‘สำนัก…ศึกษา!’
สองคำนี้คือสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมในความคิดของเด็กชายทั้งสาม
ทว่าถังฉีกลับเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย
“พี่ใหญ่ ไข่มุกเม็ดนี้มีค่ามากถึงเพียงนั้นเลยหรือขอรับ?”
ถังซานถามเสียงสั่นเครือ หากพี่น้องของเขาได้เรียนในสำนักศึกษา นั่นหมายความว่าจะไม่มีใครกล้ารังแกครอบครัวของพวกเขาอีกต่อไป!
“ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่พรุ่งนี้ต้องรู้แน่ ข้าจะไปถามร้านขายเครื่องประดับในเมือง”
ถังฉีกล่าวด้วยความมั่นใจ
“บ้านของถังจี๋ก็เก็บหอยไปด้วยใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ถึงพ่อของเขาจะบอกว่าหอยมุกไม่ค่อยมีเนื้อ แต่เขาเห็นเราเก็บกลับมาก็ยืนกรานว่าจะเก็บให้ได้บ้าง”
"ไปเถอะ เราไปถามที่บ้านของถังจี๋กันดีกว่า!"
หลังจากได้ไข่มุกมาแล้ว ถังฉีก็พาถังซานไปที่บ้านของถังจี๋
“ฉีเอ๋อร์ ซานเอ๋อร์ กินข้าวกันมาหรือยัง?”
บ้านของถังจี๋กำลังกินอาหารเย็น เมื่อพวกเขาเห็นถังฉีและถังซานมาถึงก็ต้อนรับอย่างอบอุ่น
“ท่านลุง ท่านป้า พวกเรากินมาแล้วเ้าค่ะ/ขอรับ”
ถังฉีไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะกินข้าวในเวลานี้ นางมาเร็วเกินไป!
เมื่อเห็นดังนั้น นางและถังซานก็เตรียมจะขอตัวกลับ
เพียงครู่หนึ่ง ถังหม่านกุ้ยและนางอู๋ภรรยาของเขาก็เดินออกมา
“ฉีเอ๋อร์ ลมอะไรหอบมาละนี่? หากลุงและป้าช่วยอะไรได้ พวกเราจะช่วยเต็มที่”
ถังฉีพินิจมองใบหน้าเปี่ยมไมตรีของถังหม่านกุ้ยพลางจมอยู่ในห้วงความคิด คนเหล่านี้แม้อยู่ในสถานะชนชั้นล่างก็ยังเต็มใจช่วยผู้ที่ตกระกำลำบาก นางตั้งใจว่าหากมีโอกาสต้องช่วยเหลือพวกเขาให้ได้!
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะท่านลุงหม่านกุ้ย แต่ข้ามาเพื่อคุยเื่สำคัญกับท่านและท่านป้าเ้าค่ะ”
ถังฉีเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะพาทั้งสองไปที่ห้องครัว
นางคาดเดาได้ถูกต้อง หอยที่พวกเขาเก็บมายังอยู่ในตะกร้า
ถังฉีหยิบมีดทำครัวขึ้นมาเงียบ ๆ และเปิดหอยออกทีละตัว
แม้ถังหม่านกุ้ยและภรรยาจะไม่เข้าใจเจตนาของเด็กหญิง แต่ก็ไม่ได้กล่าวห้าม
ผ่านไปครู่สั้น ๆ ถังฉีก็พบไข่มุกสองเม็ด ขนาดเล็กกว่าเมล็ดถั่วเหลืองเล็กน้อยและมีตำหนิอยู่บ้าง
"นี่…"
ในฐานะสตรี นางอู๋มองออกทันทีว่าบนมือของถังฉีคือสิ่งใด ใบหน้าพลันเผยประกายความตื่นเต้น
“ท่านป้า นี่คือไข่มุกเ้าค่ะ! หอยที่น้องซานเก็บกลับมาก็มีอยู่บ้างเช่นกัน”
ถังฉีวางไข่มุกที่เพิ่งแงะออกมาได้ลงบนฝ่ามือของนางอู๋โดยไม่ลังเล
“นี่มัน นี่มัน…” นางอู๋พูดตะกุกตะกัก เสียงสั่นเครือ
“ท่านป้า ข้าไม่ทราบราคาของไข่มุกพวกนี้ แต่พรุ่งนี้ข้าตั้งใจจะเข้าเมืองไปสอบถาม ท่านจะไปกับพวกเราหรือไม่เ้าคะ? หากไข่มุกเหล่านี้มีมูลค่าสูง เราจะได้ขายมาซื้อที่ดิน หรือส่งถังจี๋ไปสำนักศึกษาก็ยังได้”
“ไปสิ ไปกัน! พรุ่งนี้เช้าข้าจะขอให้ลุงของเ้าไปด้วย อย่าไปบอกเื่นี้กับใครเชียวล่ะ!”
