คริสโตเฟอร์เดินเรื่อย ๆไปตามทางเดินที่ทอดแนวขนานไปกับลําน้ำแซนลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดพากลิ่นระเหยของไอน้ำจากแม่น้ำนั้นมาริน ๆ เขาเดินผ่านจัตุรัสปอง อเล็กซองเดร 3 ที่ซึ่งครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ได้จุมพิตสตรีผู้เป็ภริยากลิ่นอวลอบของผิวส้มในริมฝีปากคนนั้นยังซาบซึ้งอยู่ในความทรงจําภาพปั้นม้าบินที่อยู่บนหลังคาพระราชวังโบราณดูเป็เงาสะท้อนสีดำเลื่อมลายเมื่อต้องแสงไฟที่ฉายฉานอยู่ทั่วไปในตัวเมือง
เขายังจําได้ว่าเมื่อแคทธี่เห็นภาพนั้นเข้าครั้งแรกเธอวิจารณ์อย่างขัน ๆ ว่า
“คนฝรั่งเศสรักษาสัญลักษณ์พิกลนี้ไว้ทําไมนะคะ”
เพราะเป็ครั้งแรกที่เธอเพิ่งจะเคยเห็นรูปปั้นของสัตว์สี่ขาที่พยายามจะบินอยู่เหนืออาคารรูปร่างล้าสมัยเช่นนั้น
ขณะที่เขาเดินไปเรื่อย ๆ นั้น คริสโตเฟอร์สังเกตเห็นตำรวจ 2 คนยืนรักษาการณ์อยู่ที่สะพานถือปืนไว้ในมือ เขาเดินผ่านตํารวจทั้ง 2 คนนั้นช้า ๆ อย่างใจเย็นจนกระทั่งถึงปลายสะพานอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็เงามืดเขาจึงได้หันกลับไปตรวจตราอีกครั้งหนึ่งว่ามีใครติดตามมาหรือไม่คริสโตเฟอร์แน่ใจว่า เขารู้จักนครปารีสดีกว่าเมืองอื่น ๆ ในอเมริกาเสียอีกเพราะที่ปารีสนี่เองเขาเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส ลงมือเขียนหนังสือเล่มแรกและเรียนรู้การที่จะพาผู้หญิงไปนอนด้วย แต่บัดนี้ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะรู้สึกรู้สมอะไรกับมันได้อีกต่อไป เพราะก็ที่ปารีสนี่อีกนั่นเองที่เขาถูกถอนสัญชาติ และกลายเป็คนไร้อาชีพไม่อาจที่จะดําเนินชีวิตต่อไปได้อย่างสงบสุข
ใกล้กับมาดดาเลน คริสโตเฟอร์แวะเข้าไปที่บาร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งและเรียกโทรศัพท์ไปหาทอม เวบสเต้อร์ ซึ่งเมื่อตอนที่ทอมรับสายนั้นเขาได้ยินเสียงกริ๊กเบา ๆ และรู้ได้ทันทีว่า โทรศัพท์กําลังถูกดักฟังเสียงที่พูดโต้ตอบกันนั้นเบาลง มีเสียงครางเบา ๆเหมือนเสียงเทปที่กําลังเดินเข้ามาแทนที่
“ทอม นี่ผมเอง คาลิเช่อร์พูด” คริสโตเฟอร์เริ่มงานของเขา “คืนนี้ผมจะอยู่กับมากาเรต”
“อา...หมายความว่า คุณมีอะไรดี ๆทํามากกว่าที่จะมากินเหล้ากับผมน่ะสินะ”
คริสโตเฟอร์ยิ้มให้หูโทรศัพท์เขากําลังพูดโต้ตอบกันด้วยภาษาอังกฤษ เพราะเวบสเต้อร์พูดฝรั่งเศสได้ไม่ดีนักแถมยังเป็คนหูตึงเหตุผลประการหนึ่งที่เวบสเต้อร์มักจะอ้างว่าการที่เขาพูดภาษาอื่นไม่ได้ดีก็เพราะไปมัวเรียนภาษาอาหรับอยู่
“พรุ่งนี้บ่ายโมงมากินกลางวันกับผมสิ คาลิเช่อร์เอาที่เทลอาวังก็แล้วกัน คุณชอบกินล๊อบสเต้อร์ไม่ใช่หรือ?”
