ความอึดอัด... คือคำจำกัดความเดียวที่ผมสามารถใช้บรรยายบรรยากาศภายในเพนต์เฮาส์แห่งนี้ได้ในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
ั้แ่เหตุการณ์ที่หน้าคณะเมื่อวานเย็น ที่พี่คิรินไปดักรอรับผมแล้วดันไปปะทะคารมกับพี่ภีม รุ่นพี่คณะวิศวะที่บังเอิญเอาขนมมาให้ผม จากนั้นเขากระชากแขนผมขึ้นรถ ขับรถกลับคอนโดด้วยความเร็วทะลุนรก และขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานเงียบๆ เป็ชั่วโมงๆ
ถึงแม้ว่าเช้าวันนี้เขาจะยอมออกมาจากห้องทำงาน และทำอาหารเช้าให้ผมกินเหมือนปกติ แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบ แววตาที่เ็า และความเงียบที่โรยตัวอยู่รอบๆ ตัวเขา มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเขาสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาอีกครั้ง ผมพยายามจะชวนคุย พยายามจะอธิบายเื่พี่ภีมอีกรอบให้เขาเข้าใจว่ามันไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ แต่เขาก็เอาแต่ตอบสั้นๆ ว่า 'อืม' แล้วก็ตัดบทเดินหนีไป ราวกับว่าเขาไม่อยากจะฟังอะไรจากปากผมอีก
ผมถอนหายใจออกมายาวเหยียด พยายามสลัดความกังวลและความไม่สบายใจทิ้งไป ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร หยิบแผ่นกระดาษเอสี่ที่ถูกพับครึ่งออกจากกระเป๋าเป้ขึ้นมาคลี่ดู
มันคือ 'ใบสมัครค่ายอาสาพัฒนาชนบท' ของคณะอักษรศาสตร์
ค่ายนี้เป็โปรเจกต์ใหญ่ประจำปีที่พวกเราปีหนึ่งทุกคนตั้งตารอคอย มันเป็การไปสร้างห้องสมุดและปรับปรุงอาคารเรียนให้กับเด็กนักเรียนบนดอยในจังหวัดทางภาคเหนือ ใช้เวลาประมาณสี่วันสามคืน พวกน้ำหวาน กิ๊ฟ และไอ้บาส ต่างก็ลงชื่อไปกันครบแก๊ง ผมเองก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะนี่จะเป็ค่ายอาสาครั้งแรกในชีวิตมหาวิทยาลัยของผม ผมตั้งใจไว้ว่าจะไปช่วยทำอาหารและสอนหนังสือเด็กๆ
ผมหยิบปากกาขึ้นมา เตรียมจะกรอกรายละเอียดส่วนตัวลงไปในช่องว่าง แต่สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นรายชื่อคณะกรรมการจัดค่ายที่พิมพ์อยู่มุมล่างขวาของกระดาษเสียก่อน
'หัวหน้าฝ่ายสถานที่และก่อสร้าง : นายภีมวัจน์ (คณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี 4)'
เวรเอ๊ย... ทำไมโลกมันกลมขนาดนี้วะ!
ผมกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ถ้าพี่คิรินรู้ว่าค่ายนี้มีพี่ภีมไปด้วย เขาต้องไม่พอใจแน่ๆ แต่... มันก็ค่ายอาสาของคณะผมนี่นา ผมไปกับเพื่อนตั้งหลายคน พี่ภีมก็แค่ไปคุมงานก่อสร้าง เราคงไม่ได้เจอกันหรือสุงสิงกันหรอกมั้ง อีกอย่าง พี่คิรินก็ไม่ได้มีสิทธิ์มาห้ามผมไปทำกิจกรรมของคณะด้วย
ผมปลอบใจตัวเองแบบนั้น พยายามไม่คิดมาก แล้วเริ่มจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ กรอกชื่อ นามสกุล และรหัสนิสิตลงไป
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูห้องนอนหลักดังขึ้น ผมสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็แกล้งทำเป็ก้มหน้าก้มตาเขียนต่อไป พี่คิรินในชุดอยู่บ้านสบายๆ เสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์ม เดินตรงมาที่โซนครัว เขาเปิดตู้เย็นรินน้ำดื่มใส่แก้ว สายตาคมกริบเหลือบมามองผมที่กำลังนั่งขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ
"ทำอะไร" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เดินถือแก้วน้ำมายืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของผม
"เอ่อ... กรอกใบสมัครค่ายอาสาของคณะน่ะครับ"
ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม พยายามใช้แขนบังมุมกระดาษที่มีชื่อพี่ภีมเอาไว้
"เป็ค่ายไปสร้างห้องสมุดให้เด็กบนดอย ไปกันทั้งกลุ่มเลย ไอ้บาสก็ไปนะ พวกน้ำหวานกับกิ๊ฟก็ไปด้วย เป็ค่ายใหญ่ของคณะเลยครับ"
ผมจงใจลากชื่อไอ้บาสและเพื่อนๆ เข้ามาเอี่ยว เพื่อให้เขารู้สึกว่ามันปลอดภัยและไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง
พี่คิรินไม่ตอบ เขาเอื้อมมือข้ามไหล่ผมมาหยิบใบสมัครแผ่นนั้นดึงออกจากการจับกุมของผมอย่างง่ายดาย ผมใจหายวาบ พยายามจะคว้าคืน แต่มือของเขาก็ไวกว่า เขายกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นอ่านรายละเอียดด้วยสีหน้าเรียบตึง
ดวงตาคมกริบของเขากวาดสายตาอ่านั้แ่บรรทัดแรก จนกระทั่ง... สายตาของเขาไปหยุดนิ่งอยู่ที่มุมล่างขวาของกระดาษ จุดที่ผมพยายามจะปิดบังเอาไว้
เวลาเหมือนหยุดเดินไปชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ผมััได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากแผ่นหลังกว้างนั้น
"ค่ายนี้มีไอ้ภีมไปด้วยเหรอ" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก
"กะ... ก็ใช่ครับ พี่เขาเป็คนคุมฝ่ายก่อสร้าง เพราะคณะผมสร้างอาคารเองไม่เป็..."