นางอู๋กำชับเด็ก ๆ
หลังสนทนากันอีกพักหนึ่ง นางอู๋ก็หยิบผักและกุยช่ายจากสวนมอบให้ถังฉี
ถังฉีรับผักมาอย่างมีความสุข และกลับบ้านพร้อมกับถังซาน
ระหว่างทาง ทั้งสองบังเอิญเจอถังต้าสี่ที่ออกมาเดินเล่นหลังอาหารเย็น
“เฮอะ เ้าพวกเด็กเหลือขอไม่มีอันจะกิน! ยังมีหน้าไปขอผักจากชาวบ้านอย่างไร้ยางอาย อดตายไปเสียได้ก็ดี!”
คำผรุสวาทพรั่งพรูออกมาจากปากของถังต้าสี่
ถังฉีเพิกเฉยต่อเขาอย่างสิ้นเชิง สำหรับนาง อะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้เฒ่ากับหนอนเน่าในบ่อเกรอะย่อมรู้ดี สนใจไปก็รังแต่จะทำให้นางรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์!
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องไม่สนใจเขา ถังต้าสี่ก็หันหลังและเดินต่อไป
คืนนั้น ถังฉีผัดเนื้อหอยที่เก็บมาได้ เติมเหล้าจีนสำหรับปรุงอาหาร ต้นหอม ขิง และกระเทียมเพื่อขจัดกลิ่นคาว และผัดในหม้อสักพักก่อนจะโรยกุยช่ายและตอกไข่ลงไปสองฟอง
กลิ่นหอมพลันตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว
จากนั้นนางก็นึ่งข้าวขาวที่เหลือจากมื้อกลางวัน เป็อันเสร็จสรรพสำหรับมื้อเย็น
ถังฉีไม่ยอมให้พวกน้อง ๆ กินหอยมากเกินไป เนื่องจากหอยเป็อาหารที่มีฤทธิ์เย็น ย่อมไม่ดีต่อร่างกายที่อ่อนแอของพวกเขา
รัตติกาลผ่านไปอย่างไร้เหตุการณ์ใด ๆ
เมื่อรุ่งสาง ถังฉีก็ตื่นและลุกขึ้นมานึ่งซาลาเปาแช่แข็งที่เอาออกมาจากห้วงมิติ
ต่อให้นางกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน นางก็ยังนำมาอุ่นใหม่ได้
จากนั้น นางก็ปลุกน้อง ๆ ให้ตื่น
เมื่อทุกคนกินซาลาเปากันเสร็จแล้ว เสียงของนางอู๋ก็ดังมาจากด้านนอกประตู
หลังจากกำชับให้พวกน้องชายอยู่แต่ในบ้านและไม่ออกไปไหน ถังฉีก็ติดตามนางอู๋เข้าไปในเมือง
ครั้งนี้พวกนางไม่ได้นั่งเกวียนเทียมวัว ดังนั้นการเดินทางเข้าเมืองจึงกินเวลามากกว่าครั้งที่แล้วมาก แต่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจ
กว่าจะมองเห็นกำแพงเมืองอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เวลาก็ล่วงผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว
“เมืองเหลียงชิง...”