“ไม่เลวนี่ ตกลง” คริสโตเฟอร์วางสายทันทีสําเนียงที่เวบสเต้อร์ตอบโต้มานั้นบอกให้รู้ว่า เขาออกจะภูมิอกภูมิใจอยู่ไม่น้อยกับการที่สามารถใช้ปฏิภาณในการเลือกหาคําพูดธรรมดา ง่าย ๆ มาใช้ได้อย่างทันการรอยยิ้มบาง ๆ ยังฉาบอยู่บนใบหน้าของคริสโตเฟอร์เขารู้ดีว่าเวบสเต้อร์ไม่ค่อยคล่องในการที่จะใช้โค๊ดพูดกันเท่าใดนัก และตลอดเวลา 7ปีที่ผ่านมา เวบสเต้อร์รู้เพียงว่าชื่อใดก็ตามที่ขึ้นต้นด้วยอักษร ซีหมายถึงคริสโตเฟอร์ และ มากาเรต หมายถึงบ้านซึ่งอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแห่งหนึ่งที่ถนน รือ โบนาปาร์ต ซึ่งคริสโตเฟอร์มีกุญแจสําหรับไขเข้าออกโดยเฉพาะ
ที่จริงนั้น เวบสเต้อร์จัดว่าเป็มืออาชีพ เมื่อเขาอายุได้ 20ปีได้ใช้ความสามารถเข้าไปเป็เสนาธิการระงับการกระทํารัฐปะาในรัฐแห่งหนึ่งทางตะวันออกใกล้ไว้ได้โดยที่ฝ่ายฏกลับฆ่าฟันกันเองแทนที่จะทําลายสถาบันการปกครองลง และเ้าชายผู้ครองรัฐแห่งนั้น ก็เลยกลายมาเป็เพื่อนรักกันกับเขาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และ...มันก็เหมือนนักการบริการชั้นดีทั่ว ๆ ไปที่รู้จักการสร้างเพื่อนและใช้เพื่อนที่สร้างไว้ให้เป็ประโยชน์ต่อตนเองคุณลักษณะพิเศษสําหรับเวบสเต้อร์ก็คือเป็คนใจแข็ง และไม่เคยสะทกสะท้านไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ทั้งเวบสเต้อร์และคริสโตเฟอร์ต่างก็เป็บุคคลพิเศษอยู่มากค่าที่ว่า เขาต่างไม่้าความช่วยเหลือจากกันและกันอยู่ในโลกที่คนทํางานลับเฉพาะเท่านั้นที่จะรู้และก่อนหน้าที่จะเข้ามารับงานชิ้นนี้ ได้ถูกทดสอบมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกเื่ที่เป็ทั้งเบื้องหน้าและเื้ั ซึ่งถูกจัดเข้าแพิ่มประวัติไว้หมด
ปีละครั้ง เมื่อวันทำงานครบรอบปีของคนเหล่านี้มาถึงเขาจะต้องถูกส่งเข้าเครื่องจับเท็จซึ่งเครื่องนี้จะวัดแม้แต่จังหวะการเต้นของหัวใจความดันโลหิตและชีพจรดูเหมือนเ้าเครื่องนี้จะรู้ไปเสียทุกอย่างรู้กระทั่งว่าคนที่ส่งเข้าเครื่องจับเท็จนี้เป็คนรักร่วเพศหรือไม่และสุดท้ายเ้าเครื่องนี้ก็จะบอกได้อีกว่า คนที่ส่งมาตรวจนั้นมีความรู้สึกอย่างไรกระวนกระวายหรือไม่ ถ้าคําตอบออกมาว่า “ไม่” คนคนนั้นก็ถือว่า “ผ่าน”
และสําหรับเวบสเต้อร์แล้วไอ้เื่ที่จะกระวนกระวายกระสับกระส่ายนั้นยากมากคนที่จะผ่านการทํางานมาถึงขั้นนี้ได้จะต้องเป็คนใจเย็นเท่ากับเืเย็นคนเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อที่จะ “ปฏิบัติการ” และรายงานแต่จะไม่เป็ผู้ที่ตัดสินในความถูกหรือผิดใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่เขาจะต้องทําคือหารอยด่างหรือจุดตําหนิในชีวิตของคนที่จะพาตัวเข้าไปรู้จักให้ได้แล้วเอามาใช้ให้เป็ประโยชน์ความเจนจัดเท่านั้นที่สอนคนพวกนี้ว่ามนุษย์ที่เกิดมานั้นเราจะตัดสินได้ว่าเป็คนดีหรือคนชั่วในวินาทีแรกที่ได้เห็นทีเดียว
พวกเขาทุกคนจะไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาดแต่ก็มิได้หมายความว่าจะต้องเป็คนดีมีศีลธรรม เขาจะรู้เพียงความ้าของตนเองอาจจะโกหก หลอกลวงพูดอะไรก็ได้กับคนทุกคนไม่ยกเว้นแม้แต่เด็กหรือผู้หญิงที่นอนด้วย แต่...ไม่ใช่กับรัฐบาลของเขาแต่ในระหว่างกันและกันแล้วคนเหล่านี้จะพูดแต่ความจริงกันเท่านั้นสัมพันธภาพของเขาลึกล้ำยิ่งเสียกว่าความเป็สามีภรรยาด้วยซ้ำและความ้าในความซื่อสัตย์ระหว่างกันนั้นเหมือนเห็นคนทุกคนที่้าความรักนั่นเทียว
ดังนั้น จึงไม่แปลกนักที่เวบสเต้อร์ ต่อหน้าคริสโตเฟอร์ด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาด้วยฤทธิ์เหล้าที่เขาดื่มเข้าไปเพื่อระงับความเสียใจที่ต้องสูญเสียมือขวาของเขาซึ่งเป็เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เขาได้พากเพียรฝึกฝนไว้เป็อย่างดีด้วยะุปืน ในการต่อสู้ที่อัคราโดยสมาชิกของขบวนการกาเนี่ยน ซึ่งถูกสั่งสอนอบรมกันมาว่าการฆ่าเท่านั้นที่พวกสายลับจะพึงกระทําต่อผู้ที่เป็ศัตรูของตน
คริสโตเฟอร์พูดปลอบใจเขาว่า
“ชีวิตของเด็กคนนั้นก็เหมือนชีวิตของเรา ๆนี่เอง มันคล้าย ๆ กับนิยายเผชิญโชคที่เขียนให้เด็กอ่านนั่นแหละ”
“แต่เขาตายไปแล้ว” เวบสเต้อร์ตอบเสียงต่ำ“คุณจําได้ไหมว่าคนของเราตายไปแล้วกี่คน ผมบอกชื่อให้ก็ได้”
“ไม่จําเป็หรอก ผมเองก็จําได้” คริสโตเฟอร์ตอบ และสั่งเหล้ารอบใหม่มาให้เวบสเต้อร์ “แต่ทอม...คุณก็รู้นี่นาว่า ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็ฝ่ายฆ่าเสียเองคุณจะรู้สึกอย่างไร”
“ผมก็หัวเราะน่ะสิ” เวบสเต้อร์ตอบทันที“เื่ตายสําหรับผมน่ะหรือ มันเื่ตลกจะตายห่...”
คริสโตเฟอร์หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาถือไว้ในมือ “โอเค...ถ้าอย่างนั้นแก้วนี้สําหรับผู้ที่จากไป”
เขากระดกเหล้าเข้าปาก แล้วกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ
ดึกมากแล้ว ในที่พัก ซึ่งเขาเรียกว่า “มากาเรต” คริสโตเฟอร์กินอาหารที่เหลืออยู่ในตู้เย็น จากนั้นก็อาบน้ำเมื่อเสร็จสรรพแล้ว ก็นั่งลงตรงหน้าเครื่องพิมพ์ดีดขนาดกระเป๋าลงมือพิมพ์รายงานอย่างตั้งอกตั้งใจจนกระทั่งได้ยินเสียงยวดยานเริ่มสัญจรไปมาบนท้องถนนที่เลียบริมฝั่แม่น้ำแซน
รายงานฉบับนั้นเขามิได้เขียนถึงหลุ่งเลยแม้แต่น้อยเพียงแต่แนบใบเสร็จรับเงินที่มีรอยพิมพ์นิ้วมือของหลุ่งประทับอยู่ลงไป จากนั้นเขาก็ถอดริบบิ้นออกจากเครื่องพิมพ์ เอากระดาษที่จดโน้ตสั้น ๆมาวางเข้าแล้วจุดไฟเผา เมื่อมันไหม้จนมอดแล้วก็โกยขี้เถ้าที่เหลืออยู่โยนทิ้งลงไปในโถส้วม
เขาสอดรายงานฉบับนั้นไว้ในปลอกหมอน ล้มตัวลงนอนและหลับติดต่อกันไปเป็เวลาถึง 12 ชั่วโมง
ในตอนที่หลับนั้น เขาฝันเห็นแคทธี่กำลังยืนอยู่กลางห้องเช่าแห่งหนึ่งในกรุงแมดริดซึ่งเขาเช่าไว้เป็ที่พักสําหรับเวลาเอาผู้หญิงไปนอนแคทธี่ในความฝันบอกเขาว่าเธอคลอดลูกแล้ว...และแม้ในความฝันนั้น ภายใต้จิตใต้สํานึกคริสโตเฟอร์รู้ดีว่า เขาไม่เคยมีลูก และจะไม่มีเป็อันขาด
ความฝันของเขาดูเหมือนจะจบลงตรงนี้