ผมพยายามอธิบายด้วยเหตุผล รีบลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา
"แต่ผมไม่ได้ไปอยู่ฝ่ายนั้นนะพี่ ผมอยู่ฝ่ายสวัสดิการ คอยทำอาหาร ผมไม่ได้ไปเจอพี่เขาสักหน่อย ค่ายตั้งกว้าง คนก็ตั้งเยอะแยะ"
แคว่ก!!
เสียงฉีกกระดาษดังลั่นบาดแก้วหู ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นแผ่นกระดาษใบสมัครค่ายที่ผมตั้งใจจะไป ถูกมือหนาของเขากระชากฉีกออกเป็สองท่อนอย่างหน้าตาเฉย!
"พี่คิริน! ทำบ้าอะไรเนี่ย!" ผมะโเสียงหลง พยายามจะแย่งเศษกระดาษกลับมา
แคว่ก! แคว่ก!
พี่คิรินไม่ตอบ ซ้ำยังเบี่ยงตัวหลบ แล้วฉีกกระดาษแผ่นนั้นออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าต่อตาผม ก่อนจะปาทิ้งลงถังขยะข้างโต๊ะอาหารอย่างไร้เยื่อใย เศษกระดาษปลิวว่อนร่วงหล่นลงไปกองรวมกับเศษขยะ
"ไม่ให้ไป" เขาพูดออกมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและดุดัน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเผด็จการและไม่มีพื้นที่ให้ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
"พี่มีสิทธิ์อะไรมาฉีกใบสมัครผม!" ผมปรี๊ดแตกทันที ความอดทนที่พยายามสะสมมาั้แ่เมื่อวานขาดผึง
"นั่นมันกิจกรรมของคณะผมนะ! ผมต้องไปเก็บหน่วยกิตกิจกรรม แล้วผมก็นัดกับเพื่อนไว้หมดแล้วด้วย พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง!"
"ก็บอกเพื่อนหนูไปสิว่าหนูไม่สบาย หรือติดธุระอะไรก็อ้างไป"
เขาตอบกลับหน้าตาย ราวกับว่าการทำลายความตั้งใจของผมมันเป็เื่เล็กน้อย
"แต่ค่ายนี้... หนูไปไม่ได้ และพี่ก็ไม่อนุญาตให้ไป"
"ทำไม! แค่เพราะมีพี่ภีมไปด้วยเนี่ยนะ!" ผมเถียงคอเป็เอ็น ชี้มือไปที่ถังขยะ
"พี่จะบ้าเหรอ! คนไปค่ายเป็ร้อยคน ผมจะไปเจอเขาได้ยังไง แล้วอีกอย่าง... ผมก็อธิบายให้พี่ฟังแล้วไงว่าผมกับเขาไม่ได้เป็อะไรกัน เขาแค่มาจีบผมฝ่ายเดียว แล้วผมก็ไม่ได้เล่นด้วย พี่จะมาหึงหวงไร้สาระแบบนี้ไม่ได้นะ"
"พี่ไม่ได้หึงไร้สาระ!"
คิรินตวาดกลับเสียงดังลั่นจนผมสะดุ้ง ร่างสูงก้าวประชิดเข้ามาหาผมจนผมต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะอาหาร
"พี่ดูสายตามันออก สายตาที่มันมองหนู มันไม่ได้มองแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง มันจ้องจะงาบหนูอยู่ตลอดเวลา แล้วหนูจะให้พี่ปล่อยหนูไปนอนค้างอ้างแรมในป่าในเขา โดยที่มีไอ้เวรนั่นป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!"
"แต่นี่มันชีวิตผมนะพี่คิริน!"
ผมะโสวนกลับไปสุดเสียง ความโกรธและความน้อยใจตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
"พี่เป็แค่รูมเมต! พี่ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่เ้าของชีวิตผม พี่ไม่มีสิทธิ์มาบงการว่าผมควรจะทำอะไร หรือคบกับใคร พี่จะมาตีกรอบให้ผมอยู่แต่ในห้องนี้ไม่ได้นะ"
คำว่า 'แค่รูมเมต' เหมือนจะไปสะกิดต่อมอะไรบางอย่างของเขา ั์ตาสีเข้มของพี่คิรินวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดและอันตรายขั้นสุด เขาเอื้อมมือมาบีบต้นแขนผมทั้งสองข้างอย่างแรงจนผมเผลอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
"แค่รูมเมตงั้นเหรอ..." เขากดเสียงต่ำจนแหบพร่า ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ดูน่ากลัวราวกับปีศาจโน้มลงมาใกล้
"รูมเมตที่ไหนเขาจูบกันจนปากเปื่อยแบบที่เราทำ รูมเมตที่ไหนเขานอนกอดกันทุกคืน รูมเมตที่ไหนเขายอมให้หนูทำตัวงี่เง่าใส่ขนาดนี้"
"ปล่อยผม ผมเจ็บ!"
ผมพยายามสะบัดแขนออก แต่แรงบีบของเขากลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น เล็บของเขากดลึกลงไปในเนื้อของผม
"หนูเป็ของพี่ ต้นหนาว!"
เขาตวาดลั่น บีบคั้นผมด้วยสายตาดุเหี้ยมที่ทรงอำนาจและเผด็จการ
"พี่มีสิทธิ์ในตัวหนูมากกว่าที่หนูคิด ทุกตารางนิ้วบนร่างกายหนูเป็ของพี่ และถ้าพี่บอกว่าไม่ให้ไป... ก็คือไม่ให้ไป ต่อให้หนูจะแอบไป พี่ก็จะไปตามลากคอหนูกลับมาให้ได้"
คำประกาศกร้าวของเขาทำเอาผมชะงักงันไปชั่วขณะ ความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบีบรัดคอจนหายใจไม่ออกจู่โจมเข้ามา มันไม่ใช่ความอบอุ่นของการถูกปกป้อง แต่มันคือความน่ากลัวของการถูกจองจำในกรงทอง
ผมมองหน้าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า... ผู้ชายที่เคยกอดผมอย่างทะนุถนอมในคืนที่ฟ้าร้อง ผู้ชายที่เคยกินต้มจืดเค็มๆ ของผมจนหมดชามเพื่อรักษาน้ำใจ ผู้ชายที่ผมเพิ่งจะยอมรับกับตัวเองว่าตกหลุมรักเขาไปแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน
แต่ตอนนี้... เขากลับกลายเป็คนแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จัก เป็แค่ผู้ชายเผด็จการที่เอาแต่ใจ หึงหวงจนหน้ามืดตามัว และไร้เหตุผลที่สุด
"พี่มันงี่เง่า..." ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาใสๆ ที่พยายามกลั้นไว้เอ่อคลอขึ้นมาที่เบ้าตา ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความน้อยใจและเสียใจอย่างรุนแรง
"พี่มันเห็นแก่ตัว... พี่ไม่เคยแคร์ความรู้สึกผมเลย... พี่แคร์แต่ความ้าของตัวเอง พี่แคร์แต่จะเอาชนะไอ้พี่ภีม โดยไม่สนเลยว่าผมจะรู้สึกยังไงที่โดนพี่บังคับแบบนี้"
ผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรงจนหลุดออก
ผมจ้องมองใบหน้าคมคายนั้นผ่านม่านน้ำตาที่บดบังวิสัยทัศน์ แววตาของผมเต็มไปด้วยความผิดหวัง ไม่เข้าใจ และเ็ป
"ถ้าการที่ผมยอมพี่ทุกอย่าง... มันทำให้พี่คิดว่าพี่เป็เ้าของชีวิตผมและจะทำอะไรกับผมก็ได้..."
ผมเม้มริมฝีปากแน่น ปล่อยให้น้ำตาหยดหนึ่งไหลกลิ้งลงมาอาบแก้ม
"...งั้นพี่ก็เข้าใจผิดแล้วล่ะ ความรักมันไม่ใช่การบังคับกักขังกันแบบนี้นะพี่คิริน!"
สิ้นคำพูดนั้น ผมก็หมุนตัวหันหลัง วิ่งหนีออกจากโซนห้องครัว ตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนเล็กของตัวเอง แล้วปิดประตูกระแทกดัง 'ปัง!' พร้อมกับกดล็อกกลอนแ่า
ผมทิ้งตัวลงนั่งพิงบานประตู ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไป
ความรู้สึกเ็ปและอึดอัดใจมันตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะขาดใจ ผมเกลียดที่เขาทำตัวเผด็จการ เกลียดที่เขาฉีกใบสมัครทำลายความตั้งใจของผม แต่สิ่งที่ทำให้ผมเ็ปที่สุด...
คือการที่ผมรู้ตัวว่า... ถึงเขาจะใจร้ายและทำตัวเป็เผด็จการขนาดไหน... หัวใจบ้าๆ ดวงนี้ มันก็ยังคงรักและเรียกร้องหาแต่เขาอยู่ดี.