ได้หลายวันแล้ว ก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเมืองใหญ่หน้าตาเป็เช่นไร
“เป็เช่นนี้นี่เอง ทีแรกข้านึกว่าจะต้องกินแต่มันเทศแล้วเสียอีก เอาล่ะถ้าเช่นนั้นเราก็รีบเผามันกินเถิด” หลี่กุ้ยจะกละหัวเราะคำโต เด็กๆ เริ่มวุ่นกันใหญ่
เหม่ยอิงเดินเข้าไปในครัวกับเด็กๆ ห้องหับในบ้านมีมากกว่า 10 ห้องด้วยกัน ไม่รวมโถงใหญ่ซึ่งเปิดโล่งมองเห็นบ่อที่ยังขุดไม่เสร็จ มุมนี้งดงามมากแต่ขาดสิ่งประดับตกแต่ง เหม่ยอิงเริ่มเก็บรายละเอียดในบ้านแล้วจดไว้ในใจว่าจะซื้อสิ่งใดบ้างพรุ่งนี้
เข้ามาในครัวดูค่อนข้างโล่งไม่ต่างจากห้องอื่นๆ ไม่มีเครื่องครัว แม้แต่มีดสักเล่มยังไม่มี
“ท่านแม่บ้านใหม่ของเรายากจนมาก ทำเช่นไรดีขอรับ หรือว่าจะกลับไปบ้านหลี่” หลี่จุนถาม อุปกรณ์จุดไฟเช่นหินก็ไม่มีแล้วจะให้ทำเช่นไร
เย่เฟิงเห็นเช่นนั้นจึงก้าวมาด้านหน้า กล่าวว่า “เอาล่ะเด็กๆ อยากจะเผามันเทศกินใช่ไหมล่ะ งั้นง่ายมากเดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะเผาให้กินเอง ไปนั่งข้างนอกกันเถอะตอนนี้ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว อากาศกำลังดีเหมาะสำหรับนั่งล้อมวงกินมันเผา”
“ประเสริฐ พวกเราตามพี่ชายไปกันเถอะ” หลี่เหนียงหัวเราะแล้ววิ่งนำหน้าไป เด็กคนอื่นรีบทำตาม
“ท่านเซียนท่านคงไม่ดุข้าหรอกใช่ไหมขอรับ ที่เสนอไปเช่นนี้” เมื่อเหลืออยู่กันสองคนเย่เฟิงจึงเอ่ยถาม เพราะเมื่อครู่นี้เขาหุนหันพลันแล่นไปจริงๆ
เหม่ยอิงโบกมือ “ช่างเถิดเื่เล็กน้อยน่า จริงสิแล้วเ้ามีฟืนสำหรับเผามันแล้วใช่ไหม”
“มีเศษไม้จากต้นท้อขอรับ”
“วิเศษมาก งั้นไปกันเถอะ คาถาง่ายๆ เช่นจุดไฟเ้าคงทำได้กระมัง”
“ขอรับ ตอนนี้พลังิญญาของข้าฟื้นตัวแล้วน่าจะได้”
เมื่อเดินออกไปข้างนอกเย่เฟิงก็เป็คนจัดการทุกอย่าง เหม่ยอิงนั่งลงบนเก๋งมองเปลวไฟที่กำลังลุกโชนโดยฝีมือนักพรตหนุ่ม
“พี่ชายเก่งจัง ไม่จำเป็ต้องใช้ถ่านหินก็สามารถสร้างเปลวเพลิงได้ สอนข้าบ้างสิขอรับ” หลี่จุนมองเย่เฟิงด้วยความหลงใหล ไม่ว่าจะมองมุมไหนบุรุษผู้นี้ก็น่าดูชมยิ่ง
“ข้าเองก็อยากเรียน จุดไฟง่ายๆ ไม่จำเป็ต้องใช้ถ่านหิน ถึงยามนั้นไม่จำเป็ต้องเปลืองเงินซื้อถ่าน พี่ชายสอนให้หน่อยนะเ้าคะ” หลี่เหนียงยิ้มร่า มองว่าการจุดไฟนั้นช่างง่ายดาย เหมาะยิ่งสำหรับนางที่จะเป็แม่ครัวใหญ่ในบ้าน