ตอนนั้นเองที่ถังฉีสังเกตเห็นป้ายบนประตูเมือง
“ฉีเอ๋อร์ เราควรไปถามที่ไหน?” นางอู๋ซึ่งเป็หญิงบ้านนอกไม่ค่อยรู้ความ จึงฝากความหวังไว้ที่ถังฉี
“ท่านป้า เราไปที่ร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกันเถอะเ้าค่ะ พอเข้าไปข้างในแล้ว ข้าจัดการเอง”
"ตกลง!"
นางอู๋พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ปล่อยให้สาวน้อยถังฉีวัยสิบสามปีเป็ผู้นำ
หลังจากเดินต่อไปอีกเล็กน้อย ก็มาถึงร้านขายเครื่องประดับที่หรูหรามากร้านหนึ่ง
“โถงหยกขาว?”
มองไปยังตัวอักษรสีทองทั้งสามตัว ถังฉีก็ก้าวเข้าไปด้านใน
"ออกไป ออกไปนะ! พวกบ้านนอกมาจากไหนกัน โถงหยกขาวไม่ใช่สถานที่สำหรับคนชั้นต่ำอย่างพวกเ้า!"
ถังฉีเพิ่งเข้าไปได้ก้าวเดียว เสี่ยวเอ้อร์ก็ออกมาไล่ตะเพิดพวกนางด้วยความไม่พอใจ
นางอู๋ใและรีบถอยหลังกลับ
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็ครั้งแรกที่นางเข้าไปในร้านที่ตกแต่งอย่างหรูหราเช่นนี้
“ม่านมุกมรกตต้องแสงเลือนราง นกยวนยางในโถงหยกขาว หม้อล้ำค่าเติมความอิ่มหนำรับอรุณ กรุ่นกลิ่นหอมกลีบเบญจมาศสีทอง...
นึกว่าชื่อของโถงหยกขาวจะมาจากบทกวีที่กล่าวถึงความงดงามอันละเอียดอ่อนและสูงส่งของหยกขาวซึ่งมีเพียงสุภาพชนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติสวมประดับบทนี้เสียอีก ข้าคงคาดหวังไปเองว่าโถงหยกขาวจะประพฤติตนสมนามกร กลับกลายเป็ว่าสูงส่งเพียงชื่อ แต่คนจิตใจต่ำทราม ไม่ควรค่าให้ยกย่องเลยสักนิด!"
ถังฉีตวาดอย่างเ็า
แม้จะแต่งกายมอซอ แต่นางกลับสำแดงพลังอำนาจของผู้นำอย่างน่าครั่นคร้าม
เห็นดังนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็รู้สึกเสียขวัญ และคิดว่าตัวตนของเด็กคนนี้น่าเกรงขามยิ่งกว่าเถ้าแก่ของเขาเสียอีก
เขาพินิจพิเคราะห์เด็กหญิงอย่างละเอียดอีกครั้ง และสังเกตเห็นว่ามือและผิวที่หยาบกร้านของนางตรงข้ามกับคุณลักษณะของคุณหนูจากตระกูลผู้ลากมากดีอย่างชัดเจน
“ฮึ่ม เ้าเด็กบ้านนอก! ถ่างตาดูผ้าขี้ริ้วที่เ้าสวมใส่ก่อนเถอะ เ้ามีปัญญาซื้ออะไรที่นี่ได้ไม่ทราบ?”
"กล่าวกันว่ากิจการจะรุ่งเรืองด้วยไมตรีไม่ใช่หรือ? แปลกใจจริง ๆ ที่โถงหยกขาวไม่ต้อนรับลูกค้า เช่นนั้นเราก็ไปหาร้านอื่นกันดีกว่า!"
เอ่ยดังนั้น ถังฉีก็ดึงนางอู๋แล้วเดินออกไป
“เฮอะ... ดูสารรูปของตัวเองก่อนเถอะ คิดจะมาซื้อของที่นี่? แค่พวกเ้าก้าวเข้ามาก็ทำให้อากาศของโถงหยกขาวสกปรกไปด้วยแล้ว!”
*